เทคนิคพูดพร้อมใช้ สื่อสารกับใครก็แฮปปี้ เทคนิคพัฒนาความสัมพันธ์กับคนรอบข้างให้ดีขึ้นในพริบตา

Share
Share

การพูดเป็นวิธีการสื่อสารที่สำคัญซึ่งพวกเราใช้กันทุกวันในชีวิตประจำวัน รูปแบบคำพูดที่ใช้ก็ขึ้นอยู่กับว่าคนที่เราสื่อสารด้วยนั้นเป็นใคร การพูดกับหัวหน้า, เพื่อนร่วมงาน, ลูกค้า หรือเพื่อนฝูงมีวิธีสื่อสารที่แตกต่างกันไป หนังสือ “เทคนิคพูดพร้อมใช้ สื่อสารกับใครก็แฮปปี้” ซึ่งเขียนโดยคุณ Kumi Toda ผู้ที่เคยให้คำปรึกษาเรื่องทักษะการสื่อสารแก่ผู้คนมาแล้วกว่า 200,000 คน ได้รวบรวมเทคนิคการสื่อสารซึ่งครอบคลุมทั้งประเด็นในส่วนของการพูด, การฟัง, การตั้งคำถาม, การตัดบทเพื่อเข้าสู่ประเด็น, การพูดในที่ชุมชน และการสันทนาการนอกเวลางาน

ผู้เขียนกล่าวว่าการเพิ่มทักษะการสื่อสาร อาจเปลี่ยนชีวิตได้แบบหน้ามือเป็นหลังมือ ในไอติมอ่าน ep นี้ ผมสรุปเนื้อหาที่น่าสนใจจากในหนังสือเล่มนี้มาให้เพื่อน ๆ ได้ฟังกันครับ บางเทคนิคก็น่าสนใจ น่าลองนำไปปรับใช้ บางเทคนิคก็มีความเป็นคนญี่ปุ่นจ๋า ที่ไม่กล้าพูดตรง ๆ ต้องพูดอ้อม ๆ เพื่อรักษามารยาท ซึ่งคนไทยแก้ปัญหาได้ดีกว่า เรามาเริ่มกันเลยครับ


คนที่สื่อสารได้ตรงจุด มักจะพูดสิ่งที่ต้องการออกไปอย่างชัดเจนตั้งแต่แรก หลักสำคัญคือการตัดเนื้อความให้เหลือเฉพาะสิ่งที่ตั้งใจจะสื่อสาร ลองมาดูตัวอย่างการสื่อสารเพื่อให้ลูกน้องงดทำโอทีถึง 4 ทุ่มกันดู เริ่มจากตัวอย่างการสื่อสารที่ไม่ดีกันก่อนครับ

“ดูเหมือนคุณมีงานยุ่งทุกวันเลย เห็นทำโอทีตลอด อย่าลืมรักษาสมดุลระหว่างงานกับชีวิตประจำวันด้วยนะ ถ้าอยากปรึกษาล่ะก็ ฉันยินดีเสมอเลย”

ประโยคข้างต้นนี้ไม่ดีเพราะไม่ได้สื่อแก่นของเรื่องว่าอยากให้เธองดทำโอทีแล้วกลับบ้านให้ตรงเวลา ลองมาดูตัวอย่างประโยคที่สื่อสารเรื่องเดียวกันได้อย่างตรงจุดกันครับ

“ดูเหมือนคุณงานยุ่งทุกวันและต้องทำโอทีตลอดเลย ขอบคุณมากที่ทุ่มเทเพื่องาน แต่ควรงดทำโอทีแล้วกลับบ้านตรงเวลาดีกว่านะ ถ้าถึงเวลาเลิกงานแล้ว แต่งานยังไม่เสร็จ เราค่อยมาปรับปริมาณงานกัน”

ประโยคข้างต้นสื่อสารได้ตรงจุด และยิ่งส่งผลดีที่เสนอทางเลือกให้อีกฝ่ายด้วย


หากใช้คำถ่อมตัวจนเกินไป อาจถูกดูหมิ่นได้

บางคนคิดว่ายิ่งถ่อมตัวมากเท่าไหร่ ยิ่งดูเป็นคนสุภาพมากเท่านั้น โดยเฉพาะเวลาทำงาน ตัวอย่างเช่น เมื่อวานให้ใครสักคนช่วยงานบางอย่าง บางคนอาจพูดว่า

“รู้สึกเกรงใจจริง ๆ ที่ต้องวานให้คุณช่วยงานนี้ ถ้าไม่สะดวกบอกได้นะครับ ขอโทษจริง ๆ ครับ”

คุณเคยเอ่ยขอโทษซ้ำ ๆ ทั้งที่ไม่ได้ทำความผิดไหมครับ หากพูดประโยคข้างต้นบ่อย ๆ ผู้พูดอาจถูกมองว่าเป็นคนหัวอ่อนมากกว่าคนสุภาพก็ได้ครับ จึงควรใช้คำแสดงความถ่อมตัวอย่างระมัดระวัง ไม่ใช้ถ้อยคำที่ลดคุณค่าตัวเองลง และคนที่ชอบพูดขอโทษซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ระวังคนอื่นจะรู้สึกกังขาว่า “หมอนี่รู้สึกผิดจริงหรือเปล่า?”

เมื่อขอร้องหรืออธิบายบางอย่าง ควรสื่อสารให้เป็นรูปธรรม ชนิดที่คนฟังแล้วตอบว่า “อ๋อ อย่างนี้นี่เอง”

X ตอบอีเมลเร็ว ๆ นะ

O ตอบอีเมลภายใน 24 ชม. นะ

X ควรทักทายให้ถูกต้องนะ

O เวลาทักทายควรสบตาและวางมือจากงานที่ทำอยู่


เทคนิคการจบประโยคอย่างหนักแน่น เพื่อไม่ได้คู่สนทนาโต้กลับได้

บางครั้งหากคุณไม่ปิดประโยคอย่างหนักแน่นและชัดเจน ตอนที่แสดงความเห็นหรือปฏิเสธคำขอร้อง คู่สนทนาอาจโต้กลับมาได้ ตัวอย่างประโยคเช่น

“ขอโทษนะครับ รบกวนทำ… ให้หน่อยนะครับ”

ถ้าคู่สนทนามีท่าทีจะตอบกลับด้วยคำปฏิเสธ ให้สำทับไปว่า “รบกวนด้วยนะครับ”

ตัวอย่างประโยคที่ใช้ในการปฏิเสธอย่างหนักแน่น เช่น

“ขอโทษครับ ผมทำงานนี้ให้ไม่ได้จริง ๆ เพราะ… ขอบคุณมากครับที่เข้าใจ”

เมื่ออยากโน้มน้าว เกลี้ยกล่อม หรือกระตุ้นให้อีกฝ่ายช่วยทำอะไรบางอย่าง ต้องบอกให้ผู้ฟังเข้าใจเหตุผลด้วยว่าทำไม ตัวอย่างคำสั่งที่ไม่ดี เช่น

“เพราะว่าทางบริษัทกำหนดมาแล้วไง เสียงคนตำแหน่งสูง ๆ น่ะดังจะตาย”

“เพราะเป็นสิ่งที่คนในบริษัทต้องปฏิบัติตามไง”

ประโยคเหล่านี้ให้ความรู้สึกบีบบังคับ ผู้ฟังไม่รู้สึกเต็มใจอยากทำตาม ตัวอย่างประโยคที่เข้าใจได้เพราะมีเหตุผลรองรับ เช่น

“ก่อนกลับบ้านให้เก็บเอกสารใส่ลิ้นชักให้เรียบร้อย อย่าวางไว้บนโต๊ะ ตอนแม่บ้านมาทำความสะอาดจะได้ไม่เผลอหยิบไปทิ้ง เพราะในกรณีเลวร้าย เขาอาจทิ้งเอกสารสำคัญโดยไม่ได้ตั้งใจ อาจส่งผลกระทบต่อบริษัทได้เลยทีเดียว”


พูดให้คนฟังรู้สึกว่า “ทำดีกว่า” แทนการบอกว่า “อย่าทำ”

บางคนรู้สึกห่อเหี่ยวเมื่อมีคนมาบอกว่าอย่าทำอย่างนั้น อย่าทำอย่างนี้ กรณีแย่สุดอาจต่อต้านเลยก็ได้ แต่หากเราให้คำแนะนำแทนว่า “ทำ… ดีกว่านะ” ผู้ฟังจะปฏิบัติตามได้ง่าย ตัวอย่างที่ไม่ดี เช่น

“คุณต้องจำเนื้อหางานทั้งหมด ห้ามตกหล่นให้ได้ภายใน 1 เดือน”

ประโยคนี้ฟังดูกดดัน คนฟังอาจกลัวการล้มเหลวหรือผิดพลาดได้ มาลองเปลี่ยนประโยคนี้ให้ฟังดูนุ่มนวลขึ้นกันครับ

“ถ้าคุณจำเนื้อหางานทั้งหมดได้ภายใน 1 เดือนนี้ เดือนหน้าผมจะสอนงานขั้นต่อไปให้”

จุดมุ่งหมายของทั้งสองประโยคนี้เหมือนกันคือต้องการให้ผู้ฟังจำเนื้อหางานให้ได้ภายใน 1 เดือน แต่ประโยคหลังผู้ฟังฟังแล้วเต็มใจปฏิบัติตามมากกว่า


คำพูดที่ทำให้คู่สนทนารู้สึกพิเศษ

เวลาขอร้องหรือขอความช่วยเหลือจากใคร แนะนำให้เสริมด้วยคำว่า “เพราะเป็นคุณ…” จะช่วยให้อีกฝ่ายรู้สึกพิเศษ ตัวอย่างเช่น

“เพราะคุณ… ต้องทำได้แน่ ผมเลยมาขอร้อง”

“เพราะเป็นคุณ… ผมเลยมาขอความช่วยเหลือ”

คำพูดนี้ได้ผลกับคนที่มี self-esteem สูง แต่ไม่ควรใช้กับคนเดิมซ้ำบ่อยเกินไป ถ้ามั่นใจว่าเวลานี้เหมาะสมที่จะพูดคำนี้แล้วก็ให้ลองพูดดูครับ


คำปฏิเสธที่ควรพูดแทนคำว่า “ทำไม่ได้”

บางคนคิดว่าหากปฏิเสธคนอื่นด้วยคำว่า “ทำไม่ได้” จะเป็นการสิ้นสุดความสัมพันธ์ ทั้งที่ความจริงแล้วการตอบปฏิเสธเป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ แต่เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ เราควรปฏิเสธพร้อมเตรียมทางเลือกอื่นเอาไว้ด้วย ตัวอย่างเช่น

“ผมทำอย่างที่คุณบอกไม่ได้ แต่พอจะให้ความเห็นได้”

หรือตอนก่อนตอบตกลงข้อเสนอของอีกฝ่าย หากคุณมีสิ่งที่อยากเสนอ ให้ยื่นข้อเสนอแลกกับการตอบตกลง ตัวอย่างเช่น

“ครั้งนี้เราตกลงกันที่จำนวนเงิน… บาทนะครับ แต่งานหน้าขอให้บริษัทผมทำนะครับ”

การฟังเป็นอีกหนึ่งทักษะที่สำคัญในการสื่อสาร เพราะหากเอาแต่พูด ยึดครองบทสนทนาไว้ฝ่ายเดียวจะทำให้ผู้อื่นรู้สึกอึดอัด ซึ่งหากติดเป็นนิสัยแล้ว แม้จะพูดออกไปโดยไม่ได้คิดอะไร แต่พฤติกรรมนั้นอาจสร้างความรำคาญแก่คนรอบข้างได้อย่างมาก จนเป็นเหตุทำให้ผู้คนเริ่มถอยห่าง เพราะมองว่ายึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง คนเราต่างชอบการมีคนคอยรับฟัง เมื่ออยากได้รับความเชื่อใจจากคนอื่นมากขึ้น เราควรย้อนมาพิจารณาตนเองว่าตอนไหนบ้างที่เราไปยึดบทสนทนาของคนอื่น


ยิ่งคนพูดลนลาน คนฟังยิ่งต้องฟังอย่างใจเย็น

บทสนทนาจะดำเนินไปในทิศทางไหนขึ้นอยู่กับผู้ฟังไม่ใช่ผู้พูด ยิ่งผู้พูดแสดงท่าทีร้อนรนมากเท่าไหร่ ผู้ฟังยิ่งต้องรับมือฟังด้วยความใจเย็น และแสดงทัศนคติที่เป็นกลาง ผู้ฟังที่ดูนิ่ง ดูมั่นคง ช่วยให้ผู้พูดรู้สึกสงบลงได้

หลักปฏิบัติขณะเป็นผู้ฟัง

  • หากอีกฝ่ายดูร้อนรน ให้เขาหายใจเข้าลึก ๆ เป็นเวลา 3 วินาที แล้วผ่อนลมหายใจ
  • เชิญให้เขานั่งลง
  • เปลี่ยนไปคุยในที่ที่มีคนน้อย ไม่พลุกพล่าน
  • เสิร์ฟเครื่องดื่มหรือชา
  • หากอีกฝ่ายร้อนรนมาก อาจแตะหลังมือของอีกฝ่ายเบา ๆ
  • ระหว่างฟังให้พยักหน้าช้า ๆ
  • ไม่ถามหรือแสดงความเห็นจนกว่าอีกฝ่ายจะพูดจบ
  • ไม่แสดงท่าทีคาดคั้น ควรถามอย่างใจเย็น
  • ไม่กอดอกหรือแสดงท่าทีเคร่งขรึม
  • ไม่จ้องอีกฝ่ายเขม็ง

คุณเคยเจอเหตุการณ์ที่ไม่รู้จะตอบกลับไปว่ายังไงไหมครับ อาจเป็นตอนที่มีคนมานินทาว่าร้ายให้ฟัง พูดจาล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวคนอื่น โอ้อวดหรือบ่นปัญหาภายในครอบครัวให้ฟัง หากไม่รู้จะตอบไปว่ายังไงในสถานการณ์เช่นนี้ แนะนำให้พยักหน้าแทนการนิ่งเงียบ จะช่วยให้บรรยากาศไม่อึดอัด และอีกฝ่ายรู้สึกว่าคุณกำลังรับฟังอย่างตั้งใจ

ระหว่างการประชุม หลายคนคงเคยพบว่าเรื่องที่กำลังคุยอยู่ไหลออกนอกประเด็น จนเราสับสนว่ากำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่ หากในวงสนทนามีคนชอบพูดออกนอกประเด็น ควรมีใครสักคนดึงบทสนทนากลับเข้าเรื่องด้วยประโยคต่อไปนี้

“จะว่าไปเมื่อกี้คุยค้างไว้ตรงไหนนะ…”

“เอาละ มาเข้าเรื่องกันดีกว่า”


รับรู้อารมณ์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความโกรธ

ตัวอย่างเช่น ภรรยาโกรธที่สามีกลับบ้านดึกโดยที่ไม่ได้โทรบอกล่วงหน้า เบื้องหน้าคือความโกรธเพราะการไม่บอกกล่าว คนที่รออยู่ต้องเดือดร้อน เบื้องหลังความโกรธที่แท้จริงคือ “กลัวว่าสามีจะประสบอุบัติเหตุ”

บางครั้งคนที่กำลังโกรธอาจไม่ทันรู้ตัว ขณะที่บางครั้งถึงรู้ตัวก็ยังโมโหอยู่ดี หากเจอคนที่กำลังโกรธอาจถามว่า “ตอนนี้คุณรู้สึกยังไง” เขาจะได้บอกได้ว่าที่โกรธอยู่นั้นเพราะเป็นห่วง, เหงา หรือกำลังอึดอัดใจอยู่


วิธีตัดจบการสนทนากลางคัน

คุณเคยอยู่ในการประชุมหรือวงสนทนาที่ไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุดไหมครับ ในสถานการณ์เช่นนี้ การจะตัดจบการสนทนาเป็นเรื่องยาก แนะนำให้พูดว่า 

“เนื่องจาก… วันนี้จึงขอจบไว้เพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ” วิธีนี้เป็นการตัดจบบทสนทนาโดยไม่เสียมารยาท ตัวอย่างเช่น

“เนื่องจากหลังจากนี้หลายคนมีธุระส่วนตัวต่อ วันนี้จึงขอจบไว้เพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ”

ท่าทีของผู้ฟังก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้พูดรู้สึกว่าพูดด้วยง่ายหรือยาก การไม่ยอมสบตากับผู้พูด หรือฟังไปด้วยพร้อมกับทำอย่างอื่นไปด้วย จะทำให้ผู้พูดรู้สึกว่าสนทนากับเราได้ยาก

แค่มองและตั้งใจฟังเวลามีคนพูดด้วยก็ช่วยสานสายสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นขึ้นได้ ท่าทางสำคัญกว่าคำพูด เพียงให้ความสำคัญกับท่าทางของตนเอง คุณจะได้รับความไว้วางใจจากคู่สนทนามากขึ้น

การตั้งคำถามเป็นองค์ประกอบสำคัญอีกอย่างที่ทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองจะถามเรื่องอะไร เพราะไม่ได้ตั้งใจฟังให้ดี และไม่ได้คิดตามไปด้วย

ขณะที่พูดคุยกัน หากคุณถามคำถามไปแล้วคู่สนทนาดูมีท่าทีลังเล การจะให้คู่สนทนาตอบได้ง่ายขึ้น ให้ลองยกตัวอย่างประกอบด้วย จะช่วยให้อีกฝ่ายนึกคำตอบได้ในทันที เช่น

เมื่อถามเรื่องอนาคต “หลังจากนี้อีก 3 ปี คุณอยากจะทำอะไร เช่น ทักษะที่อยากฝึกเพิ่มหรืออะไรก็ได้”

เมื่อถามเรื่องสเปก “คุณชอบคนแบบไหนเหรอ ชอบคนทำอาหารเก่ง เล่นกีฬาเก่ง หรือมีอะไรที่ไม่ชอบไหม?”

หากลองยกตัวอย่างคำตอบให้ด้วย การสนทนาจะราบรื่นขึ้นครับ


วิธีส่งไม้ต่อให้คนอื่นพูดบ้าง

ระหว่างการสนทนาเคยรู้สึกว่าตนเองพูดมากเกินไปบ้างไหมครับ ในกรณีนี้คุณสามารถส่งไม้ต่อโดยการพูดว่า “แล้วคุณ…ล่ะครับ” เพื่อแบ่งให้คนอื่นเป็นคนได้พูดบ้าง

หากกำลังคุยเกี่ยวกับเรื่องที่กังวลใจ ให้ถามว่า “แล้วคุณ…ล่ะครับเคยกังวลเหมือนกันไหม?”

หากกำลังคุยเรื่องที่อยากทำในวันหยุด ให้ถามว่า “ปกติคุณ…ชอบทำอะไรในวันหยุดครับ?”

หากเป็นไปได้ควรแบ่งบทสนทนาระหว่างคุณกับคนอื่นในอัตราส่วน 50:50

เมื่อมีคนมาขอคำปรึกษาปัญหาสำคัญที่อาจทำให้คุณร้อนรนเช่นกัน ขอให้คุณหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนถามกลับว่า “เกิดอะไรขึ้น เล่าให้ฟังได้นะ” หากคุณมีเวลาควรรับฟังจนกว่าอีกฝ่ายจะพูดจบและใจเย็นลงก่อนแล้วค่อยถาม ห้ามเทศนา เพราะการสั่งสอนอาจทำให้อีกฝ่ายบอบช้ำหรือเสียใจได้ แต่สุดท้ายแล้วเรื่องเหล่านั้นเป็นชีวิตส่วนตัวของแต่ละคน เราจึงควรพูดให้อีกฝ่ายหาข้อสรุปได้ด้วยตัวเอง


วิธีตั้งคำถามกับคนพูดน้อย

บางครั้งคนรอบตัวคุณอาจเป็นคนพูดน้อย หรือไม่ค่อยเปิดบทสนทนาก่อน โดยเฉพาะตอนเจอกันครั้งแรก ในกรณีนี้แนะนำให้ถามอีกฝ่ายด้วยคำถามที่ตอบว่าใช่หรือไม่ เพื่อให้อีกฝ่ายตอบกลับได้ง่าย เช่น

“ช่วงนี้งานยุ่งไหมครับ”

“เนกไทสีสวยจัง ชอบสีแดงเหรอครับ”

การถามคำถามที่ตอบใช่หรือไม่ ทำให้อีกฝ่ายกล้าคุยด้วยมากขึ้น และช่วยขยายหัวข้อสนทนาออกไปได้กว้างขึ้น


วิธีรับมือกับน้ำตาของอีกฝ่าย

หากตักเตือนคู่สนทนาจนอีกฝ่ายน้ำตาไหล อย่าเพิ่งรีบปลอบ เพราะอาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าแค่ร้องไห้ก็ได้รับการให้อภัย และส่งผลให้ยังทำแบบเดิมซ้ำอีก แต่หากแสดงท่าทีไม่พอใจหรือดุไปว่า “อย่าร้องสิ” ก็ยิ่งทำให้อีกฝ่ายร้องไห้หนักยิ่งขึ้น

ทางที่ดีควรให้เขาตระหนักว่าน้ำตาไม่ได้ช่วยอะไร โดยการพูดอย่างใจเย็นและชี้แจงเหตุผลให้อีกฝ่ายควบคุมสติอารมณ์ตัวเองได้ ด้วยประโยคตัวอย่างต่อไปนี้

“ผมจะรอให้คุณหยุดร้องไห้ก่อน พร้อมแล้วบอกผมนะ”

“พอคุณร้องไห้แบบนี้ ผมก็พูดไม่ออกเหมือนกัน งั้นไว้เรามาคุยกันใหม่นะ”

“เพราะเรื่องนี้สำคัญมาก จึงอยากบอกหลังจากคุณหยุดร้องไห้แล้ว”


วิธีตอบคำถามที่ไม่อยากตอบ

เมื่อถูกซักถามคำถามที่คุณไม่อยากตอบ เช่น เรื่องเงินเดือน แนะนำให้ตอบคำถามนั้นด้วยคำถาม เช่น

“เรื่องเงินเดือนของผมเหรอครับ คุณ…อยากรู้เหรอ แล้วเงินเดือนของคุณล่ะครับ”

ถ้าอีกฝ่ายตอบกลับมาอย่างมั่นใจ แนะนำให้ตอบกลับอย่างเรียบง่ายไปว่า

“ก็ได้พอ ๆ กับคุณนั่นแหละครับ”

“ได้ไม่เท่าคุณหรอกครับ”

หรือหากถูกถามเรื่องในอดีตที่ไม่อยากพูดถึง ให้ตอบไปว่า

“ไม่ค่อยอยากนึกถึงอดีตเท่าไหร่ครับ”

“พอดีมักจะคิดถึงเฉพาะเรื่องอนาคตน่ะครับ”

เพียงตอบกลับคำถามด้วยคำถามแบบข้างต้น คุณก็จะไม่ถูกถามซอกแซกอีก


วิธีตอบรับคำชม

หลายคนเมื่อได้รับคำชมมักจะตอบอย่างถ่อมตัวว่า “ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ” “บังเอิญน่ะครับ” การตอบแบบนี้อาจทำให้คนที่ชมเราเสียหน้าหรือรู้สึกลำบากใจได้ เหมือนสิ่งที่เขาเอ่ยชมออกมาไม่เป็นความจริง จนคนชมอาจคิดในใจว่า “ไม่น่าชมเลย”

เราควรเรียนรู้คำขอบคุณอย่างจริงใจไว้ใช้ตอนเวลาได้รับคำชม เพื่อให้ตอบรับได้อย่างชำนาญและมีมารยาทต่อผู้อื่น ตัวอย่างคำขอบคุณเมื่อได้รับคำชม เช่น

“ขอบคุณครับ ดีใจที่ได้ยินอย่างนี้”

“ขอบคุณสำหรับคำชมครับ”

“เขินนิดหน่อยเพราะไม่ค่อยได้รับคำชมเท่าไหร่ ขอบคุณครับ”

หรือหากอยากพูดให้เกียรติคนรอบข้าง สามารถพูดได้ว่า

“ขอบคุณครับ เรื่องนี้ต้องขอบคุณทุกคนด้วยเช่นกัน”


หากบอกว่า “โอเค/ไม่เป็นไร” ต้องแนบเหตุผลด้วย

เมื่อมีคนมาถามความคืบหน้าของงานที่ทำอยู่ว่าผลเป็นยังไงบ้าง เป็นไปตามกำหนดการไหม หากคุณตอบเพียงแค่ว่า “โอเคเลย ไม่มีปัญหา” ผู้ฟังบางคนอาจรู้สึกกังวลเพราะไม่ทราบที่มาที่ไปว่าทำไมงานถึงโอเค ควรแจกแจงข้อมูลที่น่าเชื่อถือ หรือความคืบหน้าปัจจุบันแนบไปด้วย เช่น

“ตอนนี้งานเสร็จไปประมาณ 80% แล้ว ทันกำหนดในอีกสองวันแน่นอนครับ”

“ตอนนี้รอแค่ข้อมูลของอีกสาขาหนึ่งเท่านั้น งานจะเสร็จเรียบร้อยภายในวันนี้แน่นอนครับ”


อย่าแปะป้ายลดคุณค่าให้เรื่องที่จะพูด

เมื่อต้องพูดต่อหน้าคนหมู่มาก โดยเฉพาะตอนที่ไม่มั่นใจ บางคนอาจเผลอพูดว่า “เรื่องของผมอาจไม่สำคัญเท่าไหร่ แต่ช่วยฟังหน่อยครับ” หากคุณพูดลดทอนคุณค่าคำพูดตัวเองด้วยประโยคข้างต้น แม้เนื้อหาที่คุณพูดหลังจากนั้นจะดีแค่ไหน ความประทับใจของผู้ฟังก็จะลดลง และเป็นการเสียมารยาทต่อผู้ฟังด้วย

หากคุณได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่พูดแล้ว จงพูดอย่างฉะฉาน หนักแน่น และปราศจากคำแก้ตัว อย่าพูดว่า

“อาจฟังดูเป็นเรื่องน่าเบื่อสักหน่อย”

“ต้องขอโทษจริง ๆ หากเรื่องที่เล่าไม่ค่อยเป็นเรื่องเป็นราวนัก”

“เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้อาจไม่มีสาระมากนัก”

คุณควรพูดด้วยประโยคเหล่านี้แทน

“เนื่องในโอกาสอันดี ผมหวังว่าเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกคน”

“สารภาพว่าตอนนี้ผมตื่นเต้นมาก แต่จะพยายามถ่ายทอดให้ดีที่สุดครับ”


ตอนนำเสนองานต้องพูดภาพรวมก่อนเสมอ

สิ่งที่ควรปฏิบัติเมื่อนำเสนองานคือการกล่าวถึงภาพรวมคร่าว ๆ ตั้งแต่ตอนเริ่มต้น โดยการแจกแจงลำดับหัวข้อที่จะพูด เพื่อช่วยให้ผู้ฟังรู้ลำดับเนื้อหา ตัวอย่างเช่น

“วันนี้ผมจะพูดเรื่องการรับมือกับความไม่พึงพอใจ ก่อนอื่นขอแจกแจงลำดับหัวข้อให้ทุกท่านทราบก่อน ลำดับแรกผมจะพูดถึงวิธีคิดเพื่อรับมือกับความไม่พอใจ ลำดับที่สองคือขั้นตอนการรับมือ ลำดับที่สามคือจิตวิทยาที่แสดงความไม่พอใจ ลำดับที่สี่เป็นการยกกรณีตัวอย่าง และลำดับสุดท้ายคือวิธีป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ”

หากแจกเอกสารหรือมีสไลด์ให้ดูลำดับการนำเสนอภายใน 1 หน้าให้ผู้ฟังดูด้วย ก็จะยิ่งเสริมให้ผู้ฟังเห็นภาพและเข้าใจเนื้อหาโดยสรุปมากขึ้น ลองนำวิธีนี้ไปใช้ดูกันนะครับ


ปิดท้ายการนำเสนอด้วยสาระสำคัญที่อยากบอก

ตอนจบการอภิปรายหรือการนำเสนอ คุณอาจทิ้งท้ายด้วยประเด็นสำคัญหรือใจความสำคัญให้ผู้ฟังจำได้ด้วยคำพูดที่กระชับ วิธีนี้คุณจำเป็นต้องคิดคำเตรียมไว้ล่วงหน้า จากเดิมที่คุณเคยพูดว่า

“เห็นสมควรแก่เวลาแล้ว ผมจึงขอจบการนำเสนอเพียงเท่านี้”

มาเป็นประโยคที่ปิดท้ายด้วยสาระสำคัญแบบตัวอย่างเหล่านี้

“สิ่งที่อยากเน้นย้ำในวันนี้คือ คนที่ต้องรับผิดชอบการกระทำของตัวเราก็คือตัวเราเอง”

“จากที่พูดมา สรุปได้ว่าการมองเห็นภาพรวมของงานที่ทำอยู่ จะนำไปสู่ productive ที่สูงขึ้น”

หลังจากพูดปิดจบ ให้แสดงความเคารพหรือขอบคุณช้า ๆ อย่าพูดไปพร้อมกับแสดงความเคารพไปด้วย เพราะจะดูวุ่นวาย ควรแยกทำเป็นขั้นตอน เพียงเท่านี้การพูดในที่สาธารณะของคุณก็จะจบลงอย่างสวยงาม


วิธีพูดกับคนที่กำลังท้อแท้

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อคู่สนทนารู้สึกหดหู่หรือหมดกำลังใจ คือการให้กำลังใจที่ไม่จำเป็น สาเหตุของความรู้สึกท้อแท้หรือหมดกำลังใจมีได้หลายสาเหตุ ถ้าเรายังไม่เข้าใจสถานการณ์ ควรแสดงท่าทีว่าพร้อมรับฟัง โดยไม่ก้าวก่ายมากเกินไป

ตัวอย่างคำที่ไม่ควรพูด เช่น

“สู้ ๆ นะ เป็นกำลังใจให้”

“เป็นอะไรไป ร่าเริงหน่อยสิ”

ควรเปลี่ยนมาพูดประโยคทำนองว่า

“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า ดูแปลก ๆ ไปนะ ถ้าเล่าออกมาแล้วช่วยให้รู้สึกสบายใจขึ้น ผมยินดีรับฟังนะ”

ขณะเดียวกันหากคุณเป็นฝ่ายที่ได้เล่าระบายความในใจให้ใครสักคนฟัง ควรกล่าวขอบคุณอีกฝ่ายทุกครั้ง หรือกรณีที่ไปขอคำปรึกษาเรื่องสำคัญ ก็ควรพูดขอบคุณด้วยทุกครั้ง โดยใช้คำพูดว่า

“ดีจังที่ได้คุยกับคุณ…”

“ขอบคุณคุณ… มากจริง ๆ”

“ขอบคุณสำหรับที่ผ่านมานะ”

นอกจากนี้ในหนังสือเล่มนี้ยังแนะนำประโยคสำเร็จรูปสำหรับรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ไว้มากมาย ครอบคลุมทั้งเรื่องงาน, เรื่องส่วนตัว, เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ โดยมีมากถึง 343 ประโยคพร้อมใช้ ใครที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่พูดไม่เก่ง ไม่มั่นใจในทักษะการสื่อสารของตัวเอง เทคนิคในหนังสือเล่มนี้ช่วยคุณได้อย่างแน่นอน ใครสนใจสามารถหามาอ่านได้กับหนังสือ “เทคนิคพูดพร้อมใช้ สื่อสารกับใครก็แฮปปี้” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์นานมีบุ๊กส์ ราคา 245 บาท

สนใจหนังสือ เทคนิคพูดพร้อมใช้สื่อสารกับใครก็แฮปปี้

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/8AF4jWqF2N
หรือซื้อแบบ ebook:
https://www.mebmarket.com
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

Related Articles

จิตวิทยาต่อรอง จะต้องพูดและทำอะไรในการต่อรองที่แพ้ไม่ได้

ในชีวิตประจำวันเราต้องพบเจอกับเรื่องมากมายที่ต้องอาศัยการเจรจาต่อรอง ไม่ว่าจะเป็นการต่อรองขอลดราคาสินค้า ต่อรองกับลูกค้า หรือต่อรองเพื่อขอขึ้นเงินเดือน เทคนิคการต่อรองมีสอนกันมานานแล้ว แต่เทคนิคเหล่านั้นเน้นไปที่การท่องจำประโยคสำเร็จรูป ทั้งที่จริง ๆ แล้วการเจรจาต่อรองเป็นเรื่องที่คาดการณ์ไม่ได้ เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับอารมณ์มากกว่าเหตุผลครับ ดังนั้นการต่อรองต้องมุ่งเน้นไปที่การจัดการกับอารมณ์ของอีกฝ่าย แทนที่จะยกเหตุผลต่าง...

จิตวิทยาชมคนให้ได้ใจ 100% วิธีพูดให้คนรู้สึกดีอย่างคนที่รู้หลักจิตวิทยา

การได้รับคำชมที่น่าประทับใจแค่ครั้งเดียว สามารถเปลี่ยนแปลงคนเราได้มากกว่าการได้รับคำแนะนำ 10 ครั้ง การชมรูปลักษณ์ภายนอกหรือผลงานของอีกฝ่าย ถือเป็นการชมที่ยอดเยี่ยม แต่การชมสิ่งเหล่านั้นเพียงแค่ผิวเผินจะสร้างความประทับใจได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่หนังสือเล่มนี้จะแนะนำวิธีชมที่สร้างความประทับใจและตึดตรึงอยู่ในความทรงจำของอีกฝ่ายครับ ไอติมอ่าน ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ “วิธีพูดให้คนรู้สึกดีอย่างคนที่รู้หลักจิตวิทยา”...

จิตวิทยาไม่เป็นคนหัวร้อน เทคนิคจัดการอารมณ์ที่ช่วยให้กลายเป็นคนอารมณ์ดีในทุก ๆ วัน

ในแต่ละวันเราต้องเจอกับความโกรธในสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ต้องเจอกับคนที่ไม่ชอบในที่ทำงาน ตอนที่ถูกคนอื่นทำให้เดือดร้อน หรือตอนที่อะไรต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เมื่อนานวันเข้าความโกรธที่สะสมไว้ก็จะกลายเป็นความทุกข์ที่ทำให้ชีวิตหาความสุขไม่ได้ แต่ความโกรธเป็นอารมณ์ปกติตามธรรมชาติของมนุษย์ครับ ไม่ว่าใครก็มีความโกรธได้ โดยไม่เกี่ยวกับเพศกับวัยแต่อย่างใด...

เล่าเรื่องสไตล์พิกซาร์ เสริมพลังให้ธุรกิจคุณ ด้วยเรื่องเล่าที่ทรงพลัง

หากพูดถึงสตูดิโอสร้างภาพยนตร์แอนนิเมชันอันดับหนึ่งในใจของหลายคนคงเป็นค่ายพิกซาร์ ที่มีผลงานกินใจอย่าง Toy Story, Monster Inc., Finding Nemo, Cars, Ratatouille, UP และอื่น...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!