นิยาย

สาวใช้ – ตอนที่ 3/4

Share

อากาศกรุงเทพคืนนี้ร้อนอบอ้าว ไม่มีลมพัด ทุกอย่างนิ่งสนิท ที่เมื่อวานแววหลับไปอย่างง่ายดาย  เนื่องด้วยความเหนื่อยและอ่อนเพลีย แต่คืนนี้เธอปกติสบายดี ตาสองข้างลืมโพลงอยู่กลางความมืด ในห้องพักเล็กแคบที่เปิดพัดลมเพดานหวังหมุนเวียนอากาศ แต่กลับไม่ช่วยอะไร

ทั้งที่เพิ่งอาบน้ำไป แต่ตอนนี้เหงื่อเม็ดเล็กเริ่มผุดออกมาตามร่างกาย เธอคิดถึงบ้านขึ้นมาจับใจ บ้านเกิดที่ท้องฟ้าระยิบระยับไปด้วยหมู่ดาว ลมสบายพัดผ่านตลอดคืน เพียงเปิดหน้าต่างรับ ต่างจากที่นี่ราวฟ้ากับเหว

แววทนความอุดอู้อยู่ในห้องไม่ไหว ตอนนี้เวลาประมาณสี่ทุ่ม เธอเปิดประตูออกมาจากห้องพัก ทุกอย่างเงียบสนิท สาวใช้ทุกคนต่างหลับกันหมดแล้วในห้องของใครของมัน เธอหวังว่าอยู่ที่นี่นานวันเข้า ร่างกายของเธอคงปรับตัวให้ชินกับอากาศและนอนหลับได้อย่างสบายใจเหมือนกับคนอื่น ๆ

ตอนบัวมาที่นี่วันแรก ๆ คงประสบปัญหานี้เหมือนกันและชินไปเองในที่สุด ทว่าสำหรับแววยังไม่ใช่วันนี้ เธออยากออกไปเดินเล่นสูดอากาศให้ใจปลอดโปร่งเสียหน่อย บริเวณบ้านหลังนี้เงียบสนิท ไร้สุ้มเสียงของบรรดานกหรือเหล่าแมลง หากเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจอาจได้ยินเสียงรถแว่วมาจากที่ไกล ๆ

ออกมาเดินเล่นข้างนอกค่อยดีขึ้นหน่อย อากาศปลอดโปร่งกว่าในห้องเยอะ

พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!

แววตกใจกับเสียงกระพือปีก อะไรบางอย่างบินโฉบหัวของเธอไป เธอรีบเอามือกุมหัวแล้วย่อตัวลง เพื่อหลบเจ้าสิ่งนั้น หันหน้าตามไปดูมัน เห็นเป็นตัวสีดำ ๆ กระพือปีกหายเข้าไปในพุ่มใบของไม้ใหญ่ มันไม่น่าใช่นกเพราะปีกของมันไม่มีขน เจ้าสัตว์บ้าทำเอาใจหายใจคว่ำหมด!

เธอตัดสินใจเดินเล่นต่ออีกหน่อย จู่ ๆ ในหัวก็แวบคำเตือนของบัวที่เคยบอกไว้ว่าห้ามออกมาเดินเพ่นพ่านตอนกลางคืน แต่ดึกขนาดนี้ ทุกคนหลับไปแล้ว คงไม่มีใครรู้หากเธอไม่ปริปากสารภาพ อีกอย่างแค่ออกมาเดินเล่น ไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโตอะไร

จนเดินมาถึงสนามหญ้าข้างเรือนใหญ่อันเป็นที่พักของนายจ้างสองสามีภรรยา แววแหงนหน้ามองขึ้นไปที่ชั้นสอง เห็นแสงไฟสว่างส่องทะลุม่านผ้าโปร่ง ห้องนั้นคงเป็นห้องนอนของสุดากับมาร์ค ดึกป่านนี้แล้วสองคนนั้นยังไม่นอนอีกเหรอ ด้วยความเงียบสงัดของค่ำคืนทำให้แววได้ยินเสียงแว่วมาจากในห้องนั้น

อ้า…

โอ้…

ซี๊ด…

มันเป็นเสียงเบา ๆ เล็ก ๆ เดาว่าคงเป็นเสียงของสุดา เป็นเสียงของความเจ็บ ทว่าเต็มไปด้วยความสุขความสมหวัง แววยืนแอบฟังตรงนั้นอยู่พักใหญ่ ไม่ยักได้ยินเสียงของมาร์ค นี่หรือเปล่าคือเหตุผลที่ห้ามนักห้ามหนาว่าไม่ให้ออกมาเดินเพ่นพ่านตอนกลางคืน

หมับ!

มือใครบางคนคว้าจับที่ท่อนแขนของแวว หัวใจของหญิงสาวหล่นตุบไปตาตุ่ม หันขวับไปมองก็หน้าเหวอ เมื่อเห็นบัวขมวดคิ้วหน้าบึ้งหน้าตึง บัวไม่พูดจาอะไร ลากแขนแววเดินดุ่ม ๆ มายังห้องพัก บัวปล่อยมือคืนอิสระให้แวว หันมาพูดด้วยน้ำเสียงเจืออารมณ์โมโหอยู่เล็กน้อย

“พี่บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าออกไปเดินเพ่นพ่านตอนกลางคืน เจ้านายเขาไม่ชอบ ถ้าท่านสองคนรู้เข้ากลายเป็นเรื่องใหญ่แน่ หากเป็นอย่างนั้นขึ้นมาจริง ๆ พี่ไม่รู้ด้วยนะ ไม่รับผิดชอบด้วยเพราะถือว่าพี่เตือนเธอแล้ว กลับเข้าห้องไปนอนได้แล้ว คราวหลังอย่างออกมาเดินเพ่นพ่านแบบนี้อีก”

“พี่บัวหนูขอโทษ หนูแค่นอนไม่…”

บัวแทรกขึ้นทันที “ช่างเถอะ ไม่ต้องแก้ตัว จะอะไรยังไงก็ช่าง รีบกลับเข้าห้องนอนของเธอเร็ว”

แววหันกลับไปเปิดประตู แล้วเดินเข้าห้องของตัวเอง เมื่อแน่ใจว่าแววอยู่ในห้องแล้ว บัวก็กลับเข้าห้องของเธอไป


เช้ามืดของอีกวัน แววถูกปลุกด้วยเสียงเคาะประตูหน้าห้อง เธองัวเงียตื่นขึ้นมาดูนาฬิกาปลุก อีกห้านาทีจะถึงเวลาที่เธอตั้งปลุกไว้ คนเคาะประตูคงเป็นบัวที่มาปลุกเธอไปจ่ายตลาด รายนั้นคงตั้งนาฬิกาไวกว่าของเธอไปห้านาที เมื่อลุกไปเปิดประตูก็เป็นจริงดังว่า บัวยืนถืออุปกรณ์สำหรับทำธุระส่วนตัวอยู่หน้าห้อง

“ไปล้างหน้าแปรงฟัน แล้วเดี๋ยวจะได้ไปจ่ายตลาดกัน” บัวพูดด้วยน้ำเสียงปกติธรรมดาอย่างเคย ไม่หลงเหลือท่าทีโกรธเกรี้ยวเหมือนเมื่อคืนนี้แล้ว

แววหยิบอุปกรณ์สำหรับทำธุระส่วนตัว แล้วเดินตามบัวไปยังห้องน้ำรวม เสร็จสิ้นจากทุกอย่างแล้วสองสาวก็นั่งรถมอเตอร์ไซค์ไปยังตลาด แววพยายามจดจำเส้นทาง เพราะรู้ว่าบัวมีภารกิจหน้าที่อื่นที่ต้องจัดการ แทนที่ต้องขับรถพาเธอมาตลาด อีกหน่อยพอเริ่มคุ้นทาง เธอคงต้องมาจ่ายตลาดด้วยตัวคนเดียวแล้ว

“คิดไว้หรือยังว่าวันนี้จะทำเมนูอะไรบ้าง?” บัวเอ่ยถาม

ที่จริงแววไม่ได้คิดเมนูอาหารสำหรับวันนี้เผื่อไว้ตั้งแต่เมื่อคืน จึงจับเอาชื่ออาหารที่แวบเข้ามาในหัวออกมาพูด

“มื้อเช้าเป็นข้าวต้มกุ้ง มื้อกลางวันเป็นต้มข่าไก่กับไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ส่วนมื้อเย็นเป็นไก่ต้มฟักมะนาวดอง มัสมั่นไก่และน้ำตกไก่” เมนูที่นึกออกล้วนเป็นไก่ เพราะบัวเคยบอกไว้ว่าเจ้านายบ้านนี้กินเฉพาะเนื้อขาวเท่านั้น

สองสาวซื้อวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารประจำวันนี้เสร็จฟ้าก็เริ่มสว่างแล้ว ทั้งคู่หิ้วของพะรุงพะรังกลับมาที่รถมอเตอร์ไซค์ หนักเนื้อไก่เสียเยอะ เมื่อวานแววจำได้ว่าเหลือไก่อยู่ในตู้เย็นอยู่ประมาณหนึ่ง พอสำหรับทำอาหารได้หนึ่งมื้อ แต่ไม่กล้าห้ามปรามอะไรบัว กลัวทำไม่ถูกใจเหมือนเมื่อคืนอีก

กลับมาถึงบ้านแววก็ตรงดิ่งมายังห้องครัว วางข้าวของที่ได้มาจากตลาดแล้วเดินมาเปิดประตูตู้เย็น ในนี้ไม่มีร่องรอยของเนื้อไก่ที่เหลือจากเมื่อวาน มันหายไปไหน ไก่ตั้งเยอะแยะ?

บัวเห็นแววยืนงงอยู่หน้าตู้เย็นก็พอนึกออกว่างงเรื่องอะไร เอ่ยไปว่า

“เนื้อพวกนั้นมันไม่สดแล้ว ป้าอารีเอาไปทิ้งหมดแล้ว”

ป้าอารีเอาไปทิ้งอีกแล้ว เหมือนเมื่อวานเลย คนบ้านนี้กินทิ้งกินขว้าง ถึงจะมีเงินเยอะก็ไม่ควรทำแบบนี้ ทำไมไม่ซื้อมาให้พอดีจะได้ไม่เหลือทิ้ง แล้วไก่ที่เพิ่งซื้อมาวันนี้ดูแล้วถึงตอนเย็นก็เหลือทิ้งอีกแน่นอน แล้วป้าอารีคงเอาไปทิ้ง พรุ่งนี้เช้าเปิดประตูตู้เย็นมาไม่เจออีกเช่นเคย น่าเสียดายจริง ๆ

เมื่ออาหารถูกเตรียมบนโต๊ะเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้านายของบ้านทั้งสองคนก็ลงมายังห้องรับประทานอาหารในภาพลักษณ์เดิม สุดาสวมชุดแซกยาวถึงเข่า แต่งหน้าเข้มจัด พันผ้าพันคอไว้มิดชิดเหมือนสตรีที่อยู่เมืองนอก

มาร์คสวมชุดทักซิโด้เต็มยศ สวมถุงมือขาว สวมหมวกและแว่นตาดำ ทั้งสองคนแต่งตัวไม่เหมาะกับสภาพอากาศประเทศไทยเลย ลืมตัวไปว่าตัวเองอยู่เมืองหนาวหรือยังไง ยิ่งอยู่ไปแววยิ่งเห็นเรื่องไม่เข้าท่าเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่เอาเถอะ อยู่ ๆ ไปไม่ต้องพยายามนึกสงสัยเคลือบแคลงอะไร สาวใช้คนอื่นเขายังอยู่กันได้ จะกลับบ้านตอนนี้ก็ไม่มีการมีงานอะไรให้ทำ


วันนี้แววยิ้มหน้าบาน เพราะเพิ่งได้รับเงินเดือนเดือนแรก มันเป็นจำนวนเยอะพอสมควรเมื่อเทียบกับเงินที่เธอหาได้ในแต่ละเดือนเมื่อครั้งที่อยู่บ้านนอก แถมสุดายังให้เงินเดือนมากกว่าที่เคยตกลงกันไว้ก่อนเริ่มทำงาน เป็นการซื้อใจแววให้อยู่ทำงานด้วยนาน ๆ เงินส่วนนี้แววแทบจะรับเต็มจำนวน ไม่ต้องหักไปจ่ายค่าที่พัก ค่าเดินทาง เพราะอยู่ฟรีกินฟรีที่นี่ เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาน้า บอกว่าอีกเดี๋ยวจะโอนเงินไปให้

แววกลับห้องพัก หยิบสมุดเงินฝากจะเอาเงินไปฝากออมไว้ เธอไม่หวังจะอยู่ทำงานที่นี่นานเท่าสาวใช้คนอื่น เมื่อไหร่เก็บเงินได้สักก้อน เธอจะกลับไปเปิดร้านอาหารเล็ก ๆ ที่บ้านเกิด ระหว่างกำลังล็อคกุญแจห้อง บัวก็เปิดประตูโผล่หน้าออกมา สีหน้าเธอดูไม่ค่อยสบายนัก

“จะออกไปข้างนอกหรือน้องแวว พี่ฝากไปโอนเงินให้แม่พี่หน่อยสิ รู้สึกปวดหัวนิดหน่อยอยากจะนอนพักให้หาย”

“ได้ค่ะ หนูกำลังจะไปธนาคารอยู่พอดี ฝากหนูจัดการให้ได้” แววเดินไปรับซองกระดาษจากบัว ข้างในใส่ธนบัตรไว้หลายใบ หน้าซองเขียนชื่อบัญชีและเลขบัญชีของผู้รับปลายทางเอาไว้

“ฝากหน่อยนะ”

“พี่บัวไหวหรือเปล่า ฝากหนูซื้อยาอะไรไหม?”

บัวยิ้มแห้ง “ไม่เป็นไรจ้ะ พี่กินยาพาราแล้ว นอนสักพักก็คงดีขึ้น ขอบคุณที่ช่วยเป็นธุระให้นะ” พูดจบบัวก็หลบเข้าห้อง

แววเก็บซองที่รับมาจากบัวใส่ไว้ในกระเป๋าสะพายข้าง เธอเดินมายังที่จอดรถมอเตอร์ไซค์ กุญแจเสียบคาไว้อยู่แล้ว หญิงสาวขี่มันออกไปข้างนอกมุ่งสู่ถนน เธอรู้จักเส้นทางแถวนี้ดีแล้ว บัวขี่รถพาเธอไปจ่ายตลาดแค่สัปดาห์แรกของการทำงาน หลังจากนั้นเป็นเธอขี่รถไปจ่ายตลาดตัวคนเดียวทุกเช้า ที่หน้าตลาดมีธนาคารแห่งหนึ่ง แววมาจัดการธุระทางการเงินที่นี่ เสร็จจากนั้นแวะไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ ๆ อีก 3-4 ชุด ช่วงตอนกลางวันเธอไม่มีภารกิจหน้าที่ที่ต้องทำ กว่าจะมีก็บ่ายสี่โมงเย็นโน่น จึงมีเวลาเหลือเฝือให้เดินทอดน่องแถวนี้

แววกลับถึงบ้านก่อนบ่ายสี่โมงเย็นนิดหน่อย เอาข้าวของไปเก็บไว้ในห้อง แล้วตรงมายังครัวเพื่อลงมือทำอาหารเย็น ระหว่างนี้สาวใช้คนอื่นทั้ง ป้าอารี ดาวและนุ้ยก็ป้วนเปี้ยนอยู่ในครัว คอยเป็นลูกมือให้เธอ เว้นแต่บัวที่ไม่ยักเห็นหน้า ป่านนี้ไม่รู้ได้นอนไปกี่ตื่นแล้ว

“พี่บัวไปไหนหรือจ๊ะ? แววถามลอย ๆ ไม่ได้เจาะจงใคร ขณะกำลังคนแกงอยู่หน้าเตา

“นอนซมอยู่บนเตียงตั้งแต่เช้าแล้ว พี่เอาข้าวเที่ยงไปให้ก็ไม่ยอมลุกมากิน” นุ้ยบอกด้วยสำเนียงทองแดง เธอกำลังนั่งหั่นแตงกวาไว้สำหรับแนมน้ำพริกปลาทูเย็นนี้

“เป็นอะไรมากไหมไม่รู้ ได้กินยาบ้างหรือเปล่านะ?” ดาวเอ่ย

“เมื่อตอนสายเห็นว่ากินยาพาราไปแล้ว ไม่รู้ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง?” แววบอก

“เสร็จจากตรงนี้แล้ว ใครก็ได้สักคนช่วยไปดูบัวมันหน่อย ถ้าอาการดูไม่ค่อยดีก็พาไปหาหมอที่คลินิกตรงปากซอย” ป้าอารีพูดขึ้น

เมื่อบริการอาหารเย็นเจ้านายทั้งสองเรียบร้อยดีแล้ว แววก็จัดอาหารใส่ถาด ยกไปให้บัวที่ห้อง เคาะประตูอยู่สามทีก็ได้ยินเสียงแผ่วแว่วมาจากข้างในว่า “เข้ามาเลย” เธอก็หมุนลูกบิดดันประตูเข้าไปในห้อง เห็นบัวลุกอย่างเชื่องช้ามาอยู่ในท่านั่งบนเตียง

“พี่บัวเป็นยังไงบ้างจ๊ะ?” แววถามพลางวางถาดอาหารไว้ข้างเตียง

“ดีขึ้นแล้วล่ะ ขอบคุณมากนะที่อุตส่าห์เอาข้าวมาให้” บัวตอบอย่างอ่อนเพลีย ดูไม่ดีขึ้นไปกว่าเมื่อเช้าเลย

“ไปให้หมอที่คลินิกหน้าปากซอยดูสักหน่อยดีไหมจ๊ะ? เดี๋ยวหนูเป็นคนพาไปเอง”

“เมื่อกี้พี่เพิ่งกินยาพาราไปอีกสองเม็ด ได้นอนพักอีกนิดคงรู้สึกดีขึ้น” บัวพูดแล้วเอนตัวลง ท่าทางอยากทิ้งตัวลงนอนเตียงเต็มทน

“พี่บัว… ยาพาราไม่ใช่ยาครอบจักรวาลนะ ไปให้หมอวินิจฉัยดูสักหน่อยว่าเป็นอะไรเถอะนะ พี่ลุกไหวไหม? อดทนเอาหน่อยนะจ๊ะ”

Share

Leave a Reply

What's New

เศรษฐีชี้ทางรวย ปรัชญาสร้างความมั่งคั่งจากบุรุษผู้ร่ำรวยที่สุดแห่งบาบิโลน

ถ้าพูดถึงเรื่องการเงิน หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องซับซ้อน มีหลายอย่างที่ต้องทำความเข้าใจมากเกินไป แต่จริง ๆ แล้วแก่นหลักที่จะทำให้ใครสักคนมั่งคั่งมีแค่ไม่กี่ข้อเองครับ และเป็นเหมือนสัจธรรมด้านการเงินที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัย หลักการเหล่านี้ก็ยังใช้ได้ดีอยู่ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Richest Man in Babylon ชื่อไทยมีหลายชื่อเลยครับ แล้วแต่ว่าตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ไหน ชื่อที่เห็นบ่อยคือเศรษฐีชี้ทางรวย หรือบุรุษผู้มั่งคั่งที่สุดในบาบิโลน เขียนโดยจอร์จ ซามูเอล...

Frankenstein: แฟรงเกนสไตน์ – เมื่อมนุษย์ทะเยอทะยาน ฝืนอยากเล่นบทพระเจ้า

ปีศาจสยองขวัญยุคคลาสสิก นอกจากแดร็กคูล่า มนุษย์หมาป่า และมัมมี่ ยังมีปีศาจจากเรื่องแฟรงเกนสไตน์ที่มีภาพจำเป็นปีศาจตัวยักษ์สีเขียว ทั้งตัวมีแต่รอยเย็บ ตรงขมับมีหมุดเหล็กปักอยู่ ไอติมบุ๊คคลับ ep นี้จะมาเล่าเรื่องจากนิยายไซไฟสยองขวัญเรื่องแฟรงเกนสไตน์ (Frankenstein) ผลงานเขียนของแมรี เชลลีย์ (Mary Shelley) ซึ่งเรื่องราวชีวิตส่วนตัวของเธอก็น่าสนใจมาก ไว้ผมจะเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังในตอนท้ายครับ ตัวละครหลักของเรื่องนี้คือวิกเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ (Victor Frankenstein)...

Suddenly Talented วิชาเก่งปุบปับ เทคนิคเรียนรู้จนกลายเป็นคนเก่ง แบบไม่ต้องพึ่งพรสวรรค์

ตั้งแต่เด็กเรามักถูกปลูกฝังว่า คนเราเกิดมามีพรสวรรค์ไม่เท่ากัน หรือ ถ้าไม่เก่งตั้งแต่เด็กก็คงไม่มีวันเก่ง แต่มีหนังสือเล่มหนึ่งครับที่บอกว่า ความเก่งสร้างได้จากศูนย์ หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Suddenly Talented: วิชาเก่งปุบปับ เขียนโดย ฌอน เดอซูซา (Sean D’Souza) ก่อนเข้าเนื้อหาของหนังสือ ผมขออธิบายความหมายของคำว่า Talented ก่อนนะครับ ความหมายแรกของคำนี้ที่คนมักนึกถึงคือ พรสวรรค์ แต่คำนี้ยังหมายถึงความสามารถได้ด้วยครับ เหมือนรายการโชว์ความสามารถ...

365 วิธี สมองดีขึ้นได้ในทุก ๆ วัน เรื่องง่าย ๆ ที่หมอสมองอยากให้คุณทำทันที

สมองของมนุษย์มีความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลเทียบเท่าหนังสือพิมพ์ 6 ล้านฉบับ กาแล็กซีทางช้างเผือกมีดาวประมาณ 100,000 ล้านดวง และสมองในกะโหลกเล็ก ๆ ของเรามีเซลล์สมองประมาณ 100,000 ล้านเซลล์พอ ๆ กันเลยครับ เซลล์สมองแต่ละเซลล์มีการเชื่อมต่อกับเซลล์อื่น ๆ บางเซลล์มีแค่ไม่กี่จุด แต่บางเซลล์อาจมีมากถึง 10,000 จุดเลยครับ เมื่อรวมกันแล้วเซลล์สมองของเรามีการเชื่อมต่อกันมากถึง 100 ล้านล้านจุด แต่ละเซลล์สื่อสารกันตลอดเวลา...

Million Dollar Weekend ธุรกิจเงินล้าน สร้างได้ภายใน 48 ชั่วโมง

ช่วงนี้หลายคนสนใจการเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียว ภาษาอังกฤษบางคนเรียกว่า Solopreneur บางคนเรียกว่า One-Person Business ความหมายของทั้งสองคำนี้คือ ธุรกิจที่เจ้าของเป็นคนลงมือทำ บริหาร และตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเองแบบไม่จ้างใครเลย โดยเน้นใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลมาช่วยครับ ผู้ประกอบการตัวคนเดียวเป็นโมเดลธุรกิจที่จัดการง่าย มีความคล่องตัวสูงเพราะทำคนเดียว และใช้เงินลงทุนไม่มาก บางธุรกิจอาจเริ่มต้นได้ด้วยเงิน 0 บาทเลยด้วยซ้ำครับ และธุรกิจตัวคนเดียวสามารถทำไปพร้อมกับงานประจำได้ โดยไม่จำเป็นต้องลาออก ผมสนใจแนวคิดนี้และกำลังเริ่มศึกษา ได้ไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เหมาะสำหรับคนอยากเริ่มต้นเรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียวครับ หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Million...

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

Related Articles

ชุดขาว – ตอนที่ 5/5 (จบ)

ถึงเวลาร้านปิด ทุกคนทะยอยกันกลับทางใครทางมัน กลุ่มของเหรียญยังมีสติกันครบ ยกเว้นหยวนที่หมดสภาพไปแล้ว ลำบากเหรียญและแบงค์ต้องหิ้วปีกกลับมาขึ้นรถของพี่ปอนด์ เหรียญกำชับให้เพื่อน ๆ หาถุงพลาสติกติดมือขึ้นรถไปด้วย เผื่อหยวนอ้วกระหว่างทางจะได้ไม่เหลือหลักฐานทิ้งไว้บนรถ ดูเหมือนฟรังก์จะติดใจบรรยากาศร้านในวงเหล้า ระหว่างทางกลับเธอเล่ามุกตลกที่โดนใจซ้ำให้เพื่อนในรถฟังอีกครั้ง คนระดับเธอมาเจออะไรแบบนี้เท่ากับได้เปิดโลกทัศน์เลยทีเดียว...

ชุดขาว – ตอนที่ 4/5

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความกังวลใจให้กับคนทุกระดับในสังคม แม้แต่ทางมหาวิทยาลัยก็ออกประกาศเตือนนักศึกษาให้ขับขี่รถอย่างระมัดระวัง งดสังสรรค์จนดึกดื่น ตลอดเวลาหนึ่งภาคการศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย มีข่าวเกี่ยวกับผีชุดขาวให้ได้ยินไม่เคยขาด หลังสอบวิชาหนึ่งเสร็จ เหรียญและเพื่อน ๆ นัดกันกินมื้อกลางวันที่โรงอาหารประจำคณะ กินไปพลางพูดเรื่องข้อสอบที่เพิ่งทำมา จนเข้าเรื่องผีชุดขาวในที่สุด “สักวันหนึ่งจะมีคนใดคนหนึ่งในกลุ่มเราเจอผีชุดขาวไหมวะ?”...

ชุดขาว – ตอนที่ 3/5

ใกล้เวลาเรียนวิชาแรกเข้าไปทุกที อาจารย์ประจำวิชายังไม่มีทีท่าว่าจะมาถึง ระหว่างนี้มีนักศึกษาชายคนถึงลุกไปเปิดประตูห้องเรียนให้ใครคนหนึ่งเดินเข้ามา ทีแรกทุกคนนึกว่าเป็นอาจารย์ พากันเงียบกริบแล้วหันมามองเป็นตาเดียว ทว่าแท้จริงแล้วเป็นอัฐ เพื่อนร่วมชั้นปี ชายหนุ่มร่างท้วม ผิวคล้ำ ที่ตอนเข้าค่ายวันนั้นยังเห็นปกติสบายดี แต่ตอนนี้เขาต้องเดินกะเผกโดยใช้ไม้ค้ำยันช่วยพยุง ขาข้างขวามีเฝือกดามอยู่...

ชุดขาว – ตอนที่ 2/5

เล่าจบเพื่อนนักศึกษาใหม่ก็ส่งเสียงฮือฮา ขนลุกขนพองไปกับเรื่องที่อัฐเล่า ไม่อยากจินตนาการเลยว่าหากเป็นต้องไปตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น จะประคองสติไว้กับตัวเช่นใด เหรียญหัวเราะหึในลำคอ แววตาส่องประกายเหมือนคนจับโกหกคนอื่นได้ เขาหันหน้าไปคุยกับเพื่อน ๆ “นี่แบงก์ นายกลัวผีหรือเปล่า?” “ไม่รู้สิว่ากลัวไหม ไม่เคยเจอเองกับตัว...

error: Content is protected !!