เขาย่างกลับมาที่นี่อีกครั้ง จ้องตึกตระหง่านสูงเจ็ดชั้นตรงหน้า เขาฝังความแค้นไว้ที่นี่ วันนี้ถึงเวลาที่ต้องขุดขึ้นมาชำระแล้ว เด็กวัยรุ่นกะโหลกกะลาไม่ประสีประสาคาถาอาคม บังอาจทำอิทธิฤทธิ์อำนาจไสยศาสตร์ของเขาเสื่อมสลาย วันนี้เขาจ้างวัยรุ่นหัวไม้มาช่วยล้างแค้นด้วยสองคน เด็กคนนั้นจำต้องได้รับบทเรียนจากเขาให้สาสม เขายังมีความปราณีเหลือให้บ้าง จะไม่ทำร้ายจนถึงแก่ชีวิต เพียงแค่ซ้อมให้พอเจ็บนอนหยอดน้ำข้าวต้มไปสามวันเจ็ดวันพอ ชายชราและพรรคพวกต่างวัยอีกสองคนเดินเข้าไปในลิฟต์ กดให้ลิฟต์ไปที่ชั้นหก ตู้เหล็กสี่เหลี่ยมทะยานมาถึงที่หมาย ก่อนประตูเปิดชายชราบอกแผนการให้พรรคพวกทราบ “แกสองคนคอยอยู่ที่ลิฟต์นะ ฉันจะไปลากคอไอ้เวรนั่นมา แล้วเราจะเอามันไปสั่งสอนข้างล่าง” วัยรุ่นหัวไม้สองคนพยักหน้ารับทราบ งานนี้ง่ายจริง ๆ แค่รุมอัดคนให้ตัวเจ็บซึ่งพวกมันชื่นชอบอยู่แล้ว แถมยังได้เงินไปซื้อเหล้ายาปลาปิ้งไว้มั่วสุมกับเพื่อน...
ถนนคืนนี้ไม่ได้แน่นไปด้วยรถ ออกจะโล่งเสียด้วยซ้ำ อากาศก็ดี ลมโกรกเย็นสบายและไม่เหม็นควันรถ เหมาะแก่การนั่งรถกินลมชมวิวเบิกบานใจ แต่ณภัทรไม่ได้คิดเช่นนั้น อากาศดี ๆ ไม่ได้ช่วยให้คลายความอึดอัดลง รถบุโรทั่งมีผู้ใหญ่สามคนนั่งอัดกันแถมคนขับก็เป็นใครไม่รู้ไม่สนิทชิดเชื้อด้วย หญิงสาวที่นั่งข้าง ๆ ก็เป็นคู่กัด ไม่รู้อยู่ ๆ เธอจะหาเรื่องชวนทะเลาะหรือเปล่า ตลอดทางไม่มีเสียงสนทนาปราศรัยใด ๆ นั่นทำให้รถที่คันเล็กอยู่แล้วดูเล็กลงไปอีก ระยะทางจากมหาวิทยาลัยถึงบ้านของสองยายหลานนับว่าไม่ไกลกันเท่าไหร่นัก ใช้เวลาไม่นานก็มาถึง แต่ณภัทรกลับรู้สึกเหมือนเพิ่งนั่งรถข้ามประเทศมา รถบุโรทั่งถูกขับมาจอดที่โรงจอด...
สัปดาห์นี้ตึกสโมสรนักศึกษาคึกคักเป็นพิเศษ ไม่ใช่มีนักศึกษาสนใจทำกิจกรรมมากขึ้น แต่เพราะตึกนี้มีหมอดูผู้ถูกกล่าวขวัญไปทั่วทั้งมหาวิทยาลัย เดิมทีณภัทรเพียงคิดว่าสิ่งที่ตัวเองวาดฝันไว้จะเป็นเพียงฝันลม ๆ แล้ง ๆ แต่ที่ไหนได้มันกลับเป็นจริงขึ้นมา มีคนจองคิวดูดวงแน่นข้ามอาทิตย์ เพียงไม่กี่วันณภัทรก็ได้เงินค่าบูชาครูมาเยอะแยะมากมาย ถ้ารายได้ดีอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ คงมีเงินพอจ่ายค่าเทอมแสนแพงโดยไม่ต้องพึ่งทุนที่ไปขอจากนางพญาปลวก หลังจากเสร็จสิ้นการเรียนภาคเช้า ณภัทรและจ้อนก็มาประจำการที่สำนักหมอดู วันนี้อาจารย์ประจำวิชาภาคบ่ายยกเลิกการเรียนการสอนหนึ่งคาบจึงมีเวลาเหลือเฟือ ณภัทรบอกให้จ้อนประกาศในสังคมออนไลน์ชวนคนมาดูดวง ไม่นานผู้คนที่ไม่มีเรียนก็แห่แหนกันมา เนื่องจากหลายวันก่อนเรื่องราวของพ่อหมอณภัทรผู้ดูดวงแม่นอย่างกับตาเห็น กลายเป็นกระแสที่มีคนพูดถึงอย่างมากในโลกอินเตอร์เน็ต วันนี้น่าเบื่อที่สุดเนื่องจากคนที่มาดูดวงต่างถามถึงเรื่องเนื้อคู่ว่าเมื่อไรตนเองจะมีกับเขาบ้าง แม้ไม่ต้องพึ่งพลังมองทะลุอดีตของมาวิน พ่อหมอณภัทรก็พอจะทำนายออก...
สองสาวที่เพิ่งเข้ามาในห้อง คนหนึ่งเป็นประธานชมรมอาสาเพื่อสังคมชื่อ “น้ำเพชร” อีกคนเป็นกรรมการชมรมคนสนิทชื่อ “มุกลัดดา” สองสาวเรียนอยู่คณะวิทยาศาสตร์ มีรูปร่างที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด น้ำเพชรสูงราว 160 เซนติเมตร ผิวพรรณขาวผ่องเหมือนจ้อน ใบหน้าเรียวเล็กเข้ากับริมฝีปากสีชมพูอวบอิ่ม ผมดำยาวสลวยถูกรวบตึงไว้ด้านหลัง ดูราวกับเด็กมัธยมต้น เธอดูไม่เหมือนนักศึกษาชั้นปีที่สามเลย ดูอายุอ่อนกว่าวัยตั้งห้าปี ส่วนมุกลัดดาเป็นนักกีฬาว่ายน้ำประจำมหาวิทยาลัย สมัยเรียนชั้นมัธยมเคยเป็นนักกีฬาวอลเล่ย์บอลของโรงเรียน จึงไม่แปลกที่เธอจะมีผิวสองสีและมีส่วนสูงเกินหญิงสาวธรรมดา เธอสูง 173 เซนติเมตร ท่าทางกระฉับกระเฉงอยู่ตลอดเวลา...
ฝนเริ่มอ่อนกำลังลงไปบ้างแล้ว เหตุการณ์เมื่อครู่ทำณภัทรสูญพลังไปไม่น้อย ตอนนี้กระเพาะของเขาโหยหาอาหารมื้อเย็น โชคดีที่เมื่อกี้ใช้น้ำจิ้มไก่ถ่วงเวลาหมอผีไปไม่มาก ยังเหลือติดก้นขวดพอจิ้มไก่มื้อนี้ได้ ณภัทรเดินกลับห้อง รู้สึกรำคาญผีหนุ่มที่เดินตามขึ้นลิฟต์มาตั้งแต่ชั้นหนึ่ง ณภัทรไขกุญแจห้องเดินเข้าไปข้างใน ผีหนุ่มเดินตามเข้ามาด้วยพยายามทำตัวให้เหมือนที่มนุษย์ทำมากที่สุด ไม่อยากใช้อิทธิฤทธิ์ของการเป็นผี ทำให้ณภัทรรู้สึกว่าเขาผิดแผกเกินคนไปมากกว่านี้ “ตามฉันมาทำไมเนี่ย?” ณภัทรโผงออกไปในที่สุดหลังจากอัดอั้นเอาไว้นาน “ฉันอยากขอบคุณที่นายช่วยฉันไว้” ผีหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร ณภัทรผงกหัว “อืม… แค่นี้ใช่ไหม งั้นนายก็ออกไปได้แล้ว” พูดพร้อมปัดมือไล่คู่สนทนาออกไปจากห้อง “เดี๋ยวสิคุยกันก่อน ฉันอยากตอบแทนบุญคุณนาย” “ไม่ต้องหรอก...
เสียงฟ้าร้องครืนดังมาจากที่ไกล ๆ อีกไม่นานเมฆฝนคงเคลื่อนมาถึงที่นี่ ณภัทรชอบบรรยากาศเมื่อฝนตก มันเย็นสบาย ให้ความรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติที่หาจากในเมืองไม่ค่อยได้ และช่วยกลบเสียงจราจรอันน่าหนวกหูบนถนนข้างหอพักของเขา ความสงบที่สายฝนนำมา ทำให้สมองของเขาเลิกคิดฟุ้งซ่าน นอนหลับยาวตลอดคืน ตื่นมาพร้อมความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ณภัทรแวะซื้อไก่ทอดเจ้าประจำที่ตลาดนัดหน้ามหาวิทยาลัยมากินเป็นมื้อเย็นที่ห้อง เขาถึงหอพักก่อนฝนจะกระหน่ำลงมาอย่างฉิวเฉียด หอพักที่เขาเช่าอยู่ไม่ห่างจากมหาวิทยาลัยนัก เป็นตึกสภาพครึ่งเก่าครึ่งใหม่สูงเจ็ดชั้น ตัวเขาพักอยู่ชั้นหกฝั่งที่ระเบียงหันเข้าถนน ตอนนี้ณภัทรหิ้วถุงไก่ทอดยืนรอลิฟต์อยู่ที่ชั้นหนึ่ง ตึกนี้มีลิฟต์เก่าแก่ตัวเดียวคั่นกลาง ปีกขวาของชั้นนี้เป็นห้องพักสำหรับเช่า ปีกซ้ายเป็นเคาน์เตอร์ติดต่อสอบถาม ร้านซักรีดและร้านขายของชำ เมื่อเผลอหันไปมองทางร้านขายของชำ ณภัทรก็สะดุ้งกับลุงเจ้าของร้าน...
ตึกสี่ชั้นสภาพเก่าคร่ำครึ สีขาวที่ทาไว้ลอกออกเสียเกือบหมด ถูกแทนที่ด้วยคราบน้ำฝนสีดำที่สะสมมาหลายสิบปี ตึกสูงนี้รายล้อมด้วยไม้ยืนต้นสูงใหญ่ ใบหนาทึบจนปิดบังแสงแดดจากทุกสารทิศ แถมแผ่อากาศเย็นน่าขนลุกเข้ามาภายในตึก เพียงเวลาเย็นย่ำข้างในนี้ก็มืดเสียแล้วต้องเปิดไฟสีส้มสลัวที่บางดาวกระพริบติด ๆ ดับ ๆ ส่องทางเดิน กลิ่นสาบเอกสารเก่า ๆ โชยปะทะจมูกทันทีที่ก้าวจากบันไดถึงพื้นชั้นสอง เรื่องเล่าขานที่เล่าต่อ ๆ กันมาจากรุ่นสู่รุ่นผุดประดังเข้ามาในหัว บ้างลือว่าที่นี่เคยมีหัวหน้าฝ่ายเอกสารล่อลวงภรรยาตัวเองมาฆ่าหมกศพไว้ในตู้ หลังถูกจับได้เรื่องแอบไปมีบ้านเล็กบ้านน้อย บ้างลือว่าที่นี่มีวิญญาณเด็กดองชุกชุมเพราะตึกหลังนี้เคยเป็นตึกเรียนของคณะแพทย์มาก่อน แม้ร่างกายจะถูกเคลื่อนย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว แต่วิญญาณยังเล่นสนุกอยู่ที่นี่ ก้าวเดินมาจนสุดทางเดินพื้นหินอ่อน...
กลางแดดแรง ร้อนระอุในยามบ่ายเช่นนี้ เป็นใครก็ต้องหลบอยู่ในห้องแอร์เย็น ๆ แต่ไม่ใช่กับณเรศ วันหยุดยาวแบบนี้ เขาต้องใส่ชุดทำสวน ถือกรรไกรตัดหญ้ามาเล็มหญ้าที่สนามหน้าบ้าน ทั้งที่งานนี้มีมอดทำประจำอยู่แล้ว อีกฟ้ากใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ แป้งหอมนอนเอนกายอ่านนิตยสารอยู่บนเตียงผ้าใบ พลางยกน้ำส้มคั้นเย็น ๆ ขึ้นดื่มอย่างสบายอารมณ์ หันมามองชายหนุ่มที่ทำสวนเป็นระยะ ณเรศพักมือ เอาแขนเสื้อปาดเหงื่อที่ท่วมหน้าผาก หันไปทางร่มไม้เห็นภรรยากำลังมองมา เธอเดินมาหาเขา ในมือถือแก้วน้ำส้มคั้นติดมาด้วย ส่งยื่นให้เขา เขารับมากระดกดื่มอย่างกระหาย ณเรศดื่มน้ำส้มคั้นจนหมดแก้ว...
ด้านหลังเวที ศกรและนิตานั่งพักเพื่อเตรียมตัวให้พิธีกรสัมภาษณ์ ในอีกไม่นานต่อจากนี้ ณเรศเดินเข้ามาพร้อมดอกไม้ช่อโต เขาส่งมอบมันให้กับศกรและนิตา “ยินดีกับทั้งสองคนด้วยนะ” ณเรศกล่าว ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ ศกรและนิตามองใบหน้านั้น รับช่อดอกไม้ที่เขายื่นให้ “ขอบใจแกมาก” ศกรกล่าวอย่างรู้สึกยินดีที่ณเรศมาร่วมงาน “ที่ฉันมาก็เพื่อจะมาแสดงความยินดีและมาลาด้วย” “คุณจะลาไปไหนคะ?” นิตาถาม “ผมจะไปเรียนต่อที่เยอรมันนี!” ศกรและนิตาใจหายเมื่อได้ยิน ณเรศไม่เคยเปรยเรื่องนี้ให้ฟังมาก่อน “แล้วคุณจะไปเมื่อไหร่คะ?” “อย่างช้าคงจะเป็นมะรืนนี้” “มะรืนนี้!” ศกรทวนคำพูด “แล้วนี่แกบอกแป้งหอมแล้วหรือยัง?”...