ทำไมต้องเริ่มต้นด้วย “ทำไม” ปลดล็อกศักยภาพสู่ความสำเร็จ เริ่มต้นที่การตั้งคำถามให้ถูกต้อง

Share
Share

โลกของเรานั้นมีทั้งคนที่เป็น “หัวหน้า” และคนที่เป็น “ผู้นำ” คนที่เป็นหัวหน้าคือคนที่ถือครองอำนาจ ส่วนคนที่เป็นผู้นำคือคนที่สร้างแรงบันดาลใจ ไม่ว่าใครก็ล้วนอยากจะเดินตามผู้นำ ไม่ใช่เพราะว่าผู้นำบังคับให้คนอื่นทำตามคำสั่งได้ แต่เป็นเพราะผู้นำสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นลงมือทำด้วยความปรารถนาจากข้างในได้อย่างเต็มใจต่างหากครับ

ทักษะสำคัญที่ผู้นำระดับโลกล้วนมีเหมือนกันคือทักษะด้านการสื่อสาร พวกเขาสามารถสื่อสารความต้องการของตัวเองออกไปได้ สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนรอบข้าง ตัวอย่างเช่น สตีฟ จ็อบส์ ผู้พาให้บริษัทแอปเปิลไปสู่จุดที่กลายเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ผู้ใช้วิธีสันติปลุกใจคนทั้งสหรัฐอเมริกาให้ลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมให้กับคนผิวดำ หรือพี่น้องตระกูลไรต์ที่ชักชวนคนธรรมดาให้มาร่วมสร้างเครื่องบินเครื่องแรกของโลกได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ อาจคิดว่าผู้นำในประวัติศาสตร์เหล่านี้เป็นคนที่เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ด้านนี้ แต่มีหนังสือเล่มหนึ่งบอกว่าไม่ว่าใครก็สามารถบ่มเพาะความสามารถด้านการสื่อสารขึ้นมาได้ ทั้งหมดเพียงแค่ตั้งต้นจากคำถามที่ถูกต้อง ไอติมอ่าน ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ Start with Why ทำไมต้องเริ่มต้นด้วยทำไม เขียนโดยไซมอน ซิเนก ครับ


การจะชักจูงให้ใครสักคนทำตามที่เราต้องการนั้นมีหลายวิธีเลยครับ สำหรับหัวหน้าที่อยากให้ลูกน้องทำตามคำสั่ง อาจใช้วิธีให้รางวัลหรือให้บทลงโทษ เจ้าของสินค้าที่อยากสร้างยอดขายสูง ๆ อาจใช้วิธีขายของตัดราคาหรือจัดโปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 โจรปล้นธนาคารอาจใช้วิธีขู่ให้คนกลัว โดยการซุกกล้วยไว้ในกระเป๋าเสื้อเพื่อตบตาว่าเป็นปืน

วิธีการข้างต้นเหล่านี้อาจได้ผล แต่มันไม่ยั่งยืนครับ และได้ผลแค่ในช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น การให้รางวัลลูกน้องบ่อย ๆ จะทำให้ลูกน้องติดนิสัย เมื่อไหร่ที่ไม่มีรางวัลมาล่อใจ ลูกน้องก็ไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน การเล่นสงครามราคาไปนาน ๆ เจ้าของกิจการก็มีแต่จะเจ็บตัว โดยที่ลูกค้าไม่เกิดความภักดีต่อแบรนด์ วันไหนที่เลิกลดราคาหรือเลิกจัดโปรโมชั่น ลูกค้าก็พร้อมจะย้ายไปซื้อสินค้าของเจ้าอื่นแทน

ในโลกธุรกิจ ผู้นำที่แท้จริงจะมีลูกค้าให้การสนับสนุนเสมอ แม้ในยามที่บริษัทเกิดวิกฤต ลูกค้าที่มีความจงรักภักดีเหล่านี้จะไม่สนใจสินค้าของบริษัทอื่น ไม่เสียเวลาหาข้อมูลสินค้าอื่นมาเปรียบเทียบเลยด้วยซ้ำ ผู้นำเหล่านี้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คนด้วยการสร้างแรงบันดาลใจ ผู้เขียนพบว่าผู้นำเหล่านี้ล้วนคิด ทำ และสื่อสารในลักษณะเดียวกัน และผู้เขียนได้นำเสนอแนวคิด วงแหวนทองคำ (Golden Circle) ที่อธิบายว่าทำไมผู้นำบางคนถึงมีอิทธิพลมหาศาล

วงแหวนทองคำ

วงแหวนทองคำประกอบด้วยวงกลมซ้อนกัน 3 ชั้น โดยเริ่มต้นจากข้างในออกมาข้างนอกครับ แต่ผู้เขียนอธิบายความหมายของแต่ละวง โดยไล่จากวงนอกสุดไปหาวงในสุดครับ

What: อะไร

วงกลมชั้นนอกสุดหมายถึงองค์กรนั้น “ทำอะไร” ผลิตและขายสินค้าอะไร หรือให้บริการอะไร คำว่าอะไรนี้มองเห็นได้ชัดเจน จนคนในองค์กรสามารถบอกได้ว่าตัวเองมีหน้าที่อะไรในองค์กร

How: อย่างไร

วงกลมชั้นกลางแสดงถึง “ความแตกต่าง” ที่ทำให้องค์กรโดดเด่นและสามารถเอาชนะใจลูกค้าได้ คำว่าอย่างไรอาจมองเห็นไม่ชัดเจนเท่ากับคำว่าอะไร ทำให้หลายคนคิดว่าการใส่ความแตกต่างแค่เพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ จะเป็นปัจจัยที่สร้างเอกลักษณ์ได้ แต่ความจริงแล้วเท่านั้นยังไม่พอครับ

Why: ทำไม

วงกลมชั้นในสุดแสดงถึง “แก่นแท้” ที่หมายถึงจุดมุ่งหมาย เจตนารมณ์ หรือความเชื่อในการทำงาน ตัวอย่างเช่น ทำไมองค์กรนี้ถึงต้องมีอยู่ ทำไมเพื่อน ๆ ถึงลุกจากเตียงไปทำงานทุกเช้า และทำไมคนอื่นถึงต้องใส่ใจในสิ่งที่เพื่อน ๆ ทำ


องค์กรส่วนใหญ่เลือกนำเสนอ What ให้กับลูกค้า โดยมุ่งแข่งขันกันสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการประเภทเดียวกัน ทำให้เกิดการแข่งขันกันตัดราคา สัดส่วนของกำไรจึงต่ำ หรือบางบริษัทอาจใส่ How ลงไป โดยการใส่ความแตกต่างลงไปเล็กน้อย ซึ่งอาจเรียกความสนใจจากลูกค้าได้ในช่วงแรก แต่หากบริษัทอื่นเริ่มทำเหมือนกัน ลูกค้าก็พร้อมจะหันไปลองสินค้าของคู่แข่งครับ

แต่องค์กรที่ให้ความสำคัญกับ Why ก่อนที่จะลงมือสร้าง How และ What องค์กรนั้นจะมีแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน ทำให้สามารถสร้างฐานลูกค้าผู้ซื่อสัตย์ที่เชื่อมั่นในองค์กรนั้น ตัวอย่างขององค์กรที่มี Why แข็งแกร่งคือ Apple ซึ่งมีจุดมุ่งหมายอยากให้คนทั่วไปใช้งานคอมพิวเตอร์ได้ง่ายขึ้น พวกเขาเชื่อมั่นว่าคอมพิวเตอร์คือเครื่องมือที่ช่วยให้คนสามารถสร้างสรรค์งานออกมาได้อย่างไร้ข้อจำกัด แต่สมัยนั้นคอมพิวเตอร์จำกัดการใช้งานแค่เฉพาะกลุ่ม เพราะใช้งานยาก ต้องพิมพ์โค้ดคำสั่งทีละบรรทัดเพื่อสั่งงาน แอปเปิลจึงพัฒนาคอมพิวเตอร์ที่สั่งงานผ่าน GUI โดยผู้ใช้สามารถคลิกไอคอนบนหน้าจอได้เลยว่าต้องการให้คอมพิวเตอร์ทำอะไร โดยไม่ต้องพิมพ์คำสั่ง

เจตนารมณ์ในการมอบประสบการณ์การใช้งานเทคโนโลยีที่ง่ายดายของแอปเปิลยังเห็นได้ใน iPod อุปกรณ์ที่ปฏิวัติวิธีการฟังเพลงของคนทั้งโลก ก่อนจะมี iPod ถ้าคนสมัยนั้นอยากพกเพลงออกไปฟังนอกบ้าน พวกเขาก็มีอุปกรณ์ที่เรียกว่า Walkman ของโซนี่ที่สามารถเล่นเทปหรือซีดีได้ แต่เจ้าเครื่องนี้มีข้อจำกัดเรื่องจำนวนตลับเทปหรือแผ่นซีดีที่สามารถพกติดตัวไปด้วยได้ หากอยากมีเพลงฟังเยอะ ๆ ก็ต้องพกตลับเทปติดตัวไปด้วยจำนวนมากจนพะรุงพะรัง

แล้วแอปเปิลก็เปิดตัวเครื่องเล่น MP3 ชื่อว่า iPod ด้วยสโลแกนว่า “1,000 เพลงในกระเป๋าของคุณ” iPod มีความจำภายในตัวเครื่อง ทำให้ผู้ใช้งานดาวน์โหลดไฟล์เพลง MP3 เก็บไว้ในเครื่องได้ คราวนี้ทุกคนก็สามารถพกคลังเพลงมหาศาลติดตัวไปฟังที่ไหนก็ได้

แต่หากพิจารณาแล้ว แอปเปิลไม่ใช่บริษัทเดียวที่นำเสนอเครื่องเล่น MP3 ในสมัยนั้นมีบริษัทเครื่องเสียงชื่อครีเอทีฟ เทคโนโลยี ทำเครื่องเล่น MP3 ออกสู่ตลาดด้วยเหมือนกันครับ แต่ไม่ได้ใจลูกค้าเพราะพวกเขาโฆษณาเครื่องเล่นของตัวเองว่าเป็น “เครื่องเล่น MP3 ขนาดความจุ 5 GB” ซึ่งมีความหมายเดียวกับ “1,000 เพลงในกระเป๋าของคุณ”

ลูกค้าจินตนาการไม่ออกครับว่าความจุ 5 GB นั้นดีเยี่ยมแค่ไหน แต่หากบอกว่าเจ้าเครื่องนี้เก็บเพลงไว้ในเครื่องได้ถึง 1,000 เพลง ลูกค้าถึงจะเข้าใจว่าเจ้าเครื่องนี้มีไว้ทำไม จุดแตกต่างคือบริษัทครีเอทีฟ เทคโนโลยี บอกว่าผลิตภัณฑ์ของพวกเขาคืออะไร ในขณะที่แอปเปิลบอกว่าทำไมเราควรมีผลิตภัณฑ์ของเขาไว้ในครอบครอง


ผู้นำที่อยากประสบความสำเร็จต้องนำ Why มาเป็นแรงขับเคลื่อนองค์กร ในหนังสือเล่าถึงพลังของการมี Why ที่ชัดเจน โดยยกตัวอย่างการสร้างเครื่องบินลำแรกของโลก ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ผู้คนเชื่อว่าชายชาวอเมริกันชื่อซามูเอล เพียร์พอนต์ แลงลีย์ จะเป็นนักประดิษฐ์คนแรกที่สร้างเครื่องบินลำแรกได้สำเร็จ เพราะเขาเพียบพร้อมทั้งประสบการณ์ เป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียง ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาล จึงสามารถจ่ายค่าจ้างแพง ๆ จ้างคนระดับหัวกะทิมาร่วมทีมได้

แต่ซามูเอลเริ่มต้นโครงการสร้างเครื่องบินของเขาด้วย What ครับ เขามองเครื่องบินเป็นวัตถุที่จะพาชื่อของเขาไปจารึกไว้ในประวัติศาสตร์โลก เช่นเดียวกับโทมัส เอดิสัน ผู้ที่คิดค้นหลอดไฟฟ้า ขณะเดียวกันก็มีคนอื่นที่อยากประดิษฐ์เครื่องบินขึ้นมาให้สำเร็จเหมือนกัน พวกเขาคือวิลเบอร์ และออร์วิลล์ ไรต์ หรือที่ทั่วโลกรู้จักพวกเขาว่าพี่น้องตระกูลไรต์

วิลเบอร์และออร์วิลล์เริ่มต้นโดยไม่ได้รับเงินทุน ไม่ได้รู้จักคนใหญ่คนโต พวกเขาเริ่มต้นสร้างความฝันของพวกเขาด้วยเงินส่วนตัวที่หาได้จากการเปิดร้านจักรยาน สองพี่น้องเริ่มต้นด้วย Why พวกเขารู้ว่าทำไมถึงต้องสร้างเครื่องบิน พวกเขาเชื่อว่าถ้าทำสำเร็จโลกทั้งใบจะเปลี่ยนไป ทุกคนบนโลกจะได้รับประโยชน์จากการมีเครื่องบินใช้

วิลเบอร์และออร์วิลล์ถ่ายทอดสิ่งที่พวกเขาเชื่อ และสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นในชุมชนมาร่วมมือกันทำจุดมุ่งหมายนี้ให้สำเร็จ ไม่มีใครในทีมของพวกเขาที่เรียนจบมหาวิทยาลัยเลย แต่ทุกคนมองเห็นความมุ่งมั่นของทั้งสองพี่น้อง พวกเขาล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่ยอมแพ้ คนอื่นก็จึงสู้ไปด้วย

จนวันที่ 17 ธันวาคม 1903 กลางทุ่งกว้างในเมืองคิตตี้ ฮอว์ก รัฐนอร์ทแคโรไลนา พี่น้องตระกูลไรต์สามารถทะยานขึ้นท้องฟ้าได้สำเร็จ เครื่องบินของพวกเขาทำความเร็วเท่าคนวิ่ง บินอยู่บนอากาศได้นาน 59 วินาทีที่ความสูง 36 เมตร ซึ่งนี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของเทคโนโลยีการบินที่เปลี่ยนแปลงโลก จนกลายมาเป็นอย่างทุกวันนี้ได้

ตอนที่ซามูเอลรู้ว่าเครื่องบินของพี่น้องตระกูลไรต์บินขึ้นฟ้าได้สำเร็จ ซามูเอลก็ล้มเลิกโครงการเครื่องบินของเขาทันที ทั้งที่เขาเพียบพร้อมไปด้วยเงินทุนและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ แต่เขาไม่คิดจะนำสิ่งเหล่านั้นไปช่วยต่อยอดเครื่องบินของพี่น้องตระกูลไรต์ให้ดียิ่งกว่าเดิม นั่นเพราะว่าเป้าหมายของซามูเอลไม่ใช่การสร้างเครื่องบิน แต่เขาต้องการได้รับการยกย่องว่าเป็นคนแรกที่ประดิษฐ์เครื่องบินได้สำเร็จต่างหากครับ ถ้ามีคนอื่นทำสำเร็จตัดหน้าไปแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่เขาต้องพยายามอีกต่อไป


ทำไม Why ถึงสำคัญ?

สร้างแรงบันดาลใจ

ผู้เขียนบอกว่าลูกค้าไม่ได้ซื้อ “สิ่งที่คุณทำ” แต่พวกเขาซื้อ “เหตุผลที่คุณทำ” ต่างหากครับ การที่องค์กรมี Why จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ความภักดีต่อแบรนด์ และความเชื่อมั่นจากทั้งลูกค้าและพนักงาน

ดึงดูดคนที่ใช่

มนุษย์มีพฤติกรรมเป็นสัตว์สังคมซึ่งส่งผลให้พวกเราพยายามมองหา “ความเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มก้อน” องค์กรที่สร้าง Why ได้ชัดเจนและตรงใจกับคนกลุ่มนั้นจะสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนของกลุ่มสาวกของตัวเองได้ เหมือนกับกลุ่มสาวกนักขับมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson หรือกลุ่มสาวกผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ของ Apple

สร้างความแตกต่างอย่างแท้จริง

ในโลกที่สินค้าและบริการมีความคล้ายคลึงกัน การมี Why ที่แข็งแกร่งจะทำให้องค์กรโดดเด่นและแตกต่างอย่างแท้จริง ทั้งยังช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ได้ โดยไม่ยึดติดกับแค่ What ที่ทำอยู่ในปัจจุบัน


ผู้เขียนได้ให้ข้อควรระวังเอาไว้ครับ นั่นคือการรักษา Why เอาไว้ให้ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายของการทำธุรกิจ นานวันเข้า Why ที่มีจะเลือนลาง ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ตอนที่องค์กรยึดติดกับตัววัดผลที่อิงตาม What มากจนเกินไป เช่น ยอดขาย จำนวนผู้ใช้งาน หรือราคาหุ้น โดยที่ตัววัดผลเหล่านั้นไม่ได้สัมพันธ์กับ Why ขององค์กร นานวันเข้าองค์กรก็จะสูญเสีย Why ของตัวเองไปได้ครับ

อีกกรณีที่ทำให้ Why เลือนลางไปคือการเปลี่ยนผู้นำองค์กรครับ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือบริษัทแอปเปิลครับ ในปี 1985 สตีฟ จ็อบส์ เกิดความขัดแย้งเรื่องอำนาจกับ จอห์น สคัลลีย์ ซีอีโอของบริษัทในขณะนั้น ตอนนั้นคณะกรรมการบริหารของแอปเปิลเข้าข้างจอห์น และได้ลดอำนาจของสตีฟ จ็อบส์ จนเขาไม่มีอำนาจตัดสินใจอะไรได้เลย ซึ่งเหมือนเป็นการบีบให้ลาออกกลาย ๆ

จนในที่สุดสตีฟ จ็อบส์ ก็ลาออกจากบริษัทแอปเปิลซึ่งเขาเป็นคนก่อตั้งขึ้นเอง และได้ก่อตั้งบริษัทใหม่ชื่อว่า NeXT ช่วงนั้นสถานการณ์ของบริษัทแอปเปิลย่ำแย่มาก ออกผลิตภัณฑ์อะไรมาก็แป๊ก บริษัทดูเหมือนหลงทิศหลงทางไปจากเดิม จนในที่สุดคณะกรรมการบริหารต้องตามตัวสตีฟ จ็อบส์กลับมา โดยการเข้าซื้อบริษัท NeXT และให้เขาขึ้นมาเป็นซีอีโอ

การที่องค์กรจะยิ่งใหญ่ได้ นอกจากผู้นำต้องมี Why ที่ชัดเจนแล้ว สิ่งที่ผู้นำต้องทำอีกอย่างคือการสื่อสาร Why ออกมาให้คนทั้งองค์กรเข้าใจอย่างชัดเจน ซึ่งจะเป็นการรักษา Why เอาไว้กับองค์กรได้อย่างยั่งยืนครับ


เนื้อหาสำคัญของหนังสือเล่มนี้มีประมาณนี้ครับ ผมสรุปเฉพาะเนื้อหาที่สำคัญมาให้เพื่อน ๆ ได้ฟัง เนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังสือพูดถึงวิธีดำเนินงานของบริษัทที่ประสบความสำเร็จครับ อารมณ์แบบถอดบทเรียนจากคนที่ประสบความสำเร็จ เช่น บริษัทแอปเปิล สายการบินเซาท์เวสต์แอร์ไลน์ ร้านกาแฟสตาร์บัค

ความเห็นส่วนตัวของผมคิดว่าหนังสือพาเรามองด้านเดียวเกินไปครับ ผู้เขียนเลือกเฉพาะบริษัทที่ประสบความสำเร็จมาเล่า แล้วโยงให้เข้ากับคอนเซปต์ของหนังสือ จริง ๆ แล้วบริษัทเหล่านั้นอาจไม่ได้ Start with Why อย่างที่นักเขียนบอกก็เป็นได้ครับ และก็ไม่มีอะไรมาการันตีว่าหากผมหรือเพื่อน ๆ นำคอนเซปต์ในหนังสือเล่มนี้ไปใช้ แล้วจะประสบความสำเร็จตามรอยบริษัทแอปเปิล

นี่เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมหลังอ่านหนังสือเล่มนี้จบครับ สำหรับเพื่อน ๆ อ่านแล้วอาจคิดเห็นต่างจากผมก็เป็นได้ หากเพื่อน ๆ สนใจสามารถหามาอ่านเพิ่มเติมได้ครับกับหนังสือ Start with Why ทำไมต้องเริ่มต้นด้วยทำไม เขียนโดยไซมอน ซิเนก ตีพิมพ์เป็นภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น ราคา 275 บาท

สนใจหนังสือ ทำไมต้องเริ่มด้วย “ทำไม” (Start with Why)

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/50OTJq5fl3
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

Related Articles

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน...

จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เปลี่ยนคนที่ยังลังเลให้ซื้อทันที

สินค้าดี มีคนสนใจ แต่ทำไมไม่มีคนซื้อ? บางทีอาจเป็นเพราะสมองของลูกค้าไม่ยอมให้ซื้อก็เป็นได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Brain Audit จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง...

ทำไม USJ ถึงทำรถไฟเหาะให้วิ่งถอยหลัง เบื้องหลังวิธีคิดที่พาธุรกิจผ่านวิกฤต ด้วยการใช้ไอเดียแทนเงิน

หากพูดถึงสวนสนุกระดับโลก นอกจาก Disneyland แล้ว ชื่อที่ตีคู่มาด้วยกันคือ Universal Studios ซึ่งในทวีปเอเชียของเรามีอยู่ 3 แห่ง คือในญี่ปุ่น สิงคโปร์...

ไปทำบะหมี่ถ้วยเดียวในโลกกัน! ส่องตำนานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารขวัญใจสายรีบที่ Cup Noodles Museum

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเมนูขวัญใจสายรีบอย่างพวกเราเป็นมากกว่าแค่อาหารจานด่วนครับ มันถือว่าเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนทั่วโลกเลยทีเดียว เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือเรื่องราวของชายผู้เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นที่ชื่อว่า โมโมฟุกุ อันโด (Momofuku Ando) ผู้ก่อตั้งบริษัท Nissin Foods Group ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อนิชชินนั่นเองครับ...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!