จิตวิทยาตีเนียน วิธีร้ายเงียบที่เอาไว้ใช้จัดการคนน่ารำคาญในที่ทำงาน

Share
Share

ไอติมอ่าน ep นี้มาแนะนำหนังสือ “จิตวิทยาตีเนียน เพื่อจัดการคนน่ารำคาญ” หนังสือที่จะมาสอนเทคนิคจิตวิทยาร้ายเงียบที่ใช้จัดการปัญหาในที่ทำงานแบบบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น ครอบคลุมเทคนิคที่ใช้ได้กับทั้งหัวหน้า, ลูกน้อง, เพื่อนร่วมงาน และลูกค้า

จากการสำรวจพบว่าสามารถแบ่งความตึงเครียดในการทำงานออกเป็น 3 เรื่องใหญ่ ๆ ได้แก่ ปริมาณงาน, คุณภาพงาน และความสัมพันธ์กับผู้อื่น คุณอิโนะอุเอะ โทโมะสุเกะ จิตแพทย์ชาวญี่ปุ่นผู้เขียนหนังสือเล่มนี้กล่าวว่า ตลอดชีวิตการทำงาน มีคนมาขอคำปรึกษาจากเขากว่า 10,000 คน มีน้อยคนมากที่มาปรึกษาเขาด้วยเรื่องปริมาณงานหรือคุณภาพงาน เพราะสองเรื่องนี้สามารถเอาไปปรึกษากับเพื่อนร่วมงานหรือคนรอบตัวได้ แต่เรื่องความสัมพันธ์กับคนอื่นเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยาก และหลายคนทนทุกข์กับเรื่องนี้เป็นเวลานาน


เหตุผลที่คนจำนวนมากทุกข์ใจเรื่องความสัมพันธ์กับคนในที่ทำงานมีอยู่ 2 เหตุผลคือ

  1. เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนคนอื่นได้ง่าย ๆ
  2. เพราะความสัมพันธ์กับผู้อื่นเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้

ปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับผู้อื่นเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา ต่างจากปริมาณและคุณภาพงาน ส่วนใหญ่จึงถูกมองว่าเป็นปัญหาส่วนตัว แม้จะนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับหัวหน้าแล้วก็ตาม ซึ่งปัญหาความสัมพันธ์เหล่านี้อาจเกิดจากคนน่ารำคาญในที่ทำงาน มาลองเช็กดูว่าในที่ทำงานของคุณมีคน 5 แบบต่อไปนี้หรือเปล่า

1. คนขี้นินทา

ไม่ว่าใครต่างก็เคยพูดเรื่องคนอื่น แต่คนขี้นินทามักจะนินทาให้ร้าย และพูดลับหลังถึงใครบางคนอยู่เสมอ แม้คุณจะไม่ใช่คนที่ถูกนินทา แต่การเจอคนแบบนี้ทุกวันก็เหมือนโดนสูบพลัง ดังนั้นต้องระวังคนแบบนี้ให้ดี

2. คนชอบอวดเบ่ง

คนแบบนี้มักพูดโอ้อวดตัวเองให้ฟัง และในทางกลับกันจะชอบพูดกดคนอื่นให้คุณฟัง หรือขัดจังหวะเวลาคุณพูด แล้วเกทับด้วยว่า “แค่นั้นไม่เท่าไหร่หรอก ฉันน่ะเจอมายิ่งกว่านั้น” การเจอคนแบบนี้ทุกวัน ทำให้อึดอัดไม่ใช่น้อย

3. คนชอบล่วงละเมิด

แม้ยุคนี้จะให้ความสำคัญเรื่องการล่วงละเมิดมากขึ้น แต่ยังมีอีกหลายคนที่ทำพฤติกรรมแบบนี้จนติดเป็นนิสัย โดยที่พวกเขาไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำร้ายจิตใจผู้อื่น หรือกำลังทำให้ผู้อื่นไม่สบายใจ คนประเภทนี้จึงเป็นคนที่กดดันให้คนรอบข้างทุกข์ทรมานมากที่สุด

4. คนชอบบงการ

คนประเภทนี้ชอบใช้อำนาจละเมิดลูกน้อง หรือผู้ที่มีตำแหน่งต่ำกว่า ส่วนใหญ่มักเรียกร้องให้อีกฝ่ายทำในสิ่งที่เกินรับไหว เมื่อพิจารณาแล้วคุณอาจพบว่ารอบตัวคุณมีคนประเภทนี้เยอะเลย

5. คนชอบปัดความรับผิดชอบ

คนประเภทนี้อาจพบเห็นได้ทั่วไป อาจเป็นเพื่อนร่วมงานที่ชอบผลักความรับผิดชอบให้คนอื่นที่ไม่มีปากมีเสียง ดังนั้นคุณต้องปกป้องตัวเอง เพื่อที่เขาจะได้ไม่ปัดความรับผิดชอบมาให้


ถ้ามีคนเหล่านี้อยู่ในที่ทำงาน ไม่ใช่แค่คนรอบข้างที่จะรู้สึกไม่ชอบใจ แต่ยังทำให้บรรยากาศในที่ทำงานย่ำแย่ด้วย วิธีที่ง่ายและได้ผลดีที่สุดในการรับมือกับคนเหล่านี้คือ การเว้นระยะห่าง ตามคำโบราณที่ว่า “อย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน” แต่ในความเป็นจริงเราไม่อาจเว้นระยะห่างกับทุกคนได้ ในหนังสือจิตวิทยาตีเนียนเล่มนี้ได้แนะนำเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ช่วยให้เข้าใจภูมิหลังทางจิตวิทยาของคนเหล่านี้ บวกกับเทคนิคการเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมของคุณสักหน่อย เท่านี้คุณก็จะรู้สึกสบายใจมากขึ้นและไม่เจ็บปวดอีกต่อไป

ถ้าต้องอยู่กับคนน่ารำคาญต้องทำยังไง เรามักจะคิดว่าอยากเปลี่ยนแปลงคนน่ารำคาญ อยากแก้ไขนิสัยไม่ดีของเขา แต่คนเหล่านี้คงเปลี่ยนอะไรไม่ได้ ไม่เพียงแค่คุณจะเสียทั้งเวลาและพลังงานเท่านั้น ในกรณีเลวร้ายที่สุดยังอาจทำให้เกิดรอยร้าวในความสัมพันธ์โดยไม่จำเป็น สิ่งสำคัญในการอยู่ร่วมกับคนน่ารำคาญคือ การเข้าใจว่าอีกฝ่ายเป็นคนแบบไหน เพื่อให้รับมือกับพวกเขาได้อย่างราบรื่น เรามาวิเคราะห์คนน่ารำคาญทั้ง 5 แบบอย่างทะลุปรุโปร่งกันครับ

1. คนขี้นินทา

คนเหล่านี้จะไม่ยอมให้ใครโดดเด่นกว่าตัวเอง ทั้งเรื่องการทำงานไปจนถึงรูปลักษณ์ภายนอก และจะแสดงออกอย่างสุดโต่งกับคนที่พวกเขามองว่าแย่กว่าตัวเอง พวกเขาจะพยายามดึงคนที่ตัวเองสู้ไม่ได้ให้ตกต่ำลงมาโดยการพูดลับหลัง

2. คนชอบอวดเบ่ง

คนเหล่านี้ยับยั้งใจไม่ให้เรียกร้องความสนใจไม่ได้ พวกเขาอยากให้คนอื่นคิดว่าตัวเองเป็นคนยอดเยี่ยมหรือเป็นคนพิเศษ จริง ๆ แล้วพวกเขาหลงตัวเองเป็นทุนเดิม ประเมินตัวเองและมองความสามารถของตัวเองสูงเกินไป พวกเขามีปมด้อยและกังวลอย่างมาก จึงพยายามทำให้คนรอบข้างยอมรับว่าตัวเองดีเลิศเกินความจำเป็น

3. คนชอบล่วงละเมิด

ในที่นี้การล่วงละเมิดคือ การทำสิ่งที่อีกฝ่ายไม่ชอบ คนประเภทนี้คล้ายกับคนชอบอวดเบ่ง แม้ปัจจุบันจะตระหนักถึงปัญหาการล่วงละเมิด แต่ก็มีคนหัวเก่าที่รู้สึกว่าตัวเองก็ทำแบบนี้เป็นปกติมาตลอด หรือพูดว่าแค่หยอก ๆ ไม่ได้ตั้งใจ คนประเภทนี้นอกจากต้องการเรียกร้องความสนใจหรือหลงตัวเองแล้ว ยังเป็นพวกที่ขาดความเห็นอกเห็นใจและขาดความสามารถในการคาดเดาความรู้สึกของคนอื่นอีกด้วย

4. คนชอบบงการ

คนเหล่านี้คิดว่าโลกหมุนรอบตัวเอง เชื่อว่าคนรอบข้างต้องเสียสละเพื่อเขา

5. คนชอบปัดความรับผิดชอบ

คนเหล่านี้กลัวว่าตัวเองจะถูกโกรธ จึงผลักความรับผิดชอบให้คนอื่นแทน บางคนเป็นคนที่มีอัตตาสูง เคยประสบความสำเร็จมาเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่คิดไปเองว่า “ฉันไม่มีทางทำผิดพลาดหรอก” คนเหล่านี้จึงผลักภาระให้ผู้อื่น เพราะคิดว่าความสำเร็จต้องมาจากฉัน ส่วนความล้มเหลวนั้นมาจากคนอื่น


รู้ไหมครับว่าเป้าหมายของคนน่ารำคาญเหล่านี้ไม่ใช่จะเป็นใครก็ได้ พวกเขาจะเลือกคนที่ใช้งานได้สะดวก หรืออาจเป็นคนที่ไม่มีปากมีเสียง รวมทั้งคนที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหาตามมาทีหลัง ซึ่งคนที่ถูกเลือกเป็นเป้าหมายมักมีจุดร่วมเหมือนกันคือ คนที่คิดว่าต้องรักษาความราบรื่นในความสัมพันธ์กับผู้อื่น แม้ต้องเสียสละตัวเองก็ตาม จึงไม่อยากมีปากมีเสียงไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร

คนที่ทุกข์ใจเรื่องความสัมพันธ์มักเป็นคนจิตใจดี มักคิดว่าแม้ตัวเองจะโดนทำร้ายบ้างก็ไม่เป็นไร ดังนั้นเวลาที่ตกเป็นเหยื่อของคนน่ารำคาญ จึงถูกทำร้ายจิตใจอย่างเต็มที่ คุณไม่จำเป็นต้องฝืนทำตัวสนิทสนมกับใคร หรือไม่ต้องพยายามทำตัวไม่ให้มีใครเกลียด สิ่งที่ผู้เขียนอยากบอกคือ เราไม่สามารถเป็นที่รักของทุกคนได้

หนังสือได้แนะนำวิธีรับมือกับคนน่ารำคาญที่อยู่ในสถานะต่าง ๆ ทั้งหัวหน้าที่น่ารำคาญ, ลูกน้องที่น่ารำคาญ, เพื่อนร่วมงานที่น่ารำคาญ และลูกค้าที่น่ารำคาญ เรามาดูวิธีรับมือกับคนน่ารำคาญทีละแบบ เริ่มจากหัวหน้าที่น่ารำคาญครับ

ที่ทำงานไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัว ดังนั้นถึงไม่อยากเจอคนที่ไม่ชอบ แต่ก็เลี่ยงได้ยาก ผู้เขียนได้แนะนำตั้งแต่ต้นว่าวิธีรับมือกับคนน่ารำคาญที่ดีที่สุดคือ การเว้นระยะห่าง หากคุณมีหัวหน้าที่น่ารำคาญ จ้องเอาเปรียบและโยนความผิดให้คุณ ก่อนอื่นลองปรึกษาผู้บริหารที่ตำแหน่งสูงกว่าหัวหน้าคนนั้นดู หรือปรึกษาฝ่ายบุคคลเพื่อลองขอยื่นเรื่องย้ายแผนกดู

แต่ถึงขอคำปรึกษาไปแล้ว อาจใช้เวลานานกว่าจะได้รับการแก้ไข ผู้เขียนได้แนะนำเทคนิคป้องกันตัวจากหัวหน้าที่ทำได้ง่าย ๆ เทคนิคแรกคือ ระหว่างที่สนทนาด้วย ควรตอบโต้ให้น้อยที่สุด ไม่ทำตามความต้องการของอีกฝ่ายอย่างว่าง่าย ถ้าคุณยอมตอบรับเป็นประจำ อีกฝ่ายจะใช้ประโยชน์จากความใจอ่อนของคุณ แล้วเรียกร้องจากคุณมากขึ้นเรื่อย ๆ

เทคนิคต่อมาเป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้เป็นคนมีจิตใจเข้มแข็ง ไม่ทำตัวให้ดูรู้ว่าเราเป็นคนขาดความมั่นใจ โดยสามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ จากการเปลี่ยนน้ำเสียงที่ใช้พูดให้ทุ่มต่ำและพูดช้า ๆ ซึ่งไม่เพียงแค่ให้ภาพลักษณ์ที่ดูสุขุมใจเย็น แต่ยังให้ความรู้สึกน่าเกรงขามที่ทำให้คนอื่นไม่กล้ามายุ่มย่าม

นอกจากนี้ระหว่างที่คุยกันควรสบตาอีกฝ่าย เพราะถ้าไม่ยอมสบตา อีกฝ่ายจะคิดว่าเรากลัวและขาดความมั่นใจ บางคนอาจคิดว่าหากสบตาอีกฝ่ายอยู่ตลอดอาจถูกเข้าใจผิด จะใช้วิธีละสายตาทุก ๆ 10 วินาทีก็ได้ หรือหากกลัวอีกฝ่ายจนไม่กล้ามองตา ให้มองที่หว่างคิ้วของเขาแทน

หากหัวหน้าโยนงานที่นอกเหนือความรับผิดชอบของคุณมาให้ ในเวลาแบบนี้คุณควรพูดว่า “อาจไม่ค่อยสะดวกนะครับ” หรือให้บอกถึงความตั้งใจว่าอยากทำ แต่คงทำให้เสร็จภายในวันที่อีกฝ่ายต้องการไม่ได้ เช่น “ผมก็อยากรับปากนะครับ แต่กำลังติดงานอื่นอยู่ คงทำให้เสร็จได้ภายในวันจันทร์หน้าครับ”

คุณไม่จำเป็นต้องสร้างความประทับใจที่ดีแก่หัวหน้าที่ชอบเอาเปรียบ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องสร้างความประทับใจที่แล้วร้ายแทน สิ่งที่คุณควรทำคือรักษามารยาทเพื่อเป็นพื้นฐานในการเข้าสังคม เพื่อไม่เปิดช่องให้อีกฝ่ายจับผิดเราได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรักษาเวลาและกล่าวทักทาย ถือว่าเป็นมารยาทพื้นฐานที่สุด หากละเลยคุณอาจตกเป็นประเด็นในวงสนทนา และสูญเสียความไว้วางใจจากเพื่อนร่วมงานได้


วิธีรับมือกับลูกน้องที่เป็นปัญหา

เรื่องนี้อาจพบได้ไม่บ่อยเท่าลูกน้องที่ทุกข์ใจเพราะหัวหน้า แต่ก็มีหัวหน้าอยู่จำนวนไม่น้อยที่รู้สึกลึก ๆ ว่าความสัมพันธ์ของตัวเองกับลูกน้องไม่ราบรื่น หากเทียบกันแล้วหัวหน้าถือว่าอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบกว่าลูกน้อง ดังนั้นคนจึงคิดว่าถึงมีปัญหาจะไม่แก้ก็ได้ แต่หากคนเป็นหัวหน้าปิดหูปิดตา ลูกน้องที่คับข้องใจอาจระเบิดอารมณ์ออกมาในที่สุด เมื่อคุณรู้สึกว่าเข้ากับลูกน้องไม่ได้ หรือรู้สึกรำคาญลูกน้อง ก็จำเป็นต้องหามาตรการรับมือแล้ว

ก่อนอื่นคุณต้องดูให้แน่ใจก่อนว่าลูกน้องคนนั้นเป็นคนน่ารำคาญจริงหรือเปล่า บางทีคุณอาจไม่รู้ว่าลูกน้องต้องการอะไร ตัวอย่างเช่นคุณอาจเป็นคนที่ต้องการบรรลุเป้าหมายสูงสุดในชีวิตด้วยการทำงาน และคิดว่าลูกน้องต้องคิดแบบเดียวกับคุณ แต่ลูกน้องอาจไม่ได้คิดอย่างนั้นเสมอไป

เมื่อเป็นพนักงานบริษัท ความรับผิดชอบที่ต้องทำอยู่แล้วคือการสร้างผลงานผ่านการทำงาน การบังคับคนที่ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีอยู่แล้ว ให้อุทิศตนและทำเกินหน้าที่ ถือเป็นการใช้อำนาจล่วงละเมิด ดังนั้นคุณต้องรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองปรารถนา ไม่ใช่สิ่งที่ลูกน้องปรารถนาเสมอไป บางคนมองว่าการทำงานเป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต

เมื่อคุณพิจารณาดูแล้วว่าลูกน้องคนนั้นเป็นปัญหาจริง ๆ ลองมาดูวิธีการจัดการที่ผู้เขียนแนะนำกันครับ


วิธีรับมือกับลูกน้องที่ไม่ฟังสิ่งที่คนอื่นพูด

บางคนยึดติดกับวิธีการของตัวเอง โดยไม่ฟังคำแนะนำของหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน ทั้งที่ตัวเองก็ไม่มีประสบการณ์ คนประเภทนี้มีความเย่อหยิ่งสูง และมักทำงานแบบดันทุรัง ถ้าคุณปล่อยให้เขาทำตามใจตัวเองจะถือเป็นการให้ความสำคัญผิด จนทำให้คนรอบข้างเดือดร้อน

วิธีรับมือกับลูกน้องประเภทนี้คือ ให้เขารายงานความคืบหน้าเป็นระยะ และอธิบายเหตุผลให้เขาเข้าใจด้วย ตัวอย่างคำพูดเช่น

“ในกรณีที่เกิดปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อองค์กร ผมที่เป็นหัวหน้าต้องอธิบายสถานการณ์และเป็นผู้รับผิดชอบ ดังนั้นจึงอยากให้คุณรายงานความคืบหน้าเป็นระยะ เพื่อที่จะได้รู้ว่าเราเข้าใจตรงกัน”

แทนที่จะบังคับให้เขาทำตาม คุณควรแนะนำทิศทางการทำงาน พร้อมกับให้เกียรติลูกน้องไปพร้อมกันด้วย


วิธีรับมือเมื่อลูกน้องพูดเรื่องไม่ดี หรือเรื่องที่ทำให้หมดอารมณ์ทำงาน

คนที่ทำให้คนรอบข้างหมดกำลังใจ มักไม่รู้ว่าพฤติกรรมของตัวเองส่งผลเสียต่อคนรอบข้าง เขาคิดว่า “ฉันแค่พูดเรื่องจริงเท่านั้นเอง” ดังนั้นต้องทำให้เขาเข้าใจก่อนว่า ตราบใดที่ยังทำให้คนอื่นรู้สึกไม่ดี การกระทำของเขาที่ส่งผลเสียต่อคนทั้งทีมนั้นถือว่าเป็นปัญหา

การจะสอนลูกน้องประเภทนี้ คุณจะถูกต่อต้านอยู่ดี ดังนั้นควรพยายามกระตุ้นให้พวกเขาปรับปรุงตัวด้วยการทำให้รู้ว่าคนที่เสียประโยชน์คือตัวเขาเอง จงบอกเขาว่า ไม่ใช่แค่คนที่ฟังเท่านั้นที่จะเสียความรู้สึก แต่เขายังทำให้บรรยากาศการทำงานแย่ลง และถึงแม้เขาจะพยายามทำงานอย่างหนัก แต่ภาพลักษณ์ของเขาในสายตาคนรอบข้างก็จะแย่ลงอยู่ดี


วิธีรับมือกับลูกน้องที่ไม่ยอมทำตามคำสั่ง

คนเป็นหัวหน้าอาจคิดว่าคำสั่งของหัวหน้าถือเป็นคำขาด แต่คนทำงานในยุคนี้ถ้าไม่รู้เหตุผลของงานที่ตัวเองทำ หรือมองไม่เห็นเป้าหมาย บางคนก็จะไม่เกิดแรงจูงใจ ไม่อยากทำงาน หรือทำงานไม่ได้

ลูกน้องอาจไม่ได้ตั้งใจขัดคำสั่ง แค่ลูกน้องอาจไม่เข้าใจจุดประสงค์ของหัวหน้า ดังนั้นหัวหน้าต้องอธิบายจุดประสงค์ของงานอย่างรอบคอบเพื่ออุดช่องว่างนี้

เวลาคุณออกคำสั่งต้องอธิบายภาพรวมของงาน บอกให้รู้ว่าทำไมต้องสั่งแบบนี้ ทำไมต้องเป็นเขาที่เป็นคนทำ จุดประสงค์ที่เป็นรูปธรรมคืออะไร และในอนาคตเขาจะได้อะไรจากการทำงานนี้ วิธีเหล่านี้ช่วยให้ลูกน้องทำงานได้อย่างสบายใจ


ทำยังไงจึงจะไม่ถูกเพื่อนร่วมงานเอาเปรียบ

เมื่อคนจำนวนหนึ่งมารวมตัวกันเพื่อทำอะไรบางอย่าง จะเกิดพลังงานที่เรียกว่า “แรงกดดันจากคนหมู่มาก” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มความสามัคคีในหมู่คณะ เช่น “เมื่อไหร่ที่บริษัทลำบาก พวกเรามาลำบากด้วยกันเถอะ” แต่ถ้ามีมากเกินไป อาจเป็นสาเหตุให้เกิดความอึดอัด

บางคนทำงานหนักจนอ่อนล้าและป่วย แต่ก็ไม่กล้าลาหยุด เพราะคิดว่า “ขณะที่ทุกคนกำลังลำบาก หากฉันลาหยุด คนอื่นจะคิดว่าฉันเอาเปรียบหรือเปล่านะ” นี่เป็นตัวอย่างที่พบได้ทั่วไปของการถูกแรงกดดันจากคนหมู่มากควบคุม หากคุณปรับตัวและยอมทำทุกอย่างโดยไม่กล้าปฏิเสธ คุณจะเริ่มถูกเพื่อนน่ารำคาญเรียกใช้wfhอย่างสะดวก

ผู้เขียนแนะนำให้รักษาระยะห่างที่เหมาะสมกับเพื่อนร่วมงาน โดยระยะห่างที่ว่านี้ไม่จำเป็นต้องทำให้เท่ากันสำหรับทุกคน ระยะห่างที่เหมาะสมสำหรับคนในที่ทำงานคือระยะห่างที่ไม่ใกล้หรือไกลเกินไป เป็นระยะห่างที่ไม่ก่อให้เกิดความตึงเครียด ทั้งกับเราและอีกฝ่าย

สำหรับคนในที่ทำงาน การคุยด้วยแค่เรื่องงานตามบทบาทหน้าที่ของกันและกันก็เพียงพอแล้ว ถ้าอยากสนิทสนมกับอีกฝ่ายมากขึ้น คุณสามารถเข้าหาเขานอกเหนือจากหน้าที่การงานได้ ด้วยการไปกินมื้อเที่ยง หรือเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวเองให้เขาฟัง

กับคนที่น่ารำคาญหรือคนที่เข้ากับเราไม่ได้ ผู้เขียนแนะนำให้ใช้วิธีคิดว่า “เขาจะเกลียดเราและไม่เข้ามาชวนคุยก็ไม่เป็นไร” ทางลัดในการหลีกเลี่ยงการยุ่งเกี่ยวกับคนน่ารำคาญคือ ทำให้เขาคิดว่า “ไอ้นี่ไม่เป็นมิตรเลยแฮะ” ถ้าคุณลดโอกาสในการพูดคุยกับคนน่ารำคาญได้ ความตึงเครียดจากการสื่อสารก็จะลดน้อยลงไปด้วย

ถ้าคุณรู้สึกว่าคนน่ารำคาญล้ำเส้นเข้ามาเกิดจุดที่คุณสะดวกใจแล้ว ให้ลองเปลี่ยนท่าที โดยระหว่างที่เขาพูดให้แสดงท่าทีว่าเราไม่ได้สนิทกัน และไม่อยากให้เขาเข้ามาใกล้ เช่น เบนสายตาไปทางอื่น กอดอก หรือไม่สบตา เป็นต้น


วิธีปฏิเสธโดยไม่ทำให้อีกฝ่ายเสียน้ำใจ

ผู้เขียนได้แนะนำ 3 ขั้นตอนดังนี้

  1. แสดงความขอบคุณ
  2. บอกเหตุผลและกล่าวขอโทษ
  3. บอกว่าไว้โอกาสหน้า

สมมุติว่ามีเพื่อนร่วมงานมาขอให้คุณช่วยทำงาน ทั้งที่ใกล้จะถึงเวลาเลิกงานแล้ว คุณอาจปฏิเสธด้วยประโยคที่ว่า

“ขอบคุณที่มาขอให้ผมช่วยนะครับ แต่ผมมีนัดกับเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอกันนาน ต้องขอโทษจริง ๆ ไว้คราวหน้าลองมาถามใหม่นะครับ”

เมื่อปฏิเสธผู้อื่นด้วย 3 ขั้นตอนตามนี้ แม้คุณจะไม่ได้ให้ความร่วมมือช่วยเหลือ แต่คุณยังมีภาพลักษณ์เป็นคนอ่อนน้อม และอีกฝ่ายสามารถยอมรับคำปฏิเสธด้วยความรู้สึกว่า “ถ้างั้นก็ไม่เป็นไรแล้วกัน”


วิธีรับมือกับเพื่อนร่วมงานที่ชอบอวดเบ่ง

คนที่ชอบอวดเบ่งคือ คนที่ขาดความมั่นใจในตัวเองและมีความกังวลอยู่ในใจ คนแบบนี้มีทั้งแบบที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ส่วนใหญ่พยายามรักษาความภาคภูมิใจ ด้วยการเล่าเรื่องอวดเบ่ง และกลบปมด้อยตัวเองโดยการดูถูกคนอื่น

ถ้าคนประเภทนี้มองว่าคุณเป็นคู่แข่ง เขาจะพยายามอวดสรรพคุณว่าตัวเองเหนือกว่า ถ้าคุณตอบโต้เขาตรง ๆ เขาก็จะตอบโต้กลับมาหนักขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งสู้คุณยิ่งเสียพลังโดยใช่เหตุ ดังนั้นคุณแค่ทำเป็นรับฟัง ฟังแบบปล่อยผ่าน แล้วรอให้เขาเลิกไปเอง

ช่วงแรกอาจรู้สึกยากที่ต้องฟังแบบปล่อยผ่าน เป้าหมายของคนที่ชอบอวดเบ่งคือ พูดจายั่วยุกวนประสาทเพื่อให้คุณรำคาญและตอบโต้ เพราะพวกเขาสนุกกับการโต้เถียงกับคุณ เมื่อไหร่ที่เขาเริ่มพูดอวดเบ่ง ให้พยายามตั้งสติ อย่าสนใจคำพูดเหล่านั้น


วิธีรับมือกับเพื่อนร่วมงานที่ชอบโยนความผิด

คนแบบนี้ต้องระวัง เพราะการอดทนช่วยแก้ปัญหาไม่ได้ คนที่ชอบโยนความผิดจะคิดว่าการขอโทษเป็นการยอมรับความผิดพลาด และการยอมรับความผิดพลาดทำให้คุณค่าความเป็นมนุษย์ลดต่ำลง จึงจะไม่ยอมขอโทษใครเด็ดขาด ทั้งที่ความผิดพลาดด้านการทำงาน ไม่เกี่ยวข้องกับคุณค่าความเป็นมนุษย์เลยก็ตาม

วิธีรับมือไม่ให้ตกเป็นเหยื่อที่จะโดนโยนความผิดให้ ต้องเริ่มจากป้องกันไว้ตั้งแต่แรก โดยการไม่รับคำสั่งปากเปล่า ต้องสั่งงานกันแบบมีลายลักษณ์อักษร ไม่ว่าจะผ่านอีเมลหรือโปรแกรมแชตก็ได้ เมื่อเราทิ้งหลักฐานว่าขอบเขตความรับผิดชอบของเรามีอะไรบ้างก็หายห่วงแล้ว

นอกจากนี้พยายามหลีกเลี่ยงการสื่อสารกันแบบตัวต่อตัวเพียงสองคน ถ้าจะพูดคุยกับเขาให้หาบุคคลที่สามเข้ามาเอี่ยว หากมีปัญหาเกิดขึ้นภายหลัง เราจะได้มีพยานบุคคล


วิธีรับมือกับเพื่อนร่วมงานที่เลือกทำแค่สิ่งที่ตัวเองถนัด แล้วโยนงานอื่นให้เราทำ

แต่ละคนมีงานที่ตัวเองถนัดและไม่ถนัด งานที่ชอบและไม่ชอบ แต่คนประเภทนี้จะเลือกทำแค่งานที่ตัวเองอยากทำ แล้วให้คนอื่นทำสิ่งที่เหลือ กรณีนี้ให้ปรึกษาหัวหน้างานอย่างไม่ต้องลังเล เพราะหัวหน้ามีหน้าที่กระจายงานอยู่แล้ว

คนที่เลือกทำแต่งานที่ตัวเองอยากทำนั้นมีจุดประสงค์บางอย่าง อาจเพราะเป็นงานที่สะดวกสบายสำหรับเขา หรือเป็นงานที่ทำแล้วส่งผลให้การประเมินออกมาดี ไม่ว่าจะอย่างไหนคุณไม่ควรให้เขาทำเฉพาะสิ่งที่อยากทำ แล้วโยนงานอื่นให้คนอื่น

วิธีรับมือกับลูกค้าที่เรียกร้องอย่างไม่สิ้นสุด

หลายคนทุกข์ใจเพราะลูกค้าเจ้าปัญหา สาเหตุมาจากแนวคิด “ลูกค้าคือพระเจ้า” และ “คนจ่ายเงินคือคนถูกเสมอ” ยิ่งยุคนี้เป็นยุคโซเชียลที่ทุกอย่างแพร่เร็วมาก แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ ก็อาจถูกลูกค้าขู่ว่าจะเอาไปประจานในโซเชียล เมื่อปล่อยให้เป็นแบบนี้ ลูกค้าคนอื่นจะพากันทำตาม

สิ่งที่ผู้เขียนแนะนำคือ ควรใช้เวลาโต้ตอบกับลูกค้าแบบตัวต่อตัวเพียง 10 นาทีเท่านั้น ลูกค้าประเภทเจ้าปัญหาจะเรียกร้องต่อไป จนกว่าเราจะทำตามความต้องการของเขา ซึ่งการมองไม่เห็นจุดจบของสถานการณ์ที่น่าปวดหัว ค่อนข้างสร้างความทุกข์ทรมานทางจิตใจมากทีเดียว

เมื่อคุณรับมือกับลูกค้าเจ้าปัญหาครบ 10 นาทีแล้ว ให้บอกลูกค้าว่า “ขออนุญาตเปลี่ยนให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงมาเจรจานะครับ” แล้วให้หัวหน้าเข้ามาคุย ถ้าหัวหน้าเจรจาเป็นเวลา 10 นาทีแล้ว ให้เสนอแนะไปว่า “ผมขอนำความเห็นของคุณลูกค้าส่งต่อไปให้สำนักงานใหญ่ ขอความกรุณาคุณลูกค้ามาติดต่อใหม่วันหลังได้ไหมครับ”

ลูกค้าเจ้าปัญหาเหล่านี้เป็นคนที่ใช้อารมณ์เป็นหลัก ดังนั้นในสถานการณ์ที่เขาหัวร้อน ถึงคุณพูดอะไรไปเขาก็ไม่รับฟัง คุณควรบอกให้เขาเลือกวันอื่น เป็นการรอให้เขาใจเย็นลงโดยใช้เวลาเป็นตัวช่วย

สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อรับมือกับลูกค้าเจ้าปัญหาคือ ไม่ว่าจะกลัวแค่ไหนก็อย่าตื่นตระหนกหรือทำตัวลนลานเด็ดขาด ให้พยายามแสดงท่าทีเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ถ้าอีกฝ่ายเห็นว่าคุณดูอ่อนแอ เขาจะพูดสั่งสอนไม่หยุด

อีกสิ่งที่ไม่ควรทำคือ การพยายามทำให้ลูกค้าที่กำลังโกรธใจเย็นลง เพราะการทำอะไรที่เป็นการพยายามปลอบใจ จะยิ่งทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุณกำลังควบคุมความโกรธของเขา ดังนั้นทางที่ดีคุณควรตั้งใจฟังสิ่งที่อีกฝ่ายพูด ให้อีกฝ่ายระบายออกมาให้หมดว่าทำไมถึงโกรธ แม้จะรู้สึกว่าไม่สมเหตุสมผลก็อย่าโต้เถียง

ถ้าลูกค้าโกรธจัดจนพูดด้วยไม่รู้เรื่อง แม้คุณจะพยายามทำความเข้าใจ และเปลี่ยนคนมารับมือแทนแล้ว แต่ถูกค้าก็ยังโกรธไม่หยุด ให้พูดประโยคหนึ่งที่ใช้ได้ผลทันทีในสถานการณ์แบบนี้ นั่นคือ “ทางเราต้องขอปรึกษากับทนายของบริษัทก่อนนะครับ”

แม้บริษัทของคุณจะไม่มีทนาย แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะจุดประสงค์คือการตัดบทสนทนาด้วยการทำให้อีกฝ่ายชะงักกับคำว่าทนาย และถ้าแกล้งทำเป็นขอข้อมูลส่วนตัวของอีกฝ่ายว่า “หากได้เรื่องจากทนายแล้ว ผมจะติดต่อกลับไปนะครับ รบกวนขอข้อมูลติดต่อของคุณลูกค้าไว้ได้ไหมครับ” แบบนี้จะเป็นการสร้างแรงกดดันให้เขาได้มากยิ่งขึ้น


ความสัมพันธ์กับคนในที่ทำงานเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ง่าย ๆ แต่อย่างไรก็ตาม คุณไม่จำเป็นต้องอดทนกับปัญหาหรือเรื่องยุ่งยากอยู่คนเดียว จนสภาพจิตใจทรุดโทรม ลองนำเทคนิคจากในหนังสือเล่มนี้ไปใช้ดู เพื่อรับมือกับปัญหาด้วยความพอดี โดยไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับปัญหาอย่างเต็มร้อยเสมอไป

ใครที่สนใจอยากรู้เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้เพิ่มเติม สามารถหามาอ่านได้ครับ กับหนังสือ “จิตวิทยาตีเนียน เพื่อจัดการคนน่ารำคาญ” หนังสือเขียนโดย อิโนะอุเอะ โทโมะสุเกะ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Amarin How to ราคา 255 บาท

สนใจหนังสือ จิตวิทยาตีเนียน (เพื่อจัดการคนน่ารำคาญ)

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/6VIQXBzecK
หรือซื้อแบบ ebook:
https://www.mebmarket.com
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

Related Articles

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน...

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing...

จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เปลี่ยนคนที่ยังลังเลให้ซื้อทันที

สินค้าดี มีคนสนใจ แต่ทำไมไม่มีคนซื้อ? บางทีอาจเป็นเพราะสมองของลูกค้าไม่ยอมให้ซื้อก็เป็นได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Brain Audit จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง...

ทำไม USJ ถึงทำรถไฟเหาะให้วิ่งถอยหลัง เบื้องหลังวิธีคิดที่พาธุรกิจผ่านวิกฤต ด้วยการใช้ไอเดียแทนเงิน

หากพูดถึงสวนสนุกระดับโลก นอกจาก Disneyland แล้ว ชื่อที่ตีคู่มาด้วยกันคือ Universal Studios ซึ่งในทวีปเอเชียของเรามีอยู่ 3 แห่ง คือในญี่ปุ่น สิงคโปร์...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!