การตัดเค้กทำนายอาชญากร สำรวจเงื่อนงำทางจิตวิทยาที่ทำให้เด็กกลายเป็นอันตรายต่อสังคม

Share
Share

ไอติมอ่าน ep นี้ ผมมาแนะนำหนังสือ 2 เล่มครับ เล่มแรกชื่อว่า “ไม่มีใครเกิดมาเป็นปีศาจ” เขียนโดยคุณฟาโรห์ จากช่องยูทูป The Common Thread ช่องเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับคดีอาชญากรรมจากทั่วโลก ตอนผมเห็นหนังสือเล่มนี้ครั้งแรก ผมไม่เห็นด้วยกับชื่อหนังสือเท่าไหร่ เพราะผมมีชุดความคิดหนึ่งครับว่า หากเราเรียกคนที่ฉายแววมีความสามารถมาตั้งแต่เด็กซึ่งเก่งด้านดนตรี กีฬา การร้อง การเต้น การวาดรูป ว่าเป็นคนมีพรสวรรค์ เด็กเหล่านี้หากถูกมองเห็นและได้รับการสนับสนุนที่ดี พวกเขาก็จะสามารถต่อยอดพรสวรรค์นั้นได้

ตัวอย่างเช่น ลิซ่า ลลิษา มโนบาล ที่ตอนเด็กน้องชอบแสดงออก และคุณแม่ของน้องก็สนับสนุนโดยการส่งไปเรียนเต้น เดินสายประกวดตามเวทีเล็กใหญ่ต่าง ๆ มากมายในประเทศไทย จนในที่สุดได้คว้าโอกาสและเติบโตเป็นศิลปินระดับสากลอย่างทุกวันนี้

ถ้าเราเรียกสิ่งที่ขับเคลื่อนให้คนมุ่งไปสู่ด้านดีว่าคือพรสวรรค์ แล้วมันจะมีสิ่งที่เป็นด้านกลับของพรสวรรค์ไหม ด้านกลับที่เกิดมาพร้อมกับใครบางคน และผลักดันให้ใครคนนั้นทำเรื่องแย่ ๆ ทำเรื่องเลวร้าย หรือกลายเป็นอาชญากรที่โหดเหี้ยมอำมหิต

ด้วยชุดความคิดนี้ ทำให้ผมตั้งคำถามเมื่อเห็นหนังสือของคุณฟาโรห์ครั้งแรกว่า มันจะไม่มีใครเกิดมาเป็นปีศาจ ไม่มีใครเกิดมาเป็นอาชญากรจริง ๆ เลยเหรอ หนังสือเล่มนี้เขียนมาเพื่อแก้ต่างให้กับอาชญากรหรือเปล่า มีเหตุผลอะไรที่เราต้องไปเห็นใจคนร้ายที่ไม่เห็นคุณค่าของชีวิตผู้อื่นด้วย

แต่พอผมอ่านหนังสือของคุณฟาโรห์จบ ก็พบว่าไม่ใช่อย่างที่ผมคิดเอาไว้ตอนแรกครับ หนังสือเล่มนี้เล่าวีรกรรมคร่าว ๆ ของฆาตกรต่อเนื่องหลายคน ฆาตกรส่วนใหญ่ในเรื่องเกิดมาในครอบครัวที่ยากจน ไม่มีความพร้อม วัยเด็กพบเจอความรุนแรง เห็นคนใกล้ตัวใช้ยาเสพติด พวกเขาจึงเติบโตมาและมุ่งเข้าสู่เส้นทางอาชญากรรม

ฆาตกรที่หนังสือเล่มนี้นำเสนอ มีหลายคนเลยครับที่พวกเขาเคยเป็นเหยื่อของอาชญากรรมมาก่อน บางคนโดนผู้ใหญ่ในบ้างเลี้ยงดูมาด้วยความรุนแรง ทั้งความรุนแรงด้านร่างกายที่ถูกลงมือทำร้ายมาตั้งแต่เด็กหรือถูกล่วงละเมิดทางเพศ และความรุนแรงด้านจิตใจที่ถูกดูหมิ่นเหยียดหยามความเป็นมนุษย์ ก็อาจปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งเหล่านี้มีส่วนหล่อหลอมให้พวกเขาเติบโตมาในเส้นทางอาชญากรรม

แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนที่พบเจอความรุนแรงหรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมแย่ ๆ มาตั้งแต่เกิด จะเติบโตมากลายเป็นอาชญากรกันทุกคน ผู้คนส่วนใหญ่ที่เกิดมามีชีวิตแบบนี้ก็ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อใช้ชีวิตแบบปกติในสังคม บางคนอาจใฝ่ดี ตั้งใจเรียน ตั้งใจทำงาน ไขว่คว้าหาโอกาสจนประสบความสำเร็จก็มีให้เห็นมากมาย

ในทางตรงกันข้าม ฆาตกรต่อเนื่องหลายคนก็ประกอบอาชีพมีหน้ามีตาในสังคม เช่น เป็นหมอหรือตำรวจ ในเล่มเล่าถึงนายแพทย์แฮโรลด์ เฟรเดอริก ชิปแมน หมอผู้มีบุคลิกสุขุม สุภาพ ดูเป็นมิตรและดูน่าเชื่อถือตั้งแต่อายุยังน้อย อาชญากรรมที่แฮโรลด์ก่อคือการฉีดสารไดอะมอร์ฟีนเกินขนาดให้คนไข้หญิงชรา เจตนาให้เสียชีวิตไปอย่างสงบ แฮโรลด์ลอยนวลและก่ออาชญากรรมมาได้อย่างยาวนาน ไม่มีใครรู้ถึงตัวเลขที่แน่ชัดของเหยื่อที่แฮโรลด์สังหารไป ได้แต่คาดการณ์กันว่ามีเหยื่อมากกว่า 250 คน

แฮโรลด์ เฟรเดอริก ชิปแมน

อีกตัวอย่างคือ โจเซฟ เจมส์ ดีแอนเจโล จูเนียร์ ที่ทำอาชีพตำรวจและอาศัยช่องโหว่การทำงานของตำรวจที่เขารู้เพราะเป็นคนใน มาก่ออาชญากรรมมากมาย พฤติกรรมของโจเซฟคือ บุกรุกยามวิกาล มัดและข่มขืนเหยื่อนานหลายชั่วโมง จากนั้นปล้นทรัพย์ บางรายอาจถูกฆ่า โจเซฟสังหารเหยื่อไป 13 คน ข่มขืน 51 คน และปล้นทรัพย์ 120 ครั้ง

โจเซฟ เจมส์ ดีแอนเจโล จูเนียร์

ท้ายเล่มคุณฟาโรห์ได้สรุปว่าระบบความคิดของฆาตกรต่อเนื่องนั้นบิดเบี้ยวและซับซ้อนกว่าอาชญากรทั่วไป แต่เขาก็มองว่าคนเหล่านี้ที่พวกเรามองว่าเป็นปีศาจก็ไม่ได้คลอดออกมาจากท้องแม่แล้วเป็นปีศาจหรือเป็นฆาตกรเลย เขาคิดเห็นว่าฆาตกรถูกหล่อหลอมมาจากการเลี้ยงดู สภาวะทางจิต ไปจนถึงความเจ็บป่วย การเป็นฆาตกรใช้เวลาปลุกปั้น หล่อหลอม ปมที่เห็นชัดว่าฆาตกรต่อเนื่องเกือบทุกคนมีร่วมกันคือเรื่องของครอบครัว

ถือว่าสรุปปิดท้ายเล่มได้ดี โดยรวมหนังสือเล่มนี้เขียนออกมาดี เรียบเรียงเรื่องราวของแต่ละคนได้กระชับ อ่านง่าย หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องราวของฆาตกรต่อเนื่องไว้ 9 คน ใครสนใจสามารถไปตามอ่านต่อได้ในหนังสือ ไม่มีใครเกิดมาเป็นปีศาจ เขียนโดยฟาโรห์ จักรภัทรานน ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์โซเฟียในเครืออมรินทร์บุ๊ก ราคา 255 บาท


หนังสืออีกเล่มที่อ่านจบแล้วพอจะให้คำตอบเรื่องที่ผมสงสัยถึงด้านกลับของพรสวรรค์ได้ หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า “การตัดเค้กที่ทำนายว่าใครจะกลายเป็นอาชญากร” หนังสือเขียนโดยมิยางุจิ โคจิ จิตแพทย์เด็กที่ทำงานอยู่สถานพินิจมานานมากกว่า 10 ปี เคยบำบัดเยาวชนมาแล้วมากมาย และจากประสบการณ์ทำให้เขาพอจะจับจุดที่เด็กในสถานพินิจมีร่วมกันได้

ถ้าพูดถึงสถานพินิจ เรามักคิดว่ามันคือสถานที่ให้การศึกษาพิเศษสำหรับเยาวชนที่ประพฤติตัวไม่ดี ถูกจับกุมเพราะลักทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย ทำอนาจาร หรือแม้กระทั่งฆาตกรรม โดยหวังว่าเมื่อเยาวชนผู้เคยทำผิดเหล่านี้ออกมาจากสถานพินิจแล้วจะสำนึกผิด กลับตัวกลับใจกลายเป็นคนดี

แต่ผู้เขียนบอกว่าเราไม่สามารถคาดหวังการสำนึกผิดจากคนที่ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีได้ เด็กหลายคนในสถานพินิจเกิดมาโดยเห็นทุกอย่างบนโลกนี้บิดเบี้ยวไปหมด ไม่สามารถคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลเหมือนคนปกติได้ ผู้เขียนได้เล่าประสบการณ์การตรวจสภาพจิตของเด็กที่ดื้อที่สุดในสถานพินิจ โดยให้ทำแบบทดสอบ Rey-Osterrieth Complex Figure ซึ่งเป็นการให้ผู้ทดสอบวาดรูปตามตัวอย่าง เพื่อทดสอบการรับรู้ผ่านการมองเห็นและการวางแผน ผลคือเด็กคนนั้นวาดภาพออกมาแบบนี้ครับ

จากรูปแสดงให้เห็นว่าเด็กคนนี้มีปัญหาด้านการรับรู้ผ่านการมองเห็นและการวางแผน ไม่แน่ว่าทักษะการฟังของเขาอาจจะบกพร่องด้วย ทำให้ไม่เข้าใจคำพูดของผู้ใหญ่ จับใจความประโยคที่ได้ยินไม่ได้ เด็กเหล่านี้จะเรียนในห้องไม่รู้เรื่อง ถูกครูตำหนิ ถูกเพื่อนล้อ ส่งผลให้เกลียดการเรียน จนโดดเรียนและหันเหไปสู่เส้นทางอาชญากรรม

ผู้เขียนได้สัมภาษณ์และพูดคุยกับเด็กที่กระทำความผิดมามากมาย สำหรับกลุ่มเด็กที่ทำความผิดขั้นร้ายแรง ต่อให้ถามว่าทำไมถึงทำแบบนั้น ก็มีคนที่ตอบไม่ได้อยู่เป็นจำนวนมาก เพราะไม่มีความสามารถที่จะคิดถึงสิ่งที่ตัวเองทำผิด ไม่สามารถเห็นอกเห็นใจเหยื่อ ไม่สามารถสำนึกผิดหรือทบทวนตัวเองได้


ผู้เขียนบอกว่าตอนที่เพิ่งเข้าไปทำงานที่สถานพินิจใหม่ ๆ เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าจู่ ๆ อาจจะโดนเด็กในนั้นต่อยแบบไม่ทันตั้งตัวเอาได้ แต่พอได้ไปทำงานจริง ๆ กลับพบว่าเด็กบางคนเป็นมิตรและขี้อ้อน จนอดคิดไม่ได้ว่าทำไมเด็กแบบนี้ถึงก่ออาชญากรรมได้ แต่สิ่งที่ทำเอาผู้เขียนช็อกคือการที่พวกเขา

  • บวกลบเลขง่าย ๆ ไม่ได้
  • อ่านหนังสือไม่ออก
  • วาดรูปง่าย ๆ ตามตัวอย่างไม่ได้
  • พูดทวนประโยคแม้แค่สั้น ๆ ไม่ได้
  • ท่องสูตรคูณไม่ได้ แม้จะอยู่มัธยมปลายแล้ว

ผู้เขียนได้สืบประวัติของเด็กเหล่านี้ดู แล้วพบว่าส่วนใหญ่พวกเขาเรียนไม่ทันเพื่อนตอนประมาณ ป.2 ช่วงนั้นพวกเขามักถูกเพื่อน ๆ ล้อ ถูกรังแก ถูกครูมองว่าเป็นเด็กที่ไม่ตั้งใจเรียน จากนั้นจะเริ่มไม่อยากไปโรงเรียน เด็กเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นเด็กที่ยุ่งยาก ไม่ใช่เด็กที่มีความบกพร่อง ทำให้ไม่ได้รับการศึกษาที่เหมาะสมกับคนอย่างพวกเขา

สำหรับเด็กบางคนอาจโชคดีที่มีครูสังเกตเห็นความบกพร่องนั้น และให้ความช่วยเหลือโดยการสอนพิเศษหลังเลิกเรียนให้จนเข้าใจ แต่พอเรียนจบพ้นจากโรงเรียนไปก็ไม่มีใครมาใส่ใจพวกเขาอีกต่อไปแล้ว พวกเขาต้องใช้ชีวิตในสังคมโดยที่ไม่มีคนดูแล ถูกมอบหมายให้ทำงานที่ยากกว่าตอนเรียน พอทำไม่ได้ก็ถูกเจ้านายตำหนิ พอถูกตำหนิมาก ๆ เข้าก็ลาออกและย้ายงานไปเรื่อย ๆ จนความสัมพันธ์กับคนอื่นย่ำแย่ ส่งผลให้เป็นคนเก็บตัว ไม่อยากออกไปไหน


ระหว่างที่ผู้เขียนทำงานอยู่ในสถานพินิจ เขาพบเจอกับเรื่องน่าตกใจหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการที่เด็กผู้เคยทำความผิดร้ายแรงตัดเค้กไม่เป็น ผู้เขียนทดสอบเด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวคนหนึ่ง โดยวาดวงกลมลงบนกระดาษ แล้วสมมุติว่าวงกลมนี้คือเค้ก จากนั้นให้เด็กคนนั้นตัดแบ่งเค้กนี้ออกเป็น 3 ส่วนเท่า ๆ กัน ปรากฏว่าเด็กคนนี้ไม่สามารถแบ่งเค้กออกเป็น 3 ส่วนเท่ากันได้

นี่คือภาพที่เด็กคนนั้นวาดออกมาครับ แม้ผู้เขียนจะให้ลองใหม่อีกกี่ครั้ง เขาก็ยังทำไม่ได้ พอเปลี่ยนโจทย์ให้ตัดเค้กออกเป็น 5 ส่วนเท่า ๆ กันก็ทำไม่ได้อีกเช่นกัน เราอาจจะเห็นวิธีตัดแบ่งเค้กแบบนี้ได้ในเด็กชั้นประถมหรือเด็กที่บกพร่องด้านสติปัญญา แต่ไม่ใช่กับเด็กวัยมัธยมปลายที่เคยก่ออาชญากรรมร้ายแรงอย่างการชิงทรัพย์ ข่มขืน หรือฆาตกรรม

อาชญากรเด็กเหล่านี้ขาดทักษะการคิดเชิงบริหาร (Executive Functions) ส่งผลให้พวกเขาเป็นคนที่คิดอะไรแล้วทำเลย โดยไม่วางแผนและขาดความยับยั้งชั่งใจ ตัวอย่างจริงจากเด็กในสถานพินิจเช่น “ไม่มีเงินซื้อบัตรเติมเกม เลยแทงคนอื่นเพื่อขโมยเงิน”

สำหรับคนปกติโดยส่วนใหญ่ การขโมยเป็นตัวเลือกสุดท้ายที่จะทำ เพราะการขโมยส่งผลเสียตามมามากมาย คนปกติมักนึกถึงการหยิบยืมก่อน แต่สำหรับคนที่ขาดทักษะการวางแผนจะเลือกการขโมย เพราะไม่สามารถคาดคะเนผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าได้ เราอาจเคยเห็นหลาย ๆ คดีที่รู้สึกว่า “ทำไมถึงทำเรื่องโง่ ๆ แบบนั้นได้?” นั่นเป็นเพราะคนก่อคดีเป็นคนที่ไม่มีทักษะการคิดเชิงบริหารนั่นเองครับ


บทต่อมาผู้เขียนพูดถึงลักษณะเฉพาะที่อาชญากรเด็กมีร่วมกัน 5 ข้อ ซึ่งมีดังนี้ครับ

  1. การรู้คิดอ่อนด้อย
  2. การควบคุมอารมณ์ความรู้สึกอ่อนด้อย
  3. ไม่มีความยืดหยุ่น
  4. ประเมินตัวเองผิด
  5. ไม่มีทักษะด้านความสัมพันธ์กับคนอื่น

1. การรู้คิดอ่อนด้อย

หนึ่งในเหตุผลที่นำไปสู่คดีทำร้ายร่างกายที่ผู้เขียนได้ยินบ่อย ๆ คือ “ก็หมอนั่นมันมองหน้าผม” แต่พอไปถามคู่กรณีกลับพบว่าเขาไม่ได้จ้องมองและไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังพูดถึงเรื่องอะไร สาเหตุก็เพราะการรับรู้ทางการมองเห็นของเด็กเหล่านี้อยู่ในระดับต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้ไม่สามารถสังเกตและตีความสีหน้าของอีกฝ่ายได้อย่างถูกต้อง เลยคิดไปว่าตัวเองโดนจ้องหน้าหรือโดนดูถูกอยู่ หากมีทักษะการฟังอยู่ในระดับต่ำก็ให้ผลคล้าย ๆ กัน คือพอได้ยินใครพึมพำก็จะหลงคิดว่าตัวเองกำลังโดนนินทาว่าร้าย

การรู้คิดประกอบด้วยกลไกการทำงานของสมองที่หลากหลาย มนุษย์เราจะใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในการรับข้อมูลจากสิ่งที่อยู่รอบตัว จากนั้นการรู้คิดจะนำข้อมูลที่ได้มาจัดระเบียบ, เรียบเรียง, วางแผน และลงมือทำจนเกิดเป็นผลลัพธ์ การรู้คิดจึงเป็นพื้นฐานของทุกพฤติกรรมทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจของมนุษย์ แต่หากข้อมูลที่ได้รับผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ผิดเพี้ยน จัดระเบียบเรียบเรียงไม่ถูกต้อง หรือได้รับข้อมูลมาไม่ครบถ้วน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจนำไปสู่การก่ออาชญากรรมได้

การจินตนาการถึงสิ่งที่เป็นนามธรรมหรือสิ่งที่ตามองไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญมาก และหนึ่งในสิ่งที่เป็นนามธรรมที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตคือ “คอนเซปต์เรื่องเวลา” สำหรับเด็กที่ไม่เข้าใจคอนเซปต์เรื่องเวลา โลกของเขาจะมีอยู่แค่ 3 วัน คือ เมื่อวาน, วันนี้ และพรุ่งนี้ เด็กเหล่านี้ไม่สามารถตั้งเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมได้อย่างเช่น “อนาคตอยากเป็นวิศวกร เพราะอย่างนั้นตอนนี้ต้องใจเรียนให้มาก ๆ” เมื่อพวกเขาตั้งเป้าหมายไม่ได้ก็จะกลายเป็นคนไม่มีความพยายาม

อาชญากรเด็กที่การรู้คิดอ่อนด้อยนั้น ต่อให้ได้รับการฝึกอบรมที่สถานพินิจ พวกเขาก็ไม่สามารถเก็บสะสมสิ่งที่เรียนรู้ไปได้ เมื่อครูผู้สอนหรือนักบำบัดบอกว่า “วันนี้สอนไปถึงตรงนี้แล้ว เดี๋ยวครั้งหน้าเรามาเริ่มบทต่อไปกัน” แต่พอเจอกันอีกทีเด็กกลับลืมเนื้อหาก่อนหน้าไปหมดแล้ว ทำให้การบำบัดฟื้นฟูไม่คืบหน้าสักที

2. การควบคุมอารมณ์ความรู้สึกอ่อนด้อย

การรู้คิดมีความสัมพันธ์กับอารมณ์ความรู้สึก หากควบคุมอารมณ์ความรู้สึกไม่ได้ก็จะส่งผลถึงการรับรู้ไปด้วย นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมแม้แต่ผู้ใหญ่อย่างเรา บางครั้งถึงโมโหจนขาดสติและทนอยู่นิ่งเฉยไม่ได้

อารมณ์ความรู้สึกที่รับมือได้ยากที่สุดคือความโกรธ เวลาที่คนเราโกรธจัดจะไม่สามารถตัดสินใจอย่างสุขุมเยือกเย็นได้ ทำให้เรามีแนวโน้มจะแสดงพฤติกรรมโต้ตอบโดยไม่คิดพิจารณาให้ดีก่อน แม้แต่ผู้ใหญ่อย่างเรา บางครั้งยังโกรธจนตัดสินใจผิดพลาด สำหรับเด็กยิ่งไม่ต้องพูดถึงครับ

3. ไม่มีความยืดหยุ่น

เวลาเจอปัญหาคนเราจะพยายามคิดหาวิธีแก้ปัญหาออกมาหลาย ๆ วิธี เป็นแผน 1, แผน 2, แผน 3 ไปเรื่อย ๆ เมื่อคิดได้แล้วก็จะพิจารณาอีกทีว่าวิธีการไหนน่าจะได้ผลที่สุด แล้วนำไปลงมือทำ หากทำแล้วไม่สำเร็จก็จะกลับมาเลือกวิธีอื่น และนำไปลงมือทำใหม่อีกรอบ จะเห็นได้ว่าสิ่งสำคัญของกระบวนการนี้คือความหลากหลายของวิธีแก้ปัญหากับความสามารถในการตัดสินใจเลือกให้เหมาะสมกับสถานการณ์ พูดอีกอย่างก็คือความยืนหยุ่นนั่นเองครับ

เด็กที่ไม่มีความยืดหยุ่นมักจะคิดวิธีแก้ปัญหาออกมาได้แค่ 1-2 วิธี ชีวิตประจำวันของพวกเขามักลงมือทำโดยไม่คิดให้รอบคอบก่อน มักถูกหลอกได้ง่าย ไม่สามารถเรียนรู้จากข้อผิดพลาดในอดีตได้ จึงมักทำผิดเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก

4. ประเมินตัวเองผิด

เมื่อเด็กทำผิดแล้วเราต้องการให้เขารู้สึกอยากปรับปรุงตัว ขั้นแรกเราต้องทำให้เขารู้ตัวเองก่อนว่าเป็นคนยังไง มีปัญหาแบบไหน จากนั้นก็สร้างแรงจูงใจให้เขาอยากเป็นตัวเองที่ดีกว่าเดิม แต่หากเด็กที่มีปัญหาเชื่ออย่างสนิทใจว่าตัวเองไม่ได้มีปัญหา หรือคิดว่าตัวเองเป็นคนดีอยู่แล้วล่ะ เด็กคนนั้นก็ไม่มีทางปรับปรุงตัวได้เลย

ทำไมเด็กเหล่านี้ถึงไม่สามารถประเมินตัวเองอย่างถูกต้องได้ นั่นก็เพราะการประเมินตัวเองอย่างถูกต้องเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรามีความสัมพันธ์ที่ดีและเหมาะสมกับคนอื่น ตัวอย่างเช่น

เวลาคุยกันคุณ A เขาชอบทำหน้าโกรธทุกที รู้สึกเหมือนคุณ A ไม่ชอบเรายังไงก็ไม่รู้ เป็นเพราะเรามีตรงไหนไม่ดีหรือเปล่านะ

คนในกลุ่มนั้นยิ้มแย้มเวลาคุยกับเราทุกครั้ง แสดงว่าพวกเขาน่าจะถูกชะตาเรา เราก็เป็นคนที่คนอื่นชอบมากกว่าที่คิดแฮะ

นี่คือตัวอย่างความคิดที่ไม่บิดเบี้ยวครับ มนุษย์เราจะจับสังเกตสัญญาณที่คนอื่นแสดงออก แล้วนำมาประกอบกันจนเกิดเป็นความตระหนักรู้ในตัวเองครับ ซึ่งการตระหนักรู้ในตัวเองที่ถูกต้องจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้ใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น มีการติดต่อสื่อสารซึ่งกันและกัน

มนุษย์จะดูปฏิกิริยาของคนอื่น เพื่อนำมาเป็นฟืดแบ็กให้กับตัวเองครับ แต่ถ้าไม่สามารถจับสังเกตสัญญาณที่คนอื่นแสดงออกมา จับได้แค่บางส่วน หรือจับได้แบบบิด ๆ เบี้ยว ๆ เช่น คนอื่นกำลังยิ้ม แต่กลับตีความว่าเขาโกรธ ฟีดแบ็กที่ให้กับตัวเองก็ย่อมบิดเบี้ยว ไม่ตรงกับความเป็นจริงไปด้วย การตระหนักรู้ในตัวเองที่ถูกต้องนั้นอาศัยทักษะในการรวบรวมข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ เช่น การอ่านสีหน้าของคู่สนทนา การฟังจับใจความ ซึ่งเด็กที่ก่ออาชญากรรมไม่มีทักษะเหล่านี้ครับ

5. ไม่มีทักษะด้านความสัมพันธ์กับคนอื่น

หนึ่งในเรื่องที่ทำให้คนส่วนใหญ่เครียดกันมากที่สุดคือเรื่องความสัมพันธ์กับคนอื่น หากความสัมพันธ์กับคนอื่นไม่ราบรื่น เราจะเครียดสะสมจนเป็นเหตุให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา ตรงนี้เด็กเองก็ไม่ต่างไปจากผู้ใหญ่ เด็กที่ไม่มีทักษะด้านความสัมพันธ์กับคนอื่นมักมีปัญหาหลัก ๆ อยู่ 2 เรื่อง ได้แก่

  1. ปฏิเสธเรื่องที่ไม่อยากทำไม่เป็น เช่น ถึงเพื่อนมาชวนไปทำเรื่องไม่ดีก็ไป เพราะปฏิเสธไม่เป็น
  2. ขอความช่วยเหลือไม่เป็น เช่น ต่อให้ถูกรังแกก็ไปขอให้คนอื่นช่วยไม่เป็น

เมื่อปฏิเสธไม่เป็นก็ตกกระไดพลอยโจน ก่ออาชญากรรมตามเพื่อนไปด้วย เด็กที่ก่ออาชญากรรมอยู่บ่อย ๆ เป็นคนที่พูดคุยสื่อสารกับเพื่อนไม่เก่ง กลัวว่าเพื่อนจะเกลียด และอยากได้รับการยอมรับ พวกเขาจึงพร้อมจะทำสิ่งที่เพื่อนชม โดยไม่เกี่ยงว่าจะเป็นเรื่องที่เหมาะสมหรือไม่

ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าเด็กคนหนึ่งเล่นอะไรแผลง ๆ แล้วเพื่อนพากันชอบใจ เขาก็จะยิ่งเล่นอะไรแผลง ๆ หนักข้อขึ้นไปอีก จนในที่สุดก็มองว่าคุณค่าของตัวเองอยู่ที่การทำเรื่องแบบนี้ ดังนั้นเมื่อมีเพื่อนมาชวนไปทำเรื่องไม่ดี ต่อให้ไม่อยากทำก็กลัวโดนเพื่อนเกลียด จึงไม่กล้าปฏิเสธ สำหรับเด็กกลุ่มนี้ การก่ออาชญากรรมถือเป็นหนึ่งในวิธีเอาตัวรอดในสังคม พวกเขาเป็นคนขี้กลัวและโอนอ่อนผ่อนตามคนอื่น

จากหนังสือเล่มนี้พอจะสรุปได้ว่า ในบรรดาอาชญากรมีคนที่เกิดมาพร้อมกับความบกพร่องด้านการเรียนรู้ และถูกละเลยไม่ได้รับความช่วยเหลือ คุณโคจิซึ่งเป็นผู้เขียนได้บอกไว้ว่า เด็กมักจะเริ่มส่งสัญญาณถึงความบกพร่องช่วง ป.2 หากเด็กคนนั้นถูกสังเกตเห็น และได้รับการใส่ใจดูแลเรื่องพัฒนาการ ก็ลดความเสี่ยงการเพิ่มขึ้นของอาชญากรในอนาคต

สำหรับเพื่อน ๆ คนไหนสนใจอ่านเพิ่มเติม สามารถหาซื้อมาอ่านกันได้ครับกับหนังสือ การตัดเค้กที่ทำนายว่าใครจะกลายเป็นอาชญากร เขียนโดยมิยางุจิ โคจิ ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น ราคา 220 บาท และเล่มก่อนหน้าที่แนะนำคือ ไม่มีใครเกิดมาเป็นปีศาจ เขียนโดยฟาโรห์ จักรภัทรานน ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์โซเฟีย ราคา 255 บาทครับ

สนใจหนังสือ การตัดเค้กที่ทำนายว่าใครจะกลายเป็นอาชญากร

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/60Dbx5SLvF
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

สนใจหนังสือ ไม่มีใครเกิดมาเป็นปีศาจ

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/6KqSLkqPKg
หรือซื้อแบบ ebook:
https://www.mebmarket.com
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

Related Articles

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook,...

จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เปลี่ยนคนที่ยังลังเลให้ซื้อทันที

สินค้าดี มีคนสนใจ แต่ทำไมไม่มีคนซื้อ? บางทีอาจเป็นเพราะสมองของลูกค้าไม่ยอมให้ซื้อก็เป็นได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Brain Audit จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง...

ดำดิ่งสู่โลกกลับทิศ จิตวิทยาที่ซ่อนอยู่ในซีรีส์ “สเตรนเจอร์ ทิงส์”

หากพูดถึงซีรีส์ที่คนทั้งโลกรอคอย ซีรีส์ที่ปั้นเด็กไม่มีชื่อเสียงให้มายืนแถวหน้าของวงการบันเทิงได้ ซีรีส์ที่เป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดให้คนมาสมัครบริการ Netflix จะเป็นซีรีส์เรื่องไหนไม่ได้นอกจากเรื่องสเตรนเจอร์ ทิงส์ ที่ตอนนี้มีมาถึงซีซัน 5 ซึ่งเป็นซีซันสุดท้ายแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ผลงานท้ายสุดของจักรวาลในซีรีส์นี้ เพราะในปี 2026...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!