จิตวิทยาสายดาร์ก เทคนิคการล้างสมอง เมื่อคำพูดของคุณสามารถควบคุมจิตใจคนได้

Share
Share

จิตวิทยาสายดาร์ก หนังสือแนวจิตวิทยาที่จะมาบอกเล่าวิธีการทำให้คนอื่นคล้อยตามคำพูดของเราได้ หนังสือเขียนโดย Dr. Hiro ยูทูบเบอร์ที่ทำช่องยูทูบสอนเทคนิคการล้างสมอง อันเป็นที่โด่งดังในประเทศญี่ปุ่น ตัวผู้เขียนเล่าว่าเขาเคยทำธุรกิจขายตรง แต่ช่วง 3-4 ปีแรกขายแทบไม่ได้เลย แล้วเขาก็นึกถึงลัทธิแปลก ๆ ต่าง ๆ ที่สามารถชักจูงผู้คนให้เข้าไปเคารพบูชาอย่างถวายหัว ตั้งแต่นั้นมาเขาก็ศึกษาจิตวิทยาว่าด้วยการล้างสมอง และลองนำมาปรับใช้ในอาชีพขายตรง ผลปรากฎว่าตัวเขาสามารถทำยอดขายได้สูงสุดเป็นอันดับต้น ๆ ของบริษัท ก่อนจะลาออกมาเปิดช่องยูทูบและเขียนหนังสือเล่มนี้

หนังสือพูดถึงเทคนิคการล้างสมอง แต่หลังจากที่ผมได้อ่านพบว่าเป็นการใช้คำนี้เพื่อการตลาด เนื้อหาในเล่มเป็นเพียงหลักจิตวิทยาที่มีอยู่แล้วในหนังสือเล่มอื่น ผู้เขียนเพียงแค่สรุปเนื้อหาจากหลาย ๆ ที่มาไว้ให้เราได้อ่าน คำว่าการล้างสมองในหนังสือเล่มนี้ไม่ได้หมายถึงการทำให้คนอื่นยอมถึงขั้นโอนทรัพย์สินทั้งหมดให้เรา หรือสั่งชี้เป็นชี้ตายใครก็ได้ แต่เป็นเพียงเทคนิคที่ทำให้คำพูดของเราน่าเชื่อถือ คนฟังคล้อยตามได้ง่าย ถึงหลักจิตวิทยาในเล่มนี้จะไม่ได้ดาร์กอย่างที่ชื่อหนังสือบอกไว้ แต่หลาย ๆ เคล็ดลับก็น่าสนใจ ไอติมอ่าน ep จึงมาสรุปหนังสือ จิตวิทยาสายดาร์กให้เพื่อน ๆ ได้ฟังกันครับ


สิ่งสำคัญที่สุดในการล้างสมองคือ “การสร้างภาพลักษณ์”

ถึงจะพูดเรื่องเดียวกัน แต่ความประทับใจของผู้ฟังจะแตกต่างกันมาก โดยขึ้นอยู่กับภาพลักษณ์ของผู้พูด ดังนั้นการสร้างภาพลักษณ์ที่เหมาะสมถือเป็นเทคนิคการสร้างความประทับใจที่สำคัญสำหรับการสื่อสาร ต้องทำให้อีกฝ่ายคิดว่าควรรับฟังสิ่งที่เราพูด โดยแสดงให้คนอื่นรับรู้ภายใน 2 วินาที ตัวอย่างเช่น หากอยากแสดงเป็นหมอ การใส่เสื้อกาวน์ก็จะมีบุคลิกดูเป็นหมอมากกว่าใส่เสื้อผ้าธรรมดา, ถ้าอยากให้คนเห็นว่าเราขายตรงแล้วประสบความสำเร็จก็ให้ถือของแบรนด์เนม, ถ้าอยากเป็นเจ้าลัทธิก็ต้องแต่งตัวให้ดูน่าเลื่อมใส หรือถ้าเป็นหมอดูก็ต้องแต่งตัวให้ดูลึกลับ แม้จะเป็นเทคนิคพื้น ๆ แต่มันช่วยให้คนอื่นรับรู้ภาพลักษณ์ของเราตรงกันได้

คนเรามักให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอกก่อนเสมอ ผู้เขียนเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่าในแวดวงของธุรกิจขายตรง คนที่ทำยอดขายได้อันดับท็อป ๆ มีสัดส่วนของคนที่สวยหรือหล่อเป็นจำนวนที่สูง ยิ่งเป็นผู้หญิงที่สวย ยิ่งประสบความสำเร็จในธุรกิจขายตรง

ตอนที่ผู้เขียนยังทำธุรกิจขายตรงและมีคนมาขอคำแนะนำ ผู้เขียนก็แนะนำให้ปรับปรุงรูปลักษณ์ภายนอก แต่กลายเป็นว่าคนขี้เหร่มักจะขี้เหนียวกับการปรับปรุงรูปลักษณ์ภายนอก ผู้เขียนยกตัวอย่างการปรับปรุงรูปลักษณ์ภายนอกในแบบไม่พึ่งศัลยกรรมว่า ให้ตัดผมที่ร้านราคาแพง ๆ เพราะมีช่างฝีมือดี ทรงผมที่เข้ากับเรา ช่วยเปลี่ยนบุคลิกได้, โกนหนวดเครา หรือจัดฟัน ผู้เขียนให้ความเห็นว่าความขี้เหร่ไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่เป็นสิ่งที่จิตใจเราสร้างขึ้นมาในภายหลังต่างหาก

นอกจากรูปลักษณ์ภายนอก อีกสิ่งสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์คือสถานที่ที่ใช้ในการพูด ผู้เขียนเล่าว่าปกติแล้วคนทำงานเก่งจะนัดเจอเขาที่คาเฟ่หรือร้านอาหาร ส่วนคนที่ทำงานไม่เก่งมักไม่มีเซนส์ในการเลือกสถานที่ ตัวอย่างสถานที่ที่ใช้ไม่ได้คือร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดที่บางครั้งก็เต็มไปด้วยเด็กมัธยมมาคุยเล่นกัน, สถานที่ธรรมดาที่ใช้ได้ควรเป็นร้านที่ขายกาแฟแก้วละ 100 บาทขึ้นไป, สถานที่สุดยอดในการสร้างความประทับใจคือเลานจ์หรูของโรงแรม แม้คุณจะไม่ได้มีเงินมากมาย แต่หากเลือกเลานจ์หรู คุณจะดูเป็นคนมีสถานะทางการเงินดีในสายตาของอีกฝ่าย ยิ่งถ้าคนที่คุณนัดไม่คุ้นกับเลานจ์หรู คุณยิ่งมีภาพลักษณ์ที่น่าประทับใจทันทีที่นั่งลงบนเก้าอี้


วิธีพูดที่ช่วยให้เป็นที่ชื่นชอบของคนอื่น สิ่งแรกที่ควรทำคือ “การประจบ” เทคนิคที่นักต้มตุ๋นใช้เพื่อให้อีกฝ่ายยอมเปิดใจคุยด้วยคือการเลือกหัวข้อสนทนาที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง พูดให้ชัดคือ ให้เปิดการสนทนาด้วยการเยินยอและประจบประแจง เพราะคนเราอ่อนไหวต่อสิ่งที่ดีกับตัวเอง

ช่วงที่ยังขายตรงผู้เขียนเคยเข้าอบรมกิจกรรมการฝึกชม โดยให้ผู้เข้าร่วมจับคู่แล้วชมอีกฝ่ายอย่างเต็มที่ประมาณ 3-5 นาที เนื่องจากต้องจับคู่กับคนที่ไม่รู้จัก ฝ่ายชมจึงต้องชมข้อดีของอีกฝ่ายแบบเรื่อยเปื่อย การชมคนที่เพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก ไม่มีทางมาจากใจ 100% แต่ฝ่ายถูกชมกลับรู้สึกว่า “เพิ่งเคยเจอคนแปลกหน้าที่เข้าใจฉันมากขนาดนี้เป็นครั้งแรก” และมีคนจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกว่าคนชมเป็นคนที่สุดยอด เพราะสามารถมองคนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

ผู้เขียนบอกว่าการชมแบบนามธรรม ได้ผลกว่าการชมข้อดีที่เห็นได้อย่างชัดเจน แทนที่จะชมว่า “คุณแต่งตัวสวยจัง” ให้ชมว่า “รสนิยมของคุณดีจัง” และอาจพูดเสริมด้วยว่า “อย่างนี้ห้องของคุณต้องสวนแน่ ๆ เลย” หรือก้าวเข้าไปอีกขั้นโดยการชมแบบไม่มีมูลไปเลย เช่น “คนมีรสนิยมดีมักทำงานเก่งนะครับ” จะทำให้การชมมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผู้เขียนบอกว่าการเริ่มชมคนอื่นแบบเรื่อยเปื่อยทั้งที่ไม่ได้มาจากใจ ในที่สุดเราจะสนใจมองหาข้อดีจริง ๆ ของอีกฝ่าย ทำให้สามารถชมเขาจากใจจริงได้ในที่สุด ตรงกับคำกล่าวที่ว่า “Fake it, until you make it.” (จงแสร้งทำจนกว่าจะทำได้จริง ๆ)

หากชมไปแล้วอีกฝ่ายไม่คิดว่าตัวเองเป็นแบบที่คุณชม ลองสวนกลับด้วยคำชมไปอีกรอบดูครับ ตัวอย่างเช่นเราชมคนว่า “คุณหัวดีจังเลยนะครับ” แล้วอีกฝ่ายตอบมาว่า “เปล่าเลย ผมไม่ใช่คนหัวดี เรียนก็ไม่เก่ง” คุณสามารถใช้โอกาสนี้สร้างความประทับใจเพิ่ม โดยการสวนไปว่า “จะเรียนเก่งหรือไม่เก่งไม่เห็นเกี่ยวเลยครับ พอคุยด้วยแล้วผมรู้สึกว่าคุณเป็นคนหัวดีจริง ๆ นะ” แบบนี้จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดีมากกว่าตอนได้รับคำชมทั่วไป

อีกเทคนิคการชมที่ทรงพลังคือ “การชมแบบมีความขัดแย้งทางอารมณ์” โดยการแสดงท่าทีเหมือนจะโมโหก่อนที่จะชม เช่น ตอนที่หัวหน้าเรียกลูกน้องมาถามว่า “คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้?” ลูกน้องที่ได้ยินอาจตกใจ และคิดว่าอาจกำลังจะโดนติ ถึงอย่างนั้นก็รวบรวมความกล้าตอบไปว่า “ผมคิดแบบนี้ครับ…” พอลูกน้องพูดจบให้คุณเงียบแล้วทำหน้านิ่วสัก 3 วิ ช่วงนี้ลูกน้องจะรู้สึกเป็นกังวล จากนั้นคุณค่อยชมไปว่า “นายนี่หัวดีนะ” วินาทีนั้นลูกน้องจะประทับใจ ความชื่นชอบที่มีต่อคุณจะพุ่งสูงปรี๊ด การสร้างความขัดแย้งทางอารมณ์ก็เหมือนกับการแกว่งลูกตุ้ม ยิ่งดึงไปทางตรงข้าม พอปล่อยมือลูกตุ้มยิ่งแกว่งแรงมากขึ้น


คนเราสนใจเรื่องของตัวเองมากกว่าเรื่องของคนอื่น หากคุณรู้เรื่องของอีกฝ่ายและพูดออกไปจะเป็นการเปิดประเด็นสนทนาได้อย่างเป็นธรรมชาติ เช่น ถ้าคู่สนทนาเล่นกอล์ฟ การสนทนาอาจออกมาแบบนี้ “คุณ… เล่นกอล์ฟด้วยใช่ไหมครับ ผมก็กำลังหัดตีอยู่ แต่ลูกลอยไปไม่ค่อยไกล คุณฝึกยังไงถึงเก่งขึ้นได้ครับ” คุณต้องสื่อสารให้อีกฝ่ายรู้ว่าคุณรู้เรื่องงานอดิเรกของเขา พร้อมทั้งบอกว่าคุณเคยลองทำแล้ว แต่ทำได้ไม่ดีเท่าเขา ถ้าหากคุณไม่อยากโกหก ตอนเจอกันครั้งแรกลองถามเขาว่ามีงานอดิเรกอะไร จากนั้นคุณลองไปทำดูก่อนที่จะพบกันในครั้งต่อไป วิธีนี้มีประสิทธิภาพมาก “วันก่อนที่คุยกันเรื่องกอล์ฟ ผมลองไปตีดูแล้ว แต่ลูกลอยไม่ไกลอย่างที่คิดเลย” พอคุณพูดแบบนี้ อีกฝ่ายจะสอนการตีกอล์ฟให้ด้วยอารมณ์ที่เบิกบาน

มีคำพูดเวทมนตร์ประโยคหนึ่งที่ทำให้คนฟังเข้าใจเราทันทีคือ “พูดง่าย ๆ ก็คือ เหมือนกับ…นั่นแหละ” ประโยคนี้จะทำให้อีกฝ่ายเหมือนถูกสะกดจิต อีกฝ่ายจะคิดว่า “หลังจากนี้เขาจะพูดเรื่องง่าย ๆ เพราะงั้นเราต้องเข้าใจสิ” และยิ่งเราเสริมว่า “พอจะเข้าใจไหม” แม้คนฟังจะยังไม่ค่อยเข้าใจ แต่ส่วนมากจะตอบว่า “พอจะเข้าใจแล้ว”

ทุกคนย่อมไม่อยากถูกมองว่าโง่ หลังจากใครสักคนอธิบายให้ฟังว่า “พูดง่าย ๆ ก็คือ เหมือนกับ…นั่นแหละ” และหากถามต่อว่า “พอจะเข้าใจไหม” คงไม่มีใครกล้าบอกว่า “ไม่เข้าใจเลยสักนิด” ด้วยเหตุนี้คนเราจึงโกหกโดยไม่รู้ตัว ในที่นี้อีกฝ่ายไม่ได้โกหกคุณ แต่เขาโกหกตัวเขาเอง เทคนิคนี้พนักงานขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินหรือประกันมักชอบใช้กัน เพื่อให้ลูกค้ามองข้ามจุดที่ตัวเองเสียเปรียบไป

คำว่า “You” ในภาษาอังกฤษเป็นได้ทั้งเอกพจน์และพหูพจน์ แปลได้ทั้ง “คุณ” หรือ “พวกคุณ” เวลาสื่อสารผู้เขียนบอกว่าให้สื่อสารกับ You ที่แปลว่า “คุณ” เสมอ ห้ามสื่อสารโดยมีเป้าหมายเป็น “พวกคุณ” เพราะปกติคนเราไม่สนใจเรื่องที่เกี่ยวกับคนอื่น ดังนั้นหากคุณสื่อสารโดยมีเป้าหมายเป็นพวกคุณ อีกฝ่ายจะคิดว่าคุณพูดแบบรวม ๆ ไม่ได้เฉพาะเจาะจง ซึ่งทันทีที่เขาคิดว่ามันอาจเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเอง สิ่งที่คุณพูดทั้งหมดจะเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา

แม้อีกฝ่ายจะมีหลายคนก็ให้หลีกเลี่ยงการใช้คำว่า “ทุกคน” หรือ “พวกคุณ” มีอีกวิธีที่ใช้เรียกคู่สนทนาแล้วมีประสิทธิภาพกว่าคำว่า “คุณ” อยู่ นั่นคือการเรียกชื่อของคู่สนทนา คนเราสนใจเฉพาะเรื่องของตัวเอง พอมีคนพูดเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเองจะสนใจเป็นพิเศษ ชื่อของแต่ละคนจึงมีอานุภาพในการดึงดูดความสนใจราวกับเวทมนตร์ ถ้าคู่สนทนามีเพียงคนเดียวหรือมีแค่ไม่กี่คน ให้เรียกชื่อเขาเท่าที่จะทำได้ และถึงอีกฝ่ายจะเป็นกลุ่มใหญ่ก็ให้หลีกเลี่ยงการพูดว่า “พวกคุณ” หรือ “ทุกคน” ให้เรียกว่า “คุณ” จะดีที่สุด


ตอนที่คุณกำลังพูดอยู่ คุณอาจเคยเห็นผู้ฟังที่สมาธิหลุดหรือแสดงท่าทีว่ากำลังเบื่ออยู่ ความจริงแล้วการตั้งใจฟังเรื่องที่คนอื่นพูดนั้นยากกว่าการพูดเสียอีก การจะทำให้คนตั้งใจฟังคุณพูดนาน ๆ เป็นสิ่งที่ยากมาก แต่มีประโยคหนึ่งที่คุณพูดเสริมเข้าไปแล้วจะเรียกให้คนฟังกลับมาตั้งใจฟังสิ่งที่คุณพูดได้

ประโยคนั้นคือ “คุณคิดยังไง” ถ้าโดนถามว่าคุณคิดยังไงอย่างกะทันหัน คนฟังจะคิดว่า “หืม… พูดถึงเรื่องอะไรอยู่นะ” หรือ “แย่แล้ว เผลอใจลอยเลยไม่ได้ฟัง” แล้วหันกลับมาตั้งใจฟังผู้พูดอีกครั้ง

ทักษะการฟังช่วยให้คุณกลายเป็นคนที่คุยเก่งได้ การคุยเก่งกับการพูดเก่งนั้นไม่เหมือนกัน เพราะคนพูดเก่งมันจะพูดอยู่ฝ่ายเดียว โดยไม่สนใจฟังคนที่ตัวเองกำลังพูดด้วย เปรียบเสมือนการเล่นขว้างบอลที่เอาแต่ขว้างอยู่ฝ่ายเดียว ถ้าเป็นแบบนี้อีกฝ่ายก็จะเอาแต่หลบ ส่วนคนที่คุยเก่งจะพูดและฟังคู่สนทนาไปด้วย หากเปรียบเป็นการเล่นขว้างบอลก็จะเป็นการเล่นที่ผลัดกันขว้าง ผลัดกันรับบอล ทำให้รู้สึกสนุกกันทั้งคู่

มีคำสอนของชาวยิวกล่าวไว้ว่า “คนเรามี 2 หู และ 1 ปาก” หมายความว่า “คนเราควรฟังมากกว่าพูด 2 เท่า” และทักษะการฟังที่ดีคือต้องตอบรับระหว่างที่ฟังอยู่ด้วย อาจใช้การพยักหน้า เพื่อให้ผู้พูดรู้ว่าคุณตั้งใจฟังอยู่ รับคำด้วยคำว่า “อืม” หรือ “ครับ/ค่ะ” ถ้าหากครับ/ค่ะบ่อยไปก็ใช้คำว่า “อย่างนี้นี่เอง” “นั่นสินะ” หรือ “จริงด้วย” เป็นการแสดงออกว่าเรามีความรู้สึกร่วม ผู้พูดจะรู้สึกดีกับคนที่มีความรู้สึกร่วมกับเรื่องที่ตัวเองพูดเป็นพิเศษ

หากคุณกำลังฟังคนพูดถึงเรื่องที่คุณรู้ดีกว่าเขา คุณอาจเดาได้ว่าเขาจะพูดอะไรต่อ หรืออยากแย้งจุดที่เขาพูดผิด แต่ในเวลาแบบนั้น การพยายามฟังอีกฝ่ายพูดให้จบก่อน ถือเป็นสิ่งสำคัญ คนเราอยากพูดมากกว่าฟัง ถ้าโดนขัดจังหวะตอนกำลังพูดจะรู้สึกขัดใจ แทนที่จะพูดว่า “ไม่ใช่แบบนั้น” ควรร อคนพูดพูดจบก่อน แล้วค่อยพูดว่า “นั่นสินะครับ” แล้วแสดงความคิดเห็นของตัวเอง แม้คุณจะไม่เห็นด้วยกับคำพูดของอีกฝ่าย แต่ให้พูดว่า “นั่นสินะ” เอาไว้ก่อน


การพูดต่อหน้าคนเยอะ ๆ ไม่แปลกที่จะรู้สึกตื่นเต้น แต่การจะพูดได้เก่งคุณต้องผ่อนคลาย ความตื่นเต้นเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยาก ยิ่งเราบอกกับตัวเองว่าอย่าตื่นเต้น ก็ยิ่งส่งผลตรงกันข้าม ผู้เขียนได้แนะนำเคล็ดลับที่ทำตามแล้วคนรอบข้างจะดูไม่ออกว่าคุณกำลังตื่นเต้นอยู่ ผู้เขียนบอกว่า “คนที่ไม่ตื่นเต้น” กับ “คนที่ดูเหมือนไม่ตื่นเต้น” ถ้ามองจากสายตาก็ดูไม่ต่างกัน ไม่ว่าใจคุณจะเต้นแรงแค่ไหน ถ้าไม่มีใครดูออกก็เท่ากับว่าคุณดูไม่ตื่นเต้น

วิธีที่ทำให้เห็นว่าไม่ได้ตื่นเต้น วิธีที่ 1: ปรับท่าทางให้ผ่อนคลาย

เวลาที่รู้สึกตื่นเต้น คุณควรปรับท่าทางให้ดูตัวใหญ่ขึ้นสักเล็กน้อย เพราะตอนที่เครียดเรามักจะเกร็งกว่าปกติและเผลอทำตัวลีบ ดังนั้นจึงต้องปรับท่าทางให้ดูตัวใหญ่ขึ้นเล็กน้อยจะสร้างภาพลักษณ์ที่ดูสง่าผ่าเผยได้

วิธีที่ทำให้เห็นว่าไม่ได้ตื่นเต้น วิธีที่ 2: หายใจเข้าลึก ๆ

การหายใจเข้าลึก ๆ จะทำให้เสียงที่พูดออกมามีความหนักแน่น ในทางกลับกัน ถ้าหายใจตื้น ๆ เสียงจะออกมาไม่มีน้ำหนักและไม่กังวาน คนเราพอตื่นเต้นจะหายใจตื้น ดังนั้นต้องหายใจให้ลึก ๆ เข้าไว้

วิธีที่ทำให้เห็นว่าไม่ได้ตื่นเต้น วิธีที่ 3: เคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ และสง่าผ่าเผย

ตอนที่คุณหยิบเอกสารออกจากกระเป๋า คุณต้องไม่คุ้ยกระเป๋าด้วยท่าทีลนลานเด็ดขาด ตอนที่โค้งคำนับต้องไม่ก้มหัวปลก ๆ ซ้ำหลายครั้ง ทางที่ดีให้หยิบเอกสารออกมาอย่างสง่าผ่าเผยแบบเดียวกับสตีฟ จ็อบส์ ที่หยิบแมคบุ๊กแอร์ออกมาจากซองเอกสารสีน้ำตาล ส่วนตอนโค้งคำนับก็ให้ก้มหัวต่ำลงอย่างช้า ๆ แค่ครั้งเดียว

ระหว่างที่มองหาเอกสารในกระเป๋า ต่อให้คิดในใจว่า “แย่ละ เอกสารหายไปไหนเนี่ย” คุณก็ต้องค่อย ๆ หาด้วยความรู้สึกว่า “ฉันคือสตีฟ จ็อบส์ ฉันแค่รอจังหวะเวลาเท่านั้น ความเงียบในตอนนี้จะเปลี่ยนเป็นความประทับใจได้แน่” ไม่ว่ายังไงก็ห้ามส่องดูกระเป๋าแบบแทบจะเอาหน้ามุดเข้าไปเด็ดขาด


ในบทสุดท้ายผู้เขียนได้แนะนำปรากฎการณ์ทางจิตวิทยาที่เราสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ปรากฎการณ์ต่าง ๆ มีดังนี้

1. เพซซิ่ง (Pacing) เทคนิคที่ทำให้คู่สนทนารู้สึกดี

เพซซิ่งคือเทคนิคการสร้างความรู้สึกสนิทสนม โดยการปรับความเร็ว จังหวะ และน้ำเสียงการพูดให้เหมือนกับอีกฝ่าย คนเราจะรู้สึกชื่นชอบคนที่มีท่าทางหรือบุคลิกคล้ายกับตัวเอง นอกจากนี้หากจับจังหวะการพูดของอีกฝ่ายได้แล้ว ลองเปลี่ยนมาพูดเสียงดังกว่าคู่สนทนาเล็กน้อย คุณจะกลายเป็นผู้นำในการสนทนา และสามารถควบคุมจังหวะการพูดของอีกฝ่ายได้

2. ปรากฏการณ์แอนเคอริง (Anchoring Effect) เทคนิคที่ใช้ในการขายของ

Anchoring Effect เป็นเทคนิคการบอกราคาสินค้าให้สูงกว่าราคาจริง แล้วลดราคาลงมาเยอะ ๆ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าสินค้านั้นราคาถูก เช่น บอกว่าสินค้าราคา 3,000 บาท แต่ลดพิเศษเหลือเพียง 1,000 บาทเท่านั้น

3. ปรากฏการณ์ดีเดอโรต์ (Diderot Effect) เทคนิคที่ทำให้อยากได้ของครบชุด

สมมุติว่ามีคนซื้อเครื่องสำอางราคาแพงเพราะผลของ Anchoring Effect ก่อนหน้านี้ คน ๆ นั้นมีโอกาสจะโดนยัดเยียดให้ซื้อสินค้าอย่างอื่นด้วย ตัวอย่างเช่น

“เฉพาะลูกค้าที่ซื้อเครื่องสำอางชุดนี้ ผมมีอาหารเสริมในราคาพิเศษมานำเสนอ มันไม่เพียงช่วยให้ผิวดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้ดูอ่อนเยาว์จากภายในด้วย”

พอลองฟังจะรู้ว่าหากกินอาหารเสริมที่ผลิตออกมาให้เข้ากับเครื่องสำอางก็จะได้ผลที่มากขึ้น คนที่ซื้อเครื่องสำอางไปแล้วก็มีแนวโน้มที่จะซื้ออาหารเสริมให้ครบ ๆ ไปด้วย นี่คือปรากฏการณ์ดีเดอโรต์

4. ปรากฏการณ์ความขาดแคลน (Scarcity Effect) เทคนิคที่ช่วยลดการยั้งคิด

ปรากฏการณ์นี้เป็นหลักจิตวิทยาที่ว่า “ยิ่งเป็นของหายากก็ยิ่งรู้สึกว่ามันมีคุณค่าสูง” สิ่งที่ทำให้มันทรงพลังอย่างมากคือการสร้างแรงกดดันว่า “ถ้าไม่ซื้อตอนนี้ก็หาไม่ได้อีกแล้ว” พอคนเรารู้สึกกดดันด้วยข้อจำกัดด้านเวลาก็จะตัดสินใจอย่างสุขุมรอบคอบไม่ได้

5. รีเฟรมมิง (Reframing) เทคนิคที่ใช้ในการควบคุมความรู้สึกคน

รีเฟรมมิงคือการเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อสิ่งหนึ่งให้ต่างออกไปจากเดิม เช่น เปลี่ยนจากการมองว่า “น้ำเหลือแค่ครึ่งแก้ว” เป็น “น้ำเหลือตั้งครึ่งแก้ว” ประเด็นคือการเปลี่ยนคำพูดเล็กน้อยก็จะให้ความรู้สึกต่างกันราวฟ้ากับเหว

“การดื่มน้ำทำให้ชุ่มคอ” กับ “หากไม่ดื่มน้ำ 3 วันมนุษย์จะตาย” แม้จะพูดถึงน้ำเหมือนกัน แต่พอเปลี่ยนมุมมองแล้ว คุณค่าของน้ำที่คุณรู้สึกก็ต่างกันลิบลับ สรุปคืออยากให้คนตรงหน้ามองเรื่องบางอย่างจากมุมมองไหนก็ขึ้นอยู่กับวิธีพูดของคุณ


ผู้เขียนได้ให้ข้อระวังไว้ 3 ข้อ คือ

1. ปรากฎการณ์บูมเมอแรง (Boomerang Effect) ที่ทำให้ผลลัพธ์ออกมาตรงข้ามกับที่ตั้งใจ

การยัดเยียดหรือจงใจเกินไปจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกต่อต้าน ไม่ว่าเรื่องอะไรหากทำมากเกินไปก็จะส่งผลตรงข้ามได้ ดังนั้นเวลาจะใช้ปรากฎการณ์ทางจิตวิทยาจึงต้องระวังเรื่องนี้ ถ้าคุณใช้มันอย่างเป็นธรรมชาติ มันจะแสดงประสิทธิภาพได้อย่างเต็มที่

2. ปรากฎการณ์อันเดอร์ไมนิง (Undermining Effect) ที่ลดแรงจูงใจของอีกฝ่าย

เมื่อเราทำอะไรสักอย่างด้วยความสนุก แต่ถ้ามีคนมาให้รางวัล เราจะเปลี่ยนไปทำสิ่งนั้นเพราะอยากได้รางวัลแทน มันคือการให้แรงจูงใจภายนอกกับสิ่งที่คนคนหนึ่งทำด้วยแรงจูงใจภายใน เช่น

เด็กชายคนหนึ่งซ้อมตีเบสบอลวันละ 300 ลูก เพราะอยากเล่นเบสบอลเก่งขึ้น คุณปู่มาเห็นจึงให้เงินเป็นของรางวัลสำหรับความตั้งใจ พอคุณปู่ให้รางวัลเด็กชายบ่อย ๆ เด็กชายจะเปลี่ยนมาตีเบสบอลเพราะอยากได้รางวัล ไม่ได้ตีเพราะอยากเล่นเบสบอลเก่งขึ้นเหมือนที่ตั้งใจไว้ตอนแรก

สิ่งสำคัญคือการทำให้อีกฝ่ายตระหนักว่าตัวเขา “ทำเพราะอยากทำ” ห้ามทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่า “ถ้าทำแล้วจะได้รางวัล”

3. หลักการตอบแทนซึ่งกันและกัน (Norm of Reciprocity) ที่บางครั้งก็ส่งผลในทางลบ

มันคือปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่ว่า เมื่อให้อะไรบางอย่างกับอีกฝ่ายก่อน อีกฝ่ายจะตอบแทนกลับมา ผู้เขียนเล่าว่าเขาเคยเลี้ยงข้าวคนที่ยอมมาฟังเขาพูดชวนเข้าธุรกิจขายตรง เพราะอยากให้อีกฝ่ายตอบแทนกลับด้วยการสมัครเป็นดาวน์ไลน์ แต่กลายเป็นว่าพอทำแบบนี้บ่อย ๆ คนกลับมาฟังเขาเพราะอยากกินข้าวฟรี มากกว่าอยากเข้าร่วมธุรกิจขายตรง


ผู้เขียนสรุปในตอนท้ายว่า ตราบใดที่สมองยังมีอิทธิพลต่อการกระทำของมนุษย์ เทคนิคการล้างสมอง หรือเทคนิคควบคุมจิตใจก็ยังคงเป็นเทคนิคที่ทรงพลัง ในอนาคตเทคนิคที่ใช้หลอกลวงคนคงเพิ่มขึ้น ผู้เขียนหวังว่าหากได้ถ่ายทอดหลักจิตวิทยาที่เป็นประโยชน์ อย่างน้อยก็ทำให้คนรู้ทริกของมิจฉาชีพ และไม่ตกเป็นเหยื่อ หรือบางคนอาจนำเทคนิคทางจิตวิทยาในหนังสือเล่มนี้ไปพัฒนาทักษะด้านการพูดของตัวเอง นี่คือเนื้อหาคร่าว ๆ ของหนังสือ “จิตวิทยาสายดาร์ก” ใครสนใจอยากรู้รายละเอียดที่ลึกกว่านี้ สามารถซื้อมาอ่านได้ตามร้านหนังสือ ราคา 250 บาท จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์วีเลิร์นครับ

สนใจหนังสือ จิตวิทยาสายดาร์ก

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/8pUlWVkYDI
หรือซื้อแบบ ebook:
https://www.mebmarket.com
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” เขียนโดยแกรี เคลเลอร์ แก่นหลักของหนังสือเล่มนี้คือ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการทำหลายอย่างพร้อมกัน แต่เกิดจากการเลือกสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด แล้วทำมันให้ดีที่สุดจนสำเร็จครับ แกรีย้อนไปดูผลงานในอดีตของตัวเอง เขาพบรูปแบบสำคัญที่เกิดขึ้นซ้ำเหมือนกันทุกครั้ง นั่นคือช่วงที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุด...

Related Articles

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน...

จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เปลี่ยนคนที่ยังลังเลให้ซื้อทันที

สินค้าดี มีคนสนใจ แต่ทำไมไม่มีคนซื้อ? บางทีอาจเป็นเพราะสมองของลูกค้าไม่ยอมให้ซื้อก็เป็นได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Brain Audit จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง...

ดำดิ่งสู่โลกกลับทิศ จิตวิทยาที่ซ่อนอยู่ในซีรีส์ “สเตรนเจอร์ ทิงส์”

หากพูดถึงซีรีส์ที่คนทั้งโลกรอคอย ซีรีส์ที่ปั้นเด็กไม่มีชื่อเสียงให้มายืนแถวหน้าของวงการบันเทิงได้ ซีรีส์ที่เป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดให้คนมาสมัครบริการ Netflix จะเป็นซีรีส์เรื่องไหนไม่ได้นอกจากเรื่องสเตรนเจอร์ ทิงส์ ที่ตอนนี้มีมาถึงซีซัน 5 ซึ่งเป็นซีซันสุดท้ายแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ผลงานท้ายสุดของจักรวาลในซีรีส์นี้ เพราะในปี 2026...

จิตวิทยาต่อรอง จะต้องพูดและทำอะไรในการต่อรองที่แพ้ไม่ได้

ในชีวิตประจำวันเราต้องพบเจอกับเรื่องมากมายที่ต้องอาศัยการเจรจาต่อรอง ไม่ว่าจะเป็นการต่อรองขอลดราคาสินค้า ต่อรองกับลูกค้า หรือต่อรองเพื่อขอขึ้นเงินเดือน เทคนิคการต่อรองมีสอนกันมานานแล้ว แต่เทคนิคเหล่านั้นเน้นไปที่การท่องจำประโยคสำเร็จรูป ทั้งที่จริง ๆ แล้วการเจรจาต่อรองเป็นเรื่องที่คาดการณ์ไม่ได้ เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับอารมณ์มากกว่าเหตุผลครับ ดังนั้นการต่อรองต้องมุ่งเน้นไปที่การจัดการกับอารมณ์ของอีกฝ่าย แทนที่จะยกเหตุผลต่าง...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!