ไอติมฮีลใจ

จิตวิทยาไม่เป็นคนหัวร้อน เทคนิคจัดการอารมณ์ที่ช่วยให้กลายเป็นคนอารมณ์ดีในทุก ๆ วัน

Share

ในแต่ละวันเราต้องเจอกับความโกรธในสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ต้องเจอกับคนที่ไม่ชอบในที่ทำงาน ตอนที่ถูกคนอื่นทำให้เดือดร้อน หรือตอนที่อะไรต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เมื่อนานวันเข้าความโกรธที่สะสมไว้ก็จะกลายเป็นความทุกข์ที่ทำให้ชีวิตหาความสุขไม่ได้

แต่ความโกรธเป็นอารมณ์ปกติตามธรรมชาติของมนุษย์ครับ ไม่ว่าใครก็มีความโกรธได้ โดยไม่เกี่ยวกับเพศกับวัยแต่อย่างใด แม้จะเลี่ยงไม่ให้โกรธไม่ได้ แต่เราสามารถจัดการกับความโกรธที่ปะทุขึ้นมาได้ครับ ไอติมฮีลใจ ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ 100 วิธีไม่เป็นคนหัวร้อน เขียนโดยโทดะ คุมิ วิทยากรผู้อบรบด้านวิธีการสื่อสารให้กับผู้คนมาแล้วกว่า 200,000 คน

หนังสือเล่มนี้พูดถึงเทคนิคทางจิตวิทยาในการจัดการกับความโกรธที่จะเปลี่ยนให้เรากลายเป็นคนที่โกรธยากขึ้น หนังสือนำเสนอ 100 วิธี ซึ่งแต่ละวิธีมีเนื้อหาสั้น ๆ โดยแบ่งออกเป็น 5 ด้าน ซึ่งผมจะสรุปเนื้อหาแต่ละด้านแบบรวบให้เพื่อนกันครับ


บทที่ 1 – นิสัยที่ใช้รับมือกับความโกรธได้อย่างฉลาด

เวลาที่เพื่อน ๆ โกรธขึ้นมาเมื่อไหร่ให้รอ 6 วินาทีครับ เมื่อเวลาผ่านไป 6 วินาที ความมีเหตุผลจะเริ่มทำงาน และเพื่อน ๆ จะไม่ถูกความโกรธครอบงำจนขาดสติ การปล่อยให้ตัวเองขาดสติจนอาละวาดทำลายข้าวของ ใช้ความรุนแรง หรือใช้คำพูดที่ทำให้อีกฝ่ายเจ็บช้ำใจ เราจะถูกคนอื่น ๆ มองว่าเป็นคนไม่น่าคบ ส่งผลให้ความสัมพันธ์กับคนอื่นย่ำแย่ ถ้าไม่อยากให้ตัวเองติดนิสัยวู่วาม ลองฝึกรอ 6 วินาทีดูนะครับ

ถึงอย่างนั้นเราต้องเข้าใจว่าความโกรธเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เราไม่จำเป็นต้องฝืนปฏิเสธมันครับ และคนส่วนใหญ่คิดว่าความโกรธเป็นสิ่งไม่ดี แต่จริง ๆ แล้วการรู้สึกโกรธแต่แสดงออกไปไม่ได้ต่างหากที่เป็นเรื่องที่ไม่ดีครับ ดังนั้นเพื่อน ๆ ต้องรู้จักแสดงความโกรธในเวลาที่เหมาะสม หากเอาแต่เก็บไว้ สักวันหนึ่งมันจะระเบิดออกมา หรือไม่มันอาจทำให้เพื่อน ๆ รู้สึกเกลียดตัวเองขึ้นมาได้ครับ

ทางที่ดีเราควรสื่อสารให้อีกฝ่ายเข้าใจว่าเรากำลังรู้สึกยังไง หรือต้องการให้ทำอะไร โดยที่ไม่ใช้อารมณ์มากจนเกินไป หากรู้สึกโกรธขึ้นมาให้คิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ และแสดงออกไปอย่างเหมาะสมดูนะครับ

ผู้เขียนบอกว่าความโกรธมีพลังมหาศาลซ่อนอยู่ภายใน เราสามารถเปลี่ยนความโกรธเป็นแรงจูงใจได้ เช่น ถูกทักว่าอ้วนเลยพยายามลดน้ำหนัก ถูกติว่าทำผลงานออกมาได้ไม่ดีเลยมุ่งมั่นตั้งใจทำงานให้มากขึ้น ถ้าเปลี่ยนมุมมองความคิดได้ เราก็จะสามารถเปลี่ยนความโกรธให้กลายมาเป็นแรงกระตุ้นไปสู่การลงมือทำได้ครับ

อารมณ์ของคนเราส่งต่อกันได้ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์โกรธ ดีใจ หรือเสียใจสามารถส่งต่อไปยังคนรอบข้างได้ โดยเฉพาะอารมณ์ที่มีพลังรุนแรงอย่างความโกรธหรือความหงิดหงิด มักส่งต่อได้ง่ายกว่าอารมณ์อื่น ๆ มาก ดังนั้นเมื่อมีคนที่กำลังหงุดหงิดอยู่ใกล้ ๆ เพื่อน ๆ ควรหาทางปลีกตัวออกมาจะดีกว่าครับ

ผู้เขียนบอกว่ายิ่งเป็นคนใกล้ตัวมากเท่าไหร่ เราจะยิ่งแสดงความโกรธออกมารุนแรงมากตามไปด้วย หากอีกฝ่ายเป็นคนที่เราไม่ได้สนิทด้วยมาก เราจะมีความเกรงใจอยู่บ้าง เวลาโกรธเลยไม่กล้าแสดงออกไปตรง ๆ เท่าไหร่ ในทางกลับกันหากอีกฝ่ายเป็นคนรัก คนในครอบครัว หรือเพื่อนในที่ทำงานที่สนิทกันมานาน เราจะเผลอคิดไปว่าพวกเขาต้องรู้ใจเรา ถึงไม่บอกไปเขาก็ต้องรู้อยู่แล้ว พอเวลาที่อีกฝ่ายไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เราจึงรู้สึกโกรธมากกว่าปกติ แถมยังกล้าอาละวาดอย่างเต็มที่เพราะสนิทกันอีกด้วย

ถ้าเพื่อน ๆ ไม่อยากทำร้ายจิตใจคนสำคัญในชีวิต เวลาที่รู้สึกโกรธให้เพื่อน ๆ หยุดคิดว่าตัวเองกำลังคาดหวังแล้วผิดหวังไปเองอยู่คนเดียวหรือเปล่า การฝึกแบบนี้ช่วยให้มีสติและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับคนใกล้ตัวเอาไว้ได้ครับ


บทที่ 2 – นิสัยที่ทำให้ความโกรธสงบลง

ความโกรธเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เราจึงจัดการกับมันได้ยากและเผลอปล่อยให้มันครอบงำ ผู้เขียนแนะนำให้เราลองให้คะแนนความโกรธดู โดยอ้างอิงตามเกณฑ์นี้ครับ

  • 0 คะแนน คือไม่รู้สึกโกรธ
  • 1-3 คะแนน คือรู้สึกหงุดหงิดหรือโกรธเพียงเล็กน้อย ไม่นานก็หาย
  • 4-6 คะแนน คือโกรธเล็กน้อย แต่ก็ใช้เวลาระยะหนึ่งกว่าจะหาย
  • 7-9 คะแนน คือโกรธมาก แต่ยังมีสติอยู่
  • 10 คะแนน คือโกรธจนขาดสติ

วิธีการให้คะแนนความโกรธเป็นวิธีที่ช่วยให้เรารู้จักตัวเองว่ารู้สึกโกรธได้ง่ายกับเรื่องอะไรครับ

เพื่อน ๆ เคยเถียงกับใครจนโกรธจัดบ้างไหมครับ ในเวลาแบบนี้ผู้เขียนแนะนำให้พาตัวเองออกมาจากสถานการณ์นั้น เพื่อรีเซตอารมณ์ของตัวเอง เวลาที่เพื่อน ๆ กำลังเถียงกับใครให้บอกอีกฝ่ายว่าเดี๋ยวค่อยกลับมาคุยกันใหม่ แล้วไปพักโดยทำอะไรสักอย่าง เช่น หายใจเข้าลึก ๆ ยืดเส้นยืดสาย หรือดื่มน้ำเย็น ๆ เพื่อช่วยให้ใจเย็นลง

ผู้เขียนแนะนำให้ฝึกยิ้มหน้ากระจกครับ การฝึกยิ้มเป็นวิธีที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทพาราซิมพาเทติกซึ่งมีหน้าที่ผ่อนคลายร่างกาย ผู้เขียนได้ยกเรื่องเล่าว่ามีชายคนหนึ่งถูกลูกสาวทักว่าทำไมคุณพ่อทำหน้าตาบึงตึงดูน่ากลัวจัง เขาไปส่องกระจกและพบว่าตัวเองอารมณ์เสียบ่อยจนหน้าตาดูน่ากลัวแบบที่ลูกสาวบอกจริง ๆ

หลังจากนั้นเขาจึงฝึกยิ้ม เวลาอยู่ในที่ทำงานก็พยายามยิ้มให้มากขึ้น ผลปรากฏว่าลูกน้องกล้าเข้าหาเขามากขึ้น และมีสีหน้าผ่อนคลายมากขึ้นเมื่อคุยกับเขา การยิ้มทำให้ก่อเกิดสิ่งดี ๆ ดังนั้นเวลาที่เพื่อน ๆ รู้สึกหงุดหงิดให้ลองเปลี่ยนอารมณ์ด้วยการยิ้มดูนะครับ

เพื่อน ๆ เคยหงุดหงิดเวลาเกิดเรื่องไม่คาดฝันหรือเรื่องแย่ ๆ ขึ้นไหมครับ เวลาแบบนั้นพอยิ่งคิดว่า “จะทำยังไงดีเนี่ย!” หรือ “ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้นะ!” เราก็จะยิ่งหงุดหงิด ยิ่งกระวนกระวายใจและคิดไม่ออกว่าควรทำยังไงต่อไป เวลาแบบนี้ผู้เขียนแนะนำให้ถือคติ “เดี๋ยวมันก็ดีเอง” พร้อมกับสูดหายใจเข้าประมาณ 4 วินาที และหายใจออกประมาณ 8 วินาที ทำแบบนี้สัก 2-3 รอบ จะช่วยให้ความคิดไม่พลุ่งพล่านครับ

ผู้เขียนบอกว่าโดยส่วนใหญ่คนที่มักหงุดหงิดตัวเองจะเป็นคนที่คาดหวังกับตัวเองเอาไว้สูง และเคยถูกพ่อแม่หรือครูนำไปเปรียบเทียบกับคนอื่น คนแบบนี้มักให้ความสนใจกับเรื่องที่ตัวเองทำไม่ได้ เลยชอบหงุดหงิดว่าทำไมตัวเองถึงทำไม่ได้แบบคนอื่น ทั้งที่ความจริงแล้วทุกคนมีเรื่องที่ทำไม่ได้กันทั้งนั้น หากเพื่อน ๆ เป็นคนที่เอาแต่หงุดหงิดตัวเองเพราะมีเรื่องที่ทำไม่ได้ ให้ลองเปลี่ยนไปมองเรื่องที่ตัวเองทำได้ดี หรือเรื่องที่แม้จะทำได้ไม่เต็มร้อย แต่อย่างน้อยก็ทำได้ดีในระดับหนึ่งแทนครับ

หลายคนคิดว่าการถอนหายใจเป็นเรื่องไม่ดี แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไป เวลาที่คนเราสะสมความเหนื่อยหรือความกังวลจากการใช้ชีวิตเอาไว้มากเกินไป ร่างกายจะแสดงความผิดปกติ เช่น รู้สึกหงุดหงิดง่าย กล้ามเนื้อเกร็ง หรือหายใจถี่ขึ้นครับ

เวลาแบบนี้สิ่งที่ควรทำคือการถอนหายใจ เพราะนอกจากจะช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและหายเกร็งแล้ว ยังส่งเสริมการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติอีกด้วย สำหรับใครที่กลัวว่าถอนหายใจในที่ทำงานแล้วจะโดนมองไม่ดี ให้หลบไปถอนหายใจในมุมลับอย่างทางหนีไฟหรือในห้องน้ำแทนครับ


บทที่ 3 – นิสัยที่ช่วยให้โกรธยากขึ้น

ผู้เขียนบอกว่าการมีที่พักใจเป็นสิ่งที่สำคัญมาก การมีสถานที่ที่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ การมีครอบครัวหรือเพื่อนที่ยอมรับในสิ่งที่เราเป็น การมีงานอดิเรกที่ช่วยให้เราลืมความวุ่นวายในแต่ละวัน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องน่ายินดีทั้งนั้นครับ แม้จะมีเรื่องให้รู้สึกเครียดหรือหงุดหงิด แต่อย่างน้อยถ้ามีที่พักใจ เราก็จะรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจขึ้นครับ

การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ช่วยรักษาจิตใจให้สงบได้ครับ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิกหรือยืดกล้ามเนื้อก็ช่วยจัดการกับความเครียด ซึ่งเป็นต้นเหตุของความโกรธได้ ผู้เขียนบอกว่าการออกกำลังกายหนัก ๆ ไม่ได้ช่วยให้หายเครียด แต่การออกกำลังการเบา ๆ อย่างเดินการหรือว่ายน้ำต่างหากที่ช่วยให้สมองหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินและเซโรโทนินซึ่งช่วยบรรเทาความเครียด เราจึงหงุดหงิดได้ยากขึ้นครับ

ผู้เขียนแนะนำให้หากิจกรรมสำหรับเปลี่ยนอารมณ์เตรียมเอาไว้ ตัวอย่างเช่น ขับรถเล่น ไปนวด ไปดูแข่งกีฬา ดูหนัง เดินเล่น ทำอาหาร ชงกาแฟ ลองเตรียมเอาไว้หลาย ๆ กิจกรรม และทางที่ดีควรแบ่งออกเป็นกิจกรรมที่ใช้เวลา 10 นาที กิจกรรมที่ใช้เวลาครึ่งชั่วโมง กิจกรรมที่ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมง กิจกรรมที่ใช้เวลาครึ่งวัน และกิจกรรมที่ใช้เวลาทั้งวัน เมื่อไหร่ที่รู้สึกเศร้า จมอยู่กับความเหงา หรือเหนื่อยล้า ให้เลือกกิจกรรมที่เตรียมไว้มาทำ ตามความเหมาะสมของตารางชีวิตครับ

การนอนหลับอย่างเพียงพอเป็นเวลา 6-7 ชั่วโมง ช่วยให้ไม่เกิดความเครียดสะสม แต่หากนอนหลับไม่เพียงพอจะทำให้อารมณ์แปรปรวนและหงุดหงิดง่ายครับ ถ้าอยากจัดการอารมณ์ของตัวเองได้ เพื่อน ๆ ก็ต้องนอนหลับให้เพียงพอ

เคล็ดลับที่ช่วยให้หลับสบายก็เช่น เลือกผ้าปูที่ไม่สากไม่ระคายผิว ใส่ชุดนอนคุณภาพดี เพิ่มกลิ่นอโรม่าไว้ในห้องนอน และช่วงก่อนเข้านอนให้งดเล่นโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ เพราะแสงจากหน้าจอจะไปกระตุ้นให้สมองตื่นตัว พอถึงเวลาเข้านอนจะทำให้นอนหลับได้ยากครับ

หลายคนอาจรู้สึกว่าชีวิตนี้มีแต่เรื่องน่าหงุดหงิด แต่จริง ๆ แล้วเราล้วนพบเจอเรื่องที่พอจะทำให้มีความสุขอยู่บ้างกันทั้งนั้น แทนที่จะสนใจแต่เรื่องแย่ ๆ เราหันมาสนใจเรื่องดี ๆ แล้วจดบันทึกมันดีกว่าครับ ผู้เขียนเรียกว่าเป็นการบันทึกความสำเร็จ ซึ่งความสำเร็จนั้นไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่เลยครับ เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เพื่อน ๆ มีความสุขก็ได้ อย่างเช่น ทักคนที่ไม่เคยคุยกันในที่ทำงานแล้วเขายิ้มกลับ ตื่นเช้าแล้วแสงแดดทำให้รู้สึกดี ทอดไข่ดาวออกมาได้สวย การจดบันทึกความสำเร็จจะทำให้เรามองเห็นความสุขในชีวิตและกลายเป็นคนที่โกรธได้ยากขึ้นครับ

สมองของคนเราเกลียดการเปลี่ยนแปลง เวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง เราอาจเกิดความคิดเชิงลบทำนองว่า “อาจจะทำได้ไม่ดี” หรือ “ต้องทำพลาดแน่ ๆ” ในเวลาแบบนี้ผู้เขียนแนะนำว่าให้เอาคำว่า “ช่างเรื่องนั้นไปก่อน” มาบอกกับตัวเองครับ เช่น “อาจจะทำได้ไม่ดี แต่ช่างเรื่องนั้นไปก่อน” “ต้องทำพลาดแน่ ๆ แต่อาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้ ช่างเรื่องนั้นไปก่อน”

เพื่อน ๆ เคยมีประสบการณ์โทษตัวเองทีหลังว่า “ทำไมตอนนั้นไม่ปฏิเสธไปนะ” บ้างไหมครับ? พอถูกขอร้อง ทั้งที่ใจอยากปฏิเสธ แต่ก็เผลอตอบตกลงทุกที ที่หลายคนไม่กล้าปฏิเสธเป็นเพราะว่ากลัวอีกฝ่ายจะมองไม่ดี หรือกลัวความสัมพันธ์จะแย่ลงครับ เพื่อเป็นการรักษาภาพลักษณ์ตัวเอง หลายคนจึงต้องฝืนจำใจตอบตกลง แล้วมาลำบากตัวเองในตอนหลัง

จริง ๆ ก็ไม่มีอะไรมายืนยันว่าถ้าเราปฏิเสธไปแล้วความสัมพันธ์จะแย่ลง เรื่องราวอาจจะไม่เป็นไปอย่างที่คิดเลยก็ได้ ดังนั้นถ้าต้องฝืนตัวเองจนเสียสุขภาพจิต สู้ปฏิเสธไปแต่แรกเลยดีกว่าครับ การให้ความช่วยเหลืออย่างจริงใจ ต่างกับการยอมถูกใช้งานอย่างไม่มีทางเลือกครับ

การเก็บความเศร้าไว้เรื่อย ๆ ไม่ต่างอะไรจากการสะสมความเครียดเลย หากไม่ปลดปล่อยมันออกมาบ้าง สักวันหนึ่งมันก็จะระเบิดออกมา ไม่ว่าจะเป็นความเศร้า ความเหงา หรือความทรมานใจ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เราไม่จำเป็นต้องฝืนอดกลั้นมันเอาไว้ การแสร้งทำเป็นไม่เห็นความรู้สึกที่แท้จริงจะทำให้เราจมอยู่กับความเศร้าไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นหากรู้สึกเศร้าขึ้นมาเมื่อไหร่ก็อย่าอดกลั้นมันเอาไว้ การร้องไห้ไม่ใช่เรื่องผิดหรือเรื่องน่าสมเพชเลยสักนิดครับ


บทที่ 4 – นิสัยที่ช่วยให้โกรธคนอื่นเบาลง

ในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง การถ่ายทอดสิ่งที่อยากให้อีกฝ่ายเข้าใจเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แต่น่าเสียดายที่หลายครั้งเราปล่อยให้ความโกรธครอบงำ จนลืมนึกถึงจุดนี้ไป เมื่อใช้อารมณ์เป็นใหญ่ เราจะไม่สามารถถ่ายทอดสิ่งที่อยากให้อีกฝ่ายเข้าใจจริง ๆ ได้ เช่น เมื่อพูดว่า “ทำไมถึงไม่รักษาสัญญา ไม่อยากจะเชื่อเลย” หรือ “ทำไมถึงพูดอย่างนั้น แย่ที่สุดเลย”

การพูดแบบนี้อีกฝ่ายจะเข้าใจแค่ว่าเพื่อน ๆ กำลังโกรธ แต่หากเปลี่ยนมาเป็นคำพูดว่า “เพราะตั้งตารอมาตลอด ฉันเลยเสียใจมากที่เธอทำตามสัญญาไม่ได้” หรือ “ตกใจมากที่เธอพูดว่า…” แบบนี้อีกฝ่ายจะรับรู้ถึงความรู้สึกที่แท้จริงและเข้าใจสิ่งที่เพื่อน ๆ ต้องการสื่อครับ

บางคนคิดว่าการมีคนที่ไม่ชอบเป็นเรื่องไม่ดี เลยพยายามฝืนคบกับคนที่ไม่ชอบ จนรู้สึกเครียดและหงุดหงิด แต่ความจริงการมีคนที่เราไม่ชอบเป็นเรื่องปกติครับ เราไม่จำเป็นต้องฝืนคบคนที่ไม่ชอบ ถ้าหากคนที่ไม่ชอบเป็นเพื่อนในที่ทำงาน ให้เพื่อน ๆ คุยกับอีกฝ่ายเท่าที่จำเป็น เอาให้ไม่กระทบกับการทำงานก็พอ การยุ่งเกี่ยวกันมากไปกว่านี้มีแต่จะทำให้ยุ่งยากใจ และขอให้บอกกับตัวเองว่าแม้จะมีคนที่รู้สึกไม่ชอบก็ไม่เป็นไรครับ

เรามักได้ยินคนพูดถึงข้อเสียมากกว่าข้อดีว่าไหมครับ การสนใจแต่ข้อเสียของคนอื่น ไม่เพียงแต่จะทำให้เราหงุดหงิด แต่ยังขัดขวางไม่ให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น ดังนั้นเรามาสนใจเฉพาะข้อดีของคนอื่นกันดีกว่าครับ โดยการเขียนข้อดีหรือสิ่งที่อีกฝ่ายทำสำเร็จโดยไม่ต้องเอาไปปรียบเทียบกับใคร จากนั้นนำสิ่งที่เขียนไปบอกอีกฝ่ายเพื่อเน้นย้ำข้อดีให้เจ้าตัวรู้ พอทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เพื่อน ๆ จะกลายเป็นคนที่สนใจแต่ข้อดีของคนอื่นจนเป็นนิสัยครับ

การพูดจาล้ำเส้นเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องระวัง แต่ในกรณีที่สนิทกันมาก ๆ บางคนอาจคิดว่า “พูดอะไรกับคนนี้ก็ได้ ไม่เป็นไรหรอก” และพูดจาล้ำเส้นอย่างไม่เกรงใจ กรณีที่เพื่อน ๆ โดนพูดจากล้ำเส้น อย่าเอาแต่ปิดปากเงียบ เพราะอีกฝ่ายจะไม่รู้ตัวและทำอย่างนั้นต่อไปเรื่อย ๆ ทางที่ดีให้เพื่อน ๆ บอกเขาไปให้ชัดเจนเลยว่าไม่อยากให้ล้ำเส้นเรื่องนี้นะ ถ้าสื่อสารออกไปอย่างสุภาพ อีกฝ่ายต้องเข้าใจเราแน่นอนครับ

ตราบใดที่ยังต้องคบค้าสมาคมกับคนอื่น เราไม่มีทางหนีปัญหาเรื่องความเห็นไม่ตรงกันได้ครับ เวลาที่เพื่อน ๆ เสนออะไรไปแล้วมีคนปฏิเสธมาว่า “วิธีแบบนั้นไปไม่รอดแน่” เพื่อน ๆ อย่าใช้อารมณ์ตอบกลับแบบรุนแรงเด็ดขาดนะครับ แต่ควรทำให้อีกฝ่ายเข้าใจและยอมรับสิ่งที่เพื่อน ๆ เสนอ โดยการถามเขากลับว่า “ช่วยบอกหน่อยได้ไหมว่าจุดไหนที่คิดว่าจะไปไม่รอด?” หรือตอบคำถามในจุดที่เขาสงสัย ไม่ว่าอีกฝ่ายจะใช้คำพูดแบบไหน เพื่อน ๆ ก็อย่าใช้อารมณ์ตอบกลับครับ

หลายคนคิดว่าการพึ่งพาหรือขอร้องคนอื่นเป็นการแสดงความอ่อนแอ บางคนคิดว่าถ้าพึ่งพาคนอื่นก็จะกลายเป็นคนไม่มีคุณค่า แต่โดยปกติแล้วการเปิดใจคุยกันอย่างตรงไปตรงมา มนุษย์จะรู้สึกสนิทสนมกับอีกฝ่ายมากขึ้น หรือพูดได้ว่าการขอร้องหรือพึ่งพาคนอื่นคือการกระชับความสัมพันธ์แบบหนึ่ง ลองเอ่ยปากขอความช่วยเหลือบ้าง แล้วเพื่อน ๆ จะสนิทสนมกับคนรอบข้างมากขึ้น แถมยังไม่ต้องแบกภาระไว้มากเกินไป จนตัวเองรู้สึกเครียดและหงุดหงิดอีกด้วยครับ

บางคนไม่กล้าตำหนิคนอื่นเพราะกังวลว่าจะทำให้อีกฝ่ายจิตตก หรือกลัวถูกมองว่าเป็นคนบ้าอำนาจ ผู้เขียนบอกว่ามีพนักงานระดับหัวหน้ามาปรึกษาบ่อย ๆ เพราะไม่รู้จะตำหนิลูกน้องยังไงดีเวลาที่ลูกน้องส่งงานช้า ในสถานการณ์แบบนี้ผู้เขียนแนะนำให้ตำหนิออกไปตรง ๆ เลยครับ เช่น “อยากให้ส่งงานตรงเวลา เพราะไม่อย่างนั้นจะส่งผลกระทบต่อฝ่ายอื่น” ถ้าพูดได้อย่างตรงจุดและชัดเจน อีกฝ่ายก็จะเข้าใจว่าเขาต้องปรับปรุงตัวในเรื่องอะไรได้นั่นเองครับ

เวลาอยากโน้มน้าวใครให้ทำตามที่เราต้องการ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือการบอกเหตุผลครับ ตัวอย่างเช่น ถ้าเปลี่ยนจากการพูดธุระเพียงอย่างเดียวว่า “ช่วยทำเอกสารเรื่องนี้ให่เสร็จภายในวันพรุ่งนี้ด้วยครับ” มาเป็นการพูดพร้อมบอกเหตุผลว่า “ลูกค้าจะเปิดสาขาใหม่เลยต้องการเอกสารเรื่องนี้ภายในวันพรุ่งนี้ รบกวนด้วยนะครับ” ถ้าอยากกระตุ้นการกระทำของอีกฝ่ายต้องระบุเหตุผลไปด้วยครับ เพราะมนุษย์จะลงมือทำอะไรสักอย่างก็ต่อเมื่อรู้ว่าทำไมถึงต้องทำครับ

เวลาที่เพื่อน ๆ รู้สึกโกรธ เคยพูดแบบนี้กับอีกฝ่ายบ้างหรือเปล่าครับ “ทำอะไรก็พลาดตลอด” “แก้ตัวไปซะทุกเรื่อง” หรือ “ไม่เคยฟังที่พูดเลยสักครั้ง” ทั้งที่เรื่องพวกนี้ไม่ใช่ความจริง 100% และเมื่อถูกตัดสินแบบนี้ อีกฝ่ายก็จะไม่พอใจและไม่ยอมรับฟัง หรือบางคนอาจสวนกลับมาด้วยอารมณ์ที่รุนแรงไม่แพ้กัน ดังนั้นถ้ามีเรื่องที่อยากให้อีกฝ่ายปรับปรุงก็ให้พูดออกไปตามจริงจะดีกว่า เช่น “คุณทำพลาดเรื่องเดิมมา 3 ครั้งแล้ว อยากให้ปรับปรุงเรื่องนี้หน่อยครับ”

เวลาที่อีกฝ่ายไม่ยอมหายโกรธสักที หลายคนจะพยายามพูดเพื่อให้หายโกรธว่า “ไม่เห็นต้องโกรธขนาดนั้นเลย ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตสักหน่อย” แต่บางครั้งคำพูดแบบนี้อาจทำให้อีกฝ่ายคิดว่า “นี่ไม่เข้าใจที่ฉันโกรธเลยใช่ไหมเนี่ย?” แล้วยิ่งโกรธมากขึ้นไปอีกครับ

แต่ละคนมีเรื่องที่จะโกรธแตกต่างกัน เรื่องเล็กน้อยสำหรับเรา อาจจะเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนอื่นก็ได้ ดังนั้นเวลาที่อีกฝ่ายโกรธให้มารับมือไปพร้อมกับพูดปลอบโยนว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับคุณใช่ไหมครับ”


บทที่ 5 – นิสัยที่ช่วยให้ตัวเองอารมณ์ดี

ไม่ว่าใครก็มีความโกรธที่ไม่สามารถจัดการด้วยตัวเองได้ ในเวลาแบบนี้หากได้รับคำแนะนำหรือมีที่ปรึกษา เราอาจจะใจเย็นลงและสามารถจัดระเบียบความคิดของตัวเองได้ สำหรับใครที่หาคนรอบตัวมาเป็นที่ปรึกษาไม่ได้ อีกทางเลือกคือไปใช้บริการจากผู้ให้คำปรึกษามืออาชีพหรือนักจิตบำบัดครับ แต่ก่อนคนอาจคิดว่านักจิตบำบัดมีไว้สำหรับผู้ป่วยทางจิต แต่ปัจจุบันนี้ไม่ใช่แบบนั้นแล้วครับ ไม่ว่าใครก็สามารถไปขอรับคำปรึกษาจากนักจิตบำบัดได้ครับ

เซโรโทนินคือสารสื่อประสาทในสมองที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์และรักษาสภาพจิตใจให้มั่นคง เวลาที่นอนดึก สารเซโรโทนินจะหลั่งออกมาน้อยลง ส่งผลให้รู้สึกเครียด หงุดหงิด หมดกำลังใจ หรือมีอาการซึมเศร้าได้ครับ สำหรับคนที่เลิกนอนดึกไม่ได้สักที ให้ลองอาบแดดยามเช้าสัก 15-30 นาที วิธีนี้ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายผลิตสารเมลาโทนินในช่วงกลางคืน ซึ่งเมลาโทนินคือสารที่ช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้นครับ

วิธีง่าย ๆ ที่ช่วยเพิ่มสารเซโรโทนินคือการกินกล้วยครับ ในกล้วยมีสารอาหารทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับให้ร่างกายเอาไปผลิตเซโรโทนิน นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ ซุปมิโสะ หรือซอสโชยุก็มีสารอาหารจำเป็นจำนวนมากเช่นกัน ส่วนใครที่ไม่กินทั้งกล้วยและไม่กินถั่วเหลือง ให้กินเนื้อสัตว์จำพวกเนื้อแดงหรือไข่ก็ได้ครับ

เวลาที่รู้สึกหัวร้อนขึ้นมาหน่อย ๆ การได้ไปพักดื่มชาสักหน่อยก็ช่วยให้หงุดหงิดน้อยลงได้ครับ มีงานวิจัยบอกว่า กลิ่นหอมของชาทำให้สมองเกิดคลื่นแอลฟาที่ช่วยให้เกิดความผ่อนคลาย คนเราจำเป็นต้องพักผ่อนสมองบ้างในเวลาที่จดจ่อกับอะไรนาน ๆ แค่ได้ดื่มชาหอม ๆ หรือชาอร่อย ๆ ก็ช่วยให้เรากลับมาทำงานต่ออย่างมีประสิทธิภาพได้แล้วครับ

สีของเสื้อผ้ามีอิทธิพลมากกว่าที่คิด การใส่เสื้อผ้าสีทึม ๆ หม่น ๆ จะทำให้เพื่อน ๆ และคนรอบข้างรู้สึกหม่นหมองได้ง่าย เวลาที่รู้สึกไม่สบายใจ การใส่เสื้อผ้าสีสันสดใสคือวิธีที่จะช่วยเปลี่ยนอารมณ์ของเราได้ อย่างที่จิตวิทยาเรื่องสีได้บอกไว้ว่า สีแเดงทำให้อารมณ์ร้อนขึ้น สีส้มทำให้รู้สึกร่าเริงสดใส สีเหลืองทำให้อารมณ์ดีหรือมองโลกในแง่บวก สีฟ้าทำให้อารมณ์เย็นลง วันไหนที่เพื่อน ๆ อารมณ์หม่นหมองให้ลองใส่เสื้อผ้าที่มีสีสันสดใสขึ้นดูนะครับ

ห้องที่รกระเกะระกะทำให้เรารู้สึกหงุดหงิดได้เวลาหาของไม่เจอ ดังนั้นมาจัดห้องเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดี โดยการจัดระเบียบสิ่งของและทิ้งเอกสารทุก 6 เดือนกันครับ หรือหากเกิดหงุดหงิดขึ้นมา เพื่อน ๆ จะเลือกจัดห้องเป็นกิจกรรมคลายเครียดก็ได้ เมื่อจดจ่ออยู่กับการจัดห้องแล้ว อารมณ์ของเราจะค่อย ๆ สงบลงจนหายหงุดหงิดไปเองครับ

มีคนกล่าวว่าสีเขียวคือสีที่เป็นตัวแทนของพลังแห่งชีวิต แค่ได้มองสีเขียวหรือพาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางสีเขียวก็ช่วยให้จิตใจแจ่มใสแล้ว เมื่อไหร่ที่รู้สึกหงุดหงิด ลองออกไปเดินเล่นดูต้นไม้ที่สวนสาธารณะดูนะครับ หรือจะปลูกต้นไม้ไว้ดูเองก็ได้

มื้ออาหารคือช่วงเวลาที่ทำให้มนุษย์มีความสุข ดังนั้นเวลาที่หงุดหงิดแล้วอยากให้ตัวเองอารมณ์ดี ลองออกไปกินอาหารนอกบ้าน ไปร้านอาหารที่ชอบ สั่งเมนูที่อยากกิน เลือกกินของที่ทำให้ร่างกายมีความสุข ค่อย ๆ ลิ้มรสชาติและเพลิดเพลินไปกับอาหาร เพียงแค่นี้ก็ทำให้เราหงุดหงิดน้อยลงแล้วครับ

เวลาที่หงุดหงิดหรือเครียดขึ้นมา ให้ลองดมกลิ่นที่ชอบดูครับ มันจะกระตุ้นการทำงานของอมิกดาลาซึ่งเป็นสมองส่วนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับอารมณ์ เพื่อน ๆ จะใช้วิธีจุดเทียนหอม ทาครีมทามือกลิ่นที่ชอบ หรือฉีดสเปรย์ปรับอากาศกลิ่นที่ชอบก็ได้ กลิ่นหอมที่แนะนำก็เช่น ลาเวนเดอร์หรือมะกรูดซึ่งมีฤทธิ์ช่วยบรรเทาความหงุดหงิดได้ครับ


ทั้งหมดนี้คือเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ 100 วิธีไม่เป็นคนหัวร้อน ผมคัดบางส่วนมาให้เพื่อน ๆ ได้ฟัง ในเล่มยังมีวิธีจัดการกับความโกรธและความเครียดอีกหลายวิธี แต่ละวิธีสั้น ๆ ทำตามได้ง่าย ๆ มีภาพประกอบลายเส้นน่ารัก ๆ ตลอดทั้งเล่มครับ บางทีแค่ได้ดูภาพพวกนี้ก็ทำให้สบายใจได้แล้วครับ ใครสนใจหาซื้อมาอ่านกันได้ครับ แปลไทยโดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น ราคา 235 บาท

สนใจหนังสือ 100 นิสัยไม่เป็นคนหัวร้อน

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/7KhwuD1kdE
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a Reply

What's New

365 วิธี สมองดีขึ้นได้ในทุก ๆ วัน เรื่องง่าย ๆ ที่หมอสมองอยากให้คุณทำทันที

สมองของมนุษย์มีความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลเทียบเท่าหนังสือพิมพ์ 6 ล้านฉบับ กาแล็กซีทางช้างเผือกมีดาวประมาณ 100,000 ล้านดวง และสมองในกะโหลกเล็ก ๆ ของเรามีเซลล์สมองประมาณ 100,000 ล้านเซลล์พอ ๆ กันเลยครับ เซลล์สมองแต่ละเซลล์มีการเชื่อมต่อกับเซลล์อื่น ๆ บางเซลล์มีแค่ไม่กี่จุด แต่บางเซลล์อาจมีมากถึง 10,000 จุดเลยครับ เมื่อรวมกันแล้วเซลล์สมองของเรามีการเชื่อมต่อกันมากถึง 100 ล้านล้านจุด แต่ละเซลล์สื่อสารกันตลอดเวลา...

Million Dollar Weekend ธุรกิจเงินล้าน สร้างได้ภายใน 48 ชั่วโมง

ช่วงนี้หลายคนสนใจการเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียว ภาษาอังกฤษบางคนเรียกว่า Solopreneur บางคนเรียกว่า One-Person Business ความหมายของทั้งสองคำนี้คือ ธุรกิจที่เจ้าของเป็นคนลงมือทำ บริหาร และตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเองแบบไม่จ้างใครเลย โดยเน้นใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลมาช่วยครับ ผู้ประกอบการตัวคนเดียวเป็นโมเดลธุรกิจที่จัดการง่าย มีความคล่องตัวสูงเพราะทำคนเดียว และใช้เงินลงทุนไม่มาก บางธุรกิจอาจเริ่มต้นได้ด้วยเงิน 0 บาทเลยด้วยซ้ำครับ และธุรกิจตัวคนเดียวสามารถทำไปพร้อมกับงานประจำได้ โดยไม่จำเป็นต้องลาออก ผมสนใจแนวคิดนี้และกำลังเริ่มศึกษา ได้ไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เหมาะสำหรับคนอยากเริ่มต้นเรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียวครับ หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Million...

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

Related Articles

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน...

จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เปลี่ยนคนที่ยังลังเลให้ซื้อทันที

สินค้าดี มีคนสนใจ แต่ทำไมไม่มีคนซื้อ? บางทีอาจเป็นเพราะสมองของลูกค้าไม่ยอมให้ซื้อก็เป็นได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Brain Audit จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง...

ดำดิ่งสู่โลกกลับทิศ จิตวิทยาที่ซ่อนอยู่ในซีรีส์ “สเตรนเจอร์ ทิงส์”

หากพูดถึงซีรีส์ที่คนทั้งโลกรอคอย ซีรีส์ที่ปั้นเด็กไม่มีชื่อเสียงให้มายืนแถวหน้าของวงการบันเทิงได้ ซีรีส์ที่เป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดให้คนมาสมัครบริการ Netflix จะเป็นซีรีส์เรื่องไหนไม่ได้นอกจากเรื่องสเตรนเจอร์ ทิงส์ ที่ตอนนี้มีมาถึงซีซัน 5 ซึ่งเป็นซีซันสุดท้ายแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ผลงานท้ายสุดของจักรวาลในซีรีส์นี้ เพราะในปี 2026...

จิตวิทยาต่อรอง จะต้องพูดและทำอะไรในการต่อรองที่แพ้ไม่ได้

ในชีวิตประจำวันเราต้องพบเจอกับเรื่องมากมายที่ต้องอาศัยการเจรจาต่อรอง ไม่ว่าจะเป็นการต่อรองขอลดราคาสินค้า ต่อรองกับลูกค้า หรือต่อรองเพื่อขอขึ้นเงินเดือน เทคนิคการต่อรองมีสอนกันมานานแล้ว แต่เทคนิคเหล่านั้นเน้นไปที่การท่องจำประโยคสำเร็จรูป ทั้งที่จริง ๆ แล้วการเจรจาต่อรองเป็นเรื่องที่คาดการณ์ไม่ได้ เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับอารมณ์มากกว่าเหตุผลครับ ดังนั้นการต่อรองต้องมุ่งเน้นไปที่การจัดการกับอารมณ์ของอีกฝ่าย แทนที่จะยกเหตุผลต่าง...

error: Content is protected !!