อากาศกรุงเทพคืนนี้ร้อนอบอ้าว ไม่มีลมพัด ทุกอย่างนิ่งสนิท ที่เมื่อวานแววหลับไปอย่างง่ายดาย เนื่องด้วยความเหนื่อยและอ่อนเพลีย แต่คืนนี้เธอปกติสบายดี ตาสองข้างลืมโพลงอยู่กลางความมืด ในห้องพักเล็กแคบที่เปิดพัดลมเพดานหวังหมุนเวียนอากาศ แต่กลับไม่ช่วยอะไร
ทั้งที่เพิ่งอาบน้ำไป แต่ตอนนี้เหงื่อเม็ดเล็กเริ่มผุดออกมาตามร่างกาย เธอคิดถึงบ้านขึ้นมาจับใจ บ้านเกิดที่ท้องฟ้าระยิบระยับไปด้วยหมู่ดาว ลมสบายพัดผ่านตลอดคืน เพียงเปิดหน้าต่างรับ ต่างจากที่นี่ราวฟ้ากับเหว
แววทนความอุดอู้อยู่ในห้องไม่ไหว ตอนนี้เวลาประมาณสี่ทุ่ม เธอเปิดประตูออกมาจากห้องพัก ทุกอย่างเงียบสนิท สาวใช้ทุกคนต่างหลับกันหมดแล้วในห้องของใครของมัน เธอหวังว่าอยู่ที่นี่นานวันเข้า ร่างกายของเธอคงปรับตัวให้ชินกับอากาศและนอนหลับได้อย่างสบายใจเหมือนกับคนอื่น ๆ
ตอนบัวมาที่นี่วันแรก ๆ คงประสบปัญหานี้เหมือนกันและชินไปเองในที่สุด ทว่าสำหรับแววยังไม่ใช่วันนี้ เธออยากออกไปเดินเล่นสูดอากาศให้ใจปลอดโปร่งเสียหน่อย บริเวณบ้านหลังนี้เงียบสนิท ไร้สุ้มเสียงของบรรดานกหรือเหล่าแมลง หากเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจอาจได้ยินเสียงรถแว่วมาจากที่ไกล ๆ
ออกมาเดินเล่นข้างนอกค่อยดีขึ้นหน่อย อากาศปลอดโปร่งกว่าในห้องเยอะ
พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!
แววตกใจกับเสียงกระพือปีก อะไรบางอย่างบินโฉบหัวของเธอไป เธอรีบเอามือกุมหัวแล้วย่อตัวลง เพื่อหลบเจ้าสิ่งนั้น หันหน้าตามไปดูมัน เห็นเป็นตัวสีดำ ๆ กระพือปีกหายเข้าไปในพุ่มใบของไม้ใหญ่ มันไม่น่าใช่นกเพราะปีกของมันไม่มีขน เจ้าสัตว์บ้าทำเอาใจหายใจคว่ำหมด!
เธอตัดสินใจเดินเล่นต่ออีกหน่อย จู่ ๆ ในหัวก็แวบคำเตือนของบัวที่เคยบอกไว้ว่าห้ามออกมาเดินเพ่นพ่านตอนกลางคืน แต่ดึกขนาดนี้ ทุกคนหลับไปแล้ว คงไม่มีใครรู้หากเธอไม่ปริปากสารภาพ อีกอย่างแค่ออกมาเดินเล่น ไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโตอะไร
จนเดินมาถึงสนามหญ้าข้างเรือนใหญ่อันเป็นที่พักของนายจ้างสองสามีภรรยา แววแหงนหน้ามองขึ้นไปที่ชั้นสอง เห็นแสงไฟสว่างส่องทะลุม่านผ้าโปร่ง ห้องนั้นคงเป็นห้องนอนของสุดากับมาร์ค ดึกป่านนี้แล้วสองคนนั้นยังไม่นอนอีกเหรอ ด้วยความเงียบสงัดของค่ำคืนทำให้แววได้ยินเสียงแว่วมาจากในห้องนั้น
อ้า…
โอ้…
ซี๊ด…
มันเป็นเสียงเบา ๆ เล็ก ๆ เดาว่าคงเป็นเสียงของสุดา เป็นเสียงของความเจ็บ ทว่าเต็มไปด้วยความสุขความสมหวัง แววยืนแอบฟังตรงนั้นอยู่พักใหญ่ ไม่ยักได้ยินเสียงของมาร์ค นี่หรือเปล่าคือเหตุผลที่ห้ามนักห้ามหนาว่าไม่ให้ออกมาเดินเพ่นพ่านตอนกลางคืน
หมับ!
มือใครบางคนคว้าจับที่ท่อนแขนของแวว หัวใจของหญิงสาวหล่นตุบไปตาตุ่ม หันขวับไปมองก็หน้าเหวอ เมื่อเห็นบัวขมวดคิ้วหน้าบึ้งหน้าตึง บัวไม่พูดจาอะไร ลากแขนแววเดินดุ่ม ๆ มายังห้องพัก บัวปล่อยมือคืนอิสระให้แวว หันมาพูดด้วยน้ำเสียงเจืออารมณ์โมโหอยู่เล็กน้อย
“พี่บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าออกไปเดินเพ่นพ่านตอนกลางคืน เจ้านายเขาไม่ชอบ ถ้าท่านสองคนรู้เข้ากลายเป็นเรื่องใหญ่แน่ หากเป็นอย่างนั้นขึ้นมาจริง ๆ พี่ไม่รู้ด้วยนะ ไม่รับผิดชอบด้วยเพราะถือว่าพี่เตือนเธอแล้ว กลับเข้าห้องไปนอนได้แล้ว คราวหลังอย่างออกมาเดินเพ่นพ่านแบบนี้อีก”
“พี่บัวหนูขอโทษ หนูแค่นอนไม่…”
บัวแทรกขึ้นทันที “ช่างเถอะ ไม่ต้องแก้ตัว จะอะไรยังไงก็ช่าง รีบกลับเข้าห้องนอนของเธอเร็ว”
แววหันกลับไปเปิดประตู แล้วเดินเข้าห้องของตัวเอง เมื่อแน่ใจว่าแววอยู่ในห้องแล้ว บัวก็กลับเข้าห้องของเธอไป
เช้ามืดของอีกวัน แววถูกปลุกด้วยเสียงเคาะประตูหน้าห้อง เธองัวเงียตื่นขึ้นมาดูนาฬิกาปลุก อีกห้านาทีจะถึงเวลาที่เธอตั้งปลุกไว้ คนเคาะประตูคงเป็นบัวที่มาปลุกเธอไปจ่ายตลาด รายนั้นคงตั้งนาฬิกาไวกว่าของเธอไปห้านาที เมื่อลุกไปเปิดประตูก็เป็นจริงดังว่า บัวยืนถืออุปกรณ์สำหรับทำธุระส่วนตัวอยู่หน้าห้อง
“ไปล้างหน้าแปรงฟัน แล้วเดี๋ยวจะได้ไปจ่ายตลาดกัน” บัวพูดด้วยน้ำเสียงปกติธรรมดาอย่างเคย ไม่หลงเหลือท่าทีโกรธเกรี้ยวเหมือนเมื่อคืนนี้แล้ว
แววหยิบอุปกรณ์สำหรับทำธุระส่วนตัว แล้วเดินตามบัวไปยังห้องน้ำรวม เสร็จสิ้นจากทุกอย่างแล้วสองสาวก็นั่งรถมอเตอร์ไซค์ไปยังตลาด แววพยายามจดจำเส้นทาง เพราะรู้ว่าบัวมีภารกิจหน้าที่อื่นที่ต้องจัดการ แทนที่ต้องขับรถพาเธอมาตลาด อีกหน่อยพอเริ่มคุ้นทาง เธอคงต้องมาจ่ายตลาดด้วยตัวคนเดียวแล้ว
“คิดไว้หรือยังว่าวันนี้จะทำเมนูอะไรบ้าง?” บัวเอ่ยถาม
ที่จริงแววไม่ได้คิดเมนูอาหารสำหรับวันนี้เผื่อไว้ตั้งแต่เมื่อคืน จึงจับเอาชื่ออาหารที่แวบเข้ามาในหัวออกมาพูด
“มื้อเช้าเป็นข้าวต้มกุ้ง มื้อกลางวันเป็นต้มข่าไก่กับไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ส่วนมื้อเย็นเป็นไก่ต้มฟักมะนาวดอง มัสมั่นไก่และน้ำตกไก่” เมนูที่นึกออกล้วนเป็นไก่ เพราะบัวเคยบอกไว้ว่าเจ้านายบ้านนี้กินเฉพาะเนื้อขาวเท่านั้น
สองสาวซื้อวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารประจำวันนี้เสร็จฟ้าก็เริ่มสว่างแล้ว ทั้งคู่หิ้วของพะรุงพะรังกลับมาที่รถมอเตอร์ไซค์ หนักเนื้อไก่เสียเยอะ เมื่อวานแววจำได้ว่าเหลือไก่อยู่ในตู้เย็นอยู่ประมาณหนึ่ง พอสำหรับทำอาหารได้หนึ่งมื้อ แต่ไม่กล้าห้ามปรามอะไรบัว กลัวทำไม่ถูกใจเหมือนเมื่อคืนอีก
กลับมาถึงบ้านแววก็ตรงดิ่งมายังห้องครัว วางข้าวของที่ได้มาจากตลาดแล้วเดินมาเปิดประตูตู้เย็น ในนี้ไม่มีร่องรอยของเนื้อไก่ที่เหลือจากเมื่อวาน มันหายไปไหน ไก่ตั้งเยอะแยะ?
บัวเห็นแววยืนงงอยู่หน้าตู้เย็นก็พอนึกออกว่างงเรื่องอะไร เอ่ยไปว่า
“เนื้อพวกนั้นมันไม่สดแล้ว ป้าอารีเอาไปทิ้งหมดแล้ว”
ป้าอารีเอาไปทิ้งอีกแล้ว เหมือนเมื่อวานเลย คนบ้านนี้กินทิ้งกินขว้าง ถึงจะมีเงินเยอะก็ไม่ควรทำแบบนี้ ทำไมไม่ซื้อมาให้พอดีจะได้ไม่เหลือทิ้ง แล้วไก่ที่เพิ่งซื้อมาวันนี้ดูแล้วถึงตอนเย็นก็เหลือทิ้งอีกแน่นอน แล้วป้าอารีคงเอาไปทิ้ง พรุ่งนี้เช้าเปิดประตูตู้เย็นมาไม่เจออีกเช่นเคย น่าเสียดายจริง ๆ
เมื่ออาหารถูกเตรียมบนโต๊ะเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้านายของบ้านทั้งสองคนก็ลงมายังห้องรับประทานอาหารในภาพลักษณ์เดิม สุดาสวมชุดแซกยาวถึงเข่า แต่งหน้าเข้มจัด พันผ้าพันคอไว้มิดชิดเหมือนสตรีที่อยู่เมืองนอก
มาร์คสวมชุดทักซิโด้เต็มยศ สวมถุงมือขาว สวมหมวกและแว่นตาดำ ทั้งสองคนแต่งตัวไม่เหมาะกับสภาพอากาศประเทศไทยเลย ลืมตัวไปว่าตัวเองอยู่เมืองหนาวหรือยังไง ยิ่งอยู่ไปแววยิ่งเห็นเรื่องไม่เข้าท่าเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่เอาเถอะ อยู่ ๆ ไปไม่ต้องพยายามนึกสงสัยเคลือบแคลงอะไร สาวใช้คนอื่นเขายังอยู่กันได้ จะกลับบ้านตอนนี้ก็ไม่มีการมีงานอะไรให้ทำ
วันนี้แววยิ้มหน้าบาน เพราะเพิ่งได้รับเงินเดือนเดือนแรก มันเป็นจำนวนเยอะพอสมควรเมื่อเทียบกับเงินที่เธอหาได้ในแต่ละเดือนเมื่อครั้งที่อยู่บ้านนอก แถมสุดายังให้เงินเดือนมากกว่าที่เคยตกลงกันไว้ก่อนเริ่มทำงาน เป็นการซื้อใจแววให้อยู่ทำงานด้วยนาน ๆ เงินส่วนนี้แววแทบจะรับเต็มจำนวน ไม่ต้องหักไปจ่ายค่าที่พัก ค่าเดินทาง เพราะอยู่ฟรีกินฟรีที่นี่ เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาน้า บอกว่าอีกเดี๋ยวจะโอนเงินไปให้
แววกลับห้องพัก หยิบสมุดเงินฝากจะเอาเงินไปฝากออมไว้ เธอไม่หวังจะอยู่ทำงานที่นี่นานเท่าสาวใช้คนอื่น เมื่อไหร่เก็บเงินได้สักก้อน เธอจะกลับไปเปิดร้านอาหารเล็ก ๆ ที่บ้านเกิด ระหว่างกำลังล็อคกุญแจห้อง บัวก็เปิดประตูโผล่หน้าออกมา สีหน้าเธอดูไม่ค่อยสบายนัก
“จะออกไปข้างนอกหรือน้องแวว พี่ฝากไปโอนเงินให้แม่พี่หน่อยสิ รู้สึกปวดหัวนิดหน่อยอยากจะนอนพักให้หาย”
“ได้ค่ะ หนูกำลังจะไปธนาคารอยู่พอดี ฝากหนูจัดการให้ได้” แววเดินไปรับซองกระดาษจากบัว ข้างในใส่ธนบัตรไว้หลายใบ หน้าซองเขียนชื่อบัญชีและเลขบัญชีของผู้รับปลายทางเอาไว้
“ฝากหน่อยนะ”
“พี่บัวไหวหรือเปล่า ฝากหนูซื้อยาอะไรไหม?”
บัวยิ้มแห้ง “ไม่เป็นไรจ้ะ พี่กินยาพาราแล้ว นอนสักพักก็คงดีขึ้น ขอบคุณที่ช่วยเป็นธุระให้นะ” พูดจบบัวก็หลบเข้าห้อง
แววเก็บซองที่รับมาจากบัวใส่ไว้ในกระเป๋าสะพายข้าง เธอเดินมายังที่จอดรถมอเตอร์ไซค์ กุญแจเสียบคาไว้อยู่แล้ว หญิงสาวขี่มันออกไปข้างนอกมุ่งสู่ถนน เธอรู้จักเส้นทางแถวนี้ดีแล้ว บัวขี่รถพาเธอไปจ่ายตลาดแค่สัปดาห์แรกของการทำงาน หลังจากนั้นเป็นเธอขี่รถไปจ่ายตลาดตัวคนเดียวทุกเช้า ที่หน้าตลาดมีธนาคารแห่งหนึ่ง แววมาจัดการธุระทางการเงินที่นี่ เสร็จจากนั้นแวะไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ ๆ อีก 3-4 ชุด ช่วงตอนกลางวันเธอไม่มีภารกิจหน้าที่ที่ต้องทำ กว่าจะมีก็บ่ายสี่โมงเย็นโน่น จึงมีเวลาเหลือเฝือให้เดินทอดน่องแถวนี้
แววกลับถึงบ้านก่อนบ่ายสี่โมงเย็นนิดหน่อย เอาข้าวของไปเก็บไว้ในห้อง แล้วตรงมายังครัวเพื่อลงมือทำอาหารเย็น ระหว่างนี้สาวใช้คนอื่นทั้ง ป้าอารี ดาวและนุ้ยก็ป้วนเปี้ยนอยู่ในครัว คอยเป็นลูกมือให้เธอ เว้นแต่บัวที่ไม่ยักเห็นหน้า ป่านนี้ไม่รู้ได้นอนไปกี่ตื่นแล้ว
“พี่บัวไปไหนหรือจ๊ะ? แววถามลอย ๆ ไม่ได้เจาะจงใคร ขณะกำลังคนแกงอยู่หน้าเตา
“นอนซมอยู่บนเตียงตั้งแต่เช้าแล้ว พี่เอาข้าวเที่ยงไปให้ก็ไม่ยอมลุกมากิน” นุ้ยบอกด้วยสำเนียงทองแดง เธอกำลังนั่งหั่นแตงกวาไว้สำหรับแนมน้ำพริกปลาทูเย็นนี้
“เป็นอะไรมากไหมไม่รู้ ได้กินยาบ้างหรือเปล่านะ?” ดาวเอ่ย
“เมื่อตอนสายเห็นว่ากินยาพาราไปแล้ว ไม่รู้ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง?” แววบอก
“เสร็จจากตรงนี้แล้ว ใครก็ได้สักคนช่วยไปดูบัวมันหน่อย ถ้าอาการดูไม่ค่อยดีก็พาไปหาหมอที่คลินิกตรงปากซอย” ป้าอารีพูดขึ้น
เมื่อบริการอาหารเย็นเจ้านายทั้งสองเรียบร้อยดีแล้ว แววก็จัดอาหารใส่ถาด ยกไปให้บัวที่ห้อง เคาะประตูอยู่สามทีก็ได้ยินเสียงแผ่วแว่วมาจากข้างในว่า “เข้ามาเลย” เธอก็หมุนลูกบิดดันประตูเข้าไปในห้อง เห็นบัวลุกอย่างเชื่องช้ามาอยู่ในท่านั่งบนเตียง
“พี่บัวเป็นยังไงบ้างจ๊ะ?” แววถามพลางวางถาดอาหารไว้ข้างเตียง
“ดีขึ้นแล้วล่ะ ขอบคุณมากนะที่อุตส่าห์เอาข้าวมาให้” บัวตอบอย่างอ่อนเพลีย ดูไม่ดีขึ้นไปกว่าเมื่อเช้าเลย
“ไปให้หมอที่คลินิกหน้าปากซอยดูสักหน่อยดีไหมจ๊ะ? เดี๋ยวหนูเป็นคนพาไปเอง”
“เมื่อกี้พี่เพิ่งกินยาพาราไปอีกสองเม็ด ได้นอนพักอีกนิดคงรู้สึกดีขึ้น” บัวพูดแล้วเอนตัวลง ท่าทางอยากทิ้งตัวลงนอนเตียงเต็มทน
“พี่บัว… ยาพาราไม่ใช่ยาครอบจักรวาลนะ ไปให้หมอวินิจฉัยดูสักหน่อยว่าเป็นอะไรเถอะนะ พี่ลุกไหวไหม? อดทนเอาหน่อยนะจ๊ะ”
Leave a comment