ทักษะคุยเล่นของคนที่ประสบความสำเร็จระดับโลก อย่าเป็นคนเก่งที่คุยไม่เป็น

Share
Share

เวลาได้ยินคำว่า “การคุยเล่น” คุณจะนึกถึงอะไรครับ นึกถึงการพูดคุยเรื่องไร้สาระอย่างสนุกสนานหรือเปล่าครับ? แต่หนังสือเล่มนี้จะมาเปลี่ยนความคิดคุณว่าการคุยเล่นไม่ใช่เรื่องไร้สาระ

ไอติมอ่าน ep นี้จะมาแนะนำเนื้อหาในหนังสือ “อย่าเป็นคนเก่งที่คุยไม่เป็น” ทักษะคุยเล่นของคนที่ประสบความสำเร็จระดับโลก เขียนโดยยาซุดะ ทาดาชิ วิทยากรด้านการสื่อสารทางธุรกิจ เขาเคยจัดอบรมให้บริษัทมาแล้วกว่า 1,700 แห่ง เคยให้คำแนะนำพนักงานระดับหัวหน้ามาแล้วกว่า 1,000 คน


ในหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนได้บอกว่า จริง ๆ แล้วการคุยเล่นเป็นเหมือนเวทมนตร์ที่ช่วยเสกความสัมพันธ์ และคุณภาพการทำงานของคุณให้เปลี่ยนไป หากคุณมีทักษะการคุยเล่นสูงขึ้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ

  • ความรู้สึกที่คู่สนทนามีต่อตัวคุณจะเปลี่ยนไป
  • ทำงานได้ง่ายขึ้น ผลลัพธ์ดีขึ้นไปด้วย
  • คนที่คุณรู้สึกว่าคุยด้วยยากจะลดจำนวนลง จึงไม่ต้องกลุ้มใจเรื่องความสัมพันธ์กับคนอื่น
  • กล้าไปปรากฎตัวในทุกสถานที่ มีโอกาสทำความรู้จักกับคนที่น่าสนใจ
  • ไม่อดอยากยากจน เพราะชีวิตเต็มไปด้วยโอกาส สีหน้า และความรู้สึกสดชื่นแจ่มใส รู้สึกอิ่มเอมกับชีวิต

พูดง่าย ๆ คือ เมื่อคุณมีทักษะด้านการสื่อสารที่ดีก็จะเกิดผลดี ๆ ต่อชีวิตของคุณตามมาอย่างมหาศาล คุณอาจเคยเจอประสบการณ์ทำนองว่า เจอใครบางคนปุ๊บก็รู้สึกว่าเขาเป็นคนที่คุยด้วยแล้วรู้สึกดีจัง ในบรรดานักธุรกิจชั้นแนวหน้า, พนักงานขายที่มีลูกค้าประจำเยอะ และนักแสดงที่โด่งดัง หลายคนมีเทคนิคการเป็นที่ชื่นชอบของคนอื่น ซึ่งอาศัยการพูดคุยเพียงแค่ไม่กี่นาที


การคุยเล่นเปรียบเสมือนประตูสู่ความสัมพันธ์ต่าง ๆ เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อีกฝ่ายยอมรับในตัวเรา ได้สานสัมพันธ์ให้แนบแน่นขึ้น หนังสือเล่มนี้ได้อธิบายเทคนิคในการพัฒนาทักษะการคุยเล่น โดยยกวิธีที่นำไปใช้ได้จริง เพื่อให้ทุกคนสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

ในการพูดคุยกันเป็นครั้งแรก คู่สนทนาจะตัดสินว่าจะชื่นชอบหรือไว้ใจในตัวคุณไหม ตั้งแต่นาทีแรกที่เริ่มสนทนา คนที่มีทักษะการคุยเล่นชั้นแนวหน้าสามารถสร้างความรู้สึกดี ๆ ต่อคู่สนทนาของเขาได้ โดยมีงานวิจัยว่าคนเราจะประเมินอีกฝ่ายแบบคร่าว ๆ โดยใช้เวลาไม่เกิน 4 นาที เป็นเวลาที่เราจะประเมินอีกฝ่ายว่าเก่งหรือไม่เก่ง ไว้วางใจได้หรือไม่ได้ ชอบหรือไม่ชอบ

แล้วต้องทำยังไงจึงจะสร้างความประทับใจที่ดีได้ตั้งแต่นาทีแรก ผู้เขียนได้แนะนำเทคนิคการนำเสนอตัวเองในระดับที่พอเหมาะ ในที่นี้คือการถ่ายทอดความเป็นตัวเองให้อีกฝ่ายรู้

เวลาที่คุยเล่น คุณต้องไม่เล่าแต่เรื่องของตัวเองอยู่ฝ่ายเดียว เพราะจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ดีต่อตัวคุณ เขาจะคิดว่าคุณเป็นคนที่คิดถึงแต่ตัวเอง ในทางกลับกันคุณก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายที่อยู่ตรงหน้าเป็นใคร และกำลังคิดอะไรอยู่ ดังนั้นการนำเสนอตัวเองในระดับที่พอเหมาะ จึงช่วยลดระยะห่างระหว่างกันได้อย่างรวดเร็ว

หลักการของเทคนิคคือ ไม่โอ้อวดตัวเอง และให้เล่าเรื่องผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของตัวเอง ข้อควรระวังคือ ต้องไม่เล่าเรื่องผิดพลาดที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าคุณเป็นคนไม่เอาไหน รวมถึงไม่เล่าเรื่องที่อาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกรังเกียจ ตัวอย่างเรื่องผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผู้เขียนยกมา เช่น

“วันก่อนไม่นานมานี้ ผมเผลอดื่มหนักไปหน่อย พอกลับบ้านไปเลยโดนภรรยาบ่นใหญ่เลยครับ”

“สมัยเรียนมัธยมผมหุ่นผอมเพรียวเลยนะครับ เพราะเคยอยู่ชมรมฟุตบอล แต่ตอนนี้ไม่ได้เล่นฟุตบอลแล้ว เลยอ้วนขึ้นอย่างที่เห็นนี่แหละครับ”

แค่คุยเล่นเพียงไม่กี่คำ ก็ช่วยสร้างบรรยากาศการสนทนาให้ครึกครื้น แถมการแทรกข้อมูลที่อีกฝ่ายอาจสนใจยังช่วยสร้างโอกาสในการต่อยอดการสนทนาต่อไปได้อีก คนชั้นแนวหน้าจะนำเสนอตัวเองอย่างเหมาะสม และมีเสน่ห์ที่สามารถมัดใจคนได้


ในการคุยเล่น เนื้อหาที่พูดถือเป็นสิ่งสำคัญ แต่วิธีการพูดก็สำคัญไม่แพ้กัน หากเล่าเรื่องราวดี ๆ หรือเรื่องที่น่าสนใจ แต่สื่อสารออกมาไม่ดี อีกฝ่ายอาจไม่เข้าใจหรือไม่สนใจเลยก็ได้ ผู้เขียนได้แนะนำเทคนิคการใช้คำเลียนเสียง ตัวอย่างคำเลียนเสียงก็เช่น “โครม” ฝนตกโครมลงมา

ถ้าคุณอยากเล่าว่า “พอออกมาจากสถานีรถไฟ ฝนก็ตกหนัก” ให้คุณใช้เทคนิคคำเลียนเสียงเปลี่ยนประโยคเดิมเป็น “พอออกมาจากสถานีรถไฟ ฝนก็ตกโครมลงมา” แบบนี้จะสามารถถ่ายทอดสภาพอากาศที่รุนแรงได้ชัดเจนขึ้น

คนที่เชี่ยวชาญในศิลปะการพูดจะใช้คำเลียนเสียง ควบคู่ไปกับท่าทางภาษากายที่สอดคล้องกับคำพูดนั้น เพื่อดึงให้ผู้ฟังรู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ที่เล่าด้วย

การคุยเล่นกับคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกประหม่า เพราะไม่รู้ว่าควรเลือกเรื่องอะไรมาคุยดี หากพูดเรื่องเบา ๆ การคุยกันก็จะไม่สนุก หากพูดเฉพาะเรื่องที่ตัวเองชอบหรือถนัดก็มีโอกาสสูงที่คู่สนทนาจะกร่อยเอาได้

ผู้เขียนได้แนะนำว่าในการพูดคุยกันเป็นครั้งแรก ควรเลือกหัวข้อสนทนาที่ไม่กระทบกับผู้อื่น เช่น สภาพอากาศ, เสื้อผ้า, สุขภาพ, ข่าวปัจจุบัน หรือเรื่องงาน การคุยเล่นของคนชั้นแนวหน้า ไม่ใช่การคุยด้วยเนื้อหาที่ซับซ้อน แต่เป็นการคุยเรื่องทั่วไป แล้วค้นหาจุดร่วมที่อีกฝ่ายสนใจด้วยเหมือนกัน จากนั้นค่อยลงลึกในเรื่องนั้น เพื่อกระชับความสัมพันธ์ ขั้นตอนเช่นนี้คือการพูดคุยกันอย่างเป็นธรรมชาติ

หัวข้อต้องห้ามที่ไม่ควรนำมาใช้พูดคุยคือเรื่องการเมือง และศาสนา เพราะสองเรื่องนี้เป็นแนวคิดส่วนตัว หากหยิบเรื่องการเมือง และศาสนามาพูดคุย การคุยเล่นอาจจะกลายเป็นการถกเถียงเอาได้ กฏเหล็กของการคุยเล่นคือ ต้องไม่นำไปสู่การถกเถียงกันอย่างเด็ดขาด

ส่วนเรื่องความรักหรือเรื่องใต้สะดือ ผู้เขียนแนะนำว่าถ้าเป็นไปได้อย่าพูดเรื่องพวกนี้ดีกว่า บางกรณีอาจคุยเรื่องพวกนี้แล้วอีกฝ่ายให้ความสนใจ และลดระยะห่างระหว่างกันลงไปได้ แต่ในทางกลับกัน หากอีกฝ่ายรู้สึกไม่ชอบก็อาจส่งผลกระทบร้ายแรงกลับมาได้ คุณจึงจำเป็นต้องมีทักษะการอ่านบรรยากาศ วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือการคุยเรื่องเบา ๆ ที่ไม่กระทบใคร


นอกจากทักษะการพูดแล้ว ทักษะการฟังก็สำคัญ หากคุยอยากเป็นคนที่คุยเก่ง ผู้เขียนแนะนำว่าในการพูดคุยกัน คุณควรแบ่งสัดส่วนให้ตัวเองเป็นฝ่ายพูดเพียง 20% และเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายเป็นฝ่ายพูด 80%

หลักการในการเป็นผู้ฟังที่ดีคือ ให้มองตาคู่สนทนาอยู่ตลอดเวลา หากคุณไม่กล้าสบตาอีกฝ่าย ให้ใช้วิธีมองที่หว่างคิ้วแทน อย่างไรก็ตาม หากคุณจ้องอีกฝ่ายเขม็งราวกับกำลังวิเคราะห์อีกฝ่าย เขาอาจจะรู้สึกไม่ดีขึ้นมาได้ ทางที่ดีควรมองอีกฝ่ายด้วยสายตาอ่อนโยน และละสายตาไปทางอื่นบ้างเป็นครั้งคราว

ในระหว่างการสนทนาให้คุณคอยสังเกตความเร็ว และจังหวะการพูดของอีกฝ่าย หากอีกฝ่ายเป็นคนพูดเร็ว คุณจำเป็นต้องพยักหน้าถี่ ๆ ถ้าอีกฝ่ายพูดเนิบช้า ให้คุณพยักหน้านาน ๆ ทีก็พอ นอกจากนี้คุณควรพยักหน้าแรง ๆ ในเวลาที่อีกฝ่ายพูดเรื่องจริงจัง และไม่พยักหน้าเมื่ออีกฝ่ายพูดเรื่องไม่สำคัญ นี่คือหลักในการรักษาสมดุลครับ

คำถามเป็นสิ่งสำคัญในการต่อยอดการสนทนา ถ้าตั้งคำถามได้ดี การสนทนาก็จะลงลึกถึงรายละเอียดได้อย่างรวดเร็ว ผู้เขียนได้แนะนำเทคนิคการตั้งคำถามที่ช่วยต่อยอดการสนทนา และทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดี เทคนิคนั้นคือการถามว่า “คุณทำอะไรเป็นพิเศษบ้างหรือเปล่า?” ตัวอย่างเช่นการสนทนาเรื่องสุขภาพ

“หน้าหนาวปีนี้อากาศหนาวมากเลย พออุณหภูมิลดทีไร ผมก็มักจะป่วยง่าย คุณ… ดูแข็งแรงจังเลยนะครับ ทั้งที่ทำงานหนักขนาดนี้ ไม่ทราบว่าคุณทำอะไรเป็นพิเศษบ้างหรือเปล่าครับ?”

อีกฝ่ายอาจตอบมาว่า

“ก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษหรอกครับ แค่ออกกำลังกายเป็นประจำ และดูแลเรื่องอาหารการกินนิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้นเอง”

ถ้ามีคนชมในเรื่องที่ตัวเองกำลังมุ่งมั่น หรือใส่ใจเป็นพิเศษ ไม่ว่าใครก็ดีใจ และอยากเล่าให้ฟังกันทั้งนั้น นอกจากนี้เมื่อถามไปว่า “คุณทำอะไรเป็นพิเศษบ้างหรือเปล่า?” ยังช่วยให้บทสนทนาขยายขอบเขตเนื้อหาออกไป จากตัวอย่างที่เริ่มต้นพูดเรื่องสภาพอากาศ อาจต่อยอดไปสู่การพูดคุยเรื่องตารางการออกกำลังกาย หรืออาหารสุขภาพที่อีกฝ่ายกิน

สิ่งสำคัญคือ ต้องรู้ประเด็นที่กระตุ้นความสนใจของอีกฝ่าย คนเราจะมีสีหน้าสดใส เมื่อพูดถึงเรื่องที่ชอบหรือสนใจ ดังนั้นลองสังเกตสีหน้าของอีกฝ่าย เมื่อพูดคำสำคัญบางอย่างออกมาดูนะครับ


ผู้เขียนบอกว่าคำถามที่ดีมีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับแต่ละกรณี แต่คำถามแย่ ๆ มักมีรูปแบบตายตัว หนึ่งในคำถามแย่ ๆ คือ คำถามที่ถามหาเหตุผลว่า “ทำไมล่ะ?” สาเหตุที่ไม่ควรถามแบบนี้ เพราะมีความเป็นไปได้สูงที่จะทำให้การสนทนาหยุดชะงัก แต่ละคนมีระดับความรู้ที่ไม่เท่ากัน หากอีกฝ่ายมีความรู้ไม่มากพอที่จะตอบคำถามนั้น เขาจะรู้สึกลำบากใจ เกิดความกดดัน และอึดอัด ไม่รู้ว่าจะตอบคำถามนั้นยังไงดี

การคุยเล่นควรหลีกเลี่ยงการถามว่าทำไมล่ะ? แต่ถ้าคนที่คุณคุยด้วยมีความรู้หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญ คุณจะชวนคุยเรื่องที่เขารู้แบบลงลึกก็ได้ ให้คำนึงอยู่เสมอว่าต้องเลือกใช้คำถามที่เหมาะสมกับอีกฝ่ายด้วย

ในระหว่างที่กำลังคุยเล่น บางครั้งอีกฝ่ายอาจพูดถึงเรื่องที่คุณไม่เชี่ยวชาญ หรือเรื่องที่คุณไม่รู้เลยแม้แต่น้อย ในเวลาแบบนี้อย่าแกล้งทำเป็นรู้หรือแกล้งทำเป็นเข้าใจ เพราะถ้าคุณยังฝืนคุยต่อทั้งที่ไม่รู้หรือไม่เข้าใจ อีกฝ่ายจะสามารถรับรู้ได้ และจะคิดว่าคุณเป็นคนที่ไม่ใส่ใจ ทำอะไรแบบขอไปที

ทางที่ดีเมื่อคุณไม่รู้ก็ให้ถามอีกฝ่ายไปตรง ๆ แต่การถามไปเลยว่า “ไม่ทราบว่า… คืออะไรเหรอครับ?” ก็อาจทำให้อีกฝ่ายมองว่าคุณเป็นคนมีความรู้น้อยเอาได้ ผู้เขียนได้แนะนำวิธีการตั้งคำถามในสถานการณ์เช่นนี้ว่า ให้เพิ่มการตีความหรือความเห็นของตัวเองลงไปในคำถามด้วย เช่น

“ขอโทษด้วยนะครับที่ผมศึกษามาไม่มากพอ ไม่ทราบว่า… ที่คุณพูดถึงเมื่อสักครู่คืออะไรเหรอครับ มันคล้ายกับ… หรือเปล่า?”

เมื่อใส่การตีความหรือความเห็นของตัวเองลงไปในคำถาม อีกฝ่ายจะรู้สึกว่าคุณกระตือรือร้น ตั้งใจฟัง และพยายามทำความเข้าใจ ส่งผลให้คุณมีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของอีกฝ่าย


บางคนอาจสามารถลดระยะห่างกับอีกฝ่ายได้ตั้งแต่ตอนเจอกันครั้งแรก แต่พอเจอกันอีกครั้งกลับรู้สึกห่างเหิน วางตัวไม่ถูก และไม่สามารถพูดคุยอย่างกระตือรือร้นได้ ผู้เขียนได้แนะนำเทคนิคสำหรับพูดคุยตอนเจอกันครั้งถัดไปว่า ให้พูดถึงเรื่องที่เคยคุยตอนเจอกันครั้งแรก ตัวอย่างเช่น

“คราวก่อนพอคุณแนะนำหนังเรื่อง 3 Idiots ผมเลยรีบไปดูใน Netflix มันเป็นหนังที่ดีมากจนผมตกใจ และไม่น่าเชื่อว่าหนังอินเดียก็คุณภาพเทียบเท่าหนังฮอลลีวูด ขอบคุณมากนะครับที่แนะนำ”

การเจอกันครั้งถัดไปให้คุณเอ่ยถึงเรื่องที่อีกฝ่ายเคยบอก แล้วบอกเขาว่าคุณได้นำสิ่งที่เขาแนะนำไปทำอะไรต่อ รู้สึกอย่างไรหลังจากที่ได้ลองทำสิ่งนั้นแล้ว เทคนิคอีกอย่างที่แนะนำให้เสริมเข้าไปคือประโยคว่า “ไว้แนะนำผมอีกได้ไหมครับ?” การพูดแบบนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ ว่าอยากสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับอีกฝ่าย ทำให้สามารถลดระยะห่างได้อย่างรวดเร็ว


การสื่อสารมีความยากตรงที่ไม่ได้มีรูปแบบตายตัว คุณต้องปรับเปลี่ยนวิธีเข้าหาคู่สนทนาให้เข้ากับเวลา และสถานการณ์ด้วย สิ่งที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบคือ คู่สนทนาเป็นคนประเภทไหน ผู้เขียนได้แบ่งประเภทนิสัยแบบคร่าว ๆ ออกมาเป็นคน 5 ประเภทใหญ่ ๆ

1. คนประเภทเจ้านาย ที่พูดสิ่งที่อยากพูดแบบตรง ๆ

ผู้บริหารธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม รวมถึงหัวหน้างานในบริษัท ส่วนมากมักเป็นคนประเภทนี้ โดยคนประเภทเจ้านายมักมีนิสัยแบบนี้

  • พูดเร็ว
  • ตั้งใจฟังเรื่องที่ตัวเองสนใจ
  • ชอบถามแทรกในระหว่างการสนทนา
  • สายตาคมกริบ เหมือนกำลังประเมินอีกฝ่ายอยู่
  • กอดอกขณะฟังคนอื่นพูด

ปกติแล้วคนประเภทนี้ไม่ชอบการพูดคุยเรื่องที่เปล่าประโยชน์ หากคุณเข้าหาคนประเภทนี้โดยการพูดคุยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ คุณอาจถูกพวกเขามองว่า “คน ๆ นี้ความสามารถต่ำจัง” คนประเภทเจ้านายอยากฟังข้อสรุปที่ตรงประเด็น ดังนั้นคุณควรพูดถึงเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่ออีกฝ่าย หรือสิ่งดี ๆ ที่อีกฝ่ายจะได้รับ

เวลาต้องตอบคำถามก็ต้องตอบสิ่งที่อีกฝ่ายอยากรู้ไปตรง ๆ เช่น ถ้าเขาถามว่า “ทำ… ไม่ได้เหรอ?” คุณต้องตอบตรง ๆ ไปเลยว่าทำได้หรือไม่ได้ แล้วค่อยอธิบายเสริม เช่น “ทำได้ครับ ถ้าพูดให้ชัดคือ…”

2. คนประเภทคนดี ที่อ่อนโยนอย่างมาก

คนประเภทนี้จะยิ้มแย้มไปกับการคุยเล่นของคุณ และมีอารมณ์ร่วม ส่งผลให้คนประเภทนี้คุยเล่นด้วยง่าย โดยคนประเภทคนดีมักมีนิสัยแบบนี้

  • มีบุคลิกที่ทำให้รู้สึกดี
  • ฟังคนอื่นพูด พร้อมพยักหน้าเออออบ่อย ๆ
  • พูดเนิบ ๆ แสดงปฏิกิริยาตอบรับช้า
  • พูดค่อนข้างยาว พยายามอธิบายรายละเอียดอย่างครบถ้วน แต่ไม่บอกข้อสรุป
  • ไม่ใช่คำพูดเชิงปฏิเสธคู่สนทนา

คนประเภทนี้ส่วนใหญ่แล้วมักใจกว้าง ถึงแม้คู่สนทนาจะคุยเล่นไม่เก่ง แต่พวกเขาจะรับฟังด้วยความสนุกสนาน ในอีกทาง คนประเภทนี้ส่วนใหญ่มักตัดสินใจไม่ค่อยเก่ง ไม่พูดเข้าประเด็นสำคัญ หรือไม่ยอมให้คำตอบสักที ทั้งที่พูดคุยกันอยู่นานแล้ว

ในสถานการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องงาน คนประเภทนี้เป็นคนที่คบหาด้วยง่าย แต่หากต้องคุยเรื่องงาน คุณต้องออกแรงเล็กน้อยเพื่อกระตุ้นให้พวกเขาตัดสินใจ คุณต้องมองหาจังหวะเหมาะ แล้วพูดเข้าประเด็นสำคัญ แต่อย่ารีบร้อน และเร่งรัดเกินไป อย่ากดดันหรือออกคำสั่ง ลองให้คำแนะนำในทำนองว่า “ผมคิดแบบนี้ คุณล่ะครับคิดว่ายังไง?” ทำให้เหมือนกับว่าคุณ และเขาร่วมคิดไปพร้อมกัน

3. คนประเภทนักวิเคราะห์ ที่พูดจาได้อย่างเฉียบคม

คนประเภทนี้มีจุดร่วมที่เหมือนกับคนประเภทเจ้านายตรงที่เรียกร้องข้อสรุป และชอบพูดตามหลักเหตุผล แต่จุดที่แตกต่างคือความสุขุม โดยคนประเภทนักวิเคราะห์มักมีนิสัยแบบนี้

  • ดูเป็นคนมีระเบียบ
  • ไม่ค่อยแสดงปฏิกิริยาตอบรับ มีท่าทีสงบนิ่ง
  • ตอบคำถามอย่างสุขุม
  • ถามในเรื่องที่ไม่กระจ่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า
  • สนใจรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ

เวลาคุยเล่นกับคนที่พูดน้อย และมีสติปัญญาเฉียบแหลม พวกเขาอาจไม่แสดงท่าทีสนุกสนาน เวลาที่คุณกับพวกเขาเราจึงมักกังวล แต่ที่พวกเขาไม่แสดงท่าที ไม่ได้แปลว่าพวกเขาไม่สนใจเรื่องที่คุณพูดเสมอไป

คนประเภทนักวิเคราะห์มีความใฝ่รู้สูง หัวข้อที่นำมาคุยกับคนประเภทนี้ต้องไม่ใช่เรื่องตลกหรือเรื่องซุบซิบนินทา แต่ควรพูดเรื่องที่ช่วยเติมเต็มความอยากรู้อยากเห็นของพวกเขา

เคล็ดลับในการคุยกับคนประเภทนี้คือ ต้องพูดพร้อมกับเรียบเรียงเนื้อหาไปด้วย เช่น “เรื่องที่ผมจะพูดวันนี้มี 3 เรื่องครับ” “สรุปแล้วประเด็นสำคัญคือ…” หลักสำคัญคือ ต้องทำให้อีกฝ่ายรู้สึกถึงข้อดีของเรื่องที่คุณจะพูด

4. คนประเภทสดใสร่าเริง ที่มักชอบเข้าสังคม

คนประเภทนี้มีทักษะการเข้าสังคมสูง ชอบเรื่องสนุก ๆ และชอบติดต่อกับผู้คน จึงสนุกสนานไปกับการคุยเล่นได้ง่าย โดยคนประเภทสดใสร่าเริงมักมีนิสัยแบบนี้

  • พูดด้วยรอยยิ้ม และท่าทางดูสนุกสนาน
  • ทำให้การสนทนาครึกครื้น ด้วยการใช้อารมณ์ขันหรือการพูดล้อเล่น
  • มักรู้สึกขำกับเรื่องที่ตัวเองพูด แล้วหัวเราะออกมา
  • แสดงปฏิกิริยาตอบรับเกินจริง
  • ไม่ค่อยฟังสิ่งที่อีกฝ่ายพูด

คนประเภทสดใสร่าเริงมักไม่ได้คิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล ดังนั้นให้คุณคำนึงแค่การคุยเล่นให้สนุกสนาน ไม่ใช่การพูดเรื่องที่มีเนื้อหาสาระ วิธีคุยกับคนประเภทนี้คือ ตั้งใจฟังให้ดี จากนั้นก็แสดงปฏิกิริยาตอบรับบ้าง รวมถึงตั้งคำถามเพื่อให้การสนทนาดำเนินไปอย่างลื่นไหล

คนประเภทนี้มักเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปมาหรือพูดออกนอกเรื่อง ถ้าปล่อยไว้พวกเขาจะยิ่งพูดออกนอกเรื่องไปเรื่อย ๆ ถ้าอีกฝ่ายพูดออกนอกเรื่องไปไกล คุณต้องปรับทิศทางของการสนทนาในทำนองว่า “อ๊ะ พอพูดถึง… ผมขอย้อนกลับไปคุยเรื่องเมื่อกี้ต่อนะครับ”

ถึงยังไงคนประเภทสดใสร่าเริงก็ไม่ใช่คนที่ไม่ยอมรับฟังคนอื่น ในตอนท้ายของการสนทนา คุณสามารถถ่ายทอดสิ่งที่อยากบอกได้ แม้ก่อนหน้านั้นอีกฝ่ายจะพูดออกนอกเรื่องบ้างก็ไม่ต้องใส่ใจครับ โฟกัสไปกับบรรยากาศการคุยเล่นที่ดีก็พอ

5. คนประเภทขี้เกรงใจ ที่ไม่ค่อยแสดงความคิดเห็น

คนประเภทนี้ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นของตัวเอง และตัดสินใจไม่เก่ง โดยคนประเภทขี้เกรงใจมักมีนิสัยแบบนี้

  • ดูเป็นคนจิตใจดี มีภาพลักษณ์อ่อนโยน และนุ่มนวล
  • ฟังคู่สนทนาพูดพร้อมกับพยักหน้ารับรู้ไปด้วย
  • ไม่ค่อยแสดงความคิดเห็น คู่สนทนาจึงทำความเข้าใจความคิดหรือความรู้สึกได้ยาก
  • ไม่เรียกร้องสิทธิของตัวเอง จึงไม่ค่อยโดดเด่นในกลุ่ม

คนประเภทขี้เกรงใจไม่ชอบเรื่องที่อยู่เหนือความคาดหมาย พวกเขาอยากทำสิ่งต่าง ๆ อย่างมีอิสระ และตัดสินใจด้วยวิธีการของตัวเอง ดังนั้นการเข้าหาที่เร่งรัดเกินไปจึงอาจทำให้คนประเภทนี้ปิดใจได้

การจะเข้าหาคนประเภทนี้คุณต้องปรับตัวให้เข้ากับเขา หากอีกฝ่ายมีจังหวะการพูดที่ช้า คุณก็ต้องปรับการพูดของตัวเองให้ช้าลงด้วย หากอีกฝ่ายเงียบไป คุณสามารถปล่อยให้การสนทนาเกิดความเงียบเป็นพัก ๆ ได้ เพราะนั่นเป็นกระบวนการคิด และทำความเข้าใจของอีกฝ่าย


ในตอนท้ายผู้เขียนได้สรุปไว้ว่า การคุยเล่นคือจุดเริ่มต้นที่เชื่อมโยงคนกับคนเข้าด้วยกัน การคุยเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ จะก่อให้เกิดความรู้สึกร่วม และความเข้าใจที่ลึกซึ้ง จนกลายเป็นรากฐานของความสัมพันธ์ที่ไว้วางใจกันและกันในภายหลัง คนที่สามารถทำให้คนอื่นคิดว่า “คน ๆ นี้น่าจะไว้วางใจได้” คน ๆ นั้นจะไม่มีวันถูกทอดทิ้ง

จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของผู้เขียน ทำให้เขารู้ว่าการคุยเล่นมีพลังยิ่งใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตได้ และนี่คือเนื้อหาโดยสรุปจากหนังสือ “อย่าเป็นคนเก่งที่คุยไม่เป็น” ทักษะคุยเล่นของคนที่ประสบความสำเร็จระดับโลก เขียนโดยยาซุดะ ทาดาชิ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น ราคา 220 บาท

สนใจหนังสือ อย่าเป็นคนเก่งที่คุยไม่เป็น

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/8AF4k7fhA5
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

Related Articles

จิตวิทยาต่อรอง จะต้องพูดและทำอะไรในการต่อรองที่แพ้ไม่ได้

ในชีวิตประจำวันเราต้องพบเจอกับเรื่องมากมายที่ต้องอาศัยการเจรจาต่อรอง ไม่ว่าจะเป็นการต่อรองขอลดราคาสินค้า ต่อรองกับลูกค้า หรือต่อรองเพื่อขอขึ้นเงินเดือน เทคนิคการต่อรองมีสอนกันมานานแล้ว แต่เทคนิคเหล่านั้นเน้นไปที่การท่องจำประโยคสำเร็จรูป ทั้งที่จริง ๆ แล้วการเจรจาต่อรองเป็นเรื่องที่คาดการณ์ไม่ได้ เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับอารมณ์มากกว่าเหตุผลครับ ดังนั้นการต่อรองต้องมุ่งเน้นไปที่การจัดการกับอารมณ์ของอีกฝ่าย แทนที่จะยกเหตุผลต่าง...

จิตวิทยาชมคนให้ได้ใจ 100% วิธีพูดให้คนรู้สึกดีอย่างคนที่รู้หลักจิตวิทยา

การได้รับคำชมที่น่าประทับใจแค่ครั้งเดียว สามารถเปลี่ยนแปลงคนเราได้มากกว่าการได้รับคำแนะนำ 10 ครั้ง การชมรูปลักษณ์ภายนอกหรือผลงานของอีกฝ่าย ถือเป็นการชมที่ยอดเยี่ยม แต่การชมสิ่งเหล่านั้นเพียงแค่ผิวเผินจะสร้างความประทับใจได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่หนังสือเล่มนี้จะแนะนำวิธีชมที่สร้างความประทับใจและตึดตรึงอยู่ในความทรงจำของอีกฝ่ายครับ ไอติมอ่าน ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ “วิธีพูดให้คนรู้สึกดีอย่างคนที่รู้หลักจิตวิทยา”...

เล่าเรื่องสไตล์พิกซาร์ เสริมพลังให้ธุรกิจคุณ ด้วยเรื่องเล่าที่ทรงพลัง

หากพูดถึงสตูดิโอสร้างภาพยนตร์แอนนิเมชันอันดับหนึ่งในใจของหลายคนคงเป็นค่ายพิกซาร์ ที่มีผลงานกินใจอย่าง Toy Story, Monster Inc., Finding Nemo, Cars, Ratatouille, UP และอื่น...

พูดแบบนี้ไง ใคร ๆ ก็อยากฟัง เทคนิคการสื่อสารให้จับใจ ที่ใช้ได้ในทุกด้านของชีวิต

ผมเคยเจอคลิปใน Tiktok ที่มีพิธีกรคนหนึ่งมาแชร์วิธีพูดบนเวทีต่อหน้าผู้คนอย่างมีความมั่นใจ และมีคนชมในฝีมือจนยึดอาชีพพิธีกรได้ คนในคลิปบอกว่าปกติเธอไม่ใช่คนที่พูดเก่ง แต่พอต้องออกไปทำงานในฐานะพิธีกร เธอจะทิ้งบุคลิกดั้งเดิมไว้ที่บ้าน แล้วสวมบทบาทเป็นอีกบุคลิกในจินตนาการที่เป็นคนพูดเก่ง แนวคิดนี้น่าสนใจ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง จนไปเจอกับหนังสือ “พูดแบบนี้ไง...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!