อากาศยานลำยักษ์เหินอยู่กลางเวหา เหนือแผ่นดินที่มีภูมิทัศน์เป็นภูเขาสูงต่ำเขียวขจี เมฆเกาะกลุ่มก้อนสีหม่นคล้ำ ดูคล้ายพร้อมจะสาดสายฟ้าสู่เบื้องล่างในเร็วนี้ ไฟสัญญาณแจ้งให้ผู้โดยสารรัดเข็มขัดที่นั่งสว่างขึ้น เสียงนักบินประจำเครื่องดังขึ้นผ่านลำโพง แจ้งให้ผู้โดยสารทราบว่าเครื่องบินลำนี้กำลังจะถึงที่หมายในอีกไม่ช้า
ทิวทัศน์ด้านล่างเริ่มมีตึกรามบ้านช่องให้เห็นบ้างแล้ว ท้องถนนแม้จะมีรถราหลายคันสัญจรแต่ยังดูโล่งมาก เมื่อเทียบกับท้องถนนในเมืองหลวงที่แน่นขนัดไปเสียทุกสาย เครื่องบินลดระดับความสูงลงกะทันหัน ทำเอาผู้โดยสารเสียวตรงท้องน้อย หัวใจหล่นวูบไปตาตุ่ม
ในที่สุดเครื่องบินจากเมืองหลวงลำนี้ก็พาผู้โดยสารมาถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ ชายหนุ่มวัยรุ่นนั่งรออยู่ตรงที่นั่งเพื่อรอผู้โดยสารคนอื่นทยอยลงจากเครื่อง เมื่อเครื่องบินโล่งดีแล้วเขาค่อยลุกขึ้นมาหยิบกระเป๋าของตนเอง จากช่องเก็บสัมภาระเหนือที่นั่งลากตามคนอื่นออกไป เมื่อมองออกมาจากอาคารผู้โดยสารขาเข้าจะเห็นเครื่องบินจอดอยู่บนลานไม่กี่ลำ มีภูเขาสีเขียวสดบดบังบางส่วนด้วยหมอกจาง ๆ เป็นฉากหลัง สายฝนโปรยปรายเบา ๆ พอให้บรรยากาศสดชื่น ดูแล้วคงไม่ตกหนักไปมากกว่านี้ เขารู้สึกอิ่มเอมใจเหลือเกิน ที่อีกสี่ปีต่อจากนี้จะได้ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนี้ ได้ฟอกปอดให้สะอาด จากที่เคยสูดแต่มลภาวะในเมืองหลวงมาทั้งชีวิต
ชายหนุ่มผู้นี้ชื่อว่า “เหรียญ” เขาใช้ชื่อนี้มาตั้งแต่เกิด พ่อแม่ตั้งให้ เป็นชื่อที่ใครต่างบอกว่าแปลก ที่ผ่านมาเขายังไม่เคยเจอใครชื่อซ้ำกับเขา เขาภูมิใจกับชื่อนี้เพราะคิดว่ามันเท่ดี ประเทศนี้หรือทั้งโลกนี้ อาจมีเขาเพียงคนเดียวที่มีชื่อว่าเหรียญก็เป็นได้ เหรียญหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดเครื่อง รอสักพักให้เครื่องพร้อมใช้งานก็กดโทรไปหาพี่ปอนด์ ลูกพี่ลูกน้องที่มาเรียนหมอได้สามปี ณ มหาวิทยาลัยที่เขากำลังจะมาเรียน
พี่ปอนด์บอกว่าขับรถมาจอดรอที่ลานจอดรถหน้าสนามบินแล้ว ให้เหรียญเดินออกประตูสองมาหาได้เลย เหรียญทราบดังนั้นก็เดินลากกระเป๋าหาทางออกจากสนามบิน เขาเป็นว่าที่นักศึกษามหาวิทยาลัยประจำจังหวัดนี้ เป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังติดอันดับต้น ๆ ของประเทศ ใคร ๆ ต่างใฝ่ฝันอยากเข้ามาเรียนในรั้วแห่งนี้ ด้วยชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย คุณพ่อคุณแม่ของเหรียญที่ห่วงลูกชายคนเดียวมาก จึงยอมตัดสินใจให้ลูกชายมาอยู่ไกลหูไกลตา อีกอย่างยังมีหลานชายผู้เอาดีร่ำเรียนถึงหมอ อยู่เป็นหูเป็นตาคอยดูแลลูกชายแทนก็ไม่มีอะไรให้ต้องห่วงนัก
ปรี๊น!
เสียงแตรดังมาจากรถเก๋งสีขาวมุก เหรียญสะดุ้งหันไปมอง เห็นหน้าต่างฝั่งตรงข้ามคนขับหมุนลง พี่ปอนด์พยายามชะโงกหน้าออกมาตะโกนเรียกให้ขึ้นรถ เหรียญยิ้มทักทาย เปิดประตูหลังรถเก๋งแล้วเอาสัมภาระเข้าไปวางก่อนจะมุดเข้าไปนั่ง พอปิดประตูพี่ปอนด์ก็ออกรถ
“เป็นไง ห่างบ้านครั้งแรกจะคิดถึงบ้านหรือเปล่าเนี่ย?” พี่ปอนด์เปิดการสนทนา
“ไม่รู้สิพี่ แล้วพี่ปอนด์ล่ะคิดถึงบ้านบ้างไหม? ไม่ค่อยเห็นกลับบ้านเท่าไรเลยนะ”
“แต่ละวันของพี่มีแต่ตำราสุมหัว ไม่ค่อยมีเวลาให้คิดเรื่องอื่นเท่าไร ยิ่งถ้าช่วงสอบยิ่งอ่านหนังสือชนิดไม่เห็นเดือนเห็นตะวันเลย”
“ก็พี่เรียนหมอนี่นะ ต้องเรียนหนักเป็นธรรมดา”
“แล้วเราเรียนคณะอะไรนะ บริหารหรือเศรษฐศาสตร์?”
“เศรษฐศาสตร์ครับ”
“จบมาคงทำงานธนาคารเหมือนพ่อกับแม่ใช่ไหม?”
“ผมยังไม่ได้วางแผนอะไรไว้เลยพี่ แต่ตอนนี้รู้ตัวแน่ ๆ แล้วว่าตัวเองไม่ชอบทำงานออฟฟิศ ผมไม่อยากเป็นมนุษย์เงินเดือน”
พี่ปอนด์มีคอนโดมิเนียมอยู่ใกล้มหาวิทยาลัย ช่วง 2-3 วันนี้ เหรียญจะขออาศัยอยู่กับพี่ปอนด์ไปก่อน จนกว่าจะหาเช่าหอพักได้ ค่อยคืนความเป็นส่วนตัวให้พี่ปอนด์ เพิ่งได้สัมผัสเมืองนี้ไม่ทันไร เหรียญก็หลงรักเข้าไปเสียแล้ว หลงรักบรรยากาศที่สามารถสูดหายใจได้เต็มปอด หลงรักพ่อค้าแม่ค้าที่ยิ้มแย้มเป็นกันเอง ไปไหนมาไหนก็สะดวกรถไม่ติด อาหารการกินรอบมหาวิทยาลัยก็อุดมสมบูรณ์ เริ่มคิดเสียแล้วว่าชีวิตสี่ปีในรั้วมหาวิทยาลัยนั้นสั้นไปหรือเปล่า
เช้าวันถัดมา เหรียญมีนัดรายงานตัวนักศึกษาใหม่ที่คณะเศรษฐศาสตร์ เขาแต่งตัวชุดนักเรียนจากโรงเรียนที่จบการศึกษามา ถือซองกระดาษสีน้ำตาลบรรจุเอกสารที่ต้องใช้สำหรับการรายงานตัว ที่คณะมีเพื่อนร่วมรุ่นมากหน้าหลายตารอให้เขาได้ทำความรู้จัก ขณะกำลังต่อแถวเพื่อถ่ายรูปทำบัตรประจำตัวนักศึกษา เหรียญรู้สึกเหมือนถูกใครสะกิดที่ไหล่จากด้านหลัง เขาหันไปมอง
“สวัสดี เราชื่อแบงก์นะ นายชื่ออะไร?” หนุ่มวัยรุ่นท่าทางขี้เล่น เอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเอง
“เราชื่อเหรียญ ยินดีที่ได้รู้จัก” เหรียญยิ้มตอบกลับไป
“ชื่อเหรียญเหรอ ชื่อแปลกดีเราชอบ แล้วนายมาจากที่ไหน เราไม่คุ้นตราโรงเรียนนายเลย”
เหรียญและแบงก์พูดคุยกันอย่างถูกคอ คงเพราะนิสัยของเหรียญเป็นคนเปิดรับที่จะรู้จักคนใหม่ ๆ และแบงก์เองก็คุยสนุก ยกเรื่องโน้นเรื่องนี้มาคุยได้ไม่หยุด ทั้งสองคนคุ้นเคยกันอย่างรวดเร็ว
หลังรายงานตัวเสร็จ ถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวนักศึกษาเรียบร้อยแล้ว แบงก์ออกปากชวนเหรียญไปกินมื้อเที่ยงด้วยกัน โดยจะมีแฟนของแบงก์ไปด้วย เหรียญรับคำ แล้วแบงก์ก็พาเขาซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซด์ ขี่ไปยังคณะมนุษยศาสตร์ซึ่งแฟนของแบงก์เรียนคณะนี้และมารายงานตัวนักศึกษาใหม่ด้วยเช่นกัน
แฟนของแบงก์ชื่อสตางค์ หน้าตาน่ารัก ผมสีดำขลับเงางามยาวถึงกลางหลัง เธอใส่ชุดนักเรียนที่ตรงอกเสื้อนักเรียนปักอักษรย่อเดียวกับเสื้อนักเรียนของแบงก์ เธอมีรถมอเตอร์ไซด์จึงขี่ตามแบงก์ออกมากินมื้อเที่ยงที่ร้านด้านนอกมหาวิทยาลัย เหรียญเห็นว่าการมีรถมอเตอร์ไซด์ใช้เป็นส่วนตัวนั้น ทำให้ไปไหนมาไหนสะดวกสบายดี เขาอยากครอบครองไวสักคัน
ไม่กี่วันก่อนการเปิดเรียน รุ่นพี่ที่คณะจัดกิจกรรมค่ายสานสัมพันธ์ เป้าหมายคือเพื่อให้รุ่นน้องนักศึกษาใหม่ได้ทำความรู้จักเพื่อน ๆ ในรุ่น ได้รู้จักการเรียนการสอนของคณะ ได้รู้จักรูปแบบการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย แนะนำทุนการศึกษาต่าง ๆ อันเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายแก่ผู้ปกครอง เป็นการเข้าค่ายสองวันหนึ่งคืน โดยค้างคืนที่อาคารประชุมของคณะ
ในเช้าวันแรกมีการแบ่งกลุ่มสำหรับทำกิจกรรมต่าง ๆ กลุ่มของเหรียญที่นอกจากแบงก์เพื่อนคนแรกในรั้วมหาวิทยาลัยของเขาแล้ว ยังประกอบด้วยเพื่อใหม่อีกสองคนคือ หยวน หนุ่มหน้าตี๋ ตัวสูงชะลูด เคยเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลตอนเรียนชั้นมัธยมปลาย จึงไม่ต้องแปลกใจหน่วยก้านของเขา ที่ดูราวกับหุ่นในตู้กระจกร้านเสื้อผ้าในห้างสรรพสินค้า บุคลิกของเขาเป็นคนนิ่ง ๆ ฟังมากกว่าพูด
อีกหนึ่งคนเป็นสาวตัวเล็กชื่อว่า ฟรังก์ เธอดูบอบบาง ดูน่าทะนุถนอม ท่าทางน่าจะโดนเลี้ยงมาแบบลูกคุณหนู แต่หากได้มาทำความรู้จักจะรู้ว่าเธอเป็นคนไม่ห่วงสวย ไม่เรื่องมาก บนโลกนี้จะมีผู้หญิงสักกี่คนกันที่ยอมเอาหน้าเลอะแป้ง เลอะสีเหมือนเธอคนนี้ เวลาหัวเราะก็หัวเราะอ้าปากกว้าง จนเห็นไปถึงลิ้นไก่โดยไม่อายคนรอบข้าง
กิจกรรมช่วงกลางวันวันแรกจบลงด้วยรอยยิ้มของผู้เข้าร่วม หลังรับประทานอาหารมื้อเย็นกันเรียบร้อยแล้ว ทุกคนในค่ายมีเวลาทำธุระส่วนตัวหนึ่งชั่วโมงครึ่ง จากนั้นจะเข้าสู่กิจกรรมในช่วงกลางคืน ซึ่งจัดที่ชั้นล่างของอาคารประชุม มีรุ่นพี่มาแนะนำชมรมต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย พูดคุยถามตอบเรื่องเกี่ยวกับการศึกษา และกิจกรรมท้ายสุดที่ทุกคนต่างรอคอยไม่ว่าจะรุ่นน้องหรือรุ่นพี่นั่นคือ กิจกรรมล้อมวงเล่าเรื่องผี มีการสร้างบรรยากาศโดยการให้นักศึกษาใหม่นั่งล้อมวงกันกลางห้องประชุม ไฟทุกดวงปิดหมด กลางวงมีเทียนจุดวางอยู่ให้แสงสลัว ใครมีเรื่องสยองอยากเล่าประสบการณ์ให้ยกมือขึ้น โดยมีเวลาเล่าคนละห้านาที
คนแรกที่ยกมือเพื่อจะเล่าเรื่องสยองขวัญอันจะทำให้ทุกคนที่ได้ฟังต้องนอนไม่หลับคือ อัฐ ชายหนุ่มร่างท้วม ผิวคล้ำ
“เรื่องที่กำลังจะเล่าต่อไปนี้เป็นประสบการณ์ตรงของเราเอง เพิ่งจะเกิดขึ้นได้ไม่กี่เดือนก่อน”
เรื่องที่อัฐเล่ามีอยู่ว่า อัฐและกลุ่มเพื่อนสมัยมัธยมที่ต้องแยกย้ายกันไปเรียนคนละมหาวิทยาลัย ได้วางแผนชักชวนกันไปเที่ยวทะเล เพื่อเก็บเอาไว้เป็นความทรงจำ พวกเขาทั้งห้าคนไปเที่ยวทะเลแถวภาคใต้ เตรียมพร้อมและวางแผนกิจกรรมที่จะทำกันดิบดี แต่ลืมจองที่พัก กว่าจะนึกขึ้นได้ก็เกือบถึงที่หมายแล้ว
พวกเขาเสาะหาที่พักทำเลดี ๆ ใกล้แหล่งท่องเที่ยว แต่ทุกที่ห้องเต็มหมด พยายามหาจนได้ที่พักแห่งหนึ่งเป็นบ้านหลังเล็ก ๆ ค่อนข้างไกลจากชายหาด สภาพเก่าแต่ไม่ถึงกับโทรม ราคาถูกจึงรวบรวมเงินกันไปจ่ายค่าห้องล่วงหน้าสำหรับ 2 คืน หลังจากเที่ยวเล่นเสร็จ กลับมาถึงที่พักเวลาเกือบ 5 ทุ่ม จัดแจงทำธุระส่วนตัวและกว่าจะได้นอนก็เที่ยงคืนแล้ว
ด้วยความเหนื่อยจากการเดินทางหรือเหนื่อยจากการเที่ยวเล่นทั้งวันก็ดี อัฐหัวถึงหมอนก็หลับอย่างง่ายดาย หลับไปได้สักประมาณ 3 ชั่วโมงเพื่อนที่นอนติดกันคนหนึ่งก็สะกิดปลุกเขา เพื่อนคนนั้นกระซิบบอกอัฐเสียงเบาและสั่นไปด้วยความกลัวว่า
เฮ้ยมึง! ใครไม่รู้มาเคาะกระจกเรียกว่ะ
เหมือนเพื่อนคนอื่น ๆ จะรู้ว่ามีเรื่องเกิดขึ้น ค่อย ๆ ตื่นงัวเงียขึ้นมาทีละคน
เมื่อตั้งใจฟังทุกคนก็ได้ยินเสียงเคาะกระจกจริง เสียงดัง ก๊อง ก๊อง ก๊อง ตามด้วยเสียงครางแหบเหมือนเรียกชื่อใครไม่รู้ จากนั้นเงียบไปและกลับมาดังอีกวนไปอย่างนี้
ทุกคนใจหายวาบ กลางดึกต่างถิ่นเช่นนี้มีใครไม่รู้มาเคาะกระจก ส่งเสียงประหลาดทำเอาขนลุก ไม่น่ามีคนปกติที่ไหนประพฤติตัวอย่างนี้ แล้วทุกคนก็ขนลุกขนชันไปทั้งตัวเมื่อนึกขึ้นได้ว่าบ้านเช่าหลังนี้หน้าต่างเป็นหน้าต่างไม้ ไม่ใช่หน้าต่างกระจก และเสียงเคาะเรียกนั้นดังมาจากข้างในกระจกเงาโต๊ะเครื่องแป้งที่อยู่อีกมุมของห้อง คืนนั้นทุกคนต่างทำอะไรไม่ถูก นอนลืมตาฟังเสียงเคาะนั้นทั้งคืนจนเงียบไปเมื่อฟ้าสว่าง
Leave a comment