ไอติมอ่าน

จิตวิทยาต่อรอง จะต้องพูดและทำอะไรในการต่อรองที่แพ้ไม่ได้

Share

ในชีวิตประจำวันเราต้องพบเจอกับเรื่องมากมายที่ต้องอาศัยการเจรจาต่อรอง ไม่ว่าจะเป็นการต่อรองขอลดราคาสินค้า ต่อรองกับลูกค้า หรือต่อรองเพื่อขอขึ้นเงินเดือน เทคนิคการต่อรองมีสอนกันมานานแล้ว แต่เทคนิคเหล่านั้นเน้นไปที่การท่องจำประโยคสำเร็จรูป ทั้งที่จริง ๆ แล้วการเจรจาต่อรองเป็นเรื่องที่คาดการณ์ไม่ได้ เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับอารมณ์มากกว่าเหตุผลครับ ดังนั้นการต่อรองต้องมุ่งเน้นไปที่การจัดการกับอารมณ์ของอีกฝ่าย แทนที่จะยกเหตุผลต่าง ๆ นานามาคุยกันเหมือนหุ่นยนต์ที่ไร้ความรู้สึก

ไอติมอ่าน ep นี้มาสรุปเนื้อหาจากหนังสือ Never Split the Difference จิตวิทยาต่อรอง เขียนโดยคริส วอสส์ อดีตเจ้าหน้าที่ FBI ที่ทำหน้าที่เจรจากับคนร้ายที่จับตัวประกันหรือโจรลักพาตัว ในหนังสือเล่มนี้คริสได้เล่าเทคนิคทางจิตวิทยาต่าง ๆ ที่จะช่วยให้เราสามารถโน้มน้าวใจอีกฝ่ายได้ โดยที่ตัวเราได้ประโยชน์ ขณะที่อีกฝ่ายไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองสูญเสียอะไร

1. จงทำตัวเป็นกระจก สะท้อนคำพูดของอีกฝ่าย (Mirroring)

มนุษย์เรามักแสดงพฤติกรรมเลียนแบบคนรอบข้างครับ เช่น เดินด้วยจังหวะเดียวกัน นั่งท่าเดียวกัน หรือเออออไปตามกัน พฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เพื่อแสดงถึงความเชื่อมโยงกันและความเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน ในการเจรจาต่อรองหัวใจหลักคือการทวนคำของอีกฝ่าย เทคนิคมีง่าย ๆ แค่นี้เลยครับ

ผู้เขียนยกตัวอย่างพนักงานหญิงในออฟฟิศที่มักจะถูกหัวหน้าสั่งงานที่ไม่จำเป็น ซึ่งทำให้เสียเวลาโดยใช่เหตุ ครั้งนี้เธอได้ลองใช้เทคนิคสะท้อนคำพูด เมื่อหัวหน้าสั่งให้ปรินต์เอกสารทุกฉบับไว้ 2 ชุด เธอก็ทวนคำพูดของหัวหน้าว่า

“ขอโทษนะคะ ฉบับละ 2 ชุดเหรอคะ”

“ใช่ ชุดหนึ่งสำหรับเรา อีกชุดสำหรับลูกค้าไง”

“โทษนะคะ คุณหมายความว่าลูกค้าขอเอกสารจากเราชุดหนึ่ง และเราต้องมีอีกชุดไว้ใช้กันเองใช่ไหมคะ”

“จริง ๆ พวกเขาไม่ได้ขอมาหรอก แต่ผมอยากได้เอกสารที่เป็นกระดาษน่ะ”

“ได้เลยค่ะ แล้วคุณอยากให้เก็บเอกสารของเราไว้ที่ไหนดีคะ ตอนนี้ห้องเก็บเอกสารไม่เหลือที่ว่างแล้วค่ะ”

“ไม่เป็นไร คุณเอาไปเก็บไว้ที่ไหนก็ได้”

“ที่ไหนก็ได้งั้นเหรอคะ”

“จริง ๆ คุณเอาไปเก็บไว้ในห้องทำงานของผมก็ได้ เอาเป็นว่าเดี๋ยวผมจะให้ผู้ช่วยคนใหม่ปรินต์มาให้ก็แล้วกัน ตอนนี้คุณแค่สำรองไฟล์เอาไว้ 2 ชุดก็พอ”

เทคนิคสะท้อนคำพูดของอีกฝ่ายได้ผล เพราะเราในฐานะผู้ต่อรองไม่ได้แสดงท่าทีคัดค้านหรือต่อต้าน ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ยอมให้อีกฝ่ายรุกล้ำเข้ามา นอกจากนี้การสะท้อนคำพูดของอีกฝ่าย ยังเป็นการทำให้อีกฝ่ายได้ทบทวนสิ่งที่ตัวเองพูดว่ามันสมเหตุสมผลแค่ไหนอีกด้วย

ผู้เขียนได้แนะนำน้ำเสียง 3 แบบ ที่เราในฐานะผู้ต่อรองสามารถเลือกใช้ได้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งจะช่วยให้การต่อรองเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้นครับ น้ำเสียงทั้ง 3 แบบได้แก่

1. น้ำเสียงแบบดีเจวิทยุรอบดึก เลือกใช้เพื่อเน้นย้ำคำพูดของคู่เจรจา ปรับโทนเสียงให้ต่ำลง พูดช้า ๆ ด้วยความสงบเยือกเย็น น้ำเสียงนี้เมื่อใช้ในสถานการณ์ที่เหมาะสมจะทำให้เราดูมั่นใจและน่าไว้วางใจ โดยไม่กระตุ้นให้อีกฝ่ายรู้สึกต่อต้านครับ

2. น้ำเสียงร่าเริง ควรใช้น้ำเสียงที่เพื่อน ๆ ใช้เป็นปกติ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราเป็นคนง่าย ๆ สบาย ๆ และเป็นมิตร รวมถึงเป็นคนมองโลกในแง่ดี กระตุ้นพลังบวกให้ผู้อื่น สิ่งสำคัญคือการยิ้มขณะพูดครับ

3. น้ำเสียงเด็ดขาด ควรใช้แค่นาน ๆ ครั้งเท่านั้น ไม่อย่างนั้นจะก่อให้เกิดปัญหาและปฏิกิริยาต่อต้านครับ

นอกจากนี้ในการเจรจาต่อรองเราควรเน้นที่การรับฟัง อย่าคิดแค่ว่าตัวเองจะพูดอะไร แต่ต้องหาให้ได้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร และเตรียมพร้อมสำหรับเจอสิ่งไม่คาดฝัน อย่าประมาทกับสถานการณ์ที่ดูเหมือนง่ายเชียวนะครับ


2. แปะป้ายให้อารมณ์ของอีกฝ่าย (Labelling)

หลายครั้งในการเจรจาต่อรองไม่ได้มีแค่เรื่องเหตุและผลเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง หากเราใช้เหตุผลพูดคุยกันเพียงอย่างเดียว อาจทำให้ดูแข็งกร้าวเกินไปได้ และโน้มน้าวให้อีกฝ่ายทำในสิ่งที่เราต้องการไม่สำเร็จ

เทคนิคสำคัญคือการเข้าอกเข้าใจผู้อื่น พยายามทำความเข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกอย่างไร เขากำลังกลัวหรือต้องการอะไร การเข้าอกเข้าใจผู้อื่นไม่ใช่การรู้สึกสงสารอีกฝ่ายนะครับ แต่คือการพยายามบอกให้อีกฝ่ายรู้ว่า ฉันเข้าใจเธอนะ เพื่อให้อีกฝ่ายเปิดอกยอมรับเรา ไม่ใช่เอาแต่หลับตาเถียงเพื่อจะเอาชนะอยู่ฝ่ายเดียว

การจะเข้าใจอารมณ์ของอีกฝ่ายได้ ต้องอาศัยการสังเกตและรับฟัง เมื่อเราสังเกตมากขึ้น รับฟังมากขึ้น เราจะพอจับจุดได้ว่าเขาอาจกำลังรู้สึกอะไร จากนั้นให้ถ่ายทอดอารมณ์นั้นออกมาเป็นคำพูด โดยการแปะป้ายอารมณ์มักขึ้นต้นด้วยคำประมาณว่า “ดูเหมือนว่าคุณ…” เช่น

“ดูเหมือนว่าคุณกำลังกังวลใจ”

 “ฟังแล้วเหมือนว่าคุณกำลังกลัว”

เมื่อแปะป้ายให้อารมณ์ของอีกฝ่ายเรียบร้อยแล้ว จะเป็นการกระตุ้นให้อีกฝ่ายอยากตอบสนองอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เราต้องทำเป็นอย่างต่อไปคือการนิ่งเงียบเพื่อฟังอีกฝ่ายครับ คนเรามีแนวโน้มที่จะขยายความในสิ่งที่ตัวเองเพิ่งพูดออกไปเพื่อไม่ให้บทสนทนาค้างเติ่ง และการนิ่งเงียบมีพลังในการเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายเปิดเผยตัวตนออกมา


3. กระตุ้นให้อีกฝ่ายปฏิเสธ

ในสังคมที่สร้างภาพให้เราเห็นว่า “ได้” คือการตอบรับในแง่บวก และ “ไม่” คือการตอบรับในแง่ลบ กลยุทธ์นี้อาจจะฟังดูแปร่ง ๆ นิดนึงว่าการที่อีกฝ่ายปฏิเสธนั้นมันจะช่วยอะไรเราได้?

ในการเจรจาต่อรอง เรามักคิดว่าควรทำยังไงให้อีกฝ่ายพูดคำว่า “ได้” เพื่อยอมรับข้อเสนอของเรา แต่ผู้เขียนบอกว่าบางครั้งคำว่าใช่ก็อาจเป็นคำตอบรับที่ไร้ความหมาย และซ่อนนัยของการคัดค้านเอาไว้ลึก ๆ

ลองนึกภาพว่าเพื่อน ๆ กำลังเดินเล่นอยู่ในห้าง แล้วเจอพนักงานขายเครื่องกรองน้ำเข้ามาทักว่า “คุณดื่มน้ำทุกวันไหมครับ?” เรารู้อยู่แล้วว่าพนักงานกำลังพยายามขายเครื่องกรองน้ำให้กับเรา เราอยากตอบปฏิเสธให้พ้น ๆ ไป แต่คำถามว่าคุณดื่มน้ำทุกวันไหมมันตอบได้แค่ใช่ ซึ่งคำว่าใช่ที่ตอบออกมาเป็นเพราะเราถูกอีกฝ่ายกดดัน เมื่อเป็นแบบนี้ไม่ได้ทำให้การเจรจาเข้าใกล้ความสำเร็จเลยครับ มีแต่จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกโกรธขึ้นมาเท่านั้น

ผู้เขียนบอกว่าคำว่า “ไม่” คือจุดเริ่มต้นของการสนทนา ไม่ใช่จุดจบ ส่วนใหญ่แล้วคนที่พูดว่าไม่ เป็นเพราะเขาต้องการรักษาสถานการณ์ให้คงอยู่เหมือนเดิม ยังไม่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง คนเรามักจะสู้เพื่อใช้สิทธิ์ในการปฏิเสธ ดังนั้นเราควรให้เขาได้ใช้สิทธิ์นั้นตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้วบรรยากาศในการสนทนาจะดีขึ้น อีกฝ่ายจะให้ความร่วมมือมากขึ้นในทันที ตัวอย่างคำถามที่กระตุ้นคำตอบปฏิเสธเช่น

 “คุณอยากให้ทีมเราอับอายหรือเปล่า?”

“คุณล้มเลิกโครงการนี้แล้วหรือยัง?”

“ตอนนี้คุณยุ่งอยู่หรือเปล่า?”

คำถามสุดท้ายเพื่อน ๆ สามารถเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ครับ คำถามนั้นจะช่วยกระตุ้นให้อีกฝ่ายตอบว่า “ไม่ยุ่ง คุยได้” ในทางกลับกันหากเราถามเขาว่า “ตอนนี้พอจะว่างไหม?” อาจมีโอกาสที่เขาจะตอบกลับมาว่า “ยังไม่ว่าง ขอเวลาสักแป๊บนะ เดี๋ยวโทรกลับ”


4. บิดเบือนความจริง

เมื่อเราเข้าใจความคิดและความปรารถนาที่ซ่อนอยู่ในใจของอีกฝ่าย เราจะพบกับตัวแปรมากมายที่สามารถนำมาใช้เปลี่ยนแปลงความต้องการและความคาดหวังของอีกฝ่ายได้ มีหลายวิธีเลยครับในการบิดเบือนความจริงของอีกฝ่ายเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของเรา

เทคนิคบิดเบือนความจริง

1. ใช้เส้นตายให้เป็นประโยชน์

เวลาเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในทุกการเจรจา เส้นตายที่ใกล้เข้ามาคือสิ่งที่บีบให้การเจรจาต้องดำเนินมาถึงข้อสรุป อีกฝ่ายต้องรีบตัดสินใจ แม้ว่าจะขัดกับความต้องการของตัวเองก็ตาม

2. ใช้ประโยชน์จากคำว่ายุติธรรม

คำที่ทรงพลังที่สุดในการเจรจาคือคำว่ายุติธรรมครับ คนเรามักถูกโน้มน้าวได้ง่าย เมื่อรู้สึกว่าได้รับความเคารพจากอีกฝ่าย และจะยอมทำตามข้อตกลงเมื่อรู้สึกว่าตัวเองได้รับการปฏิบัติอย่างยุติธรรม ผู้เขียนยกตัวอย่างเจ้าของบ้านที่ประกาศขายบ้าน แล้วมีคนสนใจมาเสนอซื้อในราคาที่ต่ำกว่าที่ตั้งเอาไว้ในใจ หากเจ้าของบ้านพูดประโยคว่า “เราแค่ต้องการราคาที่ยุติธรรม” อีกฝ่ายจะรู้สึกกระวนกระวายใจเพราะถูกกล่าวหาอย่างอ้อม ๆ และรีบเสนอราคาเพิ่มให้ทันที

3. ใช้ประโยชน์จากแรงขับเคลื่อนทางอารมณ์

การขายไม่ใช่เรื่องของการโต้แย้งกันด้วยเหตุผล แต่เป็นการตีกรอบทางอารมณ์ ตัวอย่างเช่น สิ่งที่พี่เลี้ยงเด็กเสนอขาย ไม่ใช่แค่การดูแลเด็ก แต่เป็นการที่พ่อแม่จะได้ใช้เวลาช่วงเย็นอย่างผ่อนคลาย คนขายเตาผิงไม่ได้ขายแค่เตา แต่ขายห้องที่อบอุ่นซึ่งครอบครัวจะได้มาใช้เวลาร่วมกัน ช่างทำกุญแจไม่ได้ขายแค่กุญแจ แต่ขายความปลอดภัย หากรู้ถึงแรงขับเคลื่อนทางอารมณ์ เราก็จะสามารถตีกรอบสิ่งที่อีกฝ่ายรู้สึกเชื่อมโยงได้ครับ

4. ทำให้อีกฝ่ายยึดติดกับอารมณ์เชิงลบ

ในการบิดเบือนความจริง เราต้องชิงพูดถึงสิ่งที่อีกฝ่ายกลัว ซึ่งจะทำให้เขายึดติดกับอารมณ์เชิงลบ จากนั้นให้บอกว่าเขาจะสูญเสียอะไรบ้าง นี่เป็นการกระตุ้นการกลัวความสูญเสียของอีกฝ่าย เมื่อเป็นแบบนั้นเขาจะรีบคว้าโอกาสที่เราเสนอ เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียนั้นครับ

ผู้เขียนยกตัวอย่างประสบการณ์ของตัวเอง ในตอนที่เขาจำเป็นต้องลดค่าตอบแทนของทีมงานจากวันละ 2,000 ดอลลาร์ ให้เหลือเพียงวันละ 500 ดอลลาร์ เขาเริ่มต้นโดยการพูดว่า “ผมมีข้อเสมอห่วย ๆ มาบอกคุณ ถ้าได้ฟังแล้วคุณคงคิดว่าผมเป็นนักธุรกิจที่ห่วยแตก คำนวณงบประมาณและวางแผนไม่เป็น แค่งานใหญ่งานแรกหลังออกจากเอฟบีไอก็ทำพังไม่เป็นท่าซะแล้ว”

เมื่อทำให้อีกฝ่ายไม่คาดหวังอะไรจากข้อเสนอนี้นัก และได้ยึดติดกับอารมณ์เชิงลบแล้ว ผู้เขียนก็กระตุ้นการกลัวความสูญเสียของอีกฝ่ายว่า “ถึงอย่างนั้นผมยังอยากเสนอโอกาสนี้ให้กับคุณก่อนคุณอื่นอยู่ดี”

ผู้เขียนบอกว่าวิธีนี้ได้ผล ทุกคนยอมรับข้อเสนอของเขา โดยไม่มีการต่อรองและไม่มีใครบ่นสักคำ แต่หากเขาเริ่มต้นประโยคว่า “ผมให้ได้แค่วันละ 500 ดอลลาร์นะ คุณคิดว่าไง?” แบบนั้นอีกฝ่ายคงมองว่าเป็นการเหยียดหยามและไม่อยากคุยต่อ

ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเงินหรือตัวเลข การเป็นฝ่ายยื่นข้อเสนอก่อนมักจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ พออีกฝ่ายได้ยินตัวเลขมักจะขอต่อลงมาให้น้อยกว่านั้น แต่มีวิธีหนึ่งครับไว้ใช้บิดเบือนความจริงในตอนที่เราเป็นฝ่ายยื่นข้อเสนอก่อน นั่นคือการใช้ช่วงตัวเลขกว้าง ๆ เช่น “ในบริษัทชั้นนำ คนที่ทำตำแหน่งเดียวกันกับผมได้ค่าตอบแทนประมาณ 30,000-35,000 บาท”

วิธีนี้จะทำให้อีกฝ่ายเข้าใจสิ่งที่เรากำลังเสนอโดยไม่รู้สึกต่อต้าน ทั้งยังทำให้เขายึดติดกับตัวเลขสูง ๆ และใช้ตัวเลขนั้นในการตัดสินใจ นอกจากนี้ผู้เขียนยังบอกอีกด้วยว่าในตอนยื่นข้อเสนอควรใช้ตัวเลขคี่ จำนวนที่ลงท้ายด้วยเลขศูนย์มักดูเหมือนเป็นการคำนวณคร่าว ๆ อีกฝ่ายสามารถต่อรองลงมาได้ง่าย แต่หากยื่นข้อเสนอด้วยตัวเลขที่ไม่ลงท้ายด้วยศูนย์ เช่น 37,263 บาท จะดูผ่านการคำนวณมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว อีกฝ่ายจะรู้สึกว่าตัวเลขนี้ดูมีความจริงจังและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ดังนั้นลองใช้เลขคี่เพื่อทำให้ข้อเสนอของเพื่อน ๆ ทรงพลังขึ้นดูนะครับ


5. ทำให้อีกฝ่ายหลงคิดว่าตัวเองมีอำนาจควบคุม

บางคนพยายามเลี่ยงการสื่อสาร ไม่อยากเอ่ยปากร้องขออะไร เพราะกลัวว่าถ้าอีกฝ่ายทำให้ แล้วตัวเองจะติดหนี้บุญคุณ และรู้สึกไม่ดีหากไม่ได้ทำอะไรให้อีกฝ่ายเป็นการตอบแทน ผู้เขียนได้แนะนำเทคนิคที่เหนือชั้นในการทำให้อีกฝ่ายอาสาทำในสิ่งที่เราต้องการเองซะเลย

เทคนิคที่ว่านั่นคือการใช้คำถามหยั่งเชิง ซึ่งเป็นการสร้างภาพลวงตาให้อีกฝ่ายคิดว่าตัวเองเป็นคนมีอำนาจควบคุม ซึ่งถ้าเราทำให้อีกฝ่ายรู้สึกแบบนั้นได้ เราก็จะเป็นฝ่ายถือไพ่เหนือกว่าครับ

ผู้เขียนยกตัวอย่างเวลาที่เจ้าหน้าที่อยากคุยกับตัวประกัน เพื่อให้มั่นใจว่าตัวประกันยังมีชีวิตอยู่ หากร้องขอไปตรง ๆ ว่าขอคุยกับตัวประกันหน่อย แล้วคนร้ายให้คุย แบบนั้นคนร้ายจะเกิดความรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่ได้ติดหนี้พวกเขาแล้ว พวกเขาก็จะสามารถต่อรองไปในทิศทางที่ตัวเองได้เปรียบ แต่กรณีนี้ฝ่ายเจ้าหน้าที่จะแพ้ไม่ได้ วิธีที่ได้ผลไม่ใช่การขอไปตรง ๆ แต่เป็นการถามว่า “แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าตัวประกันยังมีชีวิตอยู่?”

คำถามนี้เป็นการโยนความรับผิดชอบไปให้อีกฝ่ายเป็นคนจัดการ อีกฝ่ายจะคิดว่าตัวเองกำลังเป็นคนคุมสถานการณ์ เพราะเป็นคนที่คิดวิธีแก้ปัญหา ทั้งที่จริง ๆ แล้วเขากำลังถูกเราชี้นำอยู่ต่างหาก ในการเจรจาต่อรองเราไม่ควรพูดออกไปตรง ๆ ว่าเราต้องการอะไร ไม่ควรใช้คำถามปลายปิดที่ตอบได้แค่ 2 แบบคือ “ใช่” หรือ “ไม่” แต่ควรใช้คำถามปลายเปิดที่กลั่นกรองมาดีแล้ว โดยเป็นคำถามที่ใช้คำว่า “อะไร” หรือ “อย่างไร” เช่น “คุณอยากให้เราทำอะไรในกรณีนี้?” หรือ “คุณคิดว่าเราจะทำให้เป้าหมายนี้สำเร็จได้อย่างไร?”


6. ค้นหาหงส์ดำ

หงส์ดำ (Black Swan) คือคำที่ใช้เรียกเหตุการณ์ที่เราคิดว่ามันไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นจริง ที่ใช้หงส์ดำมาเป็นคำเปรียบเปรยเพราะช่วงศตวรรษที่ 17 ผู้คนยุคนั้นเคยเห็นแต่หงส์สีขาว และไม่เคยคิดว่าจะมีหงส์สีดำอยู่บนโลก จนมีนักสำรวจออกเดินทางไปยังออสเตรเลียในปี 1697 แล้วไปพบหงส์สีดำเข้า

ปกติตำรวจมักจะคิดไว้เสมอว่าพวกโจรลักพาตัวมีความต้องการอะไรบางอย่าง อาจเป็นเรื่องเงินหรืออยากได้รับความสนใจ ตำรวจมักคิดว่าโจรเหล่านี้จะไม่ฆ่าตัวประกัน เพราะพวกเขาจะใช้ตัวประกันเป็นเครื่องมือต่อรองกับตำรวจ แต่แล้วความเชื่อนั้นก็ถูกสั่นคลอนในคดีของวิลเลียม กริฟฟิน (William Griffin)

วันที่ 17 มิถุนายน 1981 ที่เมืองโรเชสเตอร์ วิลเลียม กริฟฟิน ชายวัย 37 ปี ใช้ปืนลูกซองยิงแม่ตัวเองและช่างที่กำลังติดวอลเปเปอร์เสียชีวิต ส่วนพ่อเลี้ยงบาดเจ็บสาหัส จากนั้นเขาออกจากบ้านแล้วมุ่งหน้าไปยังธนาคาร ระหว่างทางเขายิงคนแถวนั้นไป 3 คน หลังจากที่เข้าไปในธนาคาร ผู้คนก็วิ่งกรูหนีกันออกมา วิลเลียมจับพนักงาน 9 คนในนั้นเป็นตัวประกัน

ตลอดเวลา 3 ชั่วโมงต่อจากนั้น วิลเลียมเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจและเอฟบีไออย่างดุเดือด เขายิงตำรวจ 2 คนที่รีบมายังที่เกิดเหตุ ยิงคนที่เดินผ่านแถวนั้นไปอีก 6 คน เมื่อเอฟบีไอเริ่มการเจรจากับวิลเลียม วิลเลียมก็บอกให้เจ้าหน้าที่มาดวลปืนกับเขาที่ลานจอดรถ ไม่อย่างนั้นเขาจะเริ่มฆ่าตัวประกันและโยนศพออกไป

ในประวัติศาสตร์อเมริกาไม่เคยมีครั้งไหนที่คนร้ายสังหารตัวประกันตามเส้นตายที่เจ้าตัวกำหนดไว้ สิ่งที่พวกเขาต้องการคือเงินและพาหนะสำหรับหลบหนี แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้เป็นแบบนั้น วิลเลียมไม่พูดถึงเรื่องเงินเลย หลังจากนั้นเขายิงพนักงานธนาคารคนหนึ่งตายจริง ๆ เจ้าหน้าที่ที่อยู่ด้านนอกตะลึงกับภาพที่เห็น เห็นชัดเจนแล้วว่าวิลเลียมไม่ได้ต้องการเงินหรือหนทางหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงสั่งให้พลซุ่มยิงสังหารเขาทันที

ในเหตุการณ์ครั้งนี้มีอยู่หลายครั้งที่หงส์ดำโผล่มาให้เห็น แต่เจ้าหน้าที่ไม่ทันสังเกต ระหว่างที่สถานการณ์กำลังตึงเครียด ตำรวจคนหนึ่งเดินมายังจุดบัญชาการเพื่อรายงานว่าเกิดเหตุฆาตกรรมห่างออกไปไม่กี่ช่วงตึก โดยมีผู้เสียชีวิต 2 รายและบาดเจ็บสาหัส 1 ราย แต่ผู้บัญชาการตอบกลับมาว่า “เราจำเป็นต้องรู้เรื่องนี้ไหม มันมีอะไรเชื่อมโยงกับคดีนี้หรือเปล่า?”

หากเจ้าหน้าที่สนใจเรื่องที่ตำรวจคนนั้นบอกและสืบสวนต่อไปอีกหน่อย จนรู้ว่าเป็นฝีมือของวิลเลียมที่ฆ่าคนไปแล้ว 2 คนโดยไม่มีข้อเรียกร้องเรื่องเงิน เจ้าหน้าที่คงสังหารเขาโดยไม่ลังเล เพื่อรักษาชีวิตของตัวประกัน สาเหตุที่แท้จริงที่วิลเลียมลงมือก่อเหตุในครั้งนี้คือต้องการยืมมือตำรวจเพื่อปลิดชีวิตของตัวเอง เขาอายุ 37 ปีแล้ว แต่ยังอาศัยอยู่กับพ่อแม่

หงส์ดำคือสิ่งที่เราคาดการณ์ไม่ได้เลยหากใช้ข้อมูลเก่า ๆ แล้วอะไรคือเบื้องหลังของหงส์ดำ? เพื่อน ๆ เคยเจอใครสักคนที่ทำอะไรดูบ้าบอและไม่มีเหตุผลไหมครับ เราจะยึดว่าตัวเองปกติ หากใครทำตัวแปลกไปจากเรา เราจะตราหน้าอีกฝ่ายว่าบ้า โดยไม่พยายามทำความเข้าใจว่าอะไรทำให้เขาคิดและแสดงออกแบบนั้น เมื่อไหร่ที่เพื่อน ๆ เจอคนที่ทำตัวเข้าข่ายเป็นคนบ้า นี่อาจเป็นสัญญาณในการค้นหาหงส์ดำพบก็เป็นได้ครับ


สาเหตุที่อยู่เบื้องหลังการกระทำบ้า ๆ ของคนอื่น

1. พวกเขามีข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน การตัดสินใจของพวกเขาอาจดูบ้าในสายตาของเรา เมื่อเป็นแบบนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือพยายามค้นหาว่าอีกฝ่ายยังไม่รู้อะไร แล้วให้ข้อมูลนั้นกับเขา

2. พวกเขามีข้อจำกัด บางครั้งอีกฝ่ายอาจสูญเสียอำนาจในการตัดสินใจไปแล้ว และรู้สึกอับอายที่ต้องบอกเรื่องนี้กับเรา กรณีนี้เราต้องทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไว้วางใจ จนยอมบอกถึงข้อจำกัดของพวกเขา

3. พวกเขามีเป้าหมายอื่น เหมือนกรณีของวิลเลียม กริฟฟินที่ตอนแรกทุกคนคิดว่าเขามีความต้องการเหมือนโจรทั่วไป แต่กลับไม่ใช่แบบนั้น การหาเป้าหมายอื่นที่อีกฝ่ายซ่อนไว้ไม่ได้ยากอย่างที่คิดครับ ถ้าอีกฝ่ายมีเป้าหมายอื่นจริง ๆ พวกเขาจะปฏิเสธข้อเสนอที่ขัดกับเป้าหมายนั้น โดยไม่สนใจว่าตัวเองจะเสียผลประโยชน์ เช่น พนักงานที่รีบลาออกก่อนช่วงแจกโบนัส เพราะเขารู้มาว่าเพื่อนร่วมงานได้เงินเดือนมากกว่า พนักงานคนนี้ให้ความสำคัญกับความยุติธรรมไม่แพ้เรื่องเงินเลยครับ


วิธีค้นหงส์ดำ

1.  พูดคุยต่อหน้า เพราะข้อมูลบางอย่างก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจรู้ได้เลยหากไม่ได้คุยกันต่อหน้า และการสื่อสารกันผ่านอีเมลทำให้อีกฝ่ายมีเวลาตั้งหลักเพื่อหาทางป้องกันตัวเองได้ครับ

2. หาจังหวะที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว ในการประชุมหรือนัดสำคัญ อีกฝ่ายจะเตรียมตัวมาอย่างดี จึงเปิดเผยข้อมูลออกมาน้อยมาก การจะหาหงส์ดำพบต้องอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว เช่น ตอนก่อนจะเริ่มประชุมหรือช่วงเวลาพักสั้น ๆ ระหว่างประชุม สำหรับการเจรจาธุรกิจทั่วไป ช่วงเวลา 2-3 นาทีก่อนเริ่มพูดคุยและช่วงสุดท้ายที่ทุกคนกำลังแยกย้ายกันกลับ มักเป็นช่วงเวลาที่เราพบข้อมูลของอีกฝ่ายได้มากที่สุดครับ


ท้ายเล่มผู้เขียนเน้นย้ำว่าก่อนที่จะทำการเจรจาต่อรอง เราควรมองว่าการต่อรองไม่ใช่การต่อสู้กัน แต่เป็นการช่วยกันหาทางออก ต่างฝ่ายต้องเข้าใจซึ่งกันและกัน และหากเราปฏิบัติต่ออีกฝ่ายดี เขาก็จะปฏิบัติต่อเราดีกลับมาเช่นกันครับ เพื่อน ๆ คนไหนสนใจอยากอ่านเพิ่มเติม สามารถหามาอ่านกันได้ครับกับหนังสือ Never Split the Difference จิตวิทยาต่อรอง เขียนโดยคริส วอสส์ ตีพิมพ์เป็นภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น ราคา 325 บาทครับ

สนใจหนังสือ Never Split the Difference จิตวิทยาต่อรอง

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/2qLVI8qBrb
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a Reply

What's New

365 วิธี สมองดีขึ้นได้ในทุก ๆ วัน เรื่องง่าย ๆ ที่หมอสมองอยากให้คุณทำทันที

สมองของมนุษย์มีความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลเทียบเท่าหนังสือพิมพ์ 6 ล้านฉบับ กาแล็กซีทางช้างเผือกมีดาวประมาณ 100,000 ล้านดวง และสมองในกะโหลกเล็ก ๆ ของเรามีเซลล์สมองประมาณ 100,000 ล้านเซลล์พอ ๆ กันเลยครับ เซลล์สมองแต่ละเซลล์มีการเชื่อมต่อกับเซลล์อื่น ๆ บางเซลล์มีแค่ไม่กี่จุด แต่บางเซลล์อาจมีมากถึง 10,000 จุดเลยครับ เมื่อรวมกันแล้วเซลล์สมองของเรามีการเชื่อมต่อกันมากถึง 100 ล้านล้านจุด แต่ละเซลล์สื่อสารกันตลอดเวลา...

Million Dollar Weekend ธุรกิจเงินล้าน สร้างได้ภายใน 48 ชั่วโมง

ช่วงนี้หลายคนสนใจการเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียว ภาษาอังกฤษบางคนเรียกว่า Solopreneur บางคนเรียกว่า One-Person Business ความหมายของทั้งสองคำนี้คือ ธุรกิจที่เจ้าของเป็นคนลงมือทำ บริหาร และตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเองแบบไม่จ้างใครเลย โดยเน้นใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลมาช่วยครับ ผู้ประกอบการตัวคนเดียวเป็นโมเดลธุรกิจที่จัดการง่าย มีความคล่องตัวสูงเพราะทำคนเดียว และใช้เงินลงทุนไม่มาก บางธุรกิจอาจเริ่มต้นได้ด้วยเงิน 0 บาทเลยด้วยซ้ำครับ และธุรกิจตัวคนเดียวสามารถทำไปพร้อมกับงานประจำได้ โดยไม่จำเป็นต้องลาออก ผมสนใจแนวคิดนี้และกำลังเริ่มศึกษา ได้ไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เหมาะสำหรับคนอยากเริ่มต้นเรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียวครับ หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Million...

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

Related Articles

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน...

จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เปลี่ยนคนที่ยังลังเลให้ซื้อทันที

สินค้าดี มีคนสนใจ แต่ทำไมไม่มีคนซื้อ? บางทีอาจเป็นเพราะสมองของลูกค้าไม่ยอมให้ซื้อก็เป็นได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Brain Audit จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง...

ดำดิ่งสู่โลกกลับทิศ จิตวิทยาที่ซ่อนอยู่ในซีรีส์ “สเตรนเจอร์ ทิงส์”

หากพูดถึงซีรีส์ที่คนทั้งโลกรอคอย ซีรีส์ที่ปั้นเด็กไม่มีชื่อเสียงให้มายืนแถวหน้าของวงการบันเทิงได้ ซีรีส์ที่เป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดให้คนมาสมัครบริการ Netflix จะเป็นซีรีส์เรื่องไหนไม่ได้นอกจากเรื่องสเตรนเจอร์ ทิงส์ ที่ตอนนี้มีมาถึงซีซัน 5 ซึ่งเป็นซีซันสุดท้ายแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ผลงานท้ายสุดของจักรวาลในซีรีส์นี้ เพราะในปี 2026...

เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมฉบับย่อยง่าย เทคนิคหลอกป้ายยา ขายอะไรก็มีคนซื้อ

เพื่อน ๆ สงสัยกันไหมครับว่าทำไมร้านกาแฟถึงตั้งราคาสินค้าเป็นแก้วเล็ก แก้วกลาง แก้วใหญ่ ทำไมร้านต่าง ๆ ถึงเขียนราคาที่ลดแล้ว แต่ไม่ยอมลบราคาเต็มออก ทำไมคนถึงยอมต่อแถวนาน ๆ เพื่อซื้ออะไรสักอย่างหนึ่ง...

error: Content is protected !!