ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน แกะวิธีคิดของคนรวยว่าเขาหาเงินและใช้เงินยังไง ถึงมีเงินเป็นล้าน

Share
Share

ไอติมอ่าน ep นี้มาแนะนำเนื้อหาในหนังสือ ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน เขียนโดย T. Harv Eker หนังสือเล่มนี้พูดถึงความคิดที่แตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจน ผู้เขียนบอกว่าทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องเงินสามารถเปลี่ยนแปลงกันได้ โดยผู้เขียนได้ยก 17 ข้อแตกต่างมาให้คนอ่านได้เห็น ผมสรุปรวบรัดมาเป็น 12 ข้อคิด

บอกเพื่อน ๆ ไว้ก่อนว่าผมอ่านเล่มนี้จบแล้วไม่ได้ชอบ เนื้อหาและทัศนคติของผู้เขียนในหนังสือเล่มนี้มีหลายส่วนที่ตกยุคไปแล้ว หนังสือวางขายตั้งแต่ปี 2005 เกือบ 20 ปีผ่านมาแล้ว แต่ถึงยังไงผมก็ขอสรุปออกมาให้เพื่อน ๆ ได้ฟังดังนี้ครับ

ข้อคิดที่ 1

คนรวยเชื่อว่าฉันกุมชะตาชีวิตของตัวเอง

คนจนเชื่อว่าฉันถูกลิขิตให้เป็นอย่างนั้น

ถ้าอยากรวยต้องเชื่อว่าตัวเราสามารถคุมบังเหียนชีวิตของตัวเองได้โดยเฉพาะเรื่องเงิน คนจนมักยอมจำนนต่อชีวิตเพราะคิดว่าตัวเองถูกลิขิตมาให้เป็นแบบนี้ และเลือกที่จะโยนความผิดใส่คนอื่นหรือสถานการณ์ต่าง ๆ โดยไม่หันมาดูตัวเอง

อีกอย่างคือคนจนชอบเป็นนักบ่น การบ่นไม่ดีต่อสุขภาพจิตและฐานะทางการเงินของตัวเอง เวลาที่ใครบ่น เขาคนนั้นจะพูดแต่เรื่องลบ ๆ ออกมา และเป็นการดึงดูดให้เรื่องลบเรื่องอื่น ๆ เข้ามาสู่ชีวิตของเขามากขึ้นอีก

คุณต้องดึงอำนาจของตัวเองกลับคืนมา ต้องเชื่อว่าตัวเราเป็นคนกำหนดชีวิตของตัวเอง ยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย


ข้อคิดที่ 2

คนรวยคิดการใหญ่

คนจนคิดการเล็ก

คน ๆ หนึ่งจะมีรายได้เท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับมูลค่าของเขาในตลาด โดยปัจจัยที่บ่งบอกมูลค่ามี 4 ปัจจัยคือ อุปสงค์, อุปทาน, คุณภาพ และปริมาณ โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อรายได้มากที่สุดคือปริมาณ ซึ่งหมายความถึงปริมาณงานที่คุณสามารถทำหรือให้บริการได้ ตัวอย่างเช่น ติวเตอร์กวดวิชา ยิ่งสอนนักเรียนกลุ่มใหญ่ เขาก็ยิ่งมีรายได้ต่อชั่วโมงมากขึ้น

เราทุกคนเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ เกิดมาพร้อมความสามารถบางอย่าง และนำพรสวรรค์หรือความสามารถนั้นไปแบ่งปันให้ผู้อื่น คนที่แบ่งปันพรสวรรค์และสร้างคุณค่าให้ผู้คนจำนวนมากได้ คน ๆ นั้นจะเป็นคนที่มีความสุข เพราะรู้สึกถึงคุณค่าของตัวเอง หากคุณอยากรวยต้องตั้งเป้าจะสร้างประโยชน์ให้กับคนจำนวนมาก การคิดใหญ่และทำการใหญ่จะนำไปสู่การมีทั้งเงินและความหมายในชีวิต


ข้อคิดที่ 3

คนรวยมุ่งความสนใจไปที่โอกาส

คนจนมุ่งความสนใจไปที่อุปสรรค

คนรวยรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ในชีวิตของตัวเอง ทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความคิดที่ว่า “มันต้องได้ผลแน่ เพราะฉันจะทำให้มันได้ผล” คนรวยคาดหวังความสำเร็จ เพราะเขาเชื่อมั่นในความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง หรือหากเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้น พวกเขาก็สามารถหาวิธีแก้ไขได้

คนรวยกล้าเสี่ยงเพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จ แต่พวกเขาก็ศึกษาอย่างรอบคอบเพื่อจำกัดความเสี่ยงให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด พวกเขาค้นคว้าข้อมูลด้วยความขยันขันแข็ง, ตัดสินใจตามข้อมูลและข้อเท็จจริงที่หนักแน่น ไม่หวังพึ่งโชค แต่เชื่อมั่นในการลงมือทำ

ถ้าอยากรวยให้สนใจไปที่การหาเงิน, การเก็บเงิน และการลงทุน ควรศึกษาทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่ศึกษาได้เอาไว้ก่อน คุณไม่มีทางรู้ว่าประตูแห่งโอกาสบานไหนจะเปิด คนรวยเตรียมพร้อมและกล้าเริ่มต้น ด้วยทัศนคติที่ว่า “เตรียมพร้อม เล็ง ยิง” เมื่อกล้าลงมือทำก่อนก็มักจะได้รับชัยชนะก่อน


ข้อคิดที่ 4

คนรวยชื่นชมคนรวยและความสำเร็จของคนอื่น

คนจนเกลียดคนรวยและความสำเร็จของคนอื่น

คุณสมบัติที่จำเป็นต่อการสร้างความร่ำรวยและรักษาความร่ำรวยไว้ให้ได้คือ การมองโลกในแง่บวก, เป็นคนที่เชื่อถือได้, มุ่งมั่นอดทน, ขยัน, กระตือรือร้น, เข้ากับคนง่าย, มีความสามารถในการสื่อสาร และมีความเชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่ง

คนจนมักคิดว่า คนรวยล้วนเป็นคนไม่ดี ที่ร่ำรวยกันมาได้เพราะการคดโกง พวกคนรวยทำให้คนจนยิ่งจนลงเรื่อย ๆ หากมีความคิดเกลียดชังคนรวยแบบนี้ คุณก็จะไม่มีทางได้กลายเป็นคนรวยกับเขาสักที เพราะคนเราไม่มีทางเป็นสิ่งที่ตัวเองเกลียดได้ แทนที่จะเกลียดชังคนรวย คุณควรฝึกชื่นชมคนรวย และชื่นชมในความสำเร็จของคนอื่น


ข้อคิดที่ 5

คนรวยคบหากับคนมองโลกในแง่ดี

คนจนขลุกอยู่กับคนมองโลกในแง่ร้าย

คนรวยจะมองความสำเร็จของคนอื่นเป็นเครื่องสร้างกำลังใจให้ตัวเอง มองคนเหล่านั้นเป็นต้นแบบในการเรียนรู้ คนรวยมีทัศนคติว่า “ถ้าพวกเขาทำได้ฉันก็ทำได้” คุณสามารถสร้างความมั่งคั่งได้ โดยการเรียนรู้ว่าคนรวยเล่นเกมการเงินยังไง ศึกษาวิธิคิด และวิธีลงมือปฏิบัติของพวกเขาเป็นแบบอย่าง ถ้าคิดและทำแบบเดียวกับคนรวยก็มี โอกาสที่จะได้ผลลัพธ์อย่างเดียวกันก็เป็นไปได้

คนรวยชอบคบหากับผู้ชนะ คนจนชอบคลุกคลีอยู่กับผู้แพ้ มันเป็นเรื่องของความสบายใจ คนจนจะรู้สึกอึดอัดเมื่ออยู่ใกล้กับคนที่ประสบความสำเร็จ พวกเขากลัวว่าจะไม่เป็นที่ยอมรับ หรือรู้สึกว่าตัวเองอยู่ผิดที่ผิดทาง พวกเขาไม่เรียนรู้หรือนำคนรวยมาเป็นแรงบันดาลใจ แต่เลือกที่จะตัดสินและวิพากษ์วิจารณ์คนที่ประสบความสำเร็จ


ข้อคิดที่ 6

คนรวยมองปัญหาเป็นเรื่องเล็ก

คนจนมองปัญหาเป็นเรื่องใหญ่

คนรวยไม่ได้มองปัญหาเป็นเรื่องใหญ่ แต่มุ่งความสนใจไปที่เป้าหมายมากกว่า คนเราสามารถจดจ่อและให้ความสนใจได้ทีละเรื่อง ถ้าเราไม่เอาแต่คร่ำครวญถึงปัญหา ก็จะมีเวลาสำหรับคิดหาทางแก้ไขได้ คนที่ร่ำรวยและประสบความสำเร็จจะใช้เวลาและพลังงานคิดหาทางแก้ไขอุปสรรค และหาวิธีป้องกันไม่ให้ปัญหานั้นเกิดขึ้นซ้ำอีก

ส่วนคนจนมองปัญหาเป็นเรื่องใหญ่ เอาแต่จมอยู่กับปัญหา พวกเขาเสียเวลาและพลังงานไปกับการเอาแต่หงุดหงิดและพร่ำบ่น การทำแบบนี้ไม่ช่วยแก้ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นแม้แต่น้อย และพวกเขาแทบไม่เคยคิดหาวิธีการป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นอีก


ข้อคิดที่ 7

คนรวยเลือกรับเงินตามผลงาน

คนจนเลือกรับเงินตามเวลาที่ทำงาน

การรับเงินเดือนประจำนั้นไม่ได้ผิดอะไร เพียงแค่คุณจะไม่ได้หาเงินได้เต็มศักยภาพสูงสุดเท่านั้นเอง ซึ่งนั่นเป็นปัญหาที่คนส่วนใหญ่กำลังเจอ คนจนเลือกรับเงินเดือนประจำ หรือค่าแรงตามชั่วโมงการทำงาน สาเหตุเพราะพวกเขาต้องการความมั่นคง ต้องการรู้จำนวนเงินที่แน่นอนที่จะได้รับ แต่ความมั่นคงนี้ต้องแลกมาด้วยบางสิ่ง ซึ่งสิ่งนั้นคือความมั่งคั่ง

คนรวยชอบรับเงินตามผลงานที่พวกเขาทำได้ คนรวยมักมีธุรกิจเป็นของตัวเอง มีรายได้จากผลกำไรของธุรกิจ หรือหากไม่ได้เป็นเจ้าของธุรกิจ คนรวยก็มักทำงานที่ให้ค่าคอมมิชชั่น หรือค่าตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดขายที่พวกเขาทำได้

คนรวยเชื่อในตัวเอง พวกเขาเชื่อในคุณค่าและความสามารถของตัวเอง ขณะที่คนจนไม่มั่นใจในศักยภาพของตัวเอง ดังนั้นพวกเขาเลยต้องการหลักประกัน หนทางที่คุณจะสร้างความมั่งคั่งได้คือการเลือกรับค่าตอบแทนตามผลงาน


ข้อคิดที่ 8

คนรวยเลือกทั้งสองทาง

คนจนเลือกทางใดทางหนึ่ง

คนรวยมองว่าโลกใบนี้มีความพรั่งพร้อม คนจนมองโลกนี้มีแต่ข้อจำกัด พวกเขาเชื่อว่าไม่มีอะไรเพียงพอสำหรับทุกคน และเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะมีพร้อมทุกอย่าง หากอยากได้อะไรสักอย่าง คนจนเชื่อว่าพวกเขาต้องสละอีกอย่างทิ้งไป แต่คนรวยเชื่อว่าพวกเขาสามารถมีได้ทั้งสองอย่าง

ทั้งคนรวยและคนจนต่างอยู่บนโลกใบเดียวกัน แต่ความต่างของทั้งคู่อยู่ที่มุมมองของพวกเขา คนรวยมั่นใจว่าพวกเขาสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์คิดหาหนทาง เพื่อให้ได้มาซึ่งทั้งสองอย่าง พวกเขาจะถามตัวเองว่า “ฉันจะมีทั้งสองอย่างได้อย่างไร?”

คนจนและชนชั้นกลางเชื่อว่าพวกเขาต้องเลือกระหว่างเงินและสิ่งอื่น ๆ ในชีวิต ผลที่ตามมาคือ พวกเขาจะสรรหาข้ออ้างมาทำให้เงินเป็นเรื่องสำคัญรองจากเรื่องอื่น ๆ ผู้เขียนบอกว่า การคิดว่าเงินไม่สำคัญเท่ากับเรื่องอื่นในชีวิตเป็นเรื่องเหลวไหล เงินเป็นเหมือนน้ำมันหล่อลื่นที่ช่วยให้ชีวิตคุณวิ่งฉิว แทนที่จะอยู่รอดแบบฉิวเฉียดไปวัน ๆ

เงินนำมาซึ่งอิสรภาพในการซื้อสิ่งที่ต้องการ อิสรภาพที่จะใช้เวลาทำสิ่งที่ต้องการ เงินช่วยให้มีความสุขกับสิ่งดี ๆ อื่น ๆ ในชีวิต การมีเงินช่วยให้ไม่ต้องสิ้นเปลืองพลังงานไปกับการนั่งกังวลว่าจะไม่มีอะไรกิน คนรวยเข้าใจดีว่าต้องเลือกทั้งสองอย่าง เหมือนที่คนเราต้องมีทั้งแขนและขา นั่นคือชีวิตนี้ต้องมีทั้งเงินและมีความสุขด้วย


ข้อคิดที่ 9

คนรวยสนใจมูลค่าทรัพย์สิน

คนจนสนใจแต่รายได้จากการทำงาน

เครื่องวัดความมั่งคั่งที่แท้จริงคือมูลค่าทรัพย์สิน ไม่ใช่รายได้จากการทำงาน มูลค่าทรัพย์สินคือมูลค่ารวมของทุกสิ่งที่คุณครอบครอง โดยปัจจัยที่กำหนดมูลค่าทรัพย์สินมี 4 ข้อดังนี้

  1. รายได้
  2. เงินเก็บ
  3. การลงทุน
  4. ชีวิตที่เรียบง่าย

รายได้มีอยู่ 2 รูปแบบคือ รายได้จากการทำงาน และรายได้งอกเงย รายได้จากการทำงานคือเงินที่ต้องเสียเวลาและแรงเพื่อให้ได้มา ส่วนรายได้งอกเงยคือเงินที่ได้มาโดยไม่ต้องลงแรงทำงาน ซึ่งได้มาจากการลงทุนหรือปันผล

เงินเก็บเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ คุณอาจหาเงินมาได้ก้อนโต แต่ถ้าคุณไม่เก็บมันไว้บ้าง สำหรับเป็นต้นทุนเอาไปทำให้งอกเงย คุณก็จะไม่มีวันรวย

การลงทุนจะเริ่มขึ้นได้เมื่อคุณมีเงินเก็บจำนวนหนึ่ง คุณสามารถเอาเงินเก็บไปลงทุนให้งอกเงยได้ ยิ่งลงทุนได้ดีมากเท่าไร เงินก็จะยิ่งงอกเงยและเพิ่มมูลค่าได้มากขึ้นเท่านั้น คนรวยทุ่มเทเวลาไปกับการเรียนรู้เรื่องการลงทุน

ชีวิตที่เรียบง่ายมีความสอดคล้องกับการออมเงิน หากเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบประหยัด ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของคุณก็จะลดลงไปด้วย ทำให้คุณเหลือเงินไว้สำหรับการลงทุนมากขึ้น


ข้อคิดที่ 10

คนรวยเก่งเรื่องการบริหารเงิน

คนจนไม่เก่งเรื่องการบริหารเงิน

การบริหารและจัดสรรเงินจนกลายเป็นนิสัย มีความสำคัญกว่าจำนวนเงินที่เราบริหาร คนจนไม่ชอบบริหารและจัดสรรเงิน เพราะพวกเขาคิดว่ามันจำกัดอิสระภาพการใช้เงินของพวกเขา หรือบางคนคิดว่าตัวเองมีเงินไม่มากพอจนถึงกับต้องบริหาร

ไม่สำคัญหรอกว่าตอนนี้คุณมีเงินก้อนโตหรือมีเพียงน้อยนิด สิ่งสำคัญคือคุณต้องเริ่มจากบริหารสิ่งที่คุณมี ผู้เขียนได้แนะนำวิธีบริหารเงินฉบับง่าย ๆ โดยแบ่งเงินที่หามาได้ออกเป็น 4 กองดังนี้

  • 10% ใส่บัญชีออมระยะยาว
  • 10% ใส่บัญชีเพื่อการศึกษา
  • 50% ใส่บัญชีเพื่อการใช้จ่ายที่จำเป็น
  • 20% ใส่บัญชีสำหรับใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
  • 10% ใส่บัญชีเพื่อการบริจาค

ข้อคิดที่ 11

คนรวยมุ่งไปข้างหน้าแม้จะหวาดกลัว

คนจนปล่อยให้ความกลัวหยุดตัวเอง

คนเป็นล้านคิดอยากจะรวย คนเป็นแสนจินตนาการถึงภาพตอนที่ตัวเองรวย คนเป็นหมื่นศึกษาหนทางรวย แต่มีคนที่รวยได้จริง ๆ กี่คน และอะไรทำให้คนเหล่านี้แตกต่างจากคนอื่น ๆ สิ่งนั้นคือการลงมือทำ หากคุณเพียงแค่คิด เพียงแค่จินตนาการ หรือศึกษาเทคนิคแต่ไม่เคยนำมาใช้ คุณก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จด้านการเงิน

แล้วอะไรคือสิ่งที่หยุดยั้งคนหลายคนไม่ให้ลงมือทำ สิ่งนั้นคือความกลัว, ความไม่แน่ใจ และความกังวล อุปสรรคเหล่านี้ไม่เพียงแต่ขัดขวางในแง่ของความสำเร็จเท่านั้น แต่ยังขัดขวางการมีความสุขด้วย ดังนั้นคุณต้องฝึกลงมือทำแม้จะหวาดกลัว คุณต้องกล้าออกจาก comfort zone

การฝึกฝนและบริหารความคิด เป็นทักษะสำคัญที่ควรมีไว้เพื่อให้บรรลุความสุขและความสำเร็จ การฝึกความคิดทำได้โดยเริ่มต้นจากการสำรวจจิตใจ ว่าจิตสร้างความคิดที่เป็นอุปสรรคต่อความร่ำรวยและความสุขหรือไม่ เมื่อสามารถชี้ความคิดเหล่านั้นได้ ก็ย่อมสามารถแทนที่ความคิดที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เหล่านั้นด้วยความคิดที่ก่อให้เกิดประโยชน์มากกว่าได้


ข้อคิดที่ 12

คนรวยเรียนรู้และเติบโตอยู่ตลอดเวลา

คนจนคิดว่าตัวเองรู้ดีอยู่แล้ว

คนจนมักพยายามพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูก พวกเขาชอบทำเป็นว่าเข้าใจไปหมดซะทุกเรื่อง ไม่พยายามเรียนรู้ใด ๆ เพิ่มเติม พวกเขาเอาแต่ทำสิ่งเดิมที่เคยทำ และได้ผลลัพธ์แบบเดิมที่เคยได้ ซึ่งไม่ช่วยให้ก้าวหน้าไปไหน

ผู้เขียนบอกว่ายิ่งคุณเรียนรู้มากขึ้นเท่าไหร่ คุณยิ่งหาเงินได้มากขึ้นเท่านั้น และเก็บสะสมเงินได้มากขึ้นด้วย คุณต้องให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ โดยแบ่งเงินจำนวน 10% ที่คุณหาได้ไว้เป็นงบสำหรับเข้าคอร์สสัมมนา, ค่าเรียนออนไลน์ หรือซื้อหนังสือมาอ่านเพิ่มพูนความรู้


สำหรับผมอ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้วรู้สึกไม่ชอบ ถ้ามีเพื่อนคนไหนมาขอคำแนะนำว่าควรอ่านหนังสือสอนการเงินเล่มไหนดี ผมจะไม่แนะนำหนังสือเล่มนี้ให้เพื่อนคนนั้นแน่นอน สิ่งที่ผมไม่ชอบในหนังสือเล่มนี้คือการที่ผู้เขียนมองคนจนและคนรวยแบบสุดโต่งเกินไป ผู้เขียนมองว่าคนจนเป็นคนไม่เอาไหน ไม่สนใจพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเอง และเหมือนจะมีอคติกับคนจนด้วย เขาเล่าไว้ในหนังสือว่ามีหลายครั้งที่เขาจอดรถไว้ในย่านคนจน พอกลับมาที่รถแล้วพบว่ารถโดนขูดเป็นรอย ส่วนคนรวยผู้เขียนมองว่าเป็นบุคคลที่แสนพิเศษ มีพลัง มีความมุ่งมั่นที่ไม่จำกัด เป็นคนใจดี ชอบบริจาคเงินให้การกุศล โดยที่ผู้เขียนไม่พูดถึงผลประโยชน์ทางภาษีจากการบริจาคเงินเลย

เนื้อหาในเล่มชักจูงให้คนอ่านทำ manifest ท้ายบทในทุก 17 บทในหนังสือ ผู้เขียนจะบอกให้ผู้อ่านเอามือทาบไว้ที่หัวใจแล้วพูดคำสะกดจิตตัวเองทำนองว่า “ฉันเป็นผู้รับที่ยอดเยี่ยม ฉันเปิดกว้างและเต็มใจรับเงินจำนวนมหาศาลที่เข้ามาในชีวิต ฉันมีสมองเงินล้าน” ส่วนตัวผมไม่เชื่อเรื่องการ manifest สิ่งนี้ไม่เป็นทั้งวิทยาศาสตร์และไม่ใช่หลักจิตวิทยา

อีกอย่างคือผู้เขียนเป็นใครไม่รู้ เขามีเงินจากการเปิดคอร์สสัมมนาบรรยายเรื่องแบบเดียวกับในหนังสือแล้วเก็บเงินคนฟัง อารมณ์ไลฟ์โค้ชที่เคยฮิต ๆ ในบ้านเราเมื่อประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว ซึ่งตอนนี้ไม่รู้ไลฟ์โค้ชเหล่านั้นหายไไหนกันหมด อาจเพราะคนไทยรู้ทันไลฟ์โค้ชเหล่านั้นแล้ว ซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องน่าดีใจ

เมื่อผู้เขียนเป็นใครก็ไม่รู้ ไม่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ไม่ได้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ทำให้อ่านไปแล้วผมรู้สึกกังขาในความคิดของเขาตลอดทั้งเล่ม จริง ๆ จะว่าไปแล้วผมไม่เคยเห็นมหาเศรษฐีคนไหนเขียนหนังสือสอนคนอื่นรวยเลยนะ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ไม่เคยเขียนหนังสือแนะนำวิธีการเลือกหุ้น, มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ไม่เคยเขียนหนังสือสอนปั้น tech business, บิลล์ เกตส์ ผู้เคยติดอันดับเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกอยู่หลายปีก็ไม่เคยเขียนหนังสือสอนรวย เขียนแต่หนังสือเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม

แต่สิ่งที่เศรษฐีตัวจริงเหล่านี้เป็นเหมือนกันคือ พวกเขาเป็นนักอ่านตัวยง พวกเขามักแนะนำหนังสือที่ตัวเองอ่านแล้วชอบ การจะตามรอยเศรษฐีเหล่านี้ ผมว่าต้องทำโดยดูว่าพวกเขาเรียนรู้อะไรบ้าง หนังสือที่พวกเขาอ่านมักจะเป็น mega trends ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อน ๆ สามารถ search หารายชื่อหนังสือที่เศรษฐีเหล่านี้แนะนำ โดยเฉพาะบิลล์ เกตส์ ที่ออกมาแนะนำหนังสือน่าอ่านทุกปี

นี่คือความคิดเห็นส่วนตัวของผมหลังอ่านเล่มนี้จบนะครับ ผมมาแบ่งปันความคิดเห็น ไม่ได้ต้องการชี้นำนะครับ เพื่อน ๆ อาจอ่านเล่มนี้แล้วถูกใจ รู้สึกว่าทุกข้อคิดในหนังสือนำไปใช้กับชีวิตของตัวเองได้จริงก็เป็นได้ ใครสนใจอยากอ่าน ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน สามารถหาซื้อได้ครับ ตีพิมพ์เป็นภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น ราคา 179 บาท

สนใจหนังสือ ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน (Secrets of the Millionaire Mind)

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/4pvyG5lG1o
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

Related Articles

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน...

จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เปลี่ยนคนที่ยังลังเลให้ซื้อทันที

สินค้าดี มีคนสนใจ แต่ทำไมไม่มีคนซื้อ? บางทีอาจเป็นเพราะสมองของลูกค้าไม่ยอมให้ซื้อก็เป็นได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Brain Audit จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง...

ดำดิ่งสู่โลกกลับทิศ จิตวิทยาที่ซ่อนอยู่ในซีรีส์ “สเตรนเจอร์ ทิงส์”

หากพูดถึงซีรีส์ที่คนทั้งโลกรอคอย ซีรีส์ที่ปั้นเด็กไม่มีชื่อเสียงให้มายืนแถวหน้าของวงการบันเทิงได้ ซีรีส์ที่เป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดให้คนมาสมัครบริการ Netflix จะเป็นซีรีส์เรื่องไหนไม่ได้นอกจากเรื่องสเตรนเจอร์ ทิงส์ ที่ตอนนี้มีมาถึงซีซัน 5 ซึ่งเป็นซีซันสุดท้ายแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ผลงานท้ายสุดของจักรวาลในซีรีส์นี้ เพราะในปี 2026...

จิตวิทยาต่อรอง จะต้องพูดและทำอะไรในการต่อรองที่แพ้ไม่ได้

ในชีวิตประจำวันเราต้องพบเจอกับเรื่องมากมายที่ต้องอาศัยการเจรจาต่อรอง ไม่ว่าจะเป็นการต่อรองขอลดราคาสินค้า ต่อรองกับลูกค้า หรือต่อรองเพื่อขอขึ้นเงินเดือน เทคนิคการต่อรองมีสอนกันมานานแล้ว แต่เทคนิคเหล่านั้นเน้นไปที่การท่องจำประโยคสำเร็จรูป ทั้งที่จริง ๆ แล้วการเจรจาต่อรองเป็นเรื่องที่คาดการณ์ไม่ได้ เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับอารมณ์มากกว่าเหตุผลครับ ดังนั้นการต่อรองต้องมุ่งเน้นไปที่การจัดการกับอารมณ์ของอีกฝ่าย แทนที่จะยกเหตุผลต่าง...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!