ตั้วมองสองคนที่มายืนข้างเตียงอย่างพินิจวิเคราะห์ คนหนึ่งเป็นหญิงวัยกลางคนที่มีริ้วรอยแห่งวัยกระจายอยู่ทั่วใบหน้า อีกคนเป็นเด็กผู้ชายวัยประมาณ 12-13 หน้าตาดูฉลาดหลักแหลม ซึ่งน่าจะเป็นลูกชายของหญิงคนนี้ ตั้วนึกไม่ออกว่าสองคนนี้เกี่ยวข้องกับเขาอย่างไร ทำไมจึงมาอยู่ในห้องนี้ได้
“ฟื้นแล้วเหรอลูก รู้ไหมลูกนอนสลบไม่ได้สติไปสามวันสามคืนเต็ม ๆ แม่ค่อยโล่งใจหน่อยที่เห็นลูกฟื้นเสียที” หญิงวัยกลางคนพูดอย่างเก็บอาการดีใจเอาไว้ไม่ได้
“แม่เป็นห่วงพี่มากเลยนะ เตรียมข้าวต้มมาทุกวันเผื่อพี่ตื่นมาแล้วหิวจะได้กิน” เด็กชายพูด
“แม่ถามหมอแล้วนะ หมอบอกว่าอนุญาตให้ลูกกินอาหารรสอ่อนได้ จะกินข้าวต้มเลยไหม แม่จะได้เอาไปอุ่นให้”
จนถึงตอนนี้ตั้วยังนึกไม่ออกว่าเขาเกี่ยวข้องกับสองคนตรงหน้านี้อย่างไร ในหัวของเขาตอนนี้โล่งไปหมดไร้ซึ่งข้อมูลใด ๆ ทั้งสิ้น
“คุณเป็นใครครับ?” ตั้วเอ่ยออกไป
คำพูดนั้นราวกับไปตบหน้าของหญิงวัยกลางคนให้ด้านชา เธอมีสีหน้าตกใจ เพราะคาดไม่ถึงว่าอุบัติเหตุทางรถยนต์จะทำให้ลูกชายคนโตของเธอความจำเสื่อม
“นี่แม่ไงลูก ตั้วจำแม่ไม่ได้เหรอ?” หญิงวัยกลางคนถามเสียงเครือเหมือนจะร้องไห้ออกมา
“แล้วพี่จำผมได้หรือเปล่า ผมตั้มน้องชายพี่ไง?” เด็กชายเกาะขอบเตียงพลางยื่นหน้ามาถาม
ตั้วส่ายหน้า ตอนนี้เขาจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง รู้แค่เพียงว่าตัวเองชื่อตั้วเพราะได้ยินหญิงวัยกลางคนเรียกเขาว่าอย่างนั้น จำไม่ได้ว่าครอบครัวของตัวเองประกอบด้วยใครบ้าง ตัวเองประกอบสัมมาอาชีพใด พบเจอเหตุการณ์อะไรถึงเจ็บหนักจนเข้าโรงพยาบาล เขาจำอะไรไม่ได้จริง ๆ แล้วน้ำตาที่กลั้นไว้ของหญิงวัยกลางคนก็ไหลลงมา เนื่องจากใจสลายที่ลูกชายคนโตเห็นเธอเป็นคนแปลกหน้า
ตั้วกินมื้อกลางวันเสร็จก็หลับไป คุณหมอเจ้าของไข้มาตรวจดูอาการ นงเยาว์กระวนกระวายถามหมอว่าลูกชายของตนจะความจำเสื่อมอย่างนี้ไปตลอดหรือ หากเป็นเช่นนั้นเธอคงเสียใจที่ลูกชายคนโตลืมเรื่องราวทุกอย่างที่ผ่านมาเกี่ยวกับเธอและครอบครัว
“สมองของคนไข้ได้รับการกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ ช่วงแรกที่สมองกำลังฟื้นตัว มีความเป็นไปได้ว่าอาจจำอะไรไม่ได้ แต่เมื่อสมองกลับมาอยู่ในสภาพปกติ ความทรงจำจะทยอยกลับมาเอง คุณแม่ไม่ต้องห่วงครับ ผมจะจัดยาบำรุงเพิ่มให้คนไข้ก็แล้วกัน”
“โล่งอกไปทีค่ะ ดิฉันคิดว่าลูกชายจะความจำเสื่อมเป็นการถาวรเสียอีก แล้วมีวิธีไหนช่วยให้เขาฟื้นความทรงจำขึ้นมาเร็ว ๆ ไหมคะ?”
“คุณแม่หาอะไรมากระตุ้นความทรงจำเขาก็ได้ครับ ไม่ว่าจะเป็นรูปถ่าย หรือพาไปสถานที่ที่เขาคุ้นเคย เมื่อคนไข้ได้เห็นสิ่งเหล่านั้น เป็นไปได้ว่าจะทำให้ความทรงจำกลับมาได้ไวขึ้น ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวก่อนนะครับ”
“ขอบคุณค่ะคุณหมอ” นงเยาว์ไหว้ขอบคุณหมอหนุ่มแล้วเดินมาส่งที่ประตู เดี๋ยวต้องกลับบ้านไปรื้ออัลบั้มรูปเก่า ๆ มาให้ลูกชายคนโตดูเสียแล้วเพื่อเขาจะได้กลับมาจำอะไร ๆ ได้
ในความฝัน ตั้วยืนประจันหน้ากับเด็กชายที่มีหน้าตาเหมือนตัวเขา เด็กชายยังคงปั้นหน้าตายไร้อารมณ์เหมือนเดิม
“นายเป็นใคร?” ตั้วเอ่ยถาม
“ฉันคือนายในวัยเด็กไง”
ตั้วเหยียดยิ้มให้กับคำพูดของเด็กชาย
“ไม่จริง! ตอนเด็กฉันไม่ได้อมทุกข์เหมือนอย่างนาย เราสองคนไม่มีอะไรเหมือนกันเลยสักอย่าง นอกจากรูปลักษณ์ภายนอก แล้วนายจะเป็นฉันได้ยังไง”
“ไม่แปลกที่นายจะจำตัวเองคนเดิมซึ่งคือฉันไม่ได้ นับตั้งแต่นายมีน้องชาย บุคลิกนิสัยของนายก็เปลี่ยนแปลงไป จนวันหนึ่งนายตัดสินใจขังฉันเอาไว้ในห้วงลึกสุดของจิตใจ แล้วเปลี่ยนตนเองเป็นคนใหม่ซึ่งคือนายในตอนนี้ ครั้งที่แล้วฉันขุดความทรงจำที่นายถมทิ้ง ขึ้นมาให้ดู ยังจำอะไรไม่ได้อีกเหรอ คิดดูให้ดีสิ ตอนนายเป็นเด็กอายุเท่าฉัน ต้องพบเจอเหตุการณ์อะไรมาบ้าง?”
คำพูดของเด็กชายสะกดตั้วให้คิดรื้นฟื้นถึงภาพที่เห็นเมื่อในความฝันเมื่อครั้งก่อน ภาพเหล่านั้นมีหลายล้านภาพประดาเข้ามาในหัวพร้อมกันทีเดียวเกินสมองจะรับไหว ทว่าตั้วกลับจำภาพเหล่านั้นได้ทั้งหมด อาการที่เราเห็นภาพในอดีตย้อนกลับมามีศัพท์เรียกว่าแฟลชแบ็ก ภาพเหล่านั้นทำให้ตั้วนึกถึงความฝันสองครั้งแรกที่เด็กชายปรากฏตัว ทั้งภาพความทรงจำและความฝันนั้นเกี่ยวโยงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
“ขณะกำลังหวั่นใจในความมืด เด็กชายก็ตกใจที่จู่ ๆ ก็มีบางสิ่งสากกระด้างคล้ายแผ่นไม้ไม่ได้ขัดเสี้ยนออก ตบฉาดอย่างแรงเข้าที่แก้มข้างซ้าย จนตัวเขาลอยล่องสู่กลางอากาศ”
“ร่างผอมบางก็ตกสู่หนองน้ำเสียงดังตูมใหญ่” เชื่อมโยงกับภาพความทรงจำในอดีตที่ตั้วเคยถูกพ่อตบหน้า เขาจำไม่ได้ว่าเหตุผลอะไรพ่อถึงตบหน้าเขา แต่สำหรับเด็กตัวเล็กที่ยังไม่ประสีประสามีเหตุผลอะไรร้ายแรงถึงขนาดต้องตบหน้าเชียวหรือ
“เด็กชายพยายามตะเกียกตะกาย หนีเอาตัวรอดจากมัจจุราชสุดชีวิต เขาตะโกนร้องขอความช่วยเหลือตามที่สัญชาตญาณสั่ง แต่กลับไร้ผล ฟองอากาศไหลออกจากปอด ผ่านปากพุ่งขึ้นเหนือน้ำ กลายเป็นว่ายิ่งเร่งนาทีตายให้มาถึงเร็วขึ้น เขาสำลักน้ำเข้าไปเต็มปอด” เชื่อมโยงกับภาพความทรงจำในอดีตที่ตั้วเคยถูกพ่อกดหัวลงอ่างน้ำ เขาจำเหตุผลไม่ได้อีกเหมือนกันว่าก่อเรื่องอะไร พ่อถึงทำกับเขาเช่นนั้น แต่การลงโทษด้วยวิธีนี้รุนแรงเกินไปสำหรับเด็กหรือเปล่า มันโหดร้ายต่อจิตใจของเด็กที่ถูกพ่อแท้ ๆ ของตนเองทำร้ายจนปางตาย ในสายตาของตั้วตอนนั้นมองผู้ชายคนนี้ไม่ใช่พ่ออีกต่อไป แต่เป็นมัจจุราชที่ใช้ชีวิตร่วมชายคาเดียวกัน
“สั่งสอนให้มันรู้เสียบ้าง อีกหน่อยคงไม่เห็นหัวเรา เห็นเราเป็นหมูเป็นหมา”
“เอาเลยค่ะ! จัดการมันเลย เอาให้เจ็บหนัก ๆ จนลุกขั้นมาไม่ได้เลย”
“ในที่สุดเด็กหนุ่มก็ร่วงถึงพื้นโดยไม่รู้สึกเจ็บเหมือนกระดูกแตกหรือกระดูกร้าวอย่างที่คนตกจากที่สูงควรจะเจ็บ แต่กลับรู้สึกแสบบริเวณก้นเหมือนถูกเฆี่ยนด้วยเรียวแทน” เชื่อมโยงกับภาพความทรงจำในอดีตที่ตั้วเคยถูกพ่อใช้หวายฟาดก้นตามคำยุยงของแม่ เขาคงดื้ออะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปตามประสา แต่ผู้เป็นแม่กลับยุให้พ่อใช้วิธีลงโทษโดยการเฆี่ยนตีลูกแท้ ๆ ซึ่งเป็นมนุษย์ เขามีความเจ็บปวด ไม่เหมือนตุ๊กตาที่ความรู้สึกด้านชา ไม่เหลือใครเป็นที่พึ่งแก่เขาได้อีกแล้ว
“ข้างล่างนี้หนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ กลิ่นอับชื้นโชยมาจากทั่วทุกสารทิศ เด็กหนุ่มค่อย ๆ ก้าวเดินต่อไปท่ามกลางความอ้าวว้างเปล่าเปลี่ยวที่มีอยู่ล้นอก จู่ ๆ ก็มีมือที่มองไม่เห็นฉุดคอเสื้อเด็กหนุ่มขึ้นสู่เบื้องบน คอเสื้อรัดรอบคอเด็กหนุ่มแน่นจนหายใจไม่ออก” เชื่อมโยงกับภาพความทรงจำในอดีตที่ตั้วรู้ตัวว่ากำลังจะถูกพ่อลงโทษ จึงรีบวิ่งหนีมาหลบอยู่ช่องว่างด้านหลังตู้เย็น แต่ไม่อาจรอดพ้นสายตาของผู้เป็นพ่อไปได้ แม้จะร้องไห้จนเสียงแหบเสียงแห้งและน้ำตาไหลรินจากตาทั้งสองข้างของเด็กชาย แต่ก็ไม่ช่วยให้การลงโทษเบาลงแต่อย่างใด บ้านหลังนี้ไม่มีที่ปลอดภัยสำหรับเขาอีกต่อไป
ภาพความทรงจำกลับมาพร้อมความรู้สึกเจ็บปวดร้าวลึกที่ถูกบุพการีทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ มันเป็นฝันร้ายที่เกิดขึ้นจริงและเขาได้เผชิญ เขาหลั่งน้ำตาร้องไห้ออกมาเป็นสายให้บาดแผลในอดีต สภาพจิตใจของเด็กวัยเพียงแค่นั้นบอบช้ำเกินเยียวยา ด้วยวิธีการเลี้ยงดูเช่นนั้น ทำให้ตั้วในวัยเด็กเป็นเด็กที่ไม่พูดจา ไม่เข้าสังคม มีใบหน้าคล้ายคนอมทุกข์ตลอดเวลา
เมื่อตั้มน้องชายของเขาเกิด อะไร ๆ ก็ดูคลี่คลายไปในทางที่ดี ตั้มคลอดก่อนกำหนดโดยวิธีผ่าตัดและร่างกายอ่อนแอจนต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนานนับเดือน พ่อแม่เกือบเสียลูกชายคนสุดท้องไป ทำให้เข้าใจคุณค่าของชีวิตน้อย ๆ ที่ตนเป็นผู้ให้กำเนิด พ่อแม่เลี้ยงดูประคบประหงมตั้มจนเขาแข็งแรง และเอาใจใส่มอบความรักแก่ตั้วมากขึ้น จิตใจของตั้วได้รับการเติมเต็ม เขามองโลกได้สดใสกว่าเดิม จนวันหนึ่งสลัดบุคลิกคนอมทุกข์ทิ้ง แล้วกลายมาเป็นอย่างทุกวันนี้แทน แต่บุคลิกเดิมไม่ได้หายไปไหน ถูกฝังอยู่ลึกใต้จิตสำนึกของเขามาโดยตลอด
“เข้าใจทุกอย่างแล้วใช่ไหม?” เด็กชายถาม
ตั้วยังคงหลั่งน้ำตาออกมาเป็นสายไม่มีท่าทีว่าจะหยุด
“นายเคยสัญญากับตนเองว่า เมื่อโตขึ้นจนแข็งแรงสามารถสู้กับพ่อได้ นายจะทำให้พ่อได้ลิ้มรสความเจ็บปวดที่เคยทำกับเราไว้ ตอนนี้ถึงเวลานั้นแล้ว รีบจัดการเร็วสิ ให้พ่อได้ลิ้มรสความเจ็บปวดอย่างที่เราเคยเจอ” เด็กชายพูดพร้อมรอยยิ้มแสยะอย่างมีเลศนัยปรากฏขึ้นบนใบหน้า มันเป็นรอยยิ้มที่น่าขนลุก ซึ่งไม่น่าปรากฏอยู่บนหน้าเด็กวัยนี้ได้ ร่างของเด็กชายค่อย ๆ กลืนเข้าไปในความมืด เขาไม่ได้หายไปไหน แต่เข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกับตั้วต่างหาก
ตั้วแสยะยิ้มอย่างมีเสศนัยเช่นเดียวกับเด็กชาย แววตาของเขาแข็งกระด้าง ฉายความอาฆาตประสงค์ร้ายไร้ความยับยั้งชั่งใจ ตั้วที่มีวุฒิภาวะเป็นผู้ใหญ่ไม่อยู่ในตัวของเขาแล้ว กลับเป็นตั้วครั้งสมัยยังเป็นเด็ก ผู้เปี่ยมไปด้วยความเคียดแค้นต่อบุพการี
นงเยาว์รื้ออัลบั้มรูปถ่ายมาได้สองเล่ม เธอเอามาให้ลูกชายคนโตดู พลางอธิบายว่ารูปไหนถ่ายเมื่อไหร่ในโอกาสอะไร ภาพถ่ายของตั้วในวัยเด็กมีเพียงไม่กี่ภาพจนนับจำนวนได้ นั่นสะท้อนถึงพ่อแม่ที่ไม่ใส่ใจลูกชาย ไม่สนที่จะบันทึกภาพลูกชายในช่วงวัยต่าง ๆ ที่เขาเจริญเติบโต
ภาพแรกที่เปิดออกมา เป็นภาพตั้วในวัยทารกที่ถูกห่อด้วยผ้าอ้อมสีขาวโผล่ออกมาให้เห็นเพียงใบหน้าที่หลับตาพริ้ม
“ภาพนี้ถ่ายตอนวันแรกที่ตั้วเข้ามาอยู่บ้าน น้ำหนักแรกเกิดลูกตั้งสามกิโลกว่าแน่ะ แม่อุ้มได้เต็มแขนพอดีเลย”
ภาพต่อมาเป็นภาพตั้วนั่งจุมปุ๊ก ในมือมีรถของเล่น เขาในตอนนี้มีผมดกดำตัดแต่งเป็นทรงน่าจะอายุ 2-3 ขวบแล้ว ช่วงอายุก่อนหน้าพ่อแม่ของเขาไม่สนใจที่จะถ่ายเก็บไว้เลย
“ดูสิลูกตัวใหญ่เชียว อายุแค่สองขวบกว่า ๆ เองมั้ง ลูกแรงเยอะมาก พังของเล่นรายวันเลยทีเดียว” นงเยาว์พูดไปดูรูปไปแล้วยิ้มอย่างอิ่มเอมที่ได้หวนนึกถึงอดีตอีกครั้ง
ตั้วคิดในใจ พอเขาทำของเล่นพัง คงถูกพ่อแม่ดุด่าแน่นอน หวังว่ากับเด็กไรเดียงสาอายุแค่นั้น พวกเขาคงไม่ลงไม้ลงมือหรอกนะ ตั้วเองยังจำความไม่ได้เลย
ภาพต่อมาตั้วโตขึ้นน่าจะเข้าเรียนชั้นประถมแล้ว เขาใส่เสื้อสีเขียวแปร๋นลายดอกลีลาวดี ที่แก้มมีดินสอพองแปะ ในมือถือปืนฉีดน้ำกระบอกเล็ก คงถ่ายตอนวันสงกรานต์แน่นอน ใบหน้าของเขาไม่ยิ้มแย้มแจ่มใสให้กับของเล่นที่อยู่ในมือเลย กลับดูอมทุกข์เหมือนเด็กชายในความฝันอย่างไรอย่างนั้น
“ปืนกระบอกนี้แม่เลือกให้เองเลยนะ ไม่ว่าลูกจะถือปืนกระบอกไหนก็ดูเท่ไปหมดจริงไหม?”
ปืนฉีดน้ำกระบอกเล็กนิดเดียว ทำจากพลาสติกใสสีเดียวดูไม่มีราคาค่างวดอะไร ที่แม่ของเขาบอกว่าเป็นคนเลือกให้ คงเลือกจากราคาที่ถูกที่สุดในร้าน กับแค่ปืนฉีดน้ำที่ซื้อเพียงปีละครั้ง ซื้อกระบอกดีกว่านี้ตามที่ลูกชอบไม่ได้หรือ
ภาพต่อมาเป็นภาพตั้วในเสื้อแขนกุดสีส้ม ยืนอยู่บนแท่นรางวัลที่หนึ่งในงานกีฬาสี เขายื่นเหรียญทองที่ห้อยคอเข้าหากล้อง ใบหน้าเรียบเฉยไม่ยินดีกับรางวัลชิ้นนี้ ตั้วจำภาพนี้ได้ถ่ายตอนเขาชนะแข่งกรีฑาในงานกีฬาสีโรงเรียนตอนอยู่ ป.5
“รูปนี้ถ่ายที่งานกีฬาสี ลูกอยู่สีส้ม ลงวิ่งแข่งแล้วได้เหรียญทองมา แม่ยังจำได้อยู่เลยว่าลูกวิ่งเร็วมาก ทิ้งห่างสีอื่นตั้งหลายเมตร จนโฆษกพากย์การแข่งตั้งฉายาให้ลูกว่าเจ้าหนูลมกรด” พูดแล้วนงเยาว์ก็ลูบหัวลูกชายคนโต ดูมาจนถึงภาพนี้แล้วเขาพอจำอะไรขึ้นมาได้บ้างไหมนะ ขอเพียงแค่เลือนรางก็ยังดี
Leave a comment