The PARA Method สำเร็จทุกเป้าหมายด้วยการจัดระเบียบชีวิตดิจิตัล

Share
Share

เพื่อน ๆ เคยลืมไอเดียเจ๋ง ๆ ไปเท่าไหร่แล้ว มีงานกี่อย่างที่ไม่ได้ลงมือทำสักที มีคำแนะนำดี ๆ กี่อันที่เพื่อน ๆ ลืมไปแล้ว คนที่อยากพัฒนาตัวเองมักรู้สึกกดดันอยู่ตลอดเวลาว่าต้องเรียนรู้ ต้องพัฒนา เราใช้เวลาไปมากมายกับการอ่าน การฟัง และการเสพข้อมูลข่าวสารไปไม่รู้กี่ชั่วโมงในหนึ่งปี แต่แล้วข้อมูลล้ำค่าเหล่านั้นก็หายไปจากสมอง พอถึงเวลาที่ต้องใช้ก็ดันนึกไม่ออกซะแล้ว

สมองของมนุษย์ไม่ได้เอาไว้สำหรับจดจำครับ แต่มีไว้สำหรับปิ๊งไอเดีย ดังนั้นเพื่อน ๆ ควรมีวิธีจัดเก็บไอเดีย แรงบันดาลใจ และความรู้ทั้งหลายให้อยู่ในรูปแบบดิจิตอล ซึ่งจะทำให้ชีวิตของเพื่อน ๆ ง่ายขึ้น ราวกับมีสมองที่สองที่ช่วยขยายพื้นที่ความจำ และกลายเป็นคลังปัญญาส่วนตัว โดยการใช้เทคโนโลยีสมัยนี้ให้เป็นประโยชน์ครับ

ไอติมอ่าน ep นี้จะมาแนะนำเนื้อหาในหนังสือ The PARA Method สำเร็จทุกเป้าหมายด้วยการจัดระเบียบชีวิตดิจิตัล เขียนโดย Tiago Forte เจ้าของผลงานเล่มก่อนหน้าอย่าง Building a Second Brain ที่ติดอันดับหนังสือขายดีจาก Wall Street Journal ครับ

ในหนังสือ The PARA Method ผู้เขียนมาแนะนำเทคนิคการจัดเก็บข้อมูลบนโลกดิจิตอล เขาลองผิดลองถูกด้วยตัวเองมากว่า 10 ปี จนได้เทคนิคนี้ออกมา ซึ่งเทคนิคนี้เป็นแนวคิดระบบจัดเก็บข้อมูลที่เพื่อน ๆ สามารถนำไปปรับใช้กับทุกแพลตฟอร์มที่เพื่อน ๆ เอาข้อมูลไปเก็บไว้ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์เอกสารต่าง ๆ บนคอมพิวเตอร์ ข้อมูลบนคลาวด์อย่าง Microsoft OneDrive, Google Drive หรือ Dropbox บนแอปจดโน้ตดิจิตอลอย่าง Google Keep, Notion, Microsoft OneNote หรือแอป Notes ของ Apple


PARA Method เป็นหลักการง่าย ๆ ที่เราจะแบ่งข้อมูลออกเป็น 4 หมวดหมู่ที่ครอบคลุมข้อมูลทุกอย่างในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องชีวิตส่วนตัว ซึ่ง 4 หมวดหมู่นั้นก็มาจากตัวอักษร PARA นั่นเองครับ โดยย่อมาจาก

  • P – Project คืองานระยะสั้นที่กำลังทำอยู่ มีกำหนดเวลาสิ้นสุด
  • A – Area คือภาระหน้าที่ความรับผิดชอบที่ต้องทำระยะยาว
  • R – Resource คือข้อมูลที่น่าสนใจ ที่อาจมีประโยชน์ในอนาคต
  • A – Archive คือข้อมูลจากทั้ง 3 หมวดหมู่ข้างบนที่ไม่ได้ใช้แล้ว

มาดูตัวอย่างข้อมูลของแต่ละหมวดหมู่กันครับว่ามีหน้าตาเป็นยังไง เราจะได้แยกแยะและจัดหมวดหมู่พวกมันได้อย่างถูกต้อง เริ่มที่ Project ซึ่งเป็นงานที่กำลังทำอยู่ เป็นงานระยะสั้นที่มีกำหนดเวลาสิ้นสุดชัดเจน ทำเสร็จแล้วเพื่อน ๆ สามารถเขียนว่าสำเร็จลงไปได้ เช่น

– ออกแบบหน้าเว็บไซต์ใหม่
– เขียนรายงานการประชุม
– ปรับปรุงห้องน้ำใหม่
– ประกอบโซฟาตัวใหม่ในห้องนั่งเล่น

เพื่อน ๆ จะเห็นว่าสิ่งที่ถูกจัดมาอยู่ในหมวด Project เป็นงานที่ทำเสร็จแล้วก็เสร็จเลย


ต่อไปเป็นหมวด Area ซึ่งเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบที่ต้องเอาใจใส่อย่างต่อเนื่อง บางเรื่องอาจเป็นสิ่งที่ต้องทำไปตลอดชีวิต เช่น ตำแหน่งหน้าที่และความรับผิดชอบในที่ทำงาน สมมุติว่าเพื่อน ๆ เป็นหัวหน้าฝ่ายการตลาดที่บริษัทแห่งหนึ่ง หน้าที่ของเพื่อน ๆ คือการดูแลลูกน้องในทีม ถ้าใครติดปัญหาก็ต้องช่วยแก้ไข แม้จะมีลูกน้องลาออกและมีคนใหม่เข้ามา ตราบใดที่เพื่อน ๆ ยังไม่ลาออกก็ต้องทำหน้าที่เดิมซ้ำไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเกษียณ

หรือด้านชีวิตส่วนตัวก็เป็นเรื่องลูกที่ต้องดูแล ต้องส่งเสียไปจนกว่าลูกจะโตพอที่จะหาเงินเลี้ยงดูตัวเองได้ หรือเรื่องการบริหารเงิน ที่เพื่อน ๆ ต้องจัดสรรปันส่วนเงินที่หามาได้ให้พอใช้สำหรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ซึ่งต้องทำทุกเดือน งานในหมวด Area จึงไม่สามารถเขียนคำว่าทำสำเร็จลงไปได้


ต่อมาคือหมวด Resource ซึ่งเอาไว้เก็บรวมรวบตัวอย่างไอเดีย หรือบรรดา reference ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นตัวอย่าง artwork graphic ที่เพื่อน ๆ ชอบ ลิงก์เว็บงานวิจัย ทุกอย่างที่เพื่อน ๆ อยากเก็บไว้เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานจะถูกเก็บไว้ในหมวดนี้ครับ

และสุดท้ายคือหมวด Archive ซึ่งเอาไว้เก็บข้อมูลจาก 3 หมวดก่อนหน้าที่ไม่จำเป็นต้องใช้งานแล้ว


หลักการ PARA Method มีเพียงเท่านี้เลยครับ ผู้เขียนบอกว่าชีวิตเรามีโฟลเดอร์ที่จำเป็นเพียง 4 อย่างนี้ก็พอ โดยแต่ละโฟลเดอร์จะมีโฟลเดอร์ย่อยของมันอีกที ผู้เขียนได้เสริมอีกนิดว่าถ้าตั้งค่าให้คอมพิวเตอร์แสดงผลแบบเรียงตามตัวอักษร หน้าตาของโฟลเดอร์ทั้ง 4 จะเรียงกันแบบนี้

Archive > Area > Project > Resource

ดังนั้นเพื่อให้ทั้ง 4 โฟลเดอร์เรียงตามที่เราต้องการ ให้ทำการเพิ่มตัวเลขไปที่ข้างหน้าชื่อแต่ละโฟลเดอร์ครับ จะได้เป็น

1 Project > 2 Area > 3 Resource > 4 Archive


หลัก ๆ ที่เราต้องใช้บ่อยคือสิ่งที่อยู่ในโฟลเดอร์ Project ที่เป็นงานระยะสั้น และ Area ที่เป็นงานระยะยาว ผู้เขียนบอกว่ามีหลายคนนำ PARA Method ไปใช้แต่ไม่ได้ผล เพราะแยกแยะงานทั้งสองแบบนี้ไม่ออก มาดูกันครับว่างานทั้งสองแบบมีวิธีแยกแยะยังไง

Project คือเป้าหมายที่สามารถทำให้สำเร็จได้ มีกำหนดเวลาที่ต้องทำให้เสร็จ เช่น โปรเจ็กพาพนักงานไปเที่ยวพักผ่อนประจำปี การออกแบบเว็บไซต์ใหม่ การจัดงานเลี้ยงวันเกิดให้ลูก สิ่งสำคัญคือโปรเจ็กต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริง และเมื่อทำเสร็จแล้วสามารถเขียนคำว่าสำเร็จลงไปได้

การกำหนดเวลาจะทำให้เป้าหมายสำเร็จได้ การมีเวลาสิ้นสุดช่วยให้เราถามตัวเองได้ว่า “จะทำงานในเวลาที่เหลืออยู่ได้มากน้อยเท่าไหร่” ซึ่งจะเป็นเส้นตายที่ทำให้เราเข้มงวดกับตัวเองมากขึ้น

ส่วน Area คือหน้าที่ความรับผิดชอบ เป็นมาตรฐานที่ต้องรักษาไว้ เพราะบางมุมในชีวิตการทำงานและเรื่องส่วนตัวก็ไม่สามารถกำหนดเวลาสิ้นสุดให้มันได้ หน้าที่จะรวมถึงงานทุกอย่างที่เพื่อน ๆ ทำ ไม่ว่าจะเป็นการบริหาร การบริการลูกค้า หรือการวิเคราะห์ทางการเงิน และอาจเป็นงานที่ไม่เป็นทางการที่ต้องทำไปเรื่อย ๆ เช่น คิดกลยุทธ์ ฝึกฝนลูกน้อง และให้คำปรึกษา นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ความรับผิดชอบในเรื่องส่วนตัว เช่น สุขภาพ การเงิน การพัฒนาตัวเอง และความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำไปตลอดชีวิต

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าหน้าที่จะไม่มีผลลัพธ์แน่นอนที่สามารถทำให้สำเร็จ และไม่มีจุดสิ้นสุดที่ต้องไปให้ถึง นอกจากนี้หน้าที่มีมาตรฐานที่ต้องรักษาไว้ เช่น ถ้าเพื่อน ๆ เป็นหัวหน้าทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อน ๆ ต้องรักษาความเร็วในการผลิต ความเร็วในการแก้ปัญหา และการออกสินค้าใหม่เป็นประจำ เป็นต้น

ในเรื่องเงินมาตรฐานอาจเป็นการจ่ายบิลต่าง ๆ ให้ตรงเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับ ในการเลี้ยงลูก มาตรฐานอาจเป็นการใช้เวลากินอาหารเย็นกับลูก ๆ และพาไปเที่ยวเล่นในวันหยุดอย่างสม่ำเสมอ

หน้าที่จึงเป็นกระบวนการที่ต้องทำตลอดเวลา ซึ่งต้องใช้ทั้งความคิด และความเข้าใจในตัวเอง เพื่อให้รู้ว่าตัวเองอยากได้อะไรและยังขาดอะไรไปบ้าง หน้าที่จึงเหมือนกับกิจวัตรประจำวัน


แม้บางครั้งโปรเจกต์กับหน้าที่อาจเกี่ยวข้องกัน แต่เราต้องแยกให้ออก เพราะไม่อย่างนั้นเราอาจเจออุปสรรคหลายอย่าง เช่น ถ้าเพื่อน ๆ มีโปรเจกต์เขียนหนังสือ แต่ทำเหมือนกับมันเป็นหน้าที่ต่อไปเรื่อย ๆ วันละนิดวันละหน่อย โดยไม่กำหนดเป้าหมายและผลลัพธ์ เพื่อน ๆ ก็จะรู้สึกว่าสิ่งที่ทำนี้ไร้จุดหมายปลายทาง

หรือถ้าเพื่อน ๆ มีหน้าที่รักษาน้ำหนักตัว แต่พอร่างกายหนักถึงเป้าหมายที่ต้องการแล้ว เพื่อน ๆ ก็เลิกคุมอาหาร เลิกออกกำลังกาย เพราะรู้สึกว่าตัวเองทำเป้าหมายสำเร็จแล้ว แบบนั้นน้ำหนักอาจจะกลับมาเพิ่มได้ เพราะไม่ได้ทำให้การคุมน้ำหนักเป็นกิจวัตรระยะยาว


PARA Method มีความยืดหยุ่น สามารถนำไปใช้ได้ทุกแพลตฟอร์มที่เพื่อน ๆ เก็บข้อมูล ไม่ว่าจะเป็น

– แอปจดรายการสิ่งที่ต้องทำ
– ไฟล์หรือโฟลเดอร์บนคอมพิมเตอร์
– ไดรฟ์เก็บข้อมูลบนคลาวด์
– แอปจดบันทึกดิจิตอล

เพราะในการทำงานและการใช้ชีวิต เราต้องใช้หลายแพลตฟอร์มร่วมกัน ข้อมูลแต่ละประเภทต้องเก็บไว้ในแพลตฟอร์มที่เหมาะสมกับมัน ตอนนี้ยังไม่มีแอปไหนแอปเดียวที่ครอบจักรวาล แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ใช้หลาย ๆ แพลตฟอร์มได้ และนำการจัดระเบียบข้อมูลแบบ PARA ไปใช้

อาจมีบางคนสงสัยว่าต้องสร้างโฟลเดอร์ให้ครบทั้ง 4 โฟลเดอร์ สำหรับทุกแพลตฟอร์มหรือไม่ ผู้เขียนบอกว่าไม่จำเป็นครับ ให้เราสร้างแค่โฟลเดอร์ที่มีข้อมูลจะใส่เท่านั้น ไม่อย่างนั้นจะเป็นการสร้างโฟลเดอร์เปล่าที่รกรุงรัง เช่น ในแอป Pinterest เพื่อน ๆ ก็สร้างให้มันเป็นโฟลเดอร์ Resource สำหรับเก็บรูปภาพที่จะใช้เป็นไอเดียในการทำงานก็พอ

เนื้อหาหลัก ๆ ของหนังสือเล่มนี้มีอยู่ประมาณนี้ครับ ใครสนใจอยากอ่านวิธีจัดระเบียบแบบละเอียด สามารถหามาอ่านกันได้ครับกับหนังสือ The PARA Method ตีพิมพ์เป็นภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์บิงโก ราคา 280 บาทครับ

สนใจหนังสือ The PARA Method สำเร็จทุกเป้าหมายด้วยการจัดระเบียบชีวิตดิจิตัล

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/9zhd2Zc1zt
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” เขียนโดยแกรี เคลเลอร์ แก่นหลักของหนังสือเล่มนี้คือ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการทำหลายอย่างพร้อมกัน แต่เกิดจากการเลือกสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด แล้วทำมันให้ดีที่สุดจนสำเร็จครับ แกรีย้อนไปดูผลงานในอดีตของตัวเอง เขาพบรูปแบบสำคัญที่เกิดขึ้นซ้ำเหมือนกันทุกครั้ง นั่นคือช่วงที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุด...

Related Articles

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing...

Effortless คนเก่งคิดง่าย ไม่คิดยาก วิธีลงมือทำแบบง่ายดาย เหนื่อยน้อยลง แต่ผลลัพธ์มากขึ้น

หลายคนที่มุ่งมั่นพัฒนาตัวเอง พยายามสร้างความก้าวหน้าโดยการทำงานอย่างหนัก ช่วงแรกเราอาจพบว่าการทำงานหนักให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า ยิ่งพยายามมากก็ยิ่งได้ผลลัพธ์มาก แต่พอถึงจุดหนึ่งเราจะรู้สึกว่าผลลัพธ์เริ่มออกมาไม่คุ้มค่ากับแรงที่ลงไป แม้จะพยายามมาก แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมานั้นน้อย ในสถานการณ์แบบนี้ สิ่งที่เราพอจะคิดออกคือพยายามให้มากขึ้นไปอีก ทำงานให้มากขึ้น เรื่องพักผ่อนช่างมันไปก่อน แต่มีหนังสือเล่มหนึ่งบอกว่าการคิดแบบนี้เป็นการคิดที่ผิดครับ...

Pomodoro Technique เทคนิคเคลียร์งาน 25 นาทีจบ ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นตลอดกาล

เชื่อว่าเพื่อน ๆ หลายคนน่าจะเคยวุ่นวายใจเมื่อเห็นเวลาเดินเข้าใกล้เดดไลน์ไปเรื่อย ๆ แต่งานที่ทำอยู่ไม่คืบหน้าไปไหนเลย ไม่สามารถตั้งสมาธิให้จดจ่อกับงานได้ เอาแต่ผัดวันประกันพรุ่งวันแล้ววันเล่า แต่เทคนิคโพโมโดโรเกิดมาเพื่อแก้ปัญหานี้ครับ การนำเทคนิคนี้มาใช้จะเป็นเหมือนเพื่อน ๆ ได้ติดอาวุธที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายที่อยากทำให้เสร็จได้ ไอติมอ่าน...

ศิลปะของการจดโน้ต แค่จดตามหลักการ ก็เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนและการทำงานได้หลายเท่า

การจดโน้ตไม่ใช่แค่การบันทึกข้อมูลลงบนกระดาษ แต่เป็นกระบวนการที่ช่วยให้เราเข้าใจ และจดจำเนื้อหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในหนังสือ The Art of Note Taking ได้แนะนำเทคนิคการจดโน้ตหลากหลายรูปแบบ ที่เพื่อน ๆ...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!