จิตวิทยาเชิงบวก วิธีสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางใจ ให้สนุกกับงานและสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่

Share
Share

บริษัท Google ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ทำการสำรวจเพื่อหาว่า “ทีมที่มีประสิทธิภาพสูงสร้างขึ้นมาจากอะไร?” Google พบว่าจุดร่วมของทีมที่รวมพนักงานระดับหัวกะทิขององค์กรเอาไว้มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ “ความปลอดภัยทางจิตใจ” หรือ psychological safety ซึ่งความปลอดภัยทางจิตใจนี้คือ สภาพแวดล้อมที่ช่วยคุ้มครองความผิดพลาดของทุกคนอย่างอบอุ่น แต่ละคนในทีมสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างสบายใจ และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันซึ่งง่ายต่อการแสดงความคิดเห็น

ไอติมอ่าน ep นี้ จะมาสรุปเนื้อหาจากในหนังสือ “เมื่อทำงานสบายใจ ใครก็ปล่อยพลังได้เต็มที่” เขียนโดย มัตซึมุระ อาริ นักจิตวิทยาชาวญี่ปุ่นที่ทำงานเพื่อสร้างความปลอดภัยทางจิตใจให้ผู้คนมากว่า 20 ปี หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับหัวหน้างานหรือเจ้าของบริษัทที่อยากพัฒนาทีมของตัวเองให้แกร่งขึ้น


ในหนังสือได้พูดถึง 5 องค์ประกอบที่ช่วยสร้างความปลอดภัยทางจิตใจในที่ทำงาน ซึ่งหากพนักงานในองค์กรของคุณมีความปลอดภัยทางจิตใจ ก็จะสามารถเป็นตัวของตัวเอง และแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาได้เต็มที่

ก่อนอื่นผมขอเล่าถึงจิตวิทยาเชิงบวกซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของหนังสือเล่มนี้ให้เพื่อน ๆ ฟังกันก่อนครับ จิตวิทยาเชิงบวกคือ สิ่งที่ทำให้เราใช้ชีวิตอย่างมีความสุข นักจิตวิทยาได้แบ่งระดับความสุขของคนเราตั้งแต่ -3 ไปจนถึง +3 ระดับ -3 คือสถานะที่เราไร้ความสุข, ระดับ 0 คือสถานะที่ชีวิตเราไม่มีปัญหา และระดับ +3 คือสถานะที่เรามีความสุข

ผู้ป่วยซึมเศร้าที่เข้ารับการรักษา จากเดิมที่ความสุขเคยอยู่ในระดับ -3 จิตแพทย์อาจรักษาจนดีขึ้นมาอยู่ในระดับ 0 ได้ และหากนำจิตวิทยาเชิงบวกมาใช้ ก็จะทำให้ผู้ป่วยคนนั้นมีความสุขในระดับ +3 ได้

จิตวิทยาเชิงบวกได้รับการศึกษาและวิจัย จนปัจจุบันก้าวหน้าไปมาก และถูกนำมาใช้กับในแวดวงธุรกิจ, การศึกษา และการพัฒนาตัวเอง การศึกษาจิตวิทยาเชิงบวกทำให้เราพบว่า ไม่ใช่ประสบความสำเร็จแล้วเราจะมีความสุขเสมอไป และเราต้องมีความสุขก่อนจึงจะสร้างผลงานได้มากขึ้นและประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น

แล้วเราจะใช้จิตวิทยาเชิงบวกเพื่อเพิ่มความปลอดภัยทางจิตใจได้ยังไง ผู้เขียนได้สรุปแนวทางมาให้ทั้งหมด 5 ข้อ ได้แก่

  1. ความสัมพันธ์ สร้างความสัมพันธ์ที่เราจะยินดีกับการเติบโตและมีความสุขให้กันและกัน
  2. การรับรู้ความสามารถของตนเอง ถึงแม้จะยังไม่รู้ว่าจะทำได้ดีไหม แต่ก็กล้าที่จะลองทำดู
  3. ความเป็นอิสระ ตระหนักว่าตัวเราคือผู้กำหนดการกระทำของตัวเอง และเคารพความอิสระของคนอื่นด้วย
  4. เป้าหมายกับความหมาย ทำเป้าหมายและความหมายของสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ให้ชัดเจน
  5. ความหลากหลาย ยินดีต้อนรับความแตกต่างของแต่ละคน และยอมรับความเป็นธรรมชาติ

องค์ประกอบทั้ง 5 อย่างนี้เป็นสิ่งที่ติดตัวทุกคนมาตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว เพียงแค่หล่อเลี้ยงสิ่งที่เรามีอยู่แล้วโดยไม่ต้องฝืนก็พอ เรามาเริ่มลงรายละเอียดของแต่ละหัวข้อ โดยเริ่มกันที่หัวข้อแรกกันเลยครับ

1. ความสัมพันธ์

ความสัมพันธ์เป็นความต้องการพื้นฐานที่สำคัญที่สุด และเป็นรากฐานของความปลอดภัยทางจิตใจ ถ้าสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นมาได้ ความปลอดภัยทางจิตใจก็จะเพิ่มขึ้นทันตา

ความสัมพันธ์ที่ดี คือการที่ทุกคนเปิดเผยความเป็นตัวของตัวเองออกมาได้อย่างสบายใจ คนในทีมไม่เพียงแต่เปิดเผยจุดแข็งของตัวเองเท่านั้น แต่ยังกล้าเปิดเผยจุดอ่อนของตัวเองออกมาด้วย และคนในทีมสามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง

ในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีเพื่อสร้างความปลอดภัยทางจิตใจให้เกิดขึ้นในทีม มีสิ่งที่ต้องป้องกันเพื่อไม่ให้ความสุขของเราลดลงไปอยู่ในระดับ -3 ถึง 0 โดยสิ่งที่ต้องป้องกันมีอยู่ 4 อย่าง เรียกว่า “พิษ 4 ชนิดที่ทำลายความสัมพันธ์กับผู้อื่น” ซึ่งได้แก่

  1. การวิพากษ์วิจารณ์
  2. การดูถูก
  3. การหาข้ออ้างให้ตัวเอง
  4. การหลีกหนี

เริ่มต้นที่การวิพากษ์วิจารณ์ เราต้องไม่วิจารณ์ที่ตัวบุคคล ไม่ตำหนิที่ความสามารถ, บุคลิก หรือลักษณะนิสัยของคนอื่น แต่ให้เน้นที่การกระทำมากกว่า ตัวอย่างเช่นเมื่อเราตำหนิคนที่มาสายว่า

คุณ… มาสายเสมอเลยนะ

คำพูดที่ต้องระวังในการวิจารณ์คือคำว่า “เสมอเลย”  เพราะคำนี้มีความหมายว่า “เหมือนเดิม ไม่เคยเปลี่ยน” เป็นการวิจารณ์ที่บุคลิกของคนอื่นไปโดยปริยาย เพราะนิสัยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกันได้ในชั่วข้ามคืน ในขณะที่การกระทำเปลี่ยนแปลงกันได้ ดังนั้นแทนที่จะตำหนิอีกฝ่าย ให้หันมาเรียกร้องสิ่งที่อยากให้เขาทำ

พิษชนิดที่ 2 คือ การดูถูก ซึ่งหมายถึงการแสดงคำพูดหรือปฏิบัติต่อคนอื่นเหมือนคน ๆ นั้นต่ำต้อยกว่า รวมถึงการเยาะเย้ยถากถาง, เสียดสี, ยั่วยุ เช่น “อย่างนายน่ะทำไม่ได้หรอก”

ความสัมพันธ์ที่ทำให้เกิดความปลอดภัยทางจิตใจคือการเชื่อใจกันและกัน แต่การดูถูกเป็นการกระทำที่ตรงกันข้าม แทนที่จะดูถูกผู้อื่น เราควรหันมาเชื่อใจกัน แล้วพูดคุยกันว่าต้องทำยังไงจึงจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้

พิษชนิดที่ 3 คือ การหาข้ออ้างให้ตัวเอง คือการแก้ตัวด้วยความคิดที่ว่า “ฉันไม่ผิด ปัญหาอยู่ที่เธอต่างหาก” องค์กรที่มีความปลอดภัยทางจิตใจต้องสร้างวัฒนธรรมที่ “คนเราสามารถผิดพลาดกันได้” ถ้าคุณทำให้ใครรู้สึกไม่สบายใจ ให้คุณเป็นฝ่ายขอโทษเขาก่อน

พิษชนิดสุดท้ายคือ การหลีกหนี หมายถึงการวิ่งหนีโอกาสที่จะได้คุยกันถึงปัญหา แม้อีกฝ่ายอยากจะพูดคุยกับคุณ แต่คุณกลับเมินเฉย การไม่เผชิญหน้ากับปัญหา คืออุปสรรคในการซ่อมแซมความสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งจะทำให้คุณกลายเป็นคนโดดเดี่ยว

ดังนั้นถ้าเป็นเรื่องที่สำคัญก็ต้องคุยกัน แม้จะต้องใช้ความกล้าหาญมากก็ตาม เพื่อความสุขของทุกฝ่าย เราต้องกล้าที่จะหันหน้ามาพูดคุยกัน

เราจะจัดการอารมณ์ด้านลบได้ยังไง?

เป็นเรื่องปกติที่บางครั้งเราจะแสดงอารมณ์ในแง่ลบออกมา บางครั้งการพูดถึงจิตวิทยาเชิงบวกก็ถูกเข้าใจผิดว่าต้องคิดบวกอยู่เสมอ แต่จริง ๆ แล้วจิตวิทยาเชิงบวกให้ความสำคัญกับความรู้สึกในแง่ลบว่ามีความหมาย เราสามารถรู้สึกถึงมันได้ หรือจะปลดปล่อยมันออกมาก็ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องไปขยายมันให้ใหญ่ขึ้น และไม่ต้องพยายามทำเหมือนกับว่ามันไม่มีอยู่จริง

ดังนั้นการมีใครสักคนรับฟังด้วยความจริงใจ จะทำให้ความรู้สึกไม่ดีต่าง ๆ หายไป มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความต้องการที่อยากให้คนอื่นเข้าใจ ตราบใดที่ยังไม่ได้รับการยอมรับ ก็จะยึดติดกับความรู้สึกนั้นและพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ


2. การรับรู้ความสามารถของตนเอง

เมื่อมีความปลอดภัยทางจิตใจ เราก็จะมีความกล้าหาญในการท้าทายกับสิ่งต่าง ๆ เราจะคิดว่า “ลองเสี่ยงดูสักหน่อยก็ไม่เห็นเป็นอะไรนี่” การรับรู้ความสามารถของตนเอง คือความคิดที่สร้างพลังในการลงมือทำ แม้จะรู้สึกไม่มั่นใจหรือกังวลอยู่ก็ตาม

หนึ่งในแนวคิดหล่อเลี้ยงความรู้สึกที่ว่า “ไม่รู้ว่าจะทำได้ไหม แต่จะลองทำดู” คือการคิดว่า “ความสามารถจะเติบโตได้ด้วยความพยายาม” เชื่อว่าความสามารถไม่ใช่พรสวรรค์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่ความสามารถเกิดจากการพยายามลงมือทำต่อไป ถ้าพยายามก็จะทำได้ดีขึ้นทีละนิด

แต่หากเคยพยายามมาแล้ว 30 ครั้ง และล้มเหลวทั้งหมด 30 ครั้ง คนเราก็อาจจะหมดกำลังใจได้ แม้ความล้มเหลวจะไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดี แต่การหาวิธีที่จะประสบความสำเร็จบ้างเป็นครั้งคราวก็สำคัญ

หากคุณมีเป้าหมายใหญ่ ให้ซอยเป้าหมายนั้นออกมาเป็นเป้าหมายย่อยว่าต้องทำอะไรบ้าง เพื่อที่จะไปถึงเป้าหมายนั้น จากนั้นลงมือทำเป้าหมายย่อยทีละก้าว เมื่อทำสำเร็จคุณจะรู้สึกชุ่มชื่นหัวใจ และรู้สึกว่าได้ขยับเข้าไปใกล้เป้าหมายใหญ่ทีละน้อย

ตัวอย่างเช่น นักเรียนคนหนึ่งตั้งเป้าว่าอยากทำคะแนนสอบให้ดีขึ้น ปัจจุบันเขาทำคะแนนสอบได้ 60/100 แทนที่จะตั้งเป้าว่าครั้งหน้าต้องได้คะแนน 100/100 เขาอาจตั้งเป้าว่าเอาให้ได้สัก 70/100 ก่อน พอคะแนนสอบครั้งต่อมาทำได้ 80/100 ก็จะรู้สึกว่าประสบความสำเร็จ ตัวเองมีความก้าวหน้า แต่ถ้าตั้งเป้าไปที่ 100/100 แต่ครั้งนี้สอบออกมาได้คะแนน 80/100 เขาก็จะรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว

การตั้งเป้าหมายไม่ให้สูงเกินไปและสะสมประสบการณ์แห่งความสำเร็จไปเรื่อย ๆ เป็นหนทางที่ดีกว่า เหมือนกับการฝึกขับรถ ถ้ามีคนมาบอกให้คุณที่ขับรถไม่เป็น ขับออกถนนใหญ่ตั้งแต่วันแรก คุณคงท้อใจและรู้สึกหมดหนทาง แต่ถ้าคุณมีเป้าหมายว่าวันแรกจะฝึกสตาร์ทรถและขับให้รถเลื่อนไปข้างหน้า วันที่สองค่อยฝึกเลี้ยว คุณจะรู้สึกปลอดภัยที่จะเรียนขับรถมากกว่า


3. ความเป็นอิสระ

ในแง่ของความหมาย ความเป็นอิสระหมายถึง การตัดสินใจทำอะไรด้วยกฏเกณฑ์ของตัวเอง เป็นการตัดสินใจด้วยตัวเองว่า “จะทำหรือไม่ทำอะไร” และถ้าทำ “จะทำยังไง” คำนี้มีความหมายคล้ายกับคำว่าเสรีภาพ

คนที่มีความเป็นอิสระสูง คือคนที่มองภาพรวมและกำหนดความคิดตัวเองว่าสิ่งไหนมีประโยชน์ต่อความสุขของตัวเองและผู้คนรอบข้าง จากนั้นเลือกลงมือทำด้วยตัวเอง และจากประสบการณ์ของผู้เขียน การทำงานกับคนที่ไม่มีความเป็นอิสระนั้นเป็นเรื่องยากมาก เพราะเมื่อบอกให้เขาช่วยงาน เขาจะขอให้เราตัดสินใจทุกอย่างให้

เรื่องนี้ต้องลงมือทำยังไงครับ

เกิดแบบนี้ขึ้นควรทำยังไงต่อไปดีครับ

แทนที่เราจะสบายมากขึ้น แต่กลับกลายเป็นว่ามีงานเพิ่มขึ้นแทน ในทางกลับกัน คนที่มีความเป็นอิสระหรือมีเสรีภาพสูง แม้เราไม่ต้องออกปากสั่ง เค้าก็จะกำหนดเป้าหมายด้วยตัวเอง คิดหาวิธีบรรลุเป้าหมายและนำเสนอสิ่งนั้นหรือลงมือทำเอง

หากคุณเป็นเจ้านายหรือหัวหน้าทีม อย่าใช้คำสั่งในการควบคุมคนอื่น เพราะจะส่งผลให้ความปลอดภัยทางจิตใจของคนในทีมต่ำลง ลูกทีมจะกลัวถูกทำโทษ จนทำให้จิตใจไม่สงบ ดังนั้นเราจึงไม่ควรควบคุมคนอื่น แต่ให้ความสำคัญกับดุลพินิจของแต่ละคน เวลาให้ทำอะไรก็อย่าปิดกั้นความคิดเห็นของเขา เพื่อรักษาความเป็นอิสระของอีกฝ่าย

ผู้เขียนเล่าว่าเธอมีทีมงานบางคนที่อยู่ต่างประเทศ เมื่อเธอต้องมอบหมายงานให้รับผิดชอบ เธอก็ให้เขาทำงานได้ตามต้องการในเวลาที่สะดวก เมื่อกำหนดงานที่ต้องทำและเวลาที่ต้องส่งแล้ว เธอจะปล่อยให้เขาเลือกวิธีจัดการเองโดยอิสระ เขาจะจัดการด้วยวิธีไหนและลงมือทำเมื่อไหร่ก็ได้ การสั่งงานแบบมีดุลพินิจอย่างนี้ จะทำให้แต่ละคนเป็นอิสระมากขึ้น

เวลาอยากให้ใครทำอะไรให้ หากกำหนดบทลงโทษสำหรับความผิดพลาด จะกลายเป็นว่าคุณกำลังควบคุมคน ๆ นั้น ตัวอย่างเช่น A พูดกับ B ว่า “ถ้าไม่ทำสิ่งนั้น ฉันจะลงโทษนาย” แปลว่า A กำลังควบคุมการกระทำของ B อยู่

วิธีนี้อาจจะได้ผลรวดเร็ว แต่เนื่องจาก B ลงมือทำด้วยความหวาดกลัวต่อบทลงโทษ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงอยู่ในสภาพที่ปราศจากความปลอดภัยทางจิตใจ B อาจเกิดความรู้สึกไม่ชอบ A ที่ทำตัวเป็นผู้ควบคุมขึ้นมา ไม่ว่าใครก็ต้องการความเป็นอิสระกันทั้งนั้น ดังนั้นวิธีนี้จึงไม่ใช่การรักษาความสัมพันธ์ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด

เมื่อไม่เกิดความสัมพันธ์ระหว่างกัน A ก็จะเริ่มหมดอิทธิพลต่อ B การวางบทลงโทษแบบเดิมจะไม่ได้ผลอีกต่อไป ดังนั้น A ต้องเพิ่มบทลงโทษมากขึ้นอีก แต่ก็สร้างผลลัพธ์ที่ดีไม่ได้อีกแล้ว จนสุดท้ายความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ขาดสะบั้น


4. เป้าหมายกับความหมาย

คุณเคยนึกถึง “เป้าหมายกับความหมาย” ของสิ่งที่ตัวเองทำเป็นประจำบ้างหรือเปล่า เคยถามตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้บ้างไหมครับ

ฉันทำสิ่งนี้เพื่ออะไร?

ฉันอยากไปอยู่จุดไหน?

ทำไมสิ่งนี้ถึงสำคัญ?

เมื่อไปถึงจุดนั้นแล้วจะมีอะไรดี ๆ รออยู่บ้าง?

คนส่วนใหญ่มักจะลืมถามคำถามเหล่านี้กับตัวเอง แต่คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญมากในการเพิ่มความปลอดภัยทางจิตใจ ลองนึกถึงความรู้สึกเวลาที่คุณขึ้นรถเมล์ แต่ไม่รู้ว่ารถจะแล่นไปที่ไหนดูสิ คงจะกังวลไม่น้อยเลย

เมื่อมีเป้าหมาย คนเราจะมีแรงจูงใจเพิ่มขึ้นเพื่อไปสู่จุดนั้น และหากมีสภาพแวดล้อมที่เคารพความเป็นอิสระในสิ่งที่เราอยากทำ เราก็จะยิ่งเกิดแรงบันดาลใจ

เป้าหมายกับความหมายนั้นมีอยู่ 3 ระดับ ระดับต่ำสุด คือการทำสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้โดยปราศจากเป้าหมายกับความหมายใด ๆ ระดับถัดมา คือการทำตามความคาดหวังของสังคมหรือคนอื่น และระดับสูงสุด คือการมีเป้าหมายกับความหมายอันเกิดจากค่านิยมของตัวเอง ถ้าเป้าหมายกับความหมายของคุณไม่ได้อยู่ในระดับสูงสุด ผู้เขียนแนะนำให้เริ่มหาเป้าหมายกับความหมายตั้งแต่ตอนนี้

เป้าหมายกับความหมายไม่จำกัดเฉพาะกับเรื่องงาน แต่รวมถึงเรื่องต่างๆในชีวิตประจำวันด้วย เช่น

ฉันจะจัดครัวให้เรียบร้อย เวลาแฟนมาทำอาหารจะได้สะดวกขึ้น

ข้าวของรกไปหมดจนทำให้ใช้งานไม่สะดวก ดังนั้นฉันจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย


5. ความหลากหลาย

ความหลากหลายเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกับความปลอดภัยทางจิตใจอย่างแนบแน่น ความหมายของความหลากหลายคือ การอยู่ร่วมกับสิ่งอื่นที่มีความแตกต่าง หรือการเป็นในแบบที่ตัวเองเป็น

หากเรามีสภาพแวดล้อมที่ยอมรับความแตกต่างได้ เราจะรู้สึกว่าไม่มีสิ่งไหนมาขัดขวางทั้งคำพูดและการกระทำของเรา ส่งผลให้ความปลอดภัยทางจิตใจเพิ่มขึ้น เมื่อความปลอดภัยทางจิตใจสูงขึ้น เราก็จะเป็นตัวของตัวเองได้ และยอมรับความหลากหลายได้ง่ายขึ้น ทั้งสองอย่างนี้มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

ความหลากหลายที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตก็มีหลากหลายเช่น เชื้อชาติ, กลุ่มชาติพันธุ์, วัฒนธรรม, ภูมิภาค, เพศ, อายุ, ความทุพพลภาพ, โครงสร้างครอบครัว, สไตล์การทำงาน, ความคิด, ศาสนา, รสนิยมทางเพศ, ค่านิยมและการตีความสิ่งต่าง ๆ เป็นต้น

คนเรามักจะกลัวสิ่งที่เราไม่รู้จักในตอนแรก ดังนั้นสภาพแวดล้อมที่มีความหลากหลาย เมื่อเราเจอคนที่เรายังไม่เข้าใจ อาจทำให้ความปลอดภัยทางจิตใจลดฮวบลงในพริบตา แต่เมื่อพิจารณาในระยะยาว ความหลากหลายถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากในการเพิ่มความปลอดภัยทางจิตใจ

มีการศึกษาปัจจัยที่ช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิต พบว่าอันดับหนึ่งคือการได้รับการสนับสนุนทางสังคม ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตได้มากกว่าการไม่สูบบุหรี่หรือการออกกำลังกายเสียอีก ซึ่งการสนับสนุนทางสังคม หมายถึงการมีปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด และให้ความช่วยเหลือเมื่อมีใครเจอเรื่องทุกข์ร้อน ความหลากหลายส่งผลดีต่อสุขภาพของเรา ทำให้เรามีความสุข และช่วยให้เราสร้างผลงานได้มากขึ้นอีกด้วย


ทั้งหมดนี้คือ 5 องค์ประกอบเพื่อใช้เพิ่มความปลอดภัยทางจิตใจ สำหรับนำไปใช้ในที่ทำงาน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้าง มอบความสบายใจให้แก่ทีม เพื่อให้ทุกคนปล่อยพลังได้อย่างเต็มที่

ผมอ่านจบแล้วคิดว่าหนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับคนเป็นหัวหน้าทีมหรือเจ้าของบริษัท เพราะหลักการในหนังสือต้องอาศัยอำนาจเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง ต้องเอาไปปรับให้เป็นนโยบายขององค์กร ซึ่งคนที่เป็นพนักงานระดับปฏิบัติการอ่านแล้วคงเอาไปใช้ได้ยาก

ใครสนใจอยากรู้เนื้อหาเพิ่มเติม สามารถหามาอ่านได้ครับกับหนังสือ “เมื่อทำงานสบายใจ ใครก็ปล่อยพลังได้เต็มที่” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์อมรินทร์ฮาวทู ราคา 255 บาท

สนใจหนังสือ เมื่อทำงานสบายใจ ใครก็ปล่อยพลังได้เต็มที่

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/3VOUV1xvHm
หรือซื้อแบบ ebook:
https://www.mebmarket.com
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

Related Articles

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน...

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing...

จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เปลี่ยนคนที่ยังลังเลให้ซื้อทันที

สินค้าดี มีคนสนใจ แต่ทำไมไม่มีคนซื้อ? บางทีอาจเป็นเพราะสมองของลูกค้าไม่ยอมให้ซื้อก็เป็นได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Brain Audit จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง...

ทำไม USJ ถึงทำรถไฟเหาะให้วิ่งถอยหลัง เบื้องหลังวิธีคิดที่พาธุรกิจผ่านวิกฤต ด้วยการใช้ไอเดียแทนเงิน

หากพูดถึงสวนสนุกระดับโลก นอกจาก Disneyland แล้ว ชื่อที่ตีคู่มาด้วยกันคือ Universal Studios ซึ่งในทวีปเอเชียของเรามีอยู่ 3 แห่ง คือในญี่ปุ่น สิงคโปร์...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!