พูดแบบนี้ไง ใคร ๆ ก็อยากฟัง เทคนิคการสื่อสารให้จับใจ ที่ใช้ได้ในทุกด้านของชีวิต

Share
Share

ผมเคยเจอคลิปใน Tiktok ที่มีพิธีกรคนหนึ่งมาแชร์วิธีพูดบนเวทีต่อหน้าผู้คนอย่างมีความมั่นใจ และมีคนชมในฝีมือจนยึดอาชีพพิธีกรได้ คนในคลิปบอกว่าปกติเธอไม่ใช่คนที่พูดเก่ง แต่พอต้องออกไปทำงานในฐานะพิธีกร เธอจะทิ้งบุคลิกดั้งเดิมไว้ที่บ้าน แล้วสวมบทบาทเป็นอีกบุคลิกในจินตนาการที่เป็นคนพูดเก่ง

แนวคิดนี้น่าสนใจ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง จนไปเจอกับหนังสือ “พูดแบบนี้ไง ใคร ๆ ก็อยากฟัง” เขียนโดยทาคาฟุมิ คาคิอุจิ บรรณาธิการผู้อยู่เบื้องหลังหนังสือขายดีกว่า 50 เล่ม หนังสือที่เขาดูแลมียอดพิมพ์รวมกันกว่า 10 ล้านเล่ม

ในงานบรรณาธิการของเขา นอกจากต้องเสาะหาต้นฉบับที่น่าสนใจ ขัดเกลาเนื้อหาให้คุณภาพดียิ่งขึ้นแล้ว เขาต้องสื่อสารคุณค่าของหนังสือแต่ละเล่มไปให้ถึงคนอ่าน นั่นทำให้ตลอดชีวิตการทำงาน เขาได้สั่งสมเทคนิคการสื่อสารไว้มากมายและได้นำมาแบ่งปันในหนังสือเล่มนี้ครับ

ตอนที่ผู้เขียนเริ่มทำงานใหม่ ๆ เขาขี้อายมาก จนมีรุ่นพี่ที่พูดให้เขาคิดได้ว่า “จะเอานิสัยเขินอายมาใช้ในการทำงานไม่ได้ ตัดนิสัยส่วนตัวออกจากการทำงานซะ” พอลองนึกดูจะเห็นว่ามีนักแสดงหลายคนที่เวลาอยู่ในจอดูเป็นคนสนุกสนานร่าเริง แต่พออยู่นอกจอกลับเป็นคนสุขุม หรือนักกีฬาที่เป็นคนดุดันเอาจริงเอาจังตอนกำลังแข่งขัน แต่ในชีวิตประจำวันกลับเป็นคนสบาย ๆ

การมีสองบุคลิกเป็นเรื่องดี เราต้องสื่อสารโดยไม่เอานิสัยส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง บางคนอาจกังวลว่าพูดไปแล้วจะทำให้อีกฝ่ายไม่สบายใจหรือเปล่า แต่การกังวลจนไม่ยอมพูดออกไป ยิ่งทำให้อีกฝ่ายไม่เข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นมากกว่าเดิม

ให้ตัดนิสัยส่วนตัวออก แล้วถ่ายทอดออกมาเหมือนมาจากอีกบุคลิกหนึ่ง การจะทำให้ตัวเองมีอีกบุคลิกหนึ่งได้ เราต้องคิดภาพคนที่สื่อสารเก่งขึ้นมาในหัว แล้วจินตนาการว่า “ถ้าเป็นเขาจะพูดว่ายังไงนะ?” จะจินตนาการเป็นคนรู้จักหรือดาราก็ได้ ขอเพียงสื่อสารแบบเดียวกับคนคนนั้นออกมาได้ เนื้อหาในหนังสือบอกถึงวิธีที่จะทำได้แบบนั้นครับ


บทแรกของหนังสือพูดว่า “อย่าคิดว่าการถ่ายทอดเพียงครั้งเดียว จะทำให้อีกฝ่ายเข้าใจสารที่จะสื่อแล้ว” การบอกให้คนอื่นจำให้ได้ภายในครั้งเดียว เป็นคำขอที่ยากเกินจะเป็นจริงได้ หากคุณถ่ายทอดไปแล้วอีกฝ่ายยังไม่เข้าใจ การบอกซ้ำ ๆ เป็นเรื่องที่สำคัญครับ

ส่วนวิธีเช็กว่าอีกฝ่ายเข้าใจสิ่งที่เราสื่อสารไหม สามารถทำได้โดยให้เขาสรุปออกมาให้ฟัง เช่น ให้เขาสรุปเนื้อหาที่ได้ประชุมไปแล้วให้เราฟังแบบรวบรัดภายใน 5 นาที คนเราจะถ่ายทอดออกมาได้ไม่ดี เมื่อต้องพูดถึงเรื่องที่ตัวเองยังไม่เข้าใจ เราจึงสามารถเช็กได้ว่าอะไรที่เราสื่อสารไปแล้วเขาเข้าใจ และอะไรที่ยังไม่เข้าใจ

โดยพื้นฐานแล้วคนเราจำเรื่องราวได้ไม่มาก ทฤษฎีเส้นโค้งการลืม หรือ The Forgetting Curve บอกเอาไว้ว่าเมื่อเวลาผ่านไป 20 นาที คนเราจะลืมเนื้อหาประมาณ 42% ผ่านไป 1 ชม. จะลืมเนื้อหาประมาณ 56% ผ่านไป 1 วัน จะลืมเนื้อหาประมาณ 66% และเมื่อผ่านไป 1 เดือน คนเราจะลืมเนื้อหาประมาณ 79%

เพราะคนเราลืมง่ายถึงขนาดนี้ ดังนั้นการเพิ่มจำนวนครั้งในการสื่อสารจึงเป็นเรื่องจำเป็น แต่ก็ต้องแยกระหว่าง “ปริมาณ” และ “คุณภาพ” ออกจากกัน ปัญหาในการสื่อสารที่ควรแก้ไขมีอยู่ 2 อย่างคือ “สื่อสารไม่พอ” และ “สื่อสารไม่เก่ง”

สื่อสารไม่พอเป็นปัญหาเชิงปริมาณ สื่อสารไม่เก่งเป็นปัญหาด้านคุณภาพ การไม่เอาปัญหา 2 อย่างนี้มาปนกันจะทำให้แก้ไขจัดการได้ง่ายกว่าครับ

ปัญหาในการสื่อสารไม่พอ พูดได้อีกอย่างคือปัญหาในเรื่องของความถี่หรือจำนวนที่ทำการสื่อสารออกไป การสื่อสารครั้งเดียวอาจสื่อไปไม่ถึงอีกฝ่าย, อาจจะยังไม่เข้าใจหรือหลงลืมไป ดังนั้นเราต้องสื่อสารให้บ่อย โดยไม่คิดว่า “ก็บอกไปตั้งหลายครั้งแล้วนี่”

ส่วนปัญหาในการสื่อสารไม่เก่งนั้นอยู่ที่ตัวคนสื่อสาร เคยมีประสบการณ์ตอนเรียนที่วิชาไหนน่าเบื่อจะยิ่งเรียนยิ่งไม่ชอบวิชานั้นไหมครับ สาเหตุมาจากครูประจำวิชามีคุณภาพของการสื่อสารที่ต่ำนั่นเอง กลับกันถ้าครูมีคุณภาพของการสื่อสารที่สูง วิชานั้นมักจะสนุก ยิ่งเรียนยิ่งชอบ และถนัดในวิชานั้นมากขึ้น ซึ่งคุณภาพในการสื่อสารเป็นทักษะที่พัฒนาได้ครับ


ในการสื่อสารนั้นมีโครงสร้างอยู่ เมื่อเราทำความเข้าใจโครงสร้างนั้น และเรียนรู้เทคนิคการสื่อสารก็จะสามารถนำไปใช้ในสถานการณ์จริงได้ โดยโครงสร้างของการสื่อสารมีอยู่ 7 ชั้น ได้แก่

  1. การตั้งเป้าหมาย
  2. การเปิดใจยอมรับ
  3. เอาอีกฝ่ายเป็นที่ตั้ง
  4. การทำให้เห็นภาพ
  5. ทักษะการฟัง
  6. ความสนิทสนม
  7. ความเชื่อใจ

โครงสร้างการสื่อสารชั้นที่ 1 การตั้งเป้าหมาย

สิ่งที่จำเป็นอันดับแรกในการสื่อสาร คือการตั้งเป้าหมายว่าจะทำไปเพื่ออะไร แม้แต่การคุยเล่นเรื่อยเปื่อยก็มีเป้าหมาย อาจจะเพื่อละลายพฤติกรรม หรือเพื่อสนิทกับอีกฝ่ายมากขึ้น ดังนั้นการกำหนดเป้าหมายในการสื่อสารจึงเป็นเรื่องสำคัญครับ

โครงสร้างการสื่อสารชั้นที่ 2 การเปิดใจยอมรับ

เมื่อเกิดความรู้สึกยอมรับ เมื่อนั้นสารที่ต้องการสื่อสารจึงจะไปถึงผู้รับสารจริง ๆ เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายในการสื่อสาร เราต้องได้รับการยอมรับจากอีกฝ่ายก่อนครับ

โครงสร้างการสื่อสารชั้นที่ 3 เอาอีกฝ่ายเป็นที่ตั้ง

การสื่อสารไม่ใช่แค่การพูดในสิ่งที่เราต้องการจะพูด หลายคนเข้าใจผิดว่า “พูดให้ฟัง = อีกฝ่ายรับทราบแล้ว” แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่ได้เข้าใจ สารก็สื่อไปไม่ถึง การสื่อสารคือการที่อีกฝ่ายเข้าใจ, ซึมซับเนื้อหา และยอมรับในสิ่งที่เราส่งไป แบบนี้คือการเอาอีกฝ่ายเป็นที่ตั้งครับ

โครงสร้างการสื่อสารชั้นที่ 4 การทำให้เห็นภาพ

คนที่เล่าแล้วเข้าใจง่าย คือคนที่เก่งในการทำให้เห็นภาพ ลองนึกถึงพิธีกรรายการชิมอาหารที่บรรยายรสชาติแกงกะหรี่ว่า “แกงกะหรี่จานนี้รสชาติอร่อยมาก” หากพูดแค่นี้ก็ไม่สามารถทำให้คนเข้าใจเสน่ห์ของแกงกะหรี่จานนั้นได้ คนไม่รู้ว่าอร่อยตรงไหน ต่างกับแกงกะหรี่ที่อื่นยังไง สิ่งสำคัญคือต้องสื่อสารโดยคำนึงถึงประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ รูป, รส, กลิ่น, เสียง และเนื้อสัมผัส

โครงสร้างการสื่อสารชั้นที่ 5 ทักษะการฟัง

การตลาดไม่ใช่การขายสินค้าของเรา แต่เป็นการนำเสนอสินค้าที่ลูกค้าต้องการ นักขายฝีมือดีมักฟังเรื่องราวของลูกค้า เพื่อค้นหาว่าสินค้าของเรามีส่วนไหนที่ตอบโจทย์เขาได้ ถ้าเข้าร้านไหนแล้วคนขายเอาแต่คะยั้นคะยอจะขายของให้ เป็นเราก็คงไม่ชอบกันสักเท่าไหร่ใช่ไหมครับ

โครงสร้างการสื่อสารชั้นที่ 6 ความสนิทสนม

ความสนิทสนมเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้สารสื่อไปถึงหรือไม่ถึง ลองนึกถึงตอนที่คนที่เราเกลียดพูดดูครับ เรามักจะรู้สึกว่าเรื่องที่เขาพูดไม่เข้าหู ถึงเขาจะไม่ได้พูดอะไรผิด แต่เราจะพยายามหาช่องโหว่มาโจมตี เกิดความรู้สึกไม่ยอมรับสิ่งที่เขาพูดขึ้นมา กลับกันถ้าเป็นคนที่สนิทสนมพูด ถึงเขาจะพูดอะไรแปลก ๆ นิดหน่อย เราก็จะมองข้ามและคล้อยตามได้ง่าย

โครงสร้างการสื่อสารชั้นที่ 7 ความเชื่อใจ

ประโยคเดียวกัน แต่ต่างที่คนพูดก็ทำให้น่าเชื่อถือต่างกัน ถ้าผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จพูดว่า “ความผิดพลาดที่สะสมมาจะก่อให้เกิดความสำเร็จ” เราได้ยินแล้วคงรู้สึกว่าเป็นประโยคที่ลึกซึ้ง แต่ถ้าให้คนที่ทำอะไรก็ล้มเหลวทุกอย่างมาพูดว่า “ความผิดพลาดที่สะสมมาจะก่อให้เกิดความสำเร็จ” เราคงรู้สึกว่าหมอนี่พูดเพ้อเจ้ออะไรเนี่ย

สิ่งสำคัญอีกอย่างที่กำหนดว่าการสื่อสารจะส่งไปถึงหรือไม่ถึงนั่นคือความเชื่อใจ เราต้องสร้างให้ตัวเองน่าเชื่อถือ โดยการมีความจริงใจ, พูดคุยโต้ตอบกับอีกฝ่ายด้วยความละเอียดอ่อนและจริงจัง หากเราตั้งใจฟังสิ่งที่อีกฝ่ายพูด เขาก็จะรับรู้ถึงความจริงใจของเราได้ ต้องเป็นคนมีคุณธรรม การแสดงทัศนคติของตัวเองออกมาเป็นครั้งคราวจะนำไปสู่ความไว้ใจได้ และหากยิ่งแสดงออกว่าสนใจในตัวอีกฝ่าย ก็มีความเป็นไปได้ที่อีกฝ่ายจะสนใจเรากลับมาสูงขึ้นตามไปด้วย


บทต่อมาผู้เขียนนำเสนอเทคนิคการสื่อสาร 16 ข้อ จะนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน, ใช้ในการเจรจาธุรกิจ หรือใช้เขียนบทความก็ได้ครับ ลองนำไปประยุกต์ให้เข้ากับตัวเองดู

เทคนิคการสื่อสารข้อที่ 1: การเปรียบเทียบ

การที่เราเปรียบเทียบเสน่ห์หรือคุณค่าของอะไรบางอย่างจะทำให้เราเข้าใจสิ่งนั้นได้ลึกซึ้งมากขึ้น การเปรียบเทียบจะทำให้เห็นความต่างชัดขึ้น การจัดอันดับก็ถือเป็นการเปรียบเทียบครับ เหมือนที่เรามักหยิบเลือกสินค้าขายดีขึ้นมาดูก่อนอันอื่น

หลักในการเปรียบเทียบคือ ให้บอกสิ่งที่ไม่ดี แล้วจะทำให้สิ่งที่ดีดูโดดเด่นขึ้นมา ผู้เขียนยกตัวอย่างตอนที่เขาไปที่ร้านซูชิ แล้วเจ้าของร้านแนะนำให้ลองกินเนื้อปลาทะเลน้ำลึกด้วยประโยคว่า

หน้าตาอาจจะดูไม่น่าสนใจ แต่รสชาติอร่อยสุด ๆ เลยนะครับ

ได้ยินแบบนั้นผู้เขียนเลยลองชิมดู และพบว่าอร่อยจริง ๆ แทนที่จะพูดเพียงข้อดีอย่างเดียว พอพูดส่วนที่ไม่ดีร่วมมาด้วย ทำให้ความอร่อยนั้นโดดเด่นขึ้นมา


เทคนิคการสื่อสารข้อที่ 2: การปูเรื่องและหักมุม

เทคนิคการปูเรื่องและหักมุมเรามักได้ยินบ่อยในวงการภาพยนตร์ หลักการของมันคือการทำให้ผู้ชมจินตนาการว่า “มาแบบนี้ต้องจบอย่างนั้นแน่นอน” แล้วในตอนจบก็พลิกผันไปจากสิ่งที่ผู้ชมคาดคิด เพื่อให้เกิดความประหลาดใจ

การปูเรื่องและหักมุมในวิธีการสื่อสารจะแตกต่างจากที่ใช้ในภาพยนตร์เล็กน้อย สำหรับการสื่อสารการปูเรื่องและหักมุมหมายถึง “การชี้ถึงจุดที่เปลี่ยนแปลงไประหว่างตอนเริ่มกับตอนจบ เพื่อให้ผู้ฟังเห็นคุณค่าของการเปลี่ยนแปลง”

ตัวอย่างเช่น หากได้ยินคุณแม่คนหนึ่งพูดว่า “ลูกของฉันสอบเข้าจุฬาได้ค่ะ” คุณคงจะมีภาพว่าลูกของเธอคนนั้นเป็นเด็กเรียนเก่งแน่เลยใช่ไหมครับ แต่ถ้าคุณแม่ปูเรื่องมาว่า “ลูกของฉันน่ะ ตอน ม.5 ผลการเรียนไม่ได้เรื่องเลย เกือบสอบตกตั้งหลายวิชา แต่หลังจากนั้นก็ตั้งใจอ่านหนังสือเตรียมสอบด้วยตัวเอง ไม่ได้ไปติวพิเศษเลย สุดท้ายก็สอบติดจุฬา”

ได้ยินแบบนี้แล้วคงตกใจไม่น้อย รู้สึกแปลกใจว่าจากเด็กที่เกือบสอบตก เปลี่ยนมาเป็นว่าที่นิสิตจุฬาได้ยังไง การปูเรื่องก่อนนั้น ทำให้เรื่องราวน่าสนใจมากขึ้นครับ

เทคนิคในการปูเรื่องและหักมุมคือ Before and After หากมีแค่ After เราก็จะไม่เห็นว่าเปลี่ยนแปลงมามากน้อยแค่ไหน แต่พอมี Before ปูเรื่องมากก่อนก็จะทำให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมของ After ขึ้นมา ตัวอย่างเช่นในโฆษณาผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักที่มักมีประโยคทำนองว่า “จากน้ำหนัก 80 กก. เมื่อมาใช้ผลิตภัณฑ์ช่วยลดน้ำหนักของเราแล้ว น้ำหนักลงมาอยู่ที่ 60 กก. ลดไปถึง 20 กก.”

ในบทสนทนาในชีวิตประจำวันเราก็สามารถนำเทคนิคการปูเรื่องและหักมุมมาใช้ได้ เช่น ถ้าพูดแค่ว่า “เดี๋ยวจะส่งเอกสารไปให้ทางอีเมลนะครับ” อีกฝ่ายคงไม่เข้าใจถึงความทุ่มเทสุดความสามารถของเรา

แต่หากพูดว่า “เดี๋ยวจะส่งเอกสารไปให้ทางอีเมลนะครับ จริง ๆ แล้วผมใช้เวลานั่งแก้อยู่ 10 ชม. กว่าจะเสร็จ ขอโทษที่ส่งช้าครับ” เมื่อฝ่ายที่ได้รับเอกสารได้ยินคำว่า 10 ชม. เขาก็คงไม่เปิดดูเอกสารแบบผ่าน ๆ แต่คงอยากตรวจดูงานอย่างละเอียดแน่ ๆ


เทคนิคการสื่อสารข้อที่ 3: กฎของความสัมพันธ์

สิ่งที่เราสื่อสารออกไปแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ “ข้อเท็จจริง” และ “ความรู้สึก” มีหลายครั้งที่เราอธิบาย 2 อย่างนี้ผสมปนเปกัน ผู้เขียนยกตัวอย่างสถานการณ์ที่หัวหน้าตำหนิลูกน้องด้วยประโยคว่า

“ทำไมถึงไม่ยอมรายงานมา เพราะเธอเลยเนี่ย เรื่องถึงได้ใหญ่โตขนาดนี้”

ประโยคที่ว่า “ทำไมถึงไม่ยอมรายงานมา” เป็นคำถามที่แสดงถึงข้อเท็จจริง ส่วนประโยค “เพราะเธอเลยเนี่ย เรื่องถึงได้ใหญ่โตขนาดนี้” เป็นคำพูดที่แสดงถึงทั้งข้อเท็จจริงและความรู้สึก ในมุมของลูกน้อง คำพูดที่แสดงถึงความรู้สึกนั้นมีความรุนแรงมาก จนไม่สามารถรับฟังคำพูดที่เป็นข้อเท็จจริงได้

ในการสนทนาจะต้องมีเรื่องยุ่งยากอย่างความรู้สึกมาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ เมื่อจะสื่อสารอะไรสักอย่าง เราจะต้องพิจารณาให้ข้อเท็จจริงแยกออกจากความรู้สึก แล้วจึงค่อยสื่อสาร เพียงเท่านี้ความสามารถในการสื่อสารก็จะสูงขึ้นแล้วครับ


เทคนิคการสื่อสารข้อที่ 4: การปรับจูนความคิด

“สิ่งที่พูด” กับ “สิ่งที่คิด” มักไม่ตรงกัน ตัวอย่างเช่น ลูกน้องพูดกับหัวหน้าขึ้นมาว่า “งานหนักมากเลยครับ” ฝ่ายหัวหน้าคิดว่า “งานหนักนี่แหละจะทำให้นายเก่งขึ้น มาพยายามกันต่อเถอะ” ในขณะที่ลูกน้องคิดว่า “งานหนักจนยุ่งไม่มีเวลาพักไง ถึงได้พูดออกมาเนี่ย”

เมื่อเป็นเช่นนี้ทั้ง 2 ฝ่ายก็จะไม่มีความสุข แน่นอนว่าความคิดของแต่ละฝ่ายย่อมแตกต่างกัน การปรับให้ตรงกัน 100% เลยนั้นเป็นเรื่องยาก แต่เราก็พอจะปรับให้ดีขึ้นได้ โดยใช้วิธีการปรับจูนความคิดครับ ซึ่งมี 3 ข้อหลัก ๆ คือ

  1. ทำให้เรากับอีกฝ่ายมีเป้าหมายตรงกัน
  2. เปลี่ยนความคิดที่อยู่ในหัวของแต่ละฝ่ายให้เป็นภาพระหว่างการสนทนา
  3. ใช้คำถามในการปรับเข้าหากัน

หากนำวิธีการปรับจูนความคิดมาใช้กับตัวอย่างการสนทนาของลูกน้องและหัวหน้าเมื่อข้างต้น จะทำได้ดังนี้

  1. ทำให้ลูกน้องกับหัวหน้ามีเป้าหมายตรงกัน ซึ่งทั้งสองมีเป้าหมายอยากให้ลูกน้องพัฒนาเหมือนกัน
  2. เปลี่ยนความคิดในหัวแต่ละฝ่ายให้เป็นภาพ หัวหน้ามีภาพอยากให้ลูกน้องแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ส่วนลูกน้องมีภาพอยากให้หัวหน้าปรับปริมาณงานให้เหมาะสม
  3. ใช้คำถามในการปรับเข้าหากัน เพื่อให้เห็นว่าส่วนไหนลูกน้องต้องพยายาม ส่วนไหนหัวหน้าต้องลดงาน ทำแบบนี้แล้ววิธีแก้ปัญหาจะชัดเจนขึ้น

นอกจากนี้ควรระวังคำถามที่ใช้ในการถาม โดยไม่ควรถามคำถามที่ต้อนอีกฝ่ายให้จนมุม, ไม่ถามคำถามที่มีเพียงตัวเลือกเดียว, ไม่ถามคำถามที่นำไปสู่สิ่งที่ตัวเองต้องการ, ควรฟังความเห็นของอีกฝ่ายระหว่างถามคำถาม และตอบคำถามด้วยความสนใจต่ออีกฝ่าย


เทคนิคการสื่อสารข้อที่ 5: การเปลี่ยนคำพูด

คำพูดเป็นสิ่งที่ทรงพลัง เมื่อเลือกใช้คำที่ต่างกัน คุณค่าก็อาจเปลี่ยนไปเลยก็ได้ ไม่ว่าจะกับตัวเองหรือผู้อื่น การใช้คำพูดในเชิงบวกย่อมเป็นเรื่องที่ดี การเปลี่ยนคำพูดเป็นวิธีหนึ่งในยามที่ต้องการปรับเปลี่ยนคุณค่าของสิ่งที่สื่อออกไป หรือขยับความหมายของสิ่งที่สื่อออกไป

การเปลี่ยนคำพูดจะแสดงศักยภาพในตอนที่อีกฝ่ายไม่ยอมรับสิ่งที่เราพูด หรือตอนที่ถ้าพูดออกไปตามตรงจะทำให้อีกฝ่ายเสียความรู้สึก คำพูดที่ควรเปลี่ยนก็อย่างเช่นถ้อยคำสุดโต่งจำพวก ตลอดเลย, ทั้งหมดเลย, ไม่เคยเลย เวลาพูดในแง่ลบเพราะจะทำให้คำพูดดูรุนแรง

ตัวอย่างเช่น “ทำไมมาสายตลอดเลย” หรือ “ต้องให้พูดอีกกี่ร้อยรอบถึงจะเข้าใจ” คำเหล่านี้คือคำสุดโต่ง ลองเปลี่ยนมาเป็นคำอื่นจะดีกว่า เช่น “ทำไมถึงมาสายเหรอ” หรือ “หวังว่าคุณจะเข้าใจนะ”


เทคนิคการสื่อสารข้อที่ 6: การยกตัวอย่าง

การยกตัวอย่างสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว เป็นเทคนิคหนึ่งที่ทำให้การสื่อสารเข้าใจง่ายขึ้นครับ การยกตัวอย่างจะทำให้อีกฝ่ายเห็นภาพในหัว และมองว่าเรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับตัวเอง สิ่งสำคัญในการเลือกยกตัวอย่างคือ ควรเลือกสิ่งที่เข้าใจได้ง่ายสำหรับอีกฝ่าย ถ้าอีกฝ่ายมีคนเดียวให้ยกตัวอย่างสิ่งที่คนนั้นน่าจะเข้าใจ ถ้าอีกฝ่ายมีหลายคนให้เลือกสิ่งที่เข้าใจง่ายสุดสำหรับทุกคน

ตัวอย่างเช่น ถ้าอีกฝ่ายชอบฟุตบอล รุ่นพี่ก็สามารถสอนงานรุ่นน้องด้วยประโยคว่า

เขาบอกกันว่าอย่าสุกเอาเผากิน ในการทำงานแม้แต่รายละเอียดเล็กน้อยเราก็ต้องใส่ใจ ถ้าเป็นกีฬาฟุตบอลก็เหมือนการเลี้ยงบอล ถ้าเสียลูกไประหว่างที่เลี้ยง คู่แข่งก็มีโอกาสทำแต้มได้ ในการทำงานถ้าเสียบอลไปตั้งแต่การเลี้ยงลูก เราก็อาจเสียผลงานที่ทำมาได้

ประโยคข้างต้น ถ้าคนที่ชอบฟุตบอลได้ฟังก็จะเข้าใจได้โดยง่ายว่าการเลี้ยงบอลเปรียบได้กับความพิถีพิถันในการทำงาน แต่ถ้าเรากำลังจะสื่อสารกับคนหลายคน เราไม่ควรยกตัวอย่างที่เป็นความชอบของแค่คนบางส่วน แต่ควรยกตัวอย่างที่ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าใจได้ เช่น

เขาบอกกันว่าอย่าสุกเอาเผากิน ในการทำงานแม้แต่รายละเอียดเล็กน้อยเราก็ต้องใส่ใจ อย่างในร้านอาหาร ถึงแม้อาหารจะอร่อย แต่ถ้าที่แก้วน้ำมีคราบอะไรไม่รู้ติดอยู่ หรือบริการไม่น่าประทับใจก็ทำให้เสียลูกค้าได้ ในการทำงานก็ไม่ต่างกับร้านอาหารที่ต้องพิถีพิถันทุกจุด ถ้าทำอะไรแบบขอไปที เราก็อาจเสียผลงานที่ทำมาได้


เทคนิคการสื่อสารข้อที่ 7: การตั้งชื่อ

ถึงตรงนี้เพื่อน ๆ คงพอจับเทคนิคในการสื่อสารได้แล้วว่าต้องทำให้อีกฝ่ายเห็นภาพ วิธีการหนึ่งที่จะทำให้อีกฝ่ายเห็นภาพได้มากขึ้นคือการตั้งชื่อครับ แรกเริ่มเดิมทีทำไมคนเราถึงต้องมีชื่อ เพราะการมีชื่อทำให้เราเป็นที่จดจำได้ง่าย เราตั้งชื่อให้สิ่งนั้นสิ่งนี้เพื่อให้จัดระเบียบสิ่งมากมายรอบตัวได้ง่ายขึ้น

การตั้งชื่อทำให้เห็นเสน่ห์ของสิ่งนั้น ๆ หรืออาจเห็นเป้าหมายของมันได้ชัดเจนขึ้น ตัวอย่างเช่น การประชุมจัดตั้งโปรเจ็กต์ของบริษัท หากเรียกมันแค่ “การจัดตั้งประชุมโปรเจ็กต์” ก็ฟังดูไร้เสน่ห์ แต่หากลองตั้งชื่อให้มันว่า “การประชุมเฟ้นหาสุดยอดโปรเจ็กต์ใหม่” แบบนี้ฟังดูน่าตื่นเต้นกว่า บรรยากาศดูน่าจะมีไอเดียดี ๆ ออกมา


เทคนิคการสื่อสารข้อที่ 8: การเว้นช่วง

การถ่ายทอดให้เข้าใจ ผู้รับสารต้องการเวลาในการจดจำ, ไตร่ตรอง และเข้าใจตามลำดับ เพราะหากสนทนาต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีการเว้นช่วงให้ทำความเข้าใจ การสนทนาก็อาจดำเนินต่อไปทั้งที่ยังไม่เข้าใจกันอย่างนั้น

แม้แต่วิทยากรมืออาชีพยังจำเป็นต้องเว้นวรรคเป็นครั้งคราว ตัวอย่างที่ทำให้เห็นความสำคัญของการเว้นช่วงคือตอนที่เล่าเรื่องผีครับ ลองนึกดูว่าหากเราฟังเรื่องผีที่ไม่มีการเว้นช่วง เล่าติดกันไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่มีเวลาให้ผู้ฟังได้จินตนาการถึงความน่ากลัว ก็ไม่สามารถสื่อสารความน่ากลัวไปถึงผู้ฟังได้


เทคนิคการสื่อสารข้อที่ 9: กฎของตัวเลข

การใช้ตัวเลขเป็นหนึ่งในเทคนิคสื่อสารครับ

“คุณเป็นผู้ถูกเลือกจากผู้สมัครหลายคน”

“คุณเป็นผู้ถูกเลือกจากผู้สมัครจำนวน 1,000 คน”

อีกหนึ่งตัวอย่างครับ

“ในส่วนนี้มีประเด็นอยู่หลายข้อด้วยกัน”

“ในส่วนนี้มีประเด็นอยู่ 3 ข้อด้วยกัน”

เมื่อเทียบกันแล้ว ประโยคที่ 2 ที่นำตัวเลขมาอธิบายจะดูมีความพิเศษมากกว่าประโยคแรก ระหว่างการถูกเลือกจากผู้สมัครหลายคนกับถูกเลือกจากผู้สมัครจำนวน 1,000 คน การถูกเลือกจากผู้สมัครจำนวน 1,000 คน ทำให้เห็นถึงความสุดยอดขึ้นมา ว่าเราชนะคนอีกตั้ง 999 คน

การนำตัวเลขใส่เข้าไปในการสนทนาด้วยจะทำให้อีกฝ่ายเห็นภาพชัดเจนขึ้น, เข้าใจประเด็นขึ้น และรู้สึกได้ถึงความพิเศษ สิ่งใดที่ดูพิเศษ สิ่งนั้นจะหลงเหลือในความทรงจำได้ง่ายครับ


เทคนิคการสื่อสารข้อที่ 10: การเว้นวรรค

ก่อนหน้านี้เราพูดถึงการเว้นช่วงไปแล้ว ซึ่งการเว้นช่วงใช้สำหรับการสื่อสารด้วยคำพูด ส่วนการเว้นวรรคที่จะพูดถึงนี้ใช้สำหรับการสื่อสารด้วยตัวหนังสือครับ โดยคำไหนที่เราต้องการเน้นให้เว้นวรรค อย่าเขียนติดกันเป็นพรืด เช่น

  • พิเศษ ชวนให้หลงไหล
  • วันนี้ จะเป็นความทรงจำในวันหน้า
  • บ้านเช่า แต่เป็น บ้านเกิด

วิธีเพิ่มน้ำหนักให้คำที่ต้องการสื่อสารยังมีอีกหลายวิธีครับ หนึ่งในนั้นคือการใช้คำแบบห้วน ๆ สำหรับพาดหัวบทความให้คนสนใจอ่านต่อ ลองเทียบ 2 ประโยคนี้ดูครับ

“5 นิสัยเสียซึ่งคนที่มักทำงานพลาดมักชอบทำอยู่บ่อย ๆ”

“5 นิสัยเสียของคนที่มักทำงานพลาด”

การใช้ประโยคห้วน ๆ จะทำให้สิ่งที่อยากสื่อสารดูหนักแน่นขึ้น และยังมีอีกวิธีที่เราสามารถใช้ได้เมื่อต้องการเพิ่มความหนักแน่นให้คำบางคำ นั่นคือการใช้เครื่องหมายอัญประกาศ หรือเครื่องหมายฟันหนู หรือเครื่องหมายคำพูด ตามแต่ว่าจะเรียกว่าอะไรครอบคำที่ต้องการแน่นลงไปครับ จะทำให้คนอ่านเห็นคำนั้นได้ง่ายขึ้น


เทคนิคการสื่อสารข้อที่ 11: กฎของปัจจัยภายนอก

เมื่อเราไม่เชื่อมั่นในคำพูดของตัวเอง ลองยืมมือปัจจัยภายนอกดูครับ เหมือนสมัยก่อนที่มีกุศโลกบายสอนเด็กว่า “ถ้าไม่ทำการบ้านยักษ์จะมาจับไปกินนะ” หรือ “ถ้ากลับบ้านมืดค่ำจะโดนผีหลอกนะ” เหล่านี้คือการยืมมือปัจจัยภายนอกครับ

ในวงการหนังสือก็มีการยืมมือปัจจัยภายนอกเหมือนกันผ่านคำนิยม ที่จะให้นักเขียนชื่อดังมาเขียนชมหนังสือให้ ทำให้หนังสือเล่มนั้นมีเสน่ห์ มีความน่าเชื่อถือว่าจะเป็นหนังสือที่ดี คนสื่อสารเก่งมักใช้วิธียืมมือปัจจัยภายนอกมาเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสิ่งที่ตัวเองพูดด้วยคำว่า “มืออาชีพแนะนำ” “ได้รับรางวัล…” “ได้รับการดัดแปลงเป็นซีรีส์ทางโทรทัศน์” เป็นต้น


เทคนิคการสื่อสารข้อที่ 12: ประโยชน์ต่ออีกฝ่าย

ก่อนหน้านี้เรารู้จักเทคนิคการนำอีกฝ่ายเป็นที่ตั้งไปแล้ว สำหรับเทคนิคประโยชน์ต่ออีกฝ่ายนี้คือเทคนิคที่ตกผลึกมาจากแนวคิดดังกล่าวอีกทีครับ โดยไม่เพียงแค่คำนึงถึงอีกฝ่าย แต่ต้องสื่อสารให้อีกฝ่ายเกิดความรู้สึกว่า “คุ้มจัง” “ดีจัง”

แม้แต่ในการปฏิเสธก็ต้องคำนึงถึงประโยชน์ต่ออีกฝ่ายด้วย เพราะไม่อย่างนั้นอีกฝ่ายอาจโมโหที่ถูกปฏิเสธได้ ตัวอย่างเช่น รุ่นพี่ที่บริษัทมาขอให้ช่วยงาน ทั้งที่เราก็งานยุ่งว่า “งานนี้ค่อนข้างรีบน่ะ ช่วยพี่ทำหน่อยได้ไหม?” หากตอบกลับไปตรง ๆ ว่า “ไม่ได้ครับ ผมก็กำลังยุ่ง” แบบนี้อาจทำให้อีกฝ่ายโมโหขึ้นมาได้

แต่หากเปลี่ยนคำพูด ก็จะเปลี่ยนปฏิกิริยาของอีกฝ่ายได้ครับ เช่น “พอดีตอนนี้ผมกำลังทำโปรเจกต์ A อยู่น่ะครับ เลยอยากจะโฟกัสกับตรงนั้นให้ออกมาดี ตอนนี้อาจจะยังช่วยไม่ได้ครับ แต่ถ้าเสร็จแล้วจะรีบไปช่วยทันทีเลยครับ” เราไม่ควรพูดออกไปอย่างทื่อ ๆ แต่ต้องคำนึงถึงประโยชน์ต่ออีกฝ่ายด้วยครับ


เทคนิคการสื่อสารข้อที่ 13: หลักการ 3 ดี

สิ่งที่จะทำให้มนุษย์สนใจและใส่ใจมีอยู่ 3 ปัจจัย คือ ดีต่อตัวเอง, ดีต่ออีกฝ่าย และดีต่อส่วนรวม ผู้เขียนยกตัวอย่างเก้าอี้ที่มีคุณสมบัติ 3 ดีครบเอาไว้ว่า

เก้าอี้ไม้ตัวนี้ แม้จะนั่งนานก็ไม่เกิดอาการปวดเมื่อย จึงเหมาะสำหรับการนั่งทำงานที่บ้านครับ นอกจากนี้ไม้ที่นำมาประกอบ มีคุณสมบัติเก็บกักความร้อน ต่อให้นั่งในฤดูหนาวก็ไม่ทำให้รู้สึกเย็นเมื่อสัมผัสครับ เพราะฉะนั้นผมจึงกล้าแนะนำให้ผู้ใช้ที่เป็นผู้สูงอายุ แถมไม้นี้ยังมาจากต้นไม้ที่ถูกตัดเพื่อลดความแออัดของป่า ซึ่งทำให้ต้นไม้อื่นมีพื้นที่เติบโต เรียกว่าดีต่อธรรมชาติด้วยครับ

ฟังแล้วอยากได้เก้าอี้ไม้ตัวนี้เลยใช่ไหมครับ หลักการ 3 ดี เป็นอีกหลักการหนึ่งที่เราสามารถนำมาใช้เป็นเทคนิคสื่อสารได้ครับ


เทคนิคการสื่อสารข้อที่ 14: ใส่ใจบริบท

สิ่งที่ทำให้คำพูดเดียวกันมีความหมายตรงข้ามกันคือบริบท ผู้เขียนยกตัวอย่างคำพูดว่า “แกบ้าหรือเปล่าเนี่ย” ใน 2 บริบทคือ

“ต้องให้พูดถึงกี่รอบถึงจะเข้าใจ แกบ้าหรือเปล่าเนี่ย” คำพูดนี้เป็นถ้อยคำว่าร้ายอีกฝ่ายอย่างรุนแรง “แกบ้าหรือเปล่าเนี่ย” ให้ความหมายในเชิงดูถูกเหยียดหยาม

แล้วถ้าแบบนี้ล่ะครับ “นั่งฝึกเล่นกีตาร์ทั้งคืนจนไม่ได้นอนเลยเหรอ แกบ้าหรือเปล่าเนี่ย” ในกรณีนี้ไม่ใช่ถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามแต่อย่างใด หนำซ้ำยังเป็นการชมอีกฝ่ายว่าสุดยอดอีกด้วย

หากเราสื่อสารโดยเมินเฉยต่อบริบท อาจทำให้สิ่งที่เราต้องการพูดมีความหมายในทางตรงกันข้าม หรืออีกฝ่ายไม่เข้าใจสิ่งที่เราจะสื่อเลยก็ได้ครับ


เทคนิคการสื่อสารข้อที่ 15: พูดข้อสรุป

คนที่อธิบายเก่งมักขึ้นต้นด้วยข้อสรุป เทคนิคนี้มีขั้นตอนการใช้งานดังนี้ครับ ก่อนอื่นให้ย้ำประเด็นที่เป็นปัญหาที่กำลังจะพูดถึงก่อน จากนั้นให้พูดข้อสรุปและตามด้วยเหตุผลที่ช่วยสนับสนุนข้อสรุปนั้น

แต่บางกรณีก็ควรนำข้อสรุปไปไว้ท้าย ๆ เช่น เวลาที่ต้องบอกเรื่องที่อาจทำร้ายจิตใจของอีกฝ่าย เพราะการที่จู่ ๆ พูดข้อสรุปโดยที่อีกฝ่ายยังไม่รู้อะไรเลย อาจเสี่ยงที่อีกฝ่ายจะปิดกั้นและไม่ยอมรับฟังได้ครับ


เทคนิคการสื่อสารข้อที่ 16: เปลี่ยนสัญชาตญาณให้เป็นคำพูด

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น

– อับราฮัม ลินคอร์น –

ไม่ใช่อาชีพ แต่เป็นชีวิตของผม

– สตีฟ จ็อบส์ –

คำพูดเหล่านี้เป็นคำพูดที่กินใจ เพราะมันสามารถสื่อไปถึงใจของหลายคนได้ แล้วเหตุผลอะไรที่ทำให้คำพูดเหล่านี้สื่อไปถึงใจของหลายคน หนึ่งในวิธีคือ “การเปลี่ยนสัญชาตญาณเป็นคำพูด”

ในสายมาร์เก็ตติ้งมีการใช้ศัพท์ว่าอินไซต์ (Insight) ซึ่งหมายถึงสัญชาตญาณเชิงลึกของผู้คนที่ยังไม่ถูกแปลงเป็นคำพูดหรือทำให้เป็นรูปธรรม ผู้เขียนยกตัวอย่างตอนที่เขาต้องตั้งชื่อให้หนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการงดอาหารวันละ 16 ชม. ซึ่งส่งผลให้ร่างกายสุขภาพดี เขาพบอินไซต์ว่า

  • มีหลายคนที่กินอาหารแล้วรู้สึกอ่อนเพลีย, ง่วงนอน
  • มีคนที่จริง ๆ แล้วไม่ได้อยากกินเยอะ แต่ต้องฝืนกินให้ครบ 3 มื้อต่อวัน
  • มีคนที่พอจะรู้ว่าการงดอาหารดีต่อร่างกาย

เขานำอินไซต์เหล่านี้มารวมกับหัวข้อในหนังสือ จนได้ชื่อหนังสือออกมาว่า “ท้องว่างคือยาวิเศษ” และหนังสือเล่มนั้นกลายเป็นหนังสือขายดี

นอกจากเทคนิคการสื่อสารทั้ง 16 เทคนิคแล้ว ผู้เขียนยังให้เกร็ดเล็กน้อย สำหรับนำไปปรับปรุงให้ตัวเองเป็นคนที่สื่อสารได้เก่ง โดยเขาบอกว่าอาวุธที่คนสื่อสารเก่งใช้ในการสนทนาคือ “ความใจดี” คนที่พยายามสื่อสารให้ถึงผู้อื่น และเอาใจใส่ผู้อื่นย่อมเป็นที่นิยมชมชอบใช่ไหมครับ ถึงจะบอกแบบนี้ แต่ผู้เขียนไม่ได้ให้เราไปขัดเกลาเมตตาธรรมหรอกนะครับ แค่พึงระลึกถึงความใจดีไว้ก็เพียงพอแล้ว

แต่หลายครั้งเวลาที่อีกฝ่ายไม่ยอมเข้าใจเรื่องที่เราจะสื่อสักที เราย่อมเกิดอารมณ์โมโหขึ้นได้ และความโมโหนี้จะสื่อไปถึงอีกฝ่ายทันที อีกฝ่ายอาจโมโหกลับมา วนเป็นวงจรที่ไม่เกิดประโยชน์ ทำให้เกิดความเครียดโดยไม่จำเป็น

ในเวลาแบบนี้แหละที่ความใจดีจะมาเป็นอาวุธของเรา เมื่อเริ่มเกิดความหงุดหงิดขึ้นให้ท่องไว้ในใจว่า “เราจะเป็นคนใจดี” จิตแพทย์ได้แนะนำวิธีจัดการความโกรธว่าให้มองอารมณ์โกรธ และความหงุดหงิดของตัวเอง เสมือนตัวเองเป็นคนนอก แล้วอารมณ์จะสงบไปเอง

อีกเทคนิคคือเมื่อเราอารมณ์ปรี๊ดขึ้นมาให้หายใจเข้าลึก ๆ 3 วินาที เวลาที่เราโกรธ ออกซิเจนจะไปเลี้ยงสมองน้อยลง เมื่อเราสูดหายใจเข้าลึก ๆ 3 วินาทีจะทำให้ออกซิเจนเข้าสู่สมองมากขึ้น ทำให้กลับมาใจเย็นลงได้อีกครั้งนั่นเองครับ

นอกจากนี้ยังมีวิธีดับโมโหด้วยไอศกรีม เวลาที่เรากินของหวานจะทำให้ค่าน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ช่วยให้เรามีความสุข และความเย็นของไอศกรีมจะทำให้เราใจเย็นลงได้ด้วยครับ

สำหรับผมอ่านจบแล้วได้ประโยชน์หลายอย่างจากหนังสือเล่มนี้ที่น่าจะเอาไปปรับใช้ในชีวิตได้ ใครสนใจอยากอ่านเนื้อหาแบบละเอียด สามารถหาซื้อมาอ่านได้ครับกับหนังสือ “พูดแบบนี้ไง ใคร ๆ ก็อยากฟัง” เขียนโดยทาคาฟุมิ คาคิอุจิ ตีพิมพ์เป็นภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์ O2 ราคา 295 บาท

สนใจหนังสือ พูดแบบนี้ไง ใคร ๆ ก็อยากฟัง

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/2VXLaHkF88
หรือซื้อแบบ ebook:
https://www.mebmarket.com
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

Related Articles

จิตวิทยาต่อรอง จะต้องพูดและทำอะไรในการต่อรองที่แพ้ไม่ได้

ในชีวิตประจำวันเราต้องพบเจอกับเรื่องมากมายที่ต้องอาศัยการเจรจาต่อรอง ไม่ว่าจะเป็นการต่อรองขอลดราคาสินค้า ต่อรองกับลูกค้า หรือต่อรองเพื่อขอขึ้นเงินเดือน เทคนิคการต่อรองมีสอนกันมานานแล้ว แต่เทคนิคเหล่านั้นเน้นไปที่การท่องจำประโยคสำเร็จรูป ทั้งที่จริง ๆ แล้วการเจรจาต่อรองเป็นเรื่องที่คาดการณ์ไม่ได้ เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับอารมณ์มากกว่าเหตุผลครับ ดังนั้นการต่อรองต้องมุ่งเน้นไปที่การจัดการกับอารมณ์ของอีกฝ่าย แทนที่จะยกเหตุผลต่าง...

จิตวิทยาชมคนให้ได้ใจ 100% วิธีพูดให้คนรู้สึกดีอย่างคนที่รู้หลักจิตวิทยา

การได้รับคำชมที่น่าประทับใจแค่ครั้งเดียว สามารถเปลี่ยนแปลงคนเราได้มากกว่าการได้รับคำแนะนำ 10 ครั้ง การชมรูปลักษณ์ภายนอกหรือผลงานของอีกฝ่าย ถือเป็นการชมที่ยอดเยี่ยม แต่การชมสิ่งเหล่านั้นเพียงแค่ผิวเผินจะสร้างความประทับใจได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่หนังสือเล่มนี้จะแนะนำวิธีชมที่สร้างความประทับใจและตึดตรึงอยู่ในความทรงจำของอีกฝ่ายครับ ไอติมอ่าน ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ “วิธีพูดให้คนรู้สึกดีอย่างคนที่รู้หลักจิตวิทยา”...

เล่าเรื่องสไตล์พิกซาร์ เสริมพลังให้ธุรกิจคุณ ด้วยเรื่องเล่าที่ทรงพลัง

หากพูดถึงสตูดิโอสร้างภาพยนตร์แอนนิเมชันอันดับหนึ่งในใจของหลายคนคงเป็นค่ายพิกซาร์ ที่มีผลงานกินใจอย่าง Toy Story, Monster Inc., Finding Nemo, Cars, Ratatouille, UP และอื่น...

ทักษะคุยเล่นของคนที่ประสบความสำเร็จระดับโลก อย่าเป็นคนเก่งที่คุยไม่เป็น

เวลาได้ยินคำว่า “การคุยเล่น” คุณจะนึกถึงอะไรครับ นึกถึงการพูดคุยเรื่องไร้สาระอย่างสนุกสนานหรือเปล่าครับ? แต่หนังสือเล่มนี้จะมาเปลี่ยนความคิดคุณว่าการคุยเล่นไม่ใช่เรื่องไร้สาระ ไอติมอ่าน ep นี้จะมาแนะนำเนื้อหาในหนังสือ “อย่าเป็นคนเก่งที่คุยไม่เป็น” ทักษะคุยเล่นของคนที่ประสบความสำเร็จระดับโลก เขียนโดยยาซุดะ ทาดาชิ...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!