ผมรอวันนี้มานาน… วันที่ผมจะได้สะสางเรื่องที่ค้างคาให้หมดไปเสียที ที่ผ่านมาพ่อผมจะรู้ตัวไหมนะว่าท่านเลี้ยงหมาตัวเมียมาโดยตลอด ไม่ใช่ภรรยาที่เพียบพร้อมสมบูรณ์แบบอย่างที่เคยอวดใคร ๆ ภายใต้ความสวย ความจงรักภักดีที่แสดงให้เห็น นั้นเป็นสิ่งที่ลวงหลอกทั้งสิ้น พ่อผมโดนผู้หญิงที่ทำตัวเหมือนหมาสำส่อนหลอกมาแล้วไม่รู้กี่สิบยี่สิบปี ผู้หญิงที่มีสถานะเป็นแม่ของผมนั้นแอบคบชู้ นางนั่นมันคงไม่คิดว่าเด็กอายุ 4 ขวบจะเข้าใจเรื่องราวของผู้ใหญ่ล่ะมั้ง ถึงได้พาชู้มาสมสู่ถึงในบ้าน ตอนที่พ่อออกไปทำงานโดยที่ในห้องนั้นผมก็อยู่ด้วย ตอนอายุขนาดนั้นผมไม่เข้าใจหรอกว่าแม่กับผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่พ่อถอดเสื้อผ้าทำอะไรกันบนเตียง มาเข้าใจเอาก็ตอนโตแล้ว งานเอกสารที่มันทำอยู่ก็เป็นบริษัทของชู้มัน มันมีข้ออ้างในการออกไปเจอชู้ทุกวันโดยที่พ่อหรือใคร ๆ ต่างไม่สงสัย...
ฉันกลัวเหลือเกิน… กลัวมากเหลือเกิน ไม่คิดเลยว่าเรื่องที่ฉันจินตนาการเอาไว้จะกลายเป็นจริงขึ้นมาวันนี้ มันน่าจะเห็นแก่ความเป็นลูกเป็นแม่ เป็นเลือดเนื้อเดียวกันบ้าง แทนที่จะทำเรื่องน่ากลัวแบบนั้น ฉันรู้สึกว่าลูกชายไม่ค่อยชอบฉันตอนมันอายุสัก 10 ขวบ ฉันขอเรียกลูกชายว่ามันเลยแล้วกัน เด็กเลือดเย็นแบบนั้นฉันรับในฐานะลูกไม่ได้ มันก็เหมือนสัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่งที่ไม่รู้บุญคุณคนเบ่งคลอดมันออกมา หากรู้ว่าโตขึ้นมันจะเลือดเย็น กลายเป็นฆาตกรแบบนี้ ฉันกินยาขับเลือดให้แท้งมันออกมาเสียแต่แรกเลยดีกว่า ตั้งแต่มันอายุ 10 ขวบ มันชอบมองฉันด้วยสายตาแปลก ๆ เป็นสายตาคุกคามแบบที่คนอยู่เหนือกว่ามองคนที่ด้อยกว่า ไม่น่าเชื่อว่าฉันจะได้เห็นสายตาแบบนั้นจากเด็กอายุแค่...
ผมไม่เข้าใจเลย… ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมลูกและภรรยาของผมถึงทำเรื่องน่ากลัวแบบนั้นลงไป ครอบครัวของเราเป็นชนชั้นฐานะปานกลาง ตอนนี้ผมพยายามสุดความสามารถ เพื่อพาครอบครัวไปสู่ฐานะมั่งคั่ง ตัวผมทำงานในบริษัทส่งออกสินค้า เงินเดือนของผมเพียงคนเดียวสามารถเลี้ยงปากเลี้ยงท้องทุกคนในครอบครัวได้ แต่ภรรยาของผมเป็นผู้หญิงหัวสมัยใหม่ ไม่ยอมอยู่บ้านเฉย ๆ รอขอเงินจากสามีใช้ เธอทำงานเกี่ยวกับเอกสารให้บริษัทแห่งหนึ่ง เราสองคนมีลูกชายด้วยกันเพียงคนเดียวอายุ 13 ปี เพิ่งเข้าเรียนชั้น ม.1 ในปีนี้ ลูกชายของผมคนนี้ค่อนข้างขี้อาย แต่ไม่มีปัญหาในการเข้าสังคม แกเป็นคนช่างคิด ช่างจินตนาการ เวลาไปไหนจะพกสมุดจดบันทึกไว้ด้วยเสมอ...
อาทิตย์เลื่อนต่อไปอีก มีนักวิจัยเดินถือแก้วกาแฟและขนมปังแผ่นผ่านกล้องไปอีก 6-7 คน มาเดี่ยวบ้าง มาคู่บ้าง ทว่าก็ไม่ใช่คนที่มาลีตามหา อาทิตย์คิดในใจว่าหากเพื่อนของมาลีที่ชื่อไมค์ปลอมหน้าตาด้วยล่ะ เธอคงจะจำเพื่อนของเธอไม่ได้แน่ เขาอาจเป็นใครสักคนที่เดินผ่านกล้องไปแล้วก็เป็นได้ และในที่สุดมาลีก็นั่งไม่ติดเก้าอี้ เมื่อมีนักวิจัยในชุดกาวน์ถือแก้วกาแฟและขนมปังแผ่นเดินเข้ามาอีกคน “คนนี้แหละๆ” มาลีร้องพร้อมชี้นิ้วมาที่หน้าจอโน้ตบุ๊กของอาทิตย์ ไมค์เป็นคนรูปร่างสูงใหญ่แบบนักกีฬา ผิดกับนักวิจัยส่วนใหญ่ในนี้ที่สูงผอม ใบหน้าของเขาคมสัน ดูหล่อเหล่าแม้มองจากภาพที่ไม่ค่อยชัดของกล้องวงจรปิด เขาคงศึกษาพฤติกรรมของผู้คนในนี้มาอย่างดี รู้ว่าควรเข้ามาเวลาไหน แต่งตัวอย่างไรและต้องถืออะไรติดมือมาบ้าง ไมค์เดินเลยกล้องที่ชื่อเมนเกทไปแล้ว อาทิตย์กดสลับไปที่กล้องตัวถัดไปซึ่งถ่ายบริเวณทางเดิน...
ทีแรกนายจ้างของอาทิตย์เสนอพี่ในที่ทำงานซึ่งมีประสบการณ์ด้านการโอนย้ายข้อมูลให้ตามไปช่วยอีกแรง แต่อาทิตย์ปฏิเสธเพราะไม่อยากให้ใครมารู้เห็นหรือสงสัยในภารกิจของเขา นายจ้างบอกว่าทำอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าอาทิตย์ไปที่นั่นคนเดียว ทางสำนักวิจัยจะว่าเอาได้ว่าบริษัทของเราไม่มีความเป็นมืออาชีพและพลันหมดความน่าเชื่อถือลง อาทิตย์จึงเลือกให้น้องฝึกงานท่าทางเซ่อซ่าติดตามไปเป็นลูกมือแทน เมื่อเตรียมฮาร์ดดิสก์รุ่นใหม่เปี่ยมประสิทธิภาพไว้หลังรถตู้แล้ว อาทิตย์ก็ขับเพื่อขนมันไปที่สำนักวิจัยพร้อมกับน้องฝึกงาน ระหว่างทางน้องฝึกงานเอาแต่นั่งจิ้มโทรศัพท์มือถือ ตั้งแต่เข้ามาฝึกงานที่บริษัท อาทิตย์ไม่เห็นเด็กคนนี้มีปฏิสัมพันธ์กับใครเลย ถามอะไรคำก็ตอบคำอย่างกับเป็นหุ่นยนต์ แต่ดีเหมือนกันจะได้ไม่เป็นอุปสรรคมาจุ้นจ้านภารกิจของเขา มาลีบอกว่าไมค์หายตัวไปเมื่อวันที่ 5 ของ 3 เดือนที่แล้ว หากดูภาพจากกล้องวงจรปิดในวันนั้นคงรู้แน่ว่าไมค์หายไปไหน ภาพจากกล้องวงจรปิดถูกเก็บไว้ในห้องเก็บเซิร์ฟเวอร์ที่อาทิตย์กำลังจะเข้าไป แต่ไม่รู้ว่าผ่านมานานขนาดนี้ ระบบจะลบภาพเหล่านั้นทิ้งโดยอัตโนมัติหรือเปล่า...
เมื่อได้ยินอาทิตย์ถามเช่นนั้น หญิงสาวลึกลับก็มีท่าทีลุกลี้ลุกลน หันมองซ้ายขวาอย่างกลัวใครจะมาเห็น “คุยกันที่นี่ไม่ปลอดภัย เรื่องที่เราจะคุยกันต่อไปนี้เป็นความลับระหว่างนายกับฉันเท่านั้น จะให้ใครมาได้ยินไม่ได้ ห้องของนายอยู่ชั้น 3 ห้อง 314 ใช่ไหม?” ไม่รอให้อาทิตย์พูดอะไร หญิงสาวลึกลับก็เดินดุ่ม ๆ หายเข้าไปในอพาร์ทเมนท์ของอาทิตย์เสียแล้ว ชายหนุ่มยืนงงอยู่กลางซอยที่ห้อมล้อมไปด้วยอาคารที่พัก เขาหิ้วถุงในมือเดินตามหญิงสาวลึกลับเข้าไปในอพาร์ทเมนท์ที่เขาเช่าอยู่ เมื่อเข้ามาถึงข้างในอาคารสร้างใหม่ ตกแต่งและทาสีด้วยสีสันสดใสก็พบว่าเธอรอเขาอยู่ในลิฟต์ ห้องพักของเขาอยู่ชั้นสาม ปกติไม่เคยใช้ลิฟต์เพราะเดินเท้าขึ้นบันไดตลอด แต่วันนี้เมื่อหญิงสาวลึกลับท่าทางไม่น่าไว้ใจปรากฏตัว เขาต้องจับตาดูเธอไว้ตลอด...
งานดูแลรักษาระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เป็นงานที่น่าเบื่อมาก “อาทิตย์” ทำงานแสนน่าเบื่อนี้ให้บริษัทรับติดตั้งระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์แห่งหนึ่งมาย่างเข้าปีที่ 3 แล้ว โดยเริ่มตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรี สมัยยังเป็นนักศึกษา เขาวาดฝันไว้ว่าอยากทำงานคลุกคลีกับคอมพิวเตอร์ เพราะหลงใหลเจ้าเครื่องคำนวณไฟฟ้านี้ แต่เมื่อได้เข้ามาทำงานจริง แต่ละวันกลับไม่สวยงามเหมือนดังวาดฝัน วันจันทร์ถึงวันศุกร์เขาเจอลูกค้าน่ารำคาญไม่ซ้ำกันเลย ลูกค้าบางคนไม่เข้าใจว่าทำไมอะไหล่คอมพิวเตอร์ชิ้นเล็ก ๆ ถึงราคาแพงหูฉี่และทำไมต้องรอนำเข้าจากต่างประเทศนานเป็นสัปดาห์ บางคนไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเสียเงินซื้อซอร์ฟแวร์ลิขสิทธิ์ที่จับต้องเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้ ในเมื่อของเหล่านี้สามารถหาดาวน์โหลดได้ฟรีจากอินเตอร์เน็ต ลูกค้าบางคนอวดรู้ ชอบหลับหูหลับตาเถียงเกี่ยวกับศัพท์เทคนิคด้านคอมพิวเตอร์ที่ตนเองจำมาผิด ๆ ถูก ๆ...
ภาพต่อมาถ่ายที่บ้าน ตั้วโตขึ้นจากรูปก่อนอย่างก้าวกระโดด เขานั่งบนพื้น ที่ตักมีเด็กทารกคนหนึ่งซึ่งคงเป็นตั้ม รูปนี้ตั้วยังคงหน้าอมทุกข์เหมือนเดิม เขายังไม่ยินดีที่ได้น้องชายมาอยู่ร่วมบ้านด้วยอีกคน “สองพี่น้องใครหล่อกว่ากันเอ่ย?” นงเยาว์เปรย แล้วมองลูกชายคนโตกับคนเล็กสลับกัน “หล่อพอกันแหละแม่ แต่ตั้มอาจหล่อกว่าพี่ตั้วนิดหนึ่ง” ตั้มเล่นหูเล่นตาใส่แม่ นิสัยนี้เองที่ตั้วติดมาจากน้องชาย จนเขากลายเป็นคนใหม่ที่มองโลกสดใสและกล้าแสดงออก รูปถัดจากนั้นหลาย ๆ รูปเป็นสมัยตั้วเรียนมัธยม ถ่ายในงานวิชาการต่าง ๆ ที่ตั้วแข่งขันและได้รับรางวัล ตอนตั้วเล่นละครเวทีที่งานราตรีโรงเรียน ถ่ายกับเพื่อนตอนแข่งบาสเก็ตบอลเหงื่อโชก ไปทัศนะศึกษาที่ต่าง...
ตั้วมองสองคนที่มายืนข้างเตียงอย่างพินิจวิเคราะห์ คนหนึ่งเป็นหญิงวัยกลางคนที่มีริ้วรอยแห่งวัยกระจายอยู่ทั่วใบหน้า อีกคนเป็นเด็กผู้ชายวัยประมาณ 12-13 หน้าตาดูฉลาดหลักแหลม ซึ่งน่าจะเป็นลูกชายของหญิงคนนี้ ตั้วนึกไม่ออกว่าสองคนนี้เกี่ยวข้องกับเขาอย่างไร ทำไมจึงมาอยู่ในห้องนี้ได้ “ฟื้นแล้วเหรอลูก รู้ไหมลูกนอนสลบไม่ได้สติไปสามวันสามคืนเต็ม ๆ แม่ค่อยโล่งใจหน่อยที่เห็นลูกฟื้นเสียที” หญิงวัยกลางคนพูดอย่างเก็บอาการดีใจเอาไว้ไม่ได้ “แม่เป็นห่วงพี่มากเลยนะ เตรียมข้าวต้มมาทุกวันเผื่อพี่ตื่นมาแล้วหิวจะได้กิน” เด็กชายพูด “แม่ถามหมอแล้วนะ หมอบอกว่าอนุญาตให้ลูกกินอาหารรสอ่อนได้ จะกินข้าวต้มเลยไหม แม่จะได้เอาไปอุ่นให้” จนถึงตอนนี้ตั้วยังนึกไม่ออกว่าเขาเกี่ยวข้องกับสองคนตรงหน้านี้อย่างไร ในหัวของเขาตอนนี้โล่งไปหมดไร้ซึ่งข้อมูลใด ๆ...