จิตวิทยาชมคนให้ได้ใจ 100% วิธีพูดให้คนรู้สึกดีอย่างคนที่รู้หลักจิตวิทยา

Share

การได้รับคำชมที่น่าประทับใจแค่ครั้งเดียว สามารถเปลี่ยนแปลงคนเราได้มากกว่าการได้รับคำแนะนำ 10 ครั้ง การชมรูปลักษณ์ภายนอกหรือผลงานของอีกฝ่าย ถือเป็นการชมที่ยอดเยี่ยม แต่การชมสิ่งเหล่านั้นเพียงแค่ผิวเผินจะสร้างความประทับใจได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่หนังสือเล่มนี้จะแนะนำวิธีชมที่สร้างความประทับใจและตึดตรึงอยู่ในความทรงจำของอีกฝ่ายครับ

ไอติมอ่าน ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ “วิธีพูดให้คนรู้สึกดีอย่างคนที่รู้หลักจิตวิทยา” เขียนโดยฮาระ คุนิโอะ ผู้พัฒนาหลักสูตรการฝึกอมรมด้านการชม เขาฝึกอบรมคนมาแล้วกว่า 500,000 คน สอนวิธีการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นด้วยวิธีการชม

ผู้เขียนบอกว่าการชมเก่งไม่ใช่พรสวรรค์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่เป็นทักษะที่ฝึกกันได้ ผู้เขียนแบ่งการชมออกเป็น 3 แบบ หากเราเรียนรู้และนำไปฝึกใช้บ่อย ๆ ในที่สุดก็จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกคนได้ และรู้ว่าคนแบบไหนต้องใช้คำชมแบบใด ในสถานการณ์แบบนี้ต้องใช้คำชมแบบไหน

คำชม 3 แบบที่ผู้เขียนพูดถึงได้แก่

  1. คำชมที่สื่อถึงความรู้สึกขอบคุณ
  2. คำชมที่สื่อถึงความรู้สึกยกย่อง
  3. คำชมที่สื่อถึงความรู้สึกพึงพอใจ

มีนักจิตวิทยากล่าวไว้ว่า มนุษย์มีความปรารถนาที่จะได้รับคำชมทั้ง 3 แบบนี้ ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มความมั่นใจในตัวเองให้คน ๆ นั้น และดึงศักยภาพสูงสุดของมนุษย์ออกมา คนเราปรารถนาที่จะได้คำชมว่า “ขอบคุณ” เพราะอยากได้รับการยอมรับว่าตัวเองสำคัญ ปรารถนาที่จะได้รับคำชมที่ยกย่องว่า “สุดยอด” เพราะอยากได้รับการยอมรับว่าเป็นคนมีความสามารถ และปรารถนาที่จะได้คำชมว่า “ชอบ” เพราะอยากเป็นที่ชื่นชอบหรือเป็นที่พึงพอใจของคนอื่น

เมื่อความปรารถนาทั้ง 3 ประการนี้ได้รับการเติมเต็มก็จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในตัวเอง ส่งผลให้ลงมือทำสิ่งต่าง ๆ อย่างกระตือรือร้น และสามารถดึงศักยภาพสูงสุดของตัวเองออกมาได้ ผู้เขียนแนะนำให้เราสร้างวัฒนธรรมการผลัดกันชมกันเองในองค์กร เพื่อเพิ่มพลังบวกและพาองค์กรขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างก้าวกระโดดครับ


จริง ๆ แล้วเนื้อหาที่เป็นสาระสำคัญของเล่มนี้มีไม่เยอะครับ เนื้อหาเกือบครึ่งเล่มเล่าถึงประโยชน์ของการชม เล่าถึงชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปของคนที่เคยเข้าร่วมการอบรมของผู้เขียน ค่อนข้างขายของเหมือนกำลังอ่านโฆษณาชวนเชื่อของบริษัทจัดฝึกอบรมเลยครับ แต่ส่วนนั้นผมจะไม่เอามาพูดถึง ผมจะพูดถึงสาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้ให้เพื่อน ๆ ได้ทราบ นั่นคือ “เทคนิคการชม 3 ขั้นตอน” ครับ ซึ่งประกอบไปด้วย

  • ขั้นตอนที่ 1 – สร้างพื้นฐานความสัมพันธ์
  • ขั้นตอนที่ 2 – ค้นหาประเด็นที่จะชม
  • ขั้นตอนที่ 3 – ชมแบบได้ใจ 100 คะแนน

เรามาลงรายละเอียดแต่ละขั้นตอนกันครับ โดยเริ่มที่ขั้นตอนที่ 1 สร้างพื้นฐานความสัมพันธ์ ผู้เขียนบอกว่าก่อนที่จะชมใครสักคนหนึ่ง เราต้องเริ่มจากการแสดงท่าทีว่า “อยากรู้จักและอยากเข้าใจเรื่องของคุณ” เมื่ออีกฝ่ายรู้สึกว่า “คน ๆ นี้ตั้งใจฟังเรื่องที่ฉันพูด” แบบนี้เราจะสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีได้ และทำให้คำชมที่พูดออกไปมีประสิทธิภาพครับ

สิ่งสำคัญของขั้นตอนนี้คือการตั้งใจฟังและพยายามทำความเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่าย พร้อมกับคิดด้วยมุมมองของอีกฝ่ายไปด้วย ระหว่างที่ฟังให้สบตากับอีกฝ่าย พร้อมทั้งพยักหน้าและพูดตอบรับให้สอดคล้องกับเรื่องที่อีกฝ่ายพูดอยู่ เช่น “นั่นสินะครับ” หรือ “จริงด้วยครับ”

จากนั้นให้แสดงความรู้สึกร่วมไปกับอีกฝ่ายด้วยการพูดทำนองว่า “ผมก็เคยเป็นแบบนั้นเหมือนกันครับ” หรือ “ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณนะ” เมื่อเราฟังด้วยความรู้สึกว่ายอมรับทุกสิ่งทุกอย่างในตัวอีกฝ่าย เขาจะเกิดความรู้สึกเป็นมิตรกับเรา และเมื่อถึงเวลาที่เราเอ่ยชมเขา เขาจะดีใจกับคำชมของเราโดยอัตโนมัติ


ขั้นตอนที่ 2 ของเทคนิคนี้คือการค้นหาประเด็นที่จะชม โดยผู้เขียนแนะนำคำถามที่จะช่วยดึงความในใจของอีกฝ่ายออกมา ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 คำถามคือ

  • สิ่งที่ชอบคืออะไร
  • สิ่งที่ทำมาอย่างต่อเนื่องคืออะไร
  • สิ่งที่ให้ความสำคัญคืออะไร

ตัวอย่างการสนทนาเช่น

“คุณ B ชอบทำกิจกรรมอะไรครับ?”

“ผมชอบการปืนเขาครับ”

“อย่างนั้นเหรอครับ แล้วชอบไปปืนเขาที่ไหนครับ?”

“ถึงจะบอกว่าชอบปืนเขา แต่ส่วนมากผมจะปืนเขาที่ใช้เวลาปีนแค่ครึ่งวันครับ มันช่วยให้ผมได้ออกกำลังกาย แถมยังรู้สึกภูมิใจด้วย แต่ที่จริงแล้วจุดประสงค์หลักของผมคือการดื่มเบียร์หลังจากลงเขามากกว่าครับ”

การถามถึงสิ่งที่ชอบ ทำให้เรารู้ว่าคุณ B ชอบปีนเขาและชอบดื่มเบียร์หลังเสร็จจากการได้ออกกำลัง ต่อไปมาดูตัวอย่างของการสนทนาโดยใช้คำถามที่ 2 กันครับ

“สิ่งที่คุณ B ทำมาโดยตลอดคืออะไรครับ?”

“ผมเรียนภาษาอังกฤษทุกวัน แต่ยังไม่ค่อยเก่งหรอกครับ”

“อย่างนั้นเหรอครับ ทั้งที่ทำงานจนดึกดื่นแท้ ๆ สุดยอดมากเลยครับ ว่าแต่ทำไมถึงเรียนภาษาอังกฤษล่ะครับ?”

“พอดีว่าผมอยากเรียน MBA ภาคพิเศษครับ และมันต้องเขียนวิทยานิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษ ผมเลยจำเป็นต้องเรียนภาษาอังกฤษเอาไว้ครับ”

การถามถึงสิ่งที่ทำอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ทำให้เรารู้ว่าคุณ B กำลังเรียนภาษาอังกฤษและอยากเรียน MBA ภาคพิเศษ ต่อไปมาดูตัวอย่างของการสนทนาโดยใช้คำถามที่สุดท้ายกันครับ

“คุณ B ให้ความสำคัญกับอะไรบ้างครับ?”

“มีหลายอย่างเลยครับ ขอคิดก่อนนะ อ้อ! ผมให้ความสำคัญกับการเขียนบล็อก เพื่อจัดระเบียบความคิดของตัวเอง เพราะในแต่ละวันงานผมยุ่งมาก จนสับสนไปหมด”

“เข้าใจแล้ว คุณคงงานยุ่งทุกวัน แล้วคุณเขียนเรื่องแบบไหนลงในบล็อกครับ?”

“ในแต่ละครั้งจะแตกต่างกันไปครับ ผมชอบเขียนความรู้สึกของตัวเองเก็บไว้ เพราะอยากนึกทบทวนแต่ละเหตุการณ์ได้อย่างชัดเจนน่ะ”

“อย่างนี้นี่เอง! พองานยุ่งมากก็จะจำอะไรไม่ค่อยได้สินะ ผมชักอยากลองเขียนบล็อกดูบ้างแล้ว”

“มันง่ายมากเลย ผมสอนให้ได้นะครับ”

การถามถึงสิ่งที่ให้ความสำคัญ ทำให้เรารู้ว่าคุณ B เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับความทรงจำ และเขายินดีสอนวิธีการเขียนบล็อก ทั้ง 3 คำถามนี้ ช่วยให้เรารู้ว่าค่านิยมที่อีกฝ่ายให้ความสำคัญว่าคืออะไร เมื่อรู้แล้วก็ให้พูดคุยกับอีกฝ่ายด้วยเรื่องที่น่าจะต่อยอดการสนทนาไปได้แบบเจาะลึก

แต่หากเมื่อถามแล้วเพื่อน ๆ รู้สึกไม่เห็นด้วยกับวิธีคิดของอีกฝ่าย ให้ยับยั้งความรู้สึกนั้นไว้ แล้วลองยอมรับความคิดของอีกฝ่ายดู พร้อมปรับเปลี่ยนทิศทางของหัวข้อการสนทนา หรือถ้ายอมรับไม่ได้จริง ๆ ให้คิดว่าต่างคนก็ต่างความคิด พวกเราต่างเติบโตมากันคนละสภาพแวดล้อม หากอีกฝ่ายจะคิดไม่เหมือนกับเราก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร


เราผ่านขั้นตอนที่ 1 ในการสร้างความสัมพันธ์กับคนที่จะชมแล้ว และผ่านขั้นตอนที่ 2 ในการค้นหาประเด็นที่จะชมด้วย 3 คำถามที่ผู้เขียนแนะนำให้เอาไปใช้ ตอนนี้เรารู้จักอีกฝ่ายเป็นอย่างดีแล้ว ก็ถึงเวลาของขั้นตอนที่ 3 ซึ่งคือการชมแบบให้ได้ใจ 100% แล้วครับ

ถ้าเพื่อน ๆ อยากชมคนให้ได้ใจเขาแบบ 100% ก็ต้องกล่าวชมด้วยความรู้สึกยอมรับตัวตนทั้งหมดของอีกฝ่าย ต้องนึกทบทวนชีวิตของอีกฝ่ายทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต กล่าวชมความยากลำบากที่เขาได้ผ่านพ้นมา กล่าวชมสิ่งที่เขาทำอยู่ และชื่นชมความสำเร็จที่รอเขาอยู่ในอนาคต  ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างการชมแบบได้ใจ 100% เอาไว้ว่า

คุณสร้างโมเดลธุรกิจได้ดีเลยนะครับ ผมคิดว่าในการสร้างคอนเนคชั่นและการออกแบบบริการโดยเริ่มต้นจากศูนย์ จนกระทั่งมีชื่อเสียงในวงการนี้ คุณต้องใช้ความพยายามกับความเอาใจใส่อย่างมาก และต้องมีเซนส์ทางธุรกิจดีด้วย แถมพนักงานของบริษัทคุณก็มีแต่บุคลากรที่ดี เรียกได้ว่าประธานเป็นยังไงก็ดูได้จากพนักงานนี่แหละ จากนี้ไปผมจะตั้งตาคอยผลงานของบริษัทคุณนะครับ


นอกจากนี้ผู้เขียนยังแนะนำท่าทางที่ช่วยสร้างความประทับใจ สำหรับเสริมวิธีชมคนให้ได้ใจแบบ 100% ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ท่าทางที่ช่วยสร้างความประทับใจมีดังนี้ครับ

  • ยิ้ม
  • สบตา
  • ทวนคำพูด
  • จดบันทึก

สำหรับการยิ้ม ผู้เขียนแนะนำให้ยิ้มกว้างในขณะที่ฟังอีกฝ่ายพูด แต่หากอีกฝ่ายเป็นผู้บริหารหรือหัวหน้า หลายคนอาจรู้สึกประหม่าและไม่กล้ายิ้มกว้าง ในกรณีนี้เพียงแค่ยิ้มน้อย ๆ ก็เพียงพอแล้วครับ ส่วนคนที่ยิ้มไม่เก่ง เวลาที่ล้างหน้าหรือแปรงฟัน ให้ลองฝึกยิ้มหน้ากระจกจนเป็นนิสัยดูครับ

สำหรับการสบตา ผู้เขียนบอกว่ามันมีพลังในการถ่ายทอดความตั้งใจและความไว้วางใจให้อีกฝ่ายรับรู้ เป็นการสื่อสารว่า “ฉันกำลังฟังและพยายามเข้าใจคุณอยู่” แต่หากจ้องนานเกินไปก็อาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัดหรือกดดันได้ ทางที่ดีควรละสายตาไปมองอย่างอื่น เพื่อรักษาระยะห่างที่ทำให้ตัวเราและอีกฝ่ายสบายใจครับ

สำหรับการทวนคำพูดนี่ช่วยได้มากเลยในสถานการณ์ที่กำลังคุยกันอยู่แล้วคิดคำถามต่อไปไม่ทัน ในสถานการณ์แบบนี้ผู้เขียนแนะนำให้ทวนคำพูดของอีกฝ่ายครับ เมื่อทำแบบนี้อีกฝ่ายจะรู้สึกสบายใจ และรู้สึกว่าเราเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด นอกจากนี้เขายังจะช่วยต่อบทสนทนาให้เราอีกด้วย

สำหรับการจดบันทึกขณะที่ฟังไปด้วย ช่วยให้เราสามารถเห็นข้อมูลด้วยตาได้ ช่วยจัดระเบียบความคิด และค้นพบทางแก้ปัญหา นอกจากนี้การจดบันทึกขณะที่อีกฝ่ายกำลังพูด อีกฝ่ายจะรู้สึกสบายใจว่า “คน ๆ นี้กำลังฟังฉันอยู่”

ถ้าเพื่อน ๆ จดบันทึกขณะฟังไปด้วย พร้อมทั้งสบตาด้วยรอยยิ้มและทวนคำพูดของอีกฝ่ายเป็นระยะ ก็จะสามารถสร้างความประทับใจให้อีกฝ่ายและได้ใจเขาแบบ 100% ครับ

ผู้เขียนได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “คนเราเกิดมาเพื่อได้รับคำชม และดำรงอยู่เพื่อชมซึ่งกันและกัน” คำชมอย่าง “ทำได้ดีมากเลย” “เป็นกำลังใจให้เสมอนะ” หรือ “ขอบคุณนะ” คำพูดเหล่านี้ทำให้คนเรามีชีวิตชีวา เป็นบ่อเกิดของความกระตือรือร้น ช่วยให้เรามีความสัมพันธ์ที่ดี มีคนที่อยากหัวเราะไปด้วยกัน อยากชมซึ่งกันและกัน สิ่งเหล่านี้นำมาซึ่งความสุขที่เงินหาซื้อไม่ได้ครับ


เนื้อหาที่เป็นสาระสำคัญในหนังสือเล่มนี้มีประมาณที่ผมสรุปมาเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังนี่แหละครับ อีกกว่าครึ่งเล่มเป็นตัวอย่างของความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นเพราะการชม และเทคนิคอื่นอีกเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น การชมตัวเอง หรือการชมควบคู่กับการตำหนิ เพื่อน ๆ คนไหนสนใจสามารถหามาอ่านเพิ่มเติมได้ครับกับหนังสือ วิธีพูดให้คนรู้สึกดีอย่างคนที่รู้หลักจิตวิทยา เขียนโดยฮาระ คุนิโอะ ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น ราคา 230 บาท

สนใจหนังสือ วิธีพูดให้คนรู้สึกดีอย่างคนที่รู้หลักจิตวิทยา

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/60E3EX9kIo
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” เขียนโดยแกรี เคลเลอร์ แก่นหลักของหนังสือเล่มนี้คือ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการทำหลายอย่างพร้อมกัน แต่เกิดจากการเลือกสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด แล้วทำมันให้ดีที่สุดจนสำเร็จครับ แกรีย้อนไปดูผลงานในอดีตของตัวเอง เขาพบรูปแบบสำคัญที่เกิดขึ้นซ้ำเหมือนกันทุกครั้ง นั่นคือช่วงที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุด...

พระ เฟอร์รารี่ และความหมายของชีวิต – 7 หลักการสู่ความสุขและความสมดุล ที่คุณนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต

ไอติมฮีลใจ ep นี้ มาแนะนำหนึ่งในหนังสือที่หลายสื่อยกย่องกันว่าโด่งดังที่สุดในศตวรรษที่ 21 ตีพิมพ์ครั้งแรกตอนปี 1999 และขายดีต่อเนื่องมานานกว่า 25 ปี ยอดขายรวมมากกว่า 15 ล้านเล่ม แปลไปแล้วกว่า 92 ภาษา หนังสือเล่มนี้ผมรู้จักมาพักหนึ่งแล้วครับ เคยเห็นแต่ฉบับภาษาอังกฤษ พอเห็นว่ามีฉบับแปลไทยก็ซื้อเลยทันที หนังสือเล่มที่ว่านี้คือ The Monk Who...

4 ปี นรกในเขมร เรื่องจริงจากบันทึกของภรรยาท่านทูต ที่ชีวิตเหมือนตกนรกในช่วงยุคเขมรแดง

ไอติมเล่า ep นี้ มาสรุปเนื้อหาจากหนังสือ 4 ปี นรกในเขมร เนื้อหาในเล่มเป็นเรื่องจริงในยุคเขมรแดงจากบันทึกของยาสึโนะ นาอิโต หญิงชาวญี่ปุ่นที่เกิดในตระกูลซามูไร แต่งงานกับโศ ทันลัน นักการทูตชาวกัมพูชาที่เรียนจบจากฝรั่งเศส และถูกส่งตัวไปทำงานที่ญี่ปุ่น ตอนนั้นคุณนาอิโตะอายุ 23 ปี คุณโศอายุ 39 ปี และมีลูกติด 3 คนจากภรรยาเก่า...

จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เปลี่ยนคนที่ยังลังเลให้ซื้อทันที

สินค้าดี มีคนสนใจ แต่ทำไมไม่มีคนซื้อ? บางทีอาจเป็นเพราะสมองของลูกค้าไม่ยอมให้ซื้อก็เป็นได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Brain Audit จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เขียนโดยฌอน ดีซูซา นักการตลาดที่พบว่าต่อให้ลูกค้าสนใจแค่ไหน แต่พวกเขาจะยังไม่ซื้อ จนกว่าสมองจะได้รับข้อมูลครบถ้วน และตามลำดับที่ถูกต้อง ฌอนบอกว่าสมองของคนเราทำงานเหมือนสายพานลำเลียงกระเป๋าที่สนามบินครับ ตอนขึ้นเครื่องเราโหลดกระเป๋ามาด้วยทั้งหมด 7 ใบ พอลงจากเครื่องเราต้องมายืนรอให้กระเป๋าออกมาตามสายพาน...

Related Articles

จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เปลี่ยนคนที่ยังลังเลให้ซื้อทันที

สินค้าดี มีคนสนใจ แต่ทำไมไม่มีคนซื้อ? บางทีอาจเป็นเพราะสมองของลูกค้าไม่ยอมให้ซื้อก็เป็นได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Brain Audit จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง...

ดำดิ่งสู่โลกกลับทิศ จิตวิทยาที่ซ่อนอยู่ในซีรีส์ “สเตรนเจอร์ ทิงส์”

หากพูดถึงซีรีส์ที่คนทั้งโลกรอคอย ซีรีส์ที่ปั้นเด็กไม่มีชื่อเสียงให้มายืนแถวหน้าของวงการบันเทิงได้ ซีรีส์ที่เป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดให้คนมาสมัครบริการ Netflix จะเป็นซีรีส์เรื่องไหนไม่ได้นอกจากเรื่องสเตรนเจอร์ ทิงส์ ที่ตอนนี้มีมาถึงซีซัน 5 ซึ่งเป็นซีซันสุดท้ายแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ผลงานท้ายสุดของจักรวาลในซีรีส์นี้ เพราะในปี 2026...

จิตวิทยาต่อรอง จะต้องพูดและทำอะไรในการต่อรองที่แพ้ไม่ได้

ในชีวิตประจำวันเราต้องพบเจอกับเรื่องมากมายที่ต้องอาศัยการเจรจาต่อรอง ไม่ว่าจะเป็นการต่อรองขอลดราคาสินค้า ต่อรองกับลูกค้า หรือต่อรองเพื่อขอขึ้นเงินเดือน เทคนิคการต่อรองมีสอนกันมานานแล้ว แต่เทคนิคเหล่านั้นเน้นไปที่การท่องจำประโยคสำเร็จรูป ทั้งที่จริง ๆ แล้วการเจรจาต่อรองเป็นเรื่องที่คาดการณ์ไม่ได้ เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับอารมณ์มากกว่าเหตุผลครับ ดังนั้นการต่อรองต้องมุ่งเน้นไปที่การจัดการกับอารมณ์ของอีกฝ่าย แทนที่จะยกเหตุผลต่าง...

เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมฉบับย่อยง่าย เทคนิคหลอกป้ายยา ขายอะไรก็มีคนซื้อ

เพื่อน ๆ สงสัยกันไหมครับว่าทำไมร้านกาแฟถึงตั้งราคาสินค้าเป็นแก้วเล็ก แก้วกลาง แก้วใหญ่ ทำไมร้านต่าง ๆ ถึงเขียนราคาที่ลดแล้ว แต่ไม่ยอมลบราคาเต็มออก ทำไมคนถึงยอมต่อแถวนาน ๆ เพื่อซื้ออะไรสักอย่างหนึ่ง...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!