เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมฉบับย่อยง่าย เทคนิคหลอกป้ายยา ขายอะไรก็มีคนซื้อ

Share
Share

เพื่อน ๆ สงสัยกันไหมครับว่าทำไมร้านกาแฟถึงตั้งราคาสินค้าเป็นแก้วเล็ก แก้วกลาง แก้วใหญ่ ทำไมร้านต่าง ๆ ถึงเขียนราคาที่ลดแล้ว แต่ไม่ยอมลบราคาเต็มออก ทำไมคนถึงยอมต่อแถวนาน ๆ เพื่อซื้ออะไรสักอย่างหนึ่ง ปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาเหล่านี้อธิบายได้ด้วยหลักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมครับ

ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมฉบับย่อยง่าย เขียนโดยอิเคกามิ อากิระ ศาตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเมโจ โดยแต่เดิมเนี่ยทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แบบดั้งเดิมตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า “มนุษย์มักจะใช้เหตุผล เห็นแก่ตัว ตัดสินใจและลงมือทำสิ่งต่าง ๆ โดยควบคุมตัวเองได้เสมอ” แต่หลักการนี้อธิบายพฤติกรรมมนุษย์ที่ผมเอ่ยไว้ข้างต้นไม่ได้ครับ

ดังนั้นจึงเกิดทฤษฎีเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมขึ้นมาครับ โดยอยู่บนพื้นฐานที่ว่า “มนุษย์มักจะไร้เหตุผล บางครั้งก็เห็นแก่ตัว บางครั้งก็เห็นแก่คนอื่น และมักทำอะไรที่ย้อนแย้ง” นอกจากนี้ในความเป็นจริงสิ่งที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่ได้มีแค่อุปสงค์และอุปทานเท่านั้น แต่ความรู้สึกทางอารมณ์ของมนุษย์ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กัน

สำหรับคนที่ทำงานด้านการตลาด การศึกษาเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมจะช่วยให้ขายของอะไรก็มีคนซื้อ ป้ายยาอะไรก็สำเร็จ ส่วนผู้บริโภคทั่วไปอย่างเรา ๆ หากรู้กลเม็ดด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมก็จะทำให้เราเป็นคนซื้อที่ฉลาดเท่าทันครับ


ฮิวริสติก

คนเราตัดสินใจวันละประมาณ 50,000 ครั้ง สำหรับเรื่องสำคัญ ๆ อย่างการเปลี่ยนงาน เรามักคิดไตร่ตรองโดยพิจารณาข้อมูลมากมาย อย่างเงินเดือน ความก้าวหน้า โอกาสในอนาคต นโยบายบริษัท และบางคนอาจไม่ได้ตัดสินใจเรื่องนี้คนเดียว แต่ยังขอคำแนะนำจากเพื่อน ๆ อีกด้วย การคิดแบบไตร่ตรองอย่างนี้เรียกว่า Systematic ครับ

ส่วนตอนที่เราเลือกซื้อข้าวกล่องในร้านสะดวกซื้อ เราไม่ได้กอดอกคิดมากว่าวันนี้ควรจะกินอะไร เราคิดง่าย ๆ แค่ว่า “เมื่อวานกินผัดผักไปแล้ว วันนี้กินเนื้อบ้างดีกว่า”การคิดแบบตัดสินใจรวดเร็วโดยใช้สัญชาตญาณแบบนี้เรียกว่า Heuristic ครับ

คนเราจะแยกใช้ความคิดทั้ง 2 โหมดนี้ตามความจำเป็น ในเมื่อคนเราตัดสินใจวันละประมาณ 50,000 ครั้ง หากเราคิดแบบไตร่ตรองทุกครั้ง ต่อให้มีเวลามากเท่าไหร่ก็คงไม่พอ เราจึงจัดการเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันแบบสบาย ๆ และรวดเร็วโดยใช้ Heuristic ครับ และการตัดสินใจตามสัญชาตญาณแบบนี้แหละครับที่นักการตลาดนำมาใช้ประโยชน์ การเรียนรู้ Heuristic ช่วยให้นักการตลาดสามารถขายสินค้าหรือบริการได้มากขึ้น


ทฤษฎีความคาดหวัง

หากอยากเข้าใจเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม คำศัพท์ที่ต้องรู้จักคือคำว่าทฤษฎีความคาดหวัง (Prospect Theory) ซึ่งอธิบายว่ามนุษย์ประเมินค่าความขาดทุนและผลกำไรโดยใช้ฮิวริสติก และการตัดสินใจในชีวิตจริงก็ไม่ใช่การตัดสินใจที่เหมาะสมกับสถานการณ์มากที่สุดเสมอไป

ตัวอย่างเช่น ความดีใจตอนลงทุนแล้วได้กำไร 1,000 บาท นั้นไม่เท่ากับความเสียใจตอนที่ขาดทุน 1,000 บาท แม้มูลค่าเงินจะเท่า แต่ส่งผลกระทบต่อจิตใจต่างกันมาก หรือตอนที่หมอบอกเราว่าการผ่าตัดมีโอกาสสำเร็จ 95% จะทำให้เรารู้สึกสบายใจกว่าการที่หมอบอกว่าการผ่าตัดมีโอกาสล้มเหลว 5% มนุษย์เราไม่สามารถคาดการณ์กำไรและขาดทุนได้อย่างแม่นยำ แม้ตัวเลขจะชุดเดียวกัน แต่หากมองต่างมุม ความรู้สึกที่เกิดขึ้นก็คนละเรื่องกันเลยครับ


อคติโน้มเอียงมาทางปัจจุบัน

ศัพท์ต่อมาที่หนังสือแนะนำให้รู้จักคือ อคติโน้มเอียงมาทางปัจจุบัน (Present Bias) ที่อธิบายสาเหตุว่าทำไมคนเราถึงทำตามที่วางแผนไม่สำเร็จ เช่น ถ้าเรามีรายงานที่ต้องส่งในอีก 1 เดือนข้างหน้า หากลงมือเขียนแค่วันละ 5 หน้าก็จะเสร็จพอดี แต่คนเรามักไม่สามารถทำตามที่วางแผนไว้ได้ เราจะผัดวันประกันพรุ่งว่าเอาไว้ค่อยเริ่มทำวันพรุ่งนี้ แต่พอถึงวันพรุ่งนี้เราก็จะผัดวันออกไปอีก จนต้องมาเร่งทำให้เสร็จแบบลวก ๆ ภายในวันท้าย ๆ

ทำไมสิ่งต่าง ๆ ถึงไม่เป็นไปตามแผนที่เราวางไว้ล่ะ นั่นเป็นเพราะว่าเราพ่ายแพ้ให้กับสิ่งยั่วยุ เรารู้สึกว่ามีอย่างอื่นอีกหลายเรื่องดูน่าสนุกกว่าการทำสิ่งที่วางแผนไว้ ปรากฎการณ์นี้เรียกว่าอคติโน้มเอียงมาทางปัจจุบันครับ


ปรากฎการณ์สอดคล้อง และปรากฎการณ์สวนกระแส

อีกศัพท์ในหนังสือมากันเป็นคู่ครับคือ ปรากฎการณ์สอดคล้อง (Bandwagon Effect) และปรากฎการณ์สวนกระแส (Snob Effect) เพื่อน ๆ เคยเดินผ่านร้านอะไรสักอย่างที่มีคนต่อแถวรอซื้อกันยาวเหยียดไหมครับ พอเห็นแบบนี้เราจะเกิดสนใจขึ้นมาทันทีว่าพวกเขาต่อแถวรอซื้ออะไร ดูน่าสนใจจนเราอยากต่อแถวซื้อบ้าง

Bandwagon Effect เรียกอีกอย่างได้ว่าปรากฏการณ์ขบวนแห่ มาจากคำว่า Bandwagon ที่แปลว่ารถบรรทุกวงดนตรีนำหัวแถว ปรากฏการณ์ขบวนแห่จึงเป็นการดึงดูดความสนใจด้วยสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจ ถ้าเราอยากให้ฝูงชนมารวมตัวกันที่ร้านของเรา สิ่งที่เราต้องทำคือสร้างฝูงชนขึ้นมา โดยการจ้างคนมาต่อคิวเป็นหน้าม้า หรือเรียกลูกค้าอยู่หน้าร้านด้วยป้ายโฆษณาใหญ่ ๆ เสียงดัง ๆ

ส่วนปรากฎการณ์สวนกระแสเป็นการพยายามเลี่ยงที่จะทำอะไร หรือมีอะไรที่เหมือนกับคนอื่น ไม่อยากใช้ของที่คนอื่นนิยมใช้กัน ซึ่งปรากฎการณ์สวนกระแสถือเป็นด้านกลับของปรากฎการณ์สอดคล้องครับ แต่ทั้ง 2 ปรากฏการณ์นี้ล้วนเกิดขึ้นเพราะได้รับอิทธิพลจากผู้คนรอบข้าง คนเรามักกังวลกับสายตาของคนอื่น แล้วแสดงพฤติกรรมออกมาสอดคล้องกับ 2 ปรากฏการณ์นี้ครับ


รู้คำศัพท์พื้นฐานกันไปแล้ว เรามาเข้าสู่เนื้อหาของเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมกันครับ เพื่อน ๆ สงสัยกันไหมครับว่าทำไมบรรดาร้านค้าต่าง ๆ มักไม่ตั้งราคาเป็นจำนวนเต็ม เช่น 200 บาท หรือ 300 บาท แต่มักตั้งราคาเป็น 199 บาท หรือ 299 บาทแทน

นั่นเป็นเพราะคนเรามีพฤติกรรมเลี่ยงการขาดทุนครับ สินค้าชนิดเดียวกัน คุณภาพใกล้เคียงกัน ยี่ห้อหนึ่งขาย 1,000 บาท อีกยี่ห้อขาย 990 บาท แม้ราคาจะต่างกันแค่ 10 บาท แต่แรงกระตุ้นที่ทำให้ลูกค้าหยิบสินค้าไปจ่ายเงินนั้นแตกต่างกันมากเลยครับ การตั้งราคาแบบมีเงินทอนทำให้คนซื้อเกิดความรู้สึกว่าได้กำไรและรู้สึกว่าคุ้มค่ามากกว่านั่นเองครับ


เทคนิคที่ช่วยเพิ่มความอยากซื้อของลูกค้าคือการให้ส่วนลดแบบจำกัดเวลา หรือให้ส่วนลดแบบจำกัดจำนวนครับ เช่น ให้ส่วนลด 30% เฉพาะ 3 วันนี้เท่านั้น หรือให้ส่วนลดเฉพาะลูกค้า 300 ท่านแรกเท่านั้น ลูกค้ามักพ่ายแพ้ต่อความจำกัด พวกเขาต้องรีบซื้อเพราะไม่อยากขาดทุนครับ

การให้ส่วนลด 30% แค่ 3 วัน เหมือนเป็นการเตือนว่าภายใน 3 วันนี้ถ้าคุณไม่รีบซื้อ คุณจะขาดทุนเพราะต้องซื้อราคาเต็มนะ หรือถ้าไม่ได้เป็นลูกค้า 300 คนแรกต้องซื้อราคาเต็มนะ เนื่องจากความรู้สึกเสียใจตอนขาดทุน รุนแรงมากกว่าความรู้สึกดีใจตอนได้กำไร สิ่งที่ดึงดูงความสนใจของลูกค้าจึงไม่ใช่ “ถ้าทำแบบนี้แล้วจะได้กำไร” แต่เป็น “ถ้าไม่ทำแบบนี้แล้วจะขาดทุน”

และความรู้สึกต้องการหลีกเลี่ยงการขาดทุนก็ถูกนำมาขยี้ โดยโฆษณาที่นำเสนอข้อมูลเชิงลบ เช่น บนลิ้นของเรามีแบคทีเรียอยู่เต็มไปหมด หรือในครัวมีแบคทีเรียอยู่มากมาย หากไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ของเราคุณจะเสียประโยชน์ เมื่อคนเราอ่อนไหวกับการขาดทุน เทคนิคนี้จึงดึงดูดความสนใจของเราได้ดีนั่นเองครับ


เรามักเห็นป้ายราคาของสินค้าที่ลดราคายังเขียนราคาเดิมเอาไว้อยู่ พร้อมกับขีดทับและเขียนราคาใหม่ไว้คู่กัน นี่เป็นเทคนิคในการดึงดูดความสนใจของลูกค้าในแวบแรก โดยนำทฤษฎีเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมมาใช้ครับ คนเรามักตัดสินใจจากข้อมูลที่ได้รับเป็นอย่างแรกก่อน สิ่งนี้เรียกว่าปรากฏการณ์ปักใจเชื่อ (Anchoring Effect) โดยคำว่า Anchor แปลว่าการทอดสมอเรือ เทคนิคนี้จะบอกราคาเต็มเพื่อทอดสมอให้เราตกเป็นเหยื่อของข้อมูลแรก จากนั้นบอกราคาที่ลดแล้วให้เราเอาไปเทียบกับข้อมูลแรกครับ

เทคนิคนี้ร้านขายสินค้าหรูก็นำไปใช้ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่นร้านขายนาฬิกาจะวางนาฬิการาคาหลักแสนไว้ในตู้โชว์หน้าร้าน แต่พอเราเดินเข้ามาดูสินค้าในร้านแล้วพบว่าที่ร้านนี้ก็มีนาฬิการาคาหลักหมื่นขายเหมือนกันนี่นา ไม่ได้ขายแต่นาฬิกาแพงสุด ๆ ซะทีเดียว ในกรณีนี้ร้านไม่ได้ต้องการขายนาฬิการาคาหลักแสนที่โชว์ที่หน้าร้าน แต่ต้องการขายนาฬิการาคาหลักหมื่นที่วางอยู่ในร้านต่างหากครับ


ตามร้านอาหารหรือร้านขายเครื่องดื่ม เรามักเห็นร้านเหล่านี้ตั้งราคาโดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ไม่ว่าจะเป็น แก้วเล็ก แก้วกลาง แก้วใหญ่ หรือเซตเล็ก เซตกลาง เซตใหญ่ สาเหตุที่เป็นแบบนั้นเพราะหากร้านตั้งราคาไว้แค่ 2 ระดับ ลูกค้าส่วนใหญ่จะเลือกซื้อสินค้าที่ราคาถูกกว่า ซึ่งทำให้ร้านทำยอดขายได้น้อย

แต่หากร้านตั้งราคาไว้ 3 ระดับ ลูกค้าส่วนใหญ่จะซื้อตัวเลือกตรงกลาง สิ่งนี้เรียกว่าปรากฏการณ์หลีกเลี่ยงความสุดโต่ง เวลาที่ต้องตัดสินใจเลือกอะไรสักอย่าง เรามักจะเลี่ยงตัวเลือกที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป และมองหาตัวเลือกที่อยู่ตรงกลางครับ

หากเพื่อน ๆ เปิดร้านขายอะไรสักอย่าง การมีตัวเลือกเยอะ ๆ อาจส่งผลดีมากกว่าการมีตัวเลือกน้อย ๆ แต่ก็อย่ามีตัวเลือกที่เยอะจนเกินไป เพราะไม่อย่างนั้นลูกค้าจะต้องคิดเยอะ จะสับสนจนไม่รู้ว่าควรซื้ออันไหนดี และในที่สุดจะขี้เกียจเลือกจนตัดสินใจไม่ซื้อในที่สุดครับ


ความลับที่ทำให้ร้านขายเฟอร์นิเจอร์อย่าง IKEA ได้รับความนิยมไปทั่วโลกเป็นเพราะพวกเขาขายเฟอร์นิเจอร์แบบให้ลูกค้าเอาไปประกอบเองที่บ้านครับ หากเป็นของที่คนอื่นให้มา เมื่อไม่มีความจำเป็นต้องใช้แล้ว เราจะตัดสินใจทิ้งของสิ่งนั้นได้ง่าย แต่หากเป็นของที่เราซื้อเอง การตัดใจเอามันไปทิ้งนั้นทำได้ยากกว่า และยิ่งเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเองเราก็ยิ่งทิ้งมันไม่ลง เราจะรู้สึกรักและหวงข้าวของที่ตัวเองลงทุนลงแรงสร้างมาเองกับมือ

IKEA รู้พฤติกรรมข้อนี้ของมนุษย์ พวกเขาจึงขายเฟอร์นิเจอร์แบบแยกชิ้นส่วนให้ลูกค้าเอากลับไปประกอบเองที่บ้าน ลูกค้าต้องประกอบชิ้นส่วนทีละชิ้นตามคู่มือ ต้องขันน็อตและประกอบไปเรื่อย ๆ เมื่อลูกค้าประกอบเสร็จสมบูรณ์ ลูกค้าจะเกิดความพึงพอใจและรักเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้นมาก

เทคนิคในการเพิ่มความพึงพอใจให้ลูกค้าในลักษณะนี้เรียกว่าปรากฏการณ์ความรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ (Endowment Effect) ซึ่งเป็นหลักจิตวิทยาที่อธิบายว่า เมื่อเราเป็นเจ้าของสิ่งใดแล้ว เราจะมองเห็นคุณค่าของสิ่งนั้นมากกว่าสิ่งอื่น

สินค้าที่มีการรับประกันคืนเงินหากลูกค้าไม่พอใจ เป็นเทคนิคทางการตลาดแบบหนึ่งที่ใช้ประโยชน์จากปรากฏการณ์ความรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ เมื่อผู้ประกอบการกล้ารับประกันการคืนเงินเป็นการแสดงถึงความมั่นใจในผลิตภัณฑ์หรือบริการของตน แถมยังสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อผู้บริโภคอีกด้วย

การรับประกันการคืนเงินมักจำกัดเวลา เช่น ไม่พอใจยินดีคืนเงินภายใน 30 วัน ช่วงเวลานี้ก็ถือเป็นช่วงที่ลูกค้าจะได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ ทำให้ลูกค้าเปิดใจที่จะซื้อสินค้าง่ายขึ้น เพราะคิดว่าหากลองใช้แล้วไม่พอใจก็สามารถเอาสินค้ามาคืนและขอรับเงินคืนเต็มจำนวนได้

เพื่อน ๆ อาจคิดว่าเทคนิคนี้น่าจะทำให้ยอดคืนสินค้าสูงกว่าสินค้าที่ไม่รับประกันการคืนเงิน แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้นครับ คนเราเมื่อได้ครอบครองสิ่งใดแล้ว เราจะเลือกรักษาความเป็นเจ้าของมันไว้ตามกลไกปรากฏการณ์ความรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของนั่นเองครับ


เวลาต้องการซื้อสินค้าอะไรสักชิ้น เรามักหาดูรีวิวในอินเตอร์เน็ตเพื่อประเมินว่าสินค้านั้นดีพอให้ซื้อหรือไม่ แต่ก็ใช่ว่าเราจะเชื่อทุกรีวิวเสมอไป บางครั้งเราก็ตั้งแง่ไว้ก่อนว่ารีวิวนั้นอาจมาจากหน้าม้าที่บริษัทจ้างมา

แม้เนื้อหาการรีวิวจะเหมือนกันเป๊ะ แต่หากมาจากปากคนดัง เรามักให้ความน่าเชื่อถือมากกว่าจากปากคนทั่วไปที่เป็นใครไม่รู้ คนดังมีพลังโน้มน้าวและทำให้คนเชื่อถือได้อย่างน่าประหลาด นี่เป็นผลทางจิตวิทยาที่เรียกว่าอคติในการรับรู้ (Halo Effect) ที่อธิบายว่าเวลาเราพิจารณาอะไรสักอย่างหนึ่ง เรามักคล้อยตามคนที่มีชื่อเสียงหรือมีความพิเศษสะดุดตา การจ้างดาราดัง ๆ มาโฆษณาเพื่อเพิ่มภาพลักษณ์ที่ดีให้สินค้า ถือเป็นการนำอคติในการรับรู้มาใช้ประโยชน์


สำหรับนักการตลาด หากมองเห็นและเข้าใจพฤติกรรมที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวของมนุษย์ก็จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนากลยุทธ์การขายได้ ส่วนในฐานะผู้บริโภค การเข้าใจพื้นฐานของหลักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมจะช่วยให้รู้ทันกลลวงของสมอง รู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง และไม่ตกเป็นเหยื่อของการตลาดครับ

หากเพื่อน ๆ สนใจศึกษาเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม แต่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง สามารถอ่านหนังสือเล่มนี้เพื่อปูพื้นฐานได้ครับกับหนังสือเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมฉบับย่อยง่าย เขียนโดยอิเคกามิ อากิระ ตีพิมพ์เป็นภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์อมรินทร์ฮาวทู ราคา 245 บาทครับ

สนใจหนังสือ เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมฉบับย่อยง่าย

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/3ftOwthoWb
หรือซื้อแบบ ebook:
https://www.mebmarket.com
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

Related Articles

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน...

จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เปลี่ยนคนที่ยังลังเลให้ซื้อทันที

สินค้าดี มีคนสนใจ แต่ทำไมไม่มีคนซื้อ? บางทีอาจเป็นเพราะสมองของลูกค้าไม่ยอมให้ซื้อก็เป็นได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Brain Audit จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง...

ดำดิ่งสู่โลกกลับทิศ จิตวิทยาที่ซ่อนอยู่ในซีรีส์ “สเตรนเจอร์ ทิงส์”

หากพูดถึงซีรีส์ที่คนทั้งโลกรอคอย ซีรีส์ที่ปั้นเด็กไม่มีชื่อเสียงให้มายืนแถวหน้าของวงการบันเทิงได้ ซีรีส์ที่เป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดให้คนมาสมัครบริการ Netflix จะเป็นซีรีส์เรื่องไหนไม่ได้นอกจากเรื่องสเตรนเจอร์ ทิงส์ ที่ตอนนี้มีมาถึงซีซัน 5 ซึ่งเป็นซีซันสุดท้ายแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ผลงานท้ายสุดของจักรวาลในซีรีส์นี้ เพราะในปี 2026...

จิตวิทยาต่อรอง จะต้องพูดและทำอะไรในการต่อรองที่แพ้ไม่ได้

ในชีวิตประจำวันเราต้องพบเจอกับเรื่องมากมายที่ต้องอาศัยการเจรจาต่อรอง ไม่ว่าจะเป็นการต่อรองขอลดราคาสินค้า ต่อรองกับลูกค้า หรือต่อรองเพื่อขอขึ้นเงินเดือน เทคนิคการต่อรองมีสอนกันมานานแล้ว แต่เทคนิคเหล่านั้นเน้นไปที่การท่องจำประโยคสำเร็จรูป ทั้งที่จริง ๆ แล้วการเจรจาต่อรองเป็นเรื่องที่คาดการณ์ไม่ได้ เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับอารมณ์มากกว่าเหตุผลครับ ดังนั้นการต่อรองต้องมุ่งเน้นไปที่การจัดการกับอารมณ์ของอีกฝ่าย แทนที่จะยกเหตุผลต่าง...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!