จิตวิทยาอ่านใจคนขั้นสุด ล้วงลึกเข้าไปในจิตใจคน ทุกที่ ทุกเวลา ทุกสถานการณ์

Share
Share

ใครที่เคยอ่านหนังสือแนวจิตวิทยามาบ้าง อาจเคยรู้มาว่าการที่ใครคนหนึ่งกอดอกและนั่งไขว่ห่างแสดงถึงการป้องกันตัวหรือแสดงออกว่าไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่จริงเสมอไปถ้าใครคนนั้นนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ไม่มีที่เท้าแขนและอากาศในห้องนั้นเย็น หรือการไม่ยอมสบตาเป็นสัญญาณของการหลอกลวงที่เราได้ยินกันมานาน แต่นักต้มตุ๋นมืออาชีพก็รู้หลักจิตวิทยาข้อนี้ เขาจึงกล้าสบตากับคุณ แม้ว่ากำลังโกหกอยู่ก็ตาม

การจะอ่านคนให้ออกคุณจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ที่มีชั้นเชิงกว่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้จะมาแนะนำเนื้อหาในหนังสือ “Mind Reader จิตวิทยาอ่านใจคนขั้นสุด” เขียนโดยเดวิด เจ ลีเบอร์แมน ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมมนุษย์

การที่จะค้นหาว่าใครคนหนึ่งกำลังคิดและรู้สึกยังไง สามารถสังเกตได้จากคำและโครงสร้างประโยคที่พวกเขาพูด ผู้เขียนยกตัวอย่างการใช้สรรพนามซึ่งมี 3 แบบ ได้แก่

  • สรรพนามบุรุษที่หนึ่งหรือผู้พูด ได้แก่ ฉันหรือพวกเรา
  • สรรพนามบุรุษที่สองหรือผู้ฟัง ได้แก่ คุณ
  • สรรพนามบุรุษที่สามหรือผู้ที่ถูกกล่าวถึง ได้แก่ เขาหรือเธอ

การเลือกใช้สรรพนามสามารถเผยให้เห็นว่าคน ๆ นั้นกำลังพยายามรักษาระยะห่างอยู่หรือไม่ คนที่กำลังโกหก จิตใต้สำนึกของพวกเขาจะพยายามเว้นระยะห่างจากคำโกหกของตัวเอง การเลี่ยงไม่ใช้สรรพนามแทนตัวเองเป็นการส่งสัญญาณว่าคน ๆ นั้นไม่อยากรับผิดชอบกับคำพูดของตัวเอง

ตัวอย่างเช่น ตำรวจจะรู้ได้ทันทีว่าคนที่มาแจ้งความว่ารถถูกขโมยพูดโกหก เพราะคนที่แจ้งความเท็จมักพูดถึงรถที่ถูกขโมยว่า “รถคันนั้น” แทนที่จะพูดว่า “รถของฉัน”


นอกจากนี้เรายังสามารถนำเทคนิคนี้มาใช้สังเกตบทสนทนาธรรมดาในชีวิตประจำวันได้ ตัวอย่างเช่น แจ๊คกับจิลล์ออกเดตกัน เมื่อเดินออกจากร้านอาหาร จิลล์ถามขึ้นว่า “เราจอดรถไว้ตรงไหนนะคะ” ทั้งที่รถเป็นของแจ๊ค แต่การที่จิลล์ใช้สรรพนามว่า “เรา” แสดงให้เห็นว่าจิลล์เริ่มคิดว่าตัวเองเป็นพวกเดียวกับแจ๊ค เธอเริ่มมีใจให้แจ๊คแล้ว แต่ถ้าจิลล์ถามว่า “คุณจอดรถไว้ตรงไหนคะ” จะแสดงออกนิด ๆ ถึงความแบ่งแยก

ในบทถัดมาผู้เขียนได้แนะนำเทคนิคการจับโกหก เทคนิคนั้นคือการกระตุ้นความเครียดทางอารมณ์เพื่อกดดันอีกฝ่ายเล็กน้อย โดยเราจะลองถามบางอย่างกับเขาโดยไม่ปรักปรำอีกฝ่ายตรง ๆ แต่พูดเป็นนัย ๆ ถึงพฤติกรรมที่อาจเป็นไปได้ ถ้าเขาดูไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับที่คุณพูด เขาอาจไม่ได้กำลังโกหกอะไร แต่ถ้าเขาร้อนตัว คุณก็รู้เลยว่าเขากำลังทำผิดเรื่องนั้นจริง ๆ

ตัวอย่างเช่น หัวหน้าฝ่ายขนส่งสงสัยว่าพนักงานขับรถคนหนึ่งแอบดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขณะปฏิบัติหน้าที่ อาจแกล้งทำเป็นถามได้ว่า

จอห์น ผมอยากขอคำแนะนำจากคุณหน่อย เพื่อนร่วมงานของผมสงสัยว่าลูกน้องของเขาแอบดื่มเหล้าขณะปฏิบัติหน้าที่ คุณพอจะแนะนำได้ไหมว่าเขาควรถามเรื่องนี้กับลูกน้องคนนั้นยังไง

ถ้าจอห์นไม่ได้แอบดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตอนปฏิบัติหน้าที่ เขาจะยินดีที่จะแสดงความเห็นออกมา แต่ถ้าเขาแอบดื่มจริง เขาจะเริ่มอึดอัด และอาจถามกลับมาว่า “มีใครมาบอกอะไรคุณเหรอ?” หรือ “ทำไมอยู่ ๆ คุณถึงมาถามผมเรื่องนี้?” ประโยคเหล่านี้บ่งบอกว่าเขามีความกังวลบางอย่าง

นอกจากนี้คุณสามารถจับผิดจากคำปฏิเสธของอีกฝ่ายได้ ตามปกติคำตอบที่แสดงถึงความจริงจะสั้นและตรงไปตรงมา เช่น “ไม่ ผมไม่ได้ทำ” แต่ถ้าตอบปฏิเสธทำนองว่า “คุณมาถามฉันอย่างนี้ทำไม ฉันไม่มีวันทำแบบนั้นหรอก” เป็นการแสดงพิรุธอย่างมาก เพราะคนที่กำลังโกหกเหล่านี้จะพยายามดึงตัวเองให้ห่างจากความผิดมากที่สุด จึงยากที่จะตอบปฏิเสธแบบตรงไปตรงมาได้และมักตอบมาอย่างคลุมเครือ


อีกเทคนิคที่เราจะจับโกหกคนที่ไม่บริสุทธิ์ใจได้เมื่อคน ๆ นั้นนิ่งไปกลางคัน เพราะเขาต้องการซื้อเวลาให้ตัวเองได้เตรียมคำตอบ ดังนั้นเขาอาจขอให้คุณทวนคำถาม พูดทวนกับตัวเอง หรือตอบคำถามด้วยคำถาม ยกตัวอย่างเช่น คุณกำลังสัมภาษณ์พี่เลี้ยงเด็กด้วยคำถามว่า “คุณเคยตีเด็กที่คุณดูแลไหม?” แล้วฝ่ายนั้นตอบมาว่า “คุณรู้ไหมคะ ฉันไม่เห็นด้วยกับเรื่องทำนองนี้เลย ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมและน่าตำหนิ”  คำตอบในลักษณะนี้ให้คุณถือว่าเป็นสัญญาณของคำโกหกได้เลย

คนที่กำลังโกหกต้องใช้พลังงานเยอะมาก เพราะต้องคิดคำที่ยาวและยุ่งยาก คุณจึงต้องสังเกตว่าตอนที่เปลี่ยนหัวข้อสนทนา คน ๆ นั้นดูโล่งใจหรือเปล่า เขาอาจจะยิ้มออกมาหรือหัวเราะเขิน ๆ ยิ่งเขาเปลี่ยนอารมณ์เร็วเท่าไหร่ ยิ่งบ่งบอกว่าเขารู้สึกอึดอัดกับเรื่องที่คุยก่อนหน้านั้น

ปกติแล้วคนที่ถูกกล่าวหาในเรื่องที่แย่มากและเป็นผู้บริสทธิ์ เขาย่อมไม่พอใจที่ถูกกล่าวหา และอยากพูดคุยประเด็นนั้นให้มากขึ้น แต่คนที่มีความผิดจะต้องการเปลี่ยนเรื่องและอยากรีบจบการสนทนาหัวข้อนั้นให้เร็วที่สุด

ตอนที่บริษัทแอปเปิลวางจำหน่ายไอพอดเป็นครั้งแรกนั้นมาพร้อมกับฟังก์ชันสุ่มเพลง พอผ่านไปสักพักบริษัทได้เสียงตอบรับกลับมาว่าผู้ใช้งานเจอเพลงเดิมเล่นซ้ำต่อกันบ้าง บางเพลงถูกเวียนมาเล่นบ่อยกว่าเพลงอื่น ๆ หรือบางเพลงแทบไม่ถูกเอามาเล่น ทั้งที่การสุ่มของไอพอดเทียบได้กับการสุ่มหัวก้อยที่มีโอกาสออกหัวหรือก้อยเท่า ๆ กัน แต่บางครั้งเราก็อาจโยนออกหัวติดกันหลายครั้งได้ ในการสุ่มเพลงแต่ละครั้งของไอพอดก็เหมือนกันที่การสุ่มใหม่แต่ละครั้ง ทุกเพลงมีโอกาสถูกนำมาเล่นเท่า ๆ กัน บางเพลงอาจถูกสุ่มโดนซ้ำ ๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ

แต่ผู้ใช้งานกลับรู้สึกว่าความถูกต้องนี้มันผิดปกติ บริษัทแอปเปิลจึงเปลี่ยนอัลกอริทึมใหม่ให้ไอพอดสุ่มเพลงออกมาได้ตรงกับความรู้สึกของผู้ใช้งาน โดยการกระจายให้ทุกเพลงถูกนำมาเล่นในอัตราเท่านั้น ซึ่งนี่ไม่ใช่การสุ่มแบบจริง ๆ แต่เป็นการสุ่มแบบที่ผู้ใช้งานรู้สึกว่าควรจะเป็น

ผู้เขียนยกตัวอย่างการสุ่มเพลงของไอพอดเพื่อนำสู่หัวข้อของคนที่กำลังเสแสร้ง คนที่เสแสร้งต้องเลียนแบบลักษณะท่าทางและคำพูดที่ควรจะเป็น พวกเขาอาจเก็บอาการหรือแสดงออกถึงอารมณ์แบบเกินจริง

ตัวอย่างเช่น ตำรวจเอาภาพที่เกิดเหตุสุดสยองให้คน ๆ หนึ่งดู ส่วนใหญ่คนที่เกี่ยวข้องกับความผิดจริงจะแสดงอาการรังเกียจแบบออกนอกหน้าเกินกว่าปกติ เพราะพวกเขาเข้าใจว่าการแสดงท่าทีแบบนั้นคือสิ่งที่คนดีปกติทำกันเมื่อต้องดูภาพที่น่าเกลียดน่ากลัว

หรือสามีภรรยาคู่หนึ่งได้รับแจ้งว่าลูกสาววัยรุ่นของพวกเขาหายตัวไป พวกเขาจึงกระวนกระวายมากและเริ่มโทษตัวเองว่าไม่น่าปล่อยให้ลูกสาวไปบ้านเพื่อนเลย การกล่าวโทษตัวเองแบบนี้บ่งบอกว่าพวกเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่คนที่ทำผิดจะไม่ออกตัวเพื่อรับผิด เพราะพวกเขาทำผิดอยู่แล้ว และให้ตายยังไงพวกเขาก็จะไม่แปะป้ายบอกว่าตัวเองทำผิด

คนที่เสแสร้งจะพยายามทำให้ทุกคนเห็นว่าเขาไม่ได้ใส่ใจ ทั้งที่จริงเขาเป็นห่วงมาก หรือเสแสร้งว่ากังวลใจ ทั้งที่จริง ๆ ไม่ได้สนใจเลย พวกเขาพยายามสร้างภาพปลอม ๆ เพื่อปิดบังความตั้งใจที่ซ่อนเร้นเอาไว้ คนที่เสแสร้งมักชดเชยสิ่งหนึ่งด้วยอีกสิ่งหนึ่งมากจนเกินไป

คนที่มีความภูมิใจในตัวเองสูงจะไม่แสดงให้โลกเห็นว่าตัวเองยอดเยี่ยมแค่ไหน แต่คนที่รู้สึกไม่มั่นคงอยู่ตลอดเวลาจะวางท่าอยู่เหนือคนอื่น จนกลายเป็นคนหยิ่งและอวดดี


บทต่อมาผู้เขียนพูดถึงเทคนิคการจับโกหกคนที่กำลังแต่งเรื่องหลอกเราอยู่ เมื่อบางคนเล่ารายละเอียดยิบย่อยของตัวเองมากเกินไป เป็นสัญญาณว่าเขากำลังหลอกลวง สาเหตุที่เขาใส่รายละเอียดมากเกินไปก็เพื่อบอกว่าสิ่งที่เขาทำนั้นมีแรงจูงใจที่มีเหตุผล ตัวอย่างเช่น

ผมตื่นนอนตอนเจ็ดโมงเช้า ไม่สิ อาจจะเกือบเจ็ดโมงห้านาที เพราะผมเหนื่อยมาก เลยอยากนอนต่ออีกสักนิด หลังจากนั้นผมก็ลงมาข้างล่างเพื่อกินอาหารเช้า เพราะคืนก่อนหน้านั้นผมไม่ค่อยได้กินอะไรเลยหิวมาก ผมทำไข่ดาวไปสอง ไม่สิ สาม ใช่ละ จำได้ละ ไข่สามฟองกับขนมปังปิ้งทาเนยอีกสองแผ่น

ข้อความดังกล่าวเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ การที่เขาแจกแจงเวลาตื่นนอนแบบเป๊ะ ๆ เล่าว่ากินไข่ไปกี่ฟอง เพราะต้องการเสแสร้งว่าเขาเป็นคนที่ทำสิ่งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม ไม่มีทางที่เขาจะทำผิด

นอกจากนี้คำบรรยายที่ชัดเจนและแม่นยำก็สื่อได้ว่าคนเล่ากำลังแต่งเรื่องโกหก หรือซักซ้อมคำพูดมาเป็นอย่างดี การเล่ารายละเอียดที่เขาไม่น่าจะนึกออกได้ง่าย ๆ อาจบอกได้ว่าเขาเตรียมคำตอบมาไว้แล้ว ตัวอย่างเช่น คน ๆ หนึ่งถูกถามว่าอยู่ที่ไหนตอนวันจันทร์เมื่อสองเดือนก่อน แล้วเธอตอบกลับมาว่า

ฉันไปทำงาน เลิกงานตอนห้าโมงครึ่ง กินมื้อค่ำที่ร้านอีสต์ไซด์ ไดเนอร์ จนถึงหนึ่งทุ่มสี่สิบห้า แล้วก็ตรงกลับบ้าน

หรือตำรวจสอบสวนผู้ต้องสงสัย แล้วเขาสามารถเล่าย้อนได้ทั้งหมดว่าเขาทำอะไรอยู่ที่ไหนในวันหนึ่งเมื่อสองปีก่อน แบบนี้แสดงว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากลแล้ว คนเราส่วนใหญ่ยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเมื่อวานกินอะไรเป็นอาหารเช้า


บทต่อมาผู้เขียนพูดถึงกลยุทธ์ที่นักต้มตุ๋นใช้หลอกคน ผมว่าบทนี้มีประโยชน์ สามารถนำมาใช้ป้องกันตัวและรู้ทันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่กำลังระบายในบ้านเราอยู่ตอนนี้ได้ กลยุทธ์ของแก๊งต้มตุ๋นทำเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งมีดังนี้

  1. สร้างความน่าเชื่อถือ
  2. ทำให้สับสน
  3. เสริมความไว้วางใจ
  4. เล่าเรื่องราว

1. สร้างความน่าเชื่อถือ

เรื่องที่เล่าจะมีความน่าเชื่อถือ ก่อนอื่นตัวคนเล่าต้องดูน่าเชื่อถือก่อน ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมแก๊งต้มตุ๋นมักอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ, เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือพนักงานธนาคาร เพราะเราถูกสอนมาตั้งแต่เด็กว่าต้องเชื่อฟังคนที่มีอำนาจเหนือกว่า เมื่อเราโตเป็นผู้ใหญ่ก็ยังเกรงกลัวคนที่มีอำนาจอยู่ เชื่อว่าพวกเขาจะไม่หาผลประโยชน์จากเรา เราจึงไม่ค่อยตั้งคำถามต่อสิ่งที่พวกเขาสั่ง

2. ทำให้สับสน

เวลาเราถูกทำให้ไขว้เขวหรืออยู่ภายใต้แรงกดดัน เรามีแนวโน้มจะเชื่อแม้คำพูดนั้นจะน่าสงสัย ไม่ว่าจะเป็นการที่แก๊งต้มตุ๋นกล่าวหาว่าคุณกำลังทำผิดกฎหมาย หลอกว่าคุณกำลังจะได้เงิน แก๊งต้มตุ๋นพยายามทำให้กระบวนการคิดของคุณหยุดชะงัก โดยการกระหน่ำความกลัวและความตื่นเต้นใส่คุณ ทำให้คุณไม่สามารถตัดสินใจอย่างมีเหตุผลได้

3. เสริมความไว้ใจ

แก๊งต้มตุ๋นจะรีบรัวข้อมูลเกี่ยวกับตัวคุณ เช่น ชื่อและนามสกุลจริงของคุณ หมายเลขบัตรประชาชน หรือภูมิลำเนาของคุณ เพราะข้อมูลจากเอกสารที่ดูเป็นทางการเหล่านี้ ทำให้คนเราไขว้เขวได้ง่ายว่าคนที่เรากำลังคุยด้วยอาจเป็นเจ้าหน้าที่ตัวจริง

4. เล่าเรื่องราว

ขั้นตอนนี้แก๊งต้มตุ๋นจะเล่าเรื่องราวต่าง ๆ นานา พร้อมกับเน้นย้ำความน่าเชื่อถือของตัวเอง และจะขู่ถึงผลที่ตามมา หากคุณไม่ยอมทำตามที่พวกเขาบอก ให้ระวังเป็นพิเศษหากพวกเขากดดันให้คุณรีบตัดสินใจ


มีคำกล่าวไว้ว่า “สิ่งที่นายเอพูดเกี่ยวกับนายบี บอกอะไรเกี่ยวกับนายเอได้มากกว่านายบี” มีผลวิจัยบอกว่าการมองโลกของคนเป็นกระจกสะท้อนจิตใต้สำนึกของคน ๆ นั้น ถ้าใครคนหนึ่งมองคนอื่นในแง่บวก ก็สะท้อนถึงภาวะทางอารมณ์ที่มั่นคงของเขา ขณะเดียวกันถ้าใครมองคนอื่นในแง่ลบ ใช้คำแง่ลบบรรยายถึงคนอื่น ก็บ่งบอกว่าเขาเป็นคนที่มีความทะนงตนสูง รวมถึงเป็นคนหลงตัวเอง

การมองคนในแง่บวกสัมพันธ์กับการมีความสุข ทำให้มีความทะนงตนน้อย จึงช่วยให้คุณสามารถพุ่งเป้าไปยังสิ่งดี ๆ ในตัวคนอื่นได้

ส่วนคนที่มีความทะนงตนสูง มีภาวะทางอารมณ์ที่แย่ จะยิ่งให้ร้ายโลกรอบตัวเพื่อชดเชยจุดอ่อนของตัวเอง และเพื่อรับมือกับความรู้สึกไม่มั่นคง เพราะฉะนั้นให้คุณรู้ไว้ว่าวิธีที่ใครก็ตามปฏิบัติต่อคุณเป็นกระจกสะท้อนภาวะทางอารมณ์ของเขาคนนั้น ไม่เกี่ยวกับตัวคุณเลย ปกติแล้วคนเราจะมอบความรักและความเคารพให้กับคนอื่น แต่ถ้าใครสักคนไม่รักแม้กระทั่งตัวเอง คุณก็ไม่สามารถคาดหวังความรักจากเขาได้

คนที่ทะนงตนสูงเมื่อเจอกับความจริงที่ขัดกับความเชื่อของตัวเอง ความทะนงตนจะเข้ามากระตุ้นกลไกการป้องกันตัวด้วยการบิดเบือนความจริง เพื่อปกป้องความเชื่อนั้นไว้ คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนถึงยึดติดในเรื่องที่ตัวเองเชื่อมากนัก ทั้งที่มีหลักฐานว่าเรื่องนั้นไม่เป็นความจริง นั่นเป็นเพราะคนประเภทนี้ต้องการเป็นฝ่ายถูกเท่านั้น พวกเขาไม่สามารถเป็นฝ่ายที่ด้อยกว่าได้ ไม่ยอมรับการเป็นคนผิด ดังนั้นคนที่มีความทะนงตนสูงจึงมักตำหนิคนอื่นมากกว่าตัวเอง

ตามหลักจิตวิทยาสิ่งไหนที่เราให้คุณค่าในตัวเองจะเป็นสิ่งที่เราให้คุณค่าให้คนอื่นเช่นกัน คนที่ตรงต่อเวลาเสมอจะให้คุณค่ากับคนที่ตรงต่อเวลาด้วยเช่นกัน คนที่ภูมิใจกับความแข็งแรงของร่างกายก็มักจะยอมรับคนที่ร่างกายแข็งแรงเหมือนกับตัวเอง คุณสามารถใช้หลักจิตวิทยาข้อนี้มองหาสิ่งที่คนรอบตัวคุณให้คุณค่าได้ครับ


บทต่อมาผู้เขียนพูดถึงจิตวิทยาของการเห็นคุณค่าในตัวเอง เรามักสับสนระหว่างการเห็นคุณค่าในตัวเอง หรือ self-esteem กับความมั่นใจในตัวเอง หรือ self-confident ที่จริงแล้วสองอย่างนี้ต่างกัน การแยกให้ออกเป็นเรื่องที่สำคัญ

ความมั่นใจในตัวเอง หรือ self-confident คือการรู้สึกว่าตัวเองมีความสามารถเพียงพอในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ขณะที่การเห็นคุณค่าในตัวเอง หรือ self-esteem คือการรู้ว่าตัวเองเป็นที่รัก เป็นที่ชื่นชอบ และคู่ควรที่จะได้รับสิ่งดี ๆ ในชีวิต

คนที่มีภาวะทางอารมณ์ที่ดีจะรู้สึกดีกับตัวเองและเห็นคุณค่าในตัวเอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีความมั่นใจในตัวเอง เช่นบางคนอาจเป็นคนที่เห็นคุณค่าในตัวเองสูง แต่เล่นหมากรุกไม่เก่ง เขาอาจจะไม่ได้มั่นใจในฝีมือการเล่นหมากรุกของตัวเอง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขารักตัวเองน้อยลง

ในอีกทาง คนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงก็ใช่ว่าจะเป็นคนที่เห็นคุณค่าในตัวเอง ตัวอย่างเช่น บางคนมีความคิดว่าฉันจะเป็นคนสำคัญก็ต่อเมื่อฉันเป็นคนสวยจึงพยายามพัฒนารูปลักษณ์ของตัวเอง หรือคิดว่าฉันจะมีค่าก็ต่อเมื่อฉันเป็นคนฉลาดจึงพยายามพัฒนาศักยภาพของตัวเองอยู่ตลอด การมองคุณค่าแบบนี้เกิดจากการเอาตัวเองไปสู้กับคนอื่น คอยเปรียบเทียบ ตัดสินและตำหนิตัวเอง เพื่อที่จะรู้สึกว่าตัวเองมีค่าพอที่จะได้รับความรัก

ผู้เขียนบอกว่าคนที่มีภาวะทางอารมณ์ที่ดี มักจะมีความสัมพันธ์ที่มีความสุขกับคนอื่น ในทางตรงกันข้าม คนที่ไม่สามารถเข้ากับใครได้ มักจะมีปัญหาทางอารมณ์บางอย่าง การที่เขาไม่มีความสุขในชีวิต มักมีสาเหตุมาจากความสัมพันธ์ที่ล้มเหลว

การยอมให้คนอื่นเข้ามาในพื้นที่ทางอารมณ์ของเรา และการที่เราเข้าไปในพื้นที่ทางอารมณ์ของคนอื่น นั้นต้องอาศัยการลดความเป็นตัวฉันและตัวเขาลง เมื่อทะลายตัวฉันและตัวเขาลงได้แล้วก็จะเกิดการสร้างความสัมพันธ์และกลายเป็นความผูกพัน

เมื่อเราอยากเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของใครสักคน เราจำเป็นต้องให้พื้นที่แก่เขา ถ้าใครคนหนึ่งหมกมุ่นกับเรื่องของตัวเองมากเกินไป ย่อมไม่เหลือพื้นที่ให้คนอื่น และจะไม่สามารถให้ความรักหรือรับความรักจากใครได้

ยิ่งเราเห็นคุณค่าในตัวเองมากเท่าไหร่ เรายิ่งรู้สึกครบถ้วนสมบูรณ์จนอยากแบ่งปันให้คนอื่น มีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าสมองของเราจะตื่นตัวและทำงานสูงขึ้น เมื่อเราเป็นผู้ให้ แต่หากเราเอาแต่รับอยู่ฝ่ายเดียว เราจะรู้สึกว่างเปล่าและถูกบีบให้ต้องเป็นผู้รับอย่างไม่จบสิ้น เพื่อพยายามเติมเต็มตัวเอง การเป็นผู้รับอย่างต่อเนื่องยิ่งทำให้รู้สึกว่าเราต้องพึ่งพาผู้อื่นมากขึ้น และเห็นคุณค่าในตัวเองน้อยลง

ทั้งหมดที่ผมเล่ามาเป็นเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ “Mind Reader จิตวิทยาอ่านใจคนขั้นสุด” ส่วนตัวผมว่าหนังสือเล่มนี้อ่านยาก ศัพท์เฉพาะทางเยอะ หลายหัวข้อเป็นเรื่องไกลตัว ดูไม่น่าได้เอามาใช้จริงในชีวิต และหลายเทคนิคในเล่มเป็นการสังเกตรูปแบบการใช้คำและการเรียงประโยค ซึ่งเป็นการเรียงประโยคแบบภาษาอังกฤษ หรือสังเกตจากหลักแกรมม่า ที่อ่านแล้วเอามาใช้กับภาษาไทยไม่ได้ เพราะประโยคที่หนังสือแปลมาเป็นภาษาไทย เป็นประโยคที่คนไทยไม่ใช้

สำหรับใครที่สนใจอยากอ่านเพิ่มเติม สามารถหามาอ่านได้ครับกับหนังสือ “Mind Reader จิตวิทยาอ่านใจคนขั้นสุด” เขียนโดยเดวิด เจ ลีเบอร์แมน ตีพิมพ์เป็นภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น ราคา 270 บาท

สนใจหนังสือ จิตวิทยาอ่านใจคนขั้นสุด

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/50I2ykBi7O
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

Related Articles

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน...

จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เปลี่ยนคนที่ยังลังเลให้ซื้อทันที

สินค้าดี มีคนสนใจ แต่ทำไมไม่มีคนซื้อ? บางทีอาจเป็นเพราะสมองของลูกค้าไม่ยอมให้ซื้อก็เป็นได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Brain Audit จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง...

ดำดิ่งสู่โลกกลับทิศ จิตวิทยาที่ซ่อนอยู่ในซีรีส์ “สเตรนเจอร์ ทิงส์”

หากพูดถึงซีรีส์ที่คนทั้งโลกรอคอย ซีรีส์ที่ปั้นเด็กไม่มีชื่อเสียงให้มายืนแถวหน้าของวงการบันเทิงได้ ซีรีส์ที่เป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดให้คนมาสมัครบริการ Netflix จะเป็นซีรีส์เรื่องไหนไม่ได้นอกจากเรื่องสเตรนเจอร์ ทิงส์ ที่ตอนนี้มีมาถึงซีซัน 5 ซึ่งเป็นซีซันสุดท้ายแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ผลงานท้ายสุดของจักรวาลในซีรีส์นี้ เพราะในปี 2026...

จิตวิทยาต่อรอง จะต้องพูดและทำอะไรในการต่อรองที่แพ้ไม่ได้

ในชีวิตประจำวันเราต้องพบเจอกับเรื่องมากมายที่ต้องอาศัยการเจรจาต่อรอง ไม่ว่าจะเป็นการต่อรองขอลดราคาสินค้า ต่อรองกับลูกค้า หรือต่อรองเพื่อขอขึ้นเงินเดือน เทคนิคการต่อรองมีสอนกันมานานแล้ว แต่เทคนิคเหล่านั้นเน้นไปที่การท่องจำประโยคสำเร็จรูป ทั้งที่จริง ๆ แล้วการเจรจาต่อรองเป็นเรื่องที่คาดการณ์ไม่ได้ เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับอารมณ์มากกว่าเหตุผลครับ ดังนั้นการต่อรองต้องมุ่งเน้นไปที่การจัดการกับอารมณ์ของอีกฝ่าย แทนที่จะยกเหตุผลต่าง...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!