แฮ็กสุขภาพ ความลับของการกิน ซ่อนอยู่ที่ลำไส้ของคุณ

Share

มนุษย์ค้นพบสิ่งใหม่ ๆ มากมายบนโลกใบนี้ เราเคยไปดวงจันทร์มาแล้ว แต่แทบไม่มีใครผจญภัยเข้าไปในท้องของตัวเอง ทั้งที่ท้องไส้ส่งผลต่อสุขภาพของเราอย่างมาก ท้องไส้สามารถบอกได้ว่าเรามีโอกาสเป็นโรคอะไรบ้าง ระบบภูมิคุ้มกันของเราเป็นยังไง หากเราดูแลรักษาท้องไส้ไม่ดี นอกจากจะเกิดโรคลำไส้แปรปรวน ท้องร่วง หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่แล้ว ยังส่งผลให้เกิดโรคหัวใจ โรคซึมเศร้าและวิตกกังวลอีกด้วย

ไอติมเล่า ep นี้ จะมาสรุปเนื้อหาจากภาพยนตร์สารคดีจาก Netflix เรื่อง “แฮ็กสุขภาพ: ความลับของการกิน” สารคดีที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการกิน ดูแล้วทำให้เรารู้ว่าในท้องของเราเกิดอะไรขึ้นบ้าง และท้องของเราส่งผลต่อสุขภาพเราได้อย่างไร

หากนึกอยากดูแลสุขภาพขึ้นมา คำถามเหล่านี้อาจเกิดขึ้น เช่น อะไรคือสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ? ทำไมการกินถึงทำให้เจ็บป่วย? ฉันต้องเปลี่ยนอะไรบ้างถ้าอยากสุขภาพดี? ทำไมการลดน้ำหนักถึงยากขนาดนี้? ฉันต้องซื้ออาหารเสริมราคาหลายพันต่อเดือนเหรอ? ซึ่งหากเราสังเกตระบบทางเดินอาหารของตัวเอง การตอบคำถามเหล่านี้จะง่ายขึ้น

เราคิดว่าระบบทางเดินอาหารเป็นแค่เครื่องผลิตอึ แต่ความจริงแล้วมันเป็นศูนย์กลางชีวิตของเราทั้งชีวิต โรคต่างๆ เช่น โรควิตกกังวล, โรคซึมเศร้า, โรคมะเร็ง, ภาวะออทิสติก หรือพาร์กินสัน ต่างก็เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร ปัจจุบันวงการแพทย์สามารถบอกได้ชัดเจนขึ้นว่าเราควรกินอะไร ระบบทางเดินอาหารมีความยืดหยุ่น มันเปลี่ยนไปตามรูปแบบการกินของเรา เมื่อเราตระหนักถึงเรื่องนี้แล้วปรับเปลี่ยนการกินของตัวเอง สุขภาพร่างกายของเราก็จะเปลี่ยนไป

ระบบทางเดินอาหารส่งผลต่อทั้งร่างกาย มันอาจส่งผลต่อสภาวะบางอย่างในสมองด้วยซ้ำ ดังนั้นระบบทางเดินอาหารจึงเป็นเหมือนสมองอันที่สองของเรา และสมองอันที่สองนี้มีเส้นประสาทมากกว่าที่มีอยู่ในไขสันหลังซะอีก ให้คิดว่าสมองกับทางเดินอาหารเป็นเพื่อนซี้กัน ถ้าอันหนึ่งเกิดรวนขึ้นมา อีกอันก็จะรวนไปด้วย

เรื่องที่น่าสนใจคือเราย่อยอาหารเองไม่ได้ เราต้องพึ่งพาจุลินทรีย์ในท้องถึงจะย่อยอาหารได้ตามที่ควรจะเป็น ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านั้นหมายถึงไวรัส, แบคทีเรีย และยีสต์ ที่เรียกรวมกันว่า “ชุมชนจุลินทรีย์” หรือ Microbiome

คนส่วนใหญ่คิดว่าแบคทีเรียเป็นอันตราย แต่ที่จริงแล้วแบคทีเรีย 99% ไม่มีผลกระทบต่อเรา บางชนิดอาจให้ประโยชน์ด้วยซ้ำ แบคทีเรียบางชนิดช่วยเราย่อยอาหาร, ช่วยบรรเทาอาการอักเสบ แบคทีเรียดีจะช่วยฝึกระบบภูมิคุ้มกันของเราให้ต่อสู้กับแบคทีเรียร้ายที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ

บรรดาจุลินทรีย์เหล่านี้ยังช่วยผลิตสารเคมีที่เราผลิตเองไม่ได้ พวกมันส่งผลต่อฮอร์โมนของเรา และสามารถทำให้เรารู้สึกหิวหรืออิ่มได้ ดังนั้นการที่ใครคนหนึ่งจะอ้วนหรือผอม ปัจจัยหนึ่งอยู่ที่จุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร

เราคิดว่าอาหารที่เราเลือกกินขึ้นอยู่กับสมองของเราล้วน ๆ แต่บางครั้งมันอาจเป็นสัญญาณจากจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหารของเราที่ชักใยให้เรากินอาหารที่มันชอบ ทั้งที่เรารู้สึกขัดแยงอยู่ในใจ เพราะอาหารอันนั้นจะทำให้เราน้ำหนักขึ้น

ระดับความหิวและความถี่ที่เราอยากกินอาหาร อาจเกิดจากแบคทีเรียกลุ่มเล็ก ๆในลำไส้ที่บอกว่า “ฉันอยากกินเฟรนช์ฟรายจะแย่แล้ว” หรืออะไรทำนองนั้น ถ้าเรากินน้ำตาลเยอะ เราก็จะมีจุลินทรีย์ที่ชอบน้ำตาล ถ้าเรากินไขมันเยอะ เราก็จะมีจุลินทรีย์ที่ชอบไขมัน อาจเรียกได้ว่าของโปรดที่คุณชอบกิน อาจไม่ใช่ของโปรดของคุณจริง ๆ แต่เป็นของโปรดของจุลินทรีย์ที่อยู่ในท้องของคุณต่างหาก พวกมันบ่งการให้คุณอยากกินสิ่งนั้น อยากกินสิ่งนี้

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นักวิจัยพบว่าคนที่มีอาการคล้ายซึมเศร้า อาจเกิดจากการขาดแบคทีเรียในลำไส้ที่ผลิตสารเคมีที่ส่งผลต่อสมอง จึงทำให้ความรู้สึกเปลี่ยนไป จนนำไปสู่อาการคล้ายซึมเศร้าได้ นักวิจัยจึงได้นำจุลินทรีย์จากคนที่สุขภาพจิตดีไปปลูกถ่ายในหนู พบว่าหนูตัวนั้นมีความอยากรู้อยากเห็น ชอบอยู่ในที่ที่มีแสงสว่าง

แต่ถ้าปลูกถ่ายจุลินทรีย์จากคนที่เป็นโรคซึมเศร้า หนูตัวนั้นจะซุกตัวอยู่ในที่มืด เกิดความเครียด, วิตกกังวล และซึมเศร้า นอกจากจุลินทรีย์ในท้องของเราจะมีประโยชน์เรื่องช่วยย่อยอาหารแล้ว พวกมันยังช่วยรักษาสมดุลของเคมีในสมองของเราอีกด้วย

แล้วจุลินทรีย์เหล่านี้มาจากไหน? มนุษย์เราตอนอยู่ในท้องแม่ไม่ได้มีจุลินทรีย์ติดตัว แต่หลังจากเราเกิดมาแล้ว ผ่านทางช่องคลอดของแม่ ตัวเราจะสัมผัสกับแบคทีเรียที่มีอยู่ในช่องคลอดของแม่ นั่นสร้างให้เกิดชุมชนจุลินทรีย์ชุมชนแรกของเรา หลักจากนั้นเราจะได้รับจุลินทรีย์เพิ่มเข้ามาในร่างกายมากขึ้นจากสิ่งที่เราเอาเข้าปาก จากดินหญ้าที่เราจับ จากสถานที่ที่เราไป หรือจากสัตว์เลี้ยง เพราะอย่างนี้แต่ละคนจึงมีชุมชนจุลินทรีย์ที่มีลักษณะเฉพาะตัวไม่ซ้ำกับใคร เหมือนกับลายนิ้วมือที่แต่ละคนมีไม่เหมือนกัน

จุลินทรีย์ในท้องของเราต้องการไฟเบอร์จากผักผลไม้แค่วันละ 28-40 กรัม แต่คนทั่วไปกินไฟเบอร์แค่วันละ 15 กรัมเท่านั้น และมนุษย์เราทุกวันนี้มักกินอาหารแปรรูปที่ผ่านกรรมวิธีต่าง ๆ จนแทบไม่เหลือสารอาหารจากวัตถุดิบดั้งเดิมตามธรรมชาติ แถมยังเติมสารเคมีต่าง ๆ เข้าไป เช่น สารกันบูด, สารแต่งสี แต่งกลิ่น รวมถึงเติมน้ำตาลปริมาณมาก

หากเรากินอาหารแปรรูปซึ่งย่อยง่ายและย่อยไว ภายในระยะไม่กี่เซนติเมตรแรกของลำไส้เล็ก มันก็ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดแล้ว ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดพุ่งสูง เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายต้องดูดซึมมันอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายเกิดความตึงเครียด เพราะไม่รู้ว่าจะเอาน้ำตาลพวกนี้ไปไว้ที่ไหน ร่างกายเลยต้องส่งมันไปทุกที่

แต่หากเรากินผักที่มีไฟเบอร์สูง มันจะถูกย่อยและดูดซึมทีละนิด ทีละหน่อย จนเดินทางไปถึงลำไส้ใหญ่ และกลายเป็นแหล่งอาหารที่ดีของจุลินทรีย์ที่อยู่ที่นั่น

แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราได้รับไฟเบอร์ไม่เพียงพอสำหรับจุลินทรีย์ในลำไส้ คำตอบคือพวกมันจะเริ่มกินเมือกที่เคลือบสำไส้ของเราเป็นอาหาร พอพวกมันกินเมือกจนหมด แบคทีเรียจะสามารถเข้าไปในบริเวณที่มันไม่ควรเข้าไปในร่างกาย พวกมันจะถูกระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายขัดขวาง แบคทีเรียและระบบภูมิคุ้มกันจะสู้กัน จนทำให้อวัยวะภายในของเราอักเสบ และเป็นสาเหตุที่นำไปสู่โรคต่าง ๆ เช่น โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง หรือโรคลำไส้แปรปรวน

ถ้าเราเลิกกินอาหารบางประเภท จุลินทรีย์ของเราจะเปลี่ยนไปอย่างมาก เพราะมันมีชีวิตอยู่ไม่ได้ถ้าเราไม่ให้อาหารมัน ยิ่งเราทานอาหารที่หลากหลาย ชุมชนจุลินทรีย์ของเราก็ยิ่งอุดมสมบูรณ์ เราจะมีแบคทีเรียในลำไส้หลายชนิด ทำให้รับมือกับโรคภูมิแพ้ได้ดีขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญเปรียบชุมชนจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหารว่าเป็นเหมือนกับป่า คุณจะปลูกต้นไม้ที่แข็งแรง 2-3 ต้น แล้วคาดหวังให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปไม่ได้ ป่าต้องการสมดุลที่เหมาะสม ต้องมีทั้งต้นไม้ใหญ่ ต้นไม้เล็ก วัชพืช แสงสว่าง น้ำ และสารอาหารในดิน

เวลาเราอ่านข้อมูลโภชนาการที่ติดอยู่บนบรรจุภัณฑ์อาหาร เราจะคิดว่า “นี่คือปริมาณพลังงานที่เราทุกคนจะได้รับ ถ้าเรากินอาหารอย่างเดียวกันนี้” แต่นั่นไม่เป็นความจริง ถ้าเราเอาแอปเปิลที่เหมือนกันเป๊ะให้คน 3 คนกิน ร่างกายของแต่ละคนจะตอบสนองต่อแอปเปิลไม่เหมือนกัน พวกเขาจะย่อยและดูดซึมได้ไม่เท่ากัน ดึงสารอาหารไปใช้ได้ไม่เหมือนกัน ดึงพลังงานไปใช้ได้ไม่เท่ากัน

เราคิดมาตลอดว่าร่างกายคนจะอ้วนหรือผอมขึ้นอยู่กับแคลอรี ถ้าผมกับคุณกินอาหารแบบเดียวกัน สุดท้ายก็ควรจะได้ผลลัพธ์แบบเดียวกัน แต่มันไม่จริงเลย ระดับกลูโคสในเลือดหลังกินอาหารแต่ละคนขึ้นไม่เท่ากัน แม้จะกินอาหารอย่างเดียวกัน ซึ่งการดูดซึมนี่ต่างหากที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของน้ำหนักตัว

มีงานวิจัยที่ศึกษาฝาแฝด โดยที่แฝดคนหนึ่งเป็นโรคอ้วน ขณะที่อีกคนผอม นักวิจัยได้นำแบคทีเรียในลำไส้ของทั้งคู่ไปปลูกถ่ายในหนู ผลการทดลองพบว่าหนูที่ได้รับแบคทีเรียจากแฝดอ้วนมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากกว่าหนูที่ได้รับแบคทีเรียจากแฝดผอม แม้ว่าหนูทดลองทั้งสองตัวจะกินอาหารเหมือนกัน การทดลองนี้ช่วยให้เราเข้าใจว่าทำไมคนบางคนถึงลดน้ำหนักได้ยากกว่าคนอื่น มีบางคนที่น้ำหนักลงแล้วขึ้นจนหนักกว่าเดิม นักวิจัยคิดว่าจุลินทรีย์ในลำไส้อาจเป็นสาเหตุ

Netflix

หากชุมชนจุลินทรีย์ในลำไส้ของคุณเสียหาย คุณอยากรักษามันด้วยอึไหม คุณจะว่ายังไงถ้าหมอบอกว่าอึคนอื่นอาจช่วยชีวิตคุณได้ โดยการปลูกถ่ายจุลินทรีย์ในอุจจาระ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า FMT ซึ่งคือการนำอุจจาระของคนที่สุขภาพดีไปใส่ในร่างกายของคนที่มีปัญหาด้านสุขภาพ อาจใส่เข้าไปโดยการสวนทวารหนัก หรือรับประทานในรูปแบบของยาเม็ด

เวลาที่แบคทีเรียทำให้ผู้ป่วยเกิดลำไส้ใหญ่อักเสบและท้องร่วงอย่างรุนแรง หมอจะนำแบคทีเรียจากคนที่สุขภาพแข็งแรงไปพ่นในลำไส้ของผู้ป่วย เพื่อนำแบคทีเรียใหม่เข้าสู่ลำไส้ วิธีการนี้มีอัตราการรักษาหายสูงถึง 90%

แต่การทำ FMT ก็มีความเสี่ยง เพราะนอกจากเราจะได้รับแบคทีเรียดีแล้ว ก็อาจมีแบคทีเรียไม่ดีติดมาด้วย วิธีการนี้อาจถ่ายทอดแนวโน้มที่จะเป็นโรคต่าง ๆ จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ ผู้เชี่ยวชาญจึงไม่แนะนำให้ลองใช้วิธีนี้ด้วยตัวเอง เพราะเป็นการรักษาแบบหว่านแห

ที่จริงแล้วพวกเราทุกคนสามารถเป็นเภสัชกรให้ตัวเองได้ โดยการเลือกกินอาหารที่เหมาะสม สิ่งที่เรากินสามารถเปลี่ยนแปลงร่างกายของเราได้ อาหารที่เรากินวันนี้จะส่งผลต่อจุลินทรีย์ของเราภายใน 24 ชั่วโมง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้กินพืชที่ไม่ซ้ำกันสัปดาห์ละ 20-30 ชนิด ให้คุณลองนึกถึงสิ่งที่คนรุ่นก่อนเขากินกัน เช่น ผัก ผลไม้ ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดธัญพืช หรือแม้แต่อาหารหมักดองที่เป็นแหล่งของโพรไบโอติก

โลกนี้ไม่ได้มีอาหารที่คุณกินแค่อย่างเดียวแล้วจะเปลี่ยนสุขภาพของคุณได้ คุณต้องกินอาหารที่หลากหลาย ลองกินแล้วสังเกตว่าตัวเองรู้สึกยังไง หลังร่างกายดูดซึมอาหารเหล่านั้นเข้าสู่กระแสเลือด เค้กหรือเฟรนช์ฟรายอาจเป็นของที่กินแล้วรู้สึกอร่อย แต่หลังจากกินเข้าไปแล้วเราจะรู้สึกง่วงหรือสมองเบลอ ส่วนอาหารที่มีข้าวและผัก อาจไม่ใช่ของที่กินแล้วหยุดไม่ได้ แต่มันจะให้พลังงานสม่ำเสมอกว่า ช่วยให้คุณไม่เพลียระหว่างวัน

ร่างกายของเราเป็นผู้เชี่ยวชาญและเราควรฟังมัน หากคุณกินอะไรแล้วท้องอืด, อาหารไม่ย่อย หรือท้องเสีย นั่นเป็นเหมือนข้อความจากท้องไส้ที่ส่งสัญญาณบอกถึงปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นตามมา ดังนั้นคุณควรใส่ใจฟังสิ่งที่มันบอก เมื่อท้องไส้ของคุณดี สุขภาพกายและสุขภาพจิตของคุณก็จะดีไปด้วย

และนี่คือเนื้อหาจากสารคดีเรื่อง แฮ็กสุขภาพ: ความลับของการกิน สารคดีที่ดูง่าย มีแอนนิเมชั่นประกอบการเล่าเรื่อง เนื้อหาสาระมีประโยชน์ ใครสนใจอยากรู้เนื้อหาเพิ่มเติม สามารถเข้าไปชมได้ทาง Netflix ความยาว 1 ชม. 19 นาที

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” เขียนโดยแกรี เคลเลอร์ แก่นหลักของหนังสือเล่มนี้คือ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการทำหลายอย่างพร้อมกัน แต่เกิดจากการเลือกสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด แล้วทำมันให้ดีที่สุดจนสำเร็จครับ แกรีย้อนไปดูผลงานในอดีตของตัวเอง เขาพบรูปแบบสำคัญที่เกิดขึ้นซ้ำเหมือนกันทุกครั้ง นั่นคือช่วงที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุด...

พระ เฟอร์รารี่ และความหมายของชีวิต – 7 หลักการสู่ความสุขและความสมดุล ที่คุณนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต

ไอติมฮีลใจ ep นี้ มาแนะนำหนึ่งในหนังสือที่หลายสื่อยกย่องกันว่าโด่งดังที่สุดในศตวรรษที่ 21 ตีพิมพ์ครั้งแรกตอนปี 1999 และขายดีต่อเนื่องมานานกว่า 25 ปี ยอดขายรวมมากกว่า 15 ล้านเล่ม แปลไปแล้วกว่า 92 ภาษา หนังสือเล่มนี้ผมรู้จักมาพักหนึ่งแล้วครับ เคยเห็นแต่ฉบับภาษาอังกฤษ พอเห็นว่ามีฉบับแปลไทยก็ซื้อเลยทันที หนังสือเล่มที่ว่านี้คือ The Monk Who...

4 ปี นรกในเขมร เรื่องจริงจากบันทึกของภรรยาท่านทูต ที่ชีวิตเหมือนตกนรกในช่วงยุคเขมรแดง

ไอติมเล่า ep นี้ มาสรุปเนื้อหาจากหนังสือ 4 ปี นรกในเขมร เนื้อหาในเล่มเป็นเรื่องจริงในยุคเขมรแดงจากบันทึกของยาสึโนะ นาอิโต หญิงชาวญี่ปุ่นที่เกิดในตระกูลซามูไร แต่งงานกับโศ ทันลัน นักการทูตชาวกัมพูชาที่เรียนจบจากฝรั่งเศส และถูกส่งตัวไปทำงานที่ญี่ปุ่น ตอนนั้นคุณนาอิโตะอายุ 23 ปี คุณโศอายุ 39 ปี และมีลูกติด 3 คนจากภรรยาเก่า...

จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เปลี่ยนคนที่ยังลังเลให้ซื้อทันที

สินค้าดี มีคนสนใจ แต่ทำไมไม่มีคนซื้อ? บางทีอาจเป็นเพราะสมองของลูกค้าไม่ยอมให้ซื้อก็เป็นได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Brain Audit จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เขียนโดยฌอน ดีซูซา นักการตลาดที่พบว่าต่อให้ลูกค้าสนใจแค่ไหน แต่พวกเขาจะยังไม่ซื้อ จนกว่าสมองจะได้รับข้อมูลครบถ้วน และตามลำดับที่ถูกต้อง ฌอนบอกว่าสมองของคนเราทำงานเหมือนสายพานลำเลียงกระเป๋าที่สนามบินครับ ตอนขึ้นเครื่องเราโหลดกระเป๋ามาด้วยทั้งหมด 7 ใบ พอลงจากเครื่องเราต้องมายืนรอให้กระเป๋าออกมาตามสายพาน...

Of Mice and Men: เพื่อนยาก – มิตรภาพและความฝันของคนยากจนที่ไม่อาจเป็นจริง

ไอติมบุ๊คคลับ ep นี้ มาเล่าเนื้อหาจากวรรณกรรมเรื่องเพื่อนยาก (Of Mice and Men) ผลงานชิ้นเอกของจอห์น สไตน์เบค (John Steinbeck) ซึ่งเป็นวรรณกรรมคลาสสิกที่สะท้อนภาพชีวิตและการดิ้นรนของแรงงานในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาครับ เรื่องนี้เล่าถึงความสัมพันธ์ของเพื่อน ความฝัน และโชคชะตาที่โหดร้าย ผมอ่านเรื่องนี้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ยังจำตอนจบของเรื่องที่สะเทือนใจได้ถึงทุกวันนี้อยู่เลยครับ เรื่องนี้มีตัวละครหลักอยู่สองตัว เป็นเพื่อนที่แตกต่างกันทั้งรูปลักษณ์และนิสัย คนแรกชื่อจอร์จ...

Related Articles

นาทีชีวิตฉุกเฉิน วิชาปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ควรมีติดตัว เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินในวินาทีชีวิต

ทุกนาทีในชีวิตสามารถเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ถึงขั้นอันตรายต่อชีวิต เหตุการณ์ฉุกเฉินไม่เลือกสถานที่เกิด ไม่ว่าจะเป็นบนถนน ในห้างฯ หรือแม้กระทั่งบ้านของพวกเราเอง การมีความรู้เบื้องต้นในการรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉิน ช่วยให้เราลดความเสี่ยงที่เหตุการณ์นั้นจะอันตรายถึงชีวิตได้ครับ ไอติมเล่า ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ อยู่ให้ได้ ตายให้ดี:...

อร่อยลวงตาย เบื้องหลังความอร่อยที่ทำให้เราหยุดกินไม่ได้ หนังสือที่จะทำให้เราตาสว่างเรื่องอาหารแปรรูป

โลกเราทุกวันนี้มีอาหารการกินที่สะดวกสบาย เทคโนโลยีอย่างอาหารแปรรูปทำให้เราเก็บอาหารเอาไว้ได้นานโดยไม่เน่าเสีย อุ่นซ้ำง่ายแค่ใช้เตาไมโครเวฟ มีรสชาติอร่อย ทำให้อยากกินบ่อย ๆ และราคาถูกกว่าการไปกินอาหารปรุงสดที่ร้านอาหาร นอกจากนี้ยังมีอาหารให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย อาหารญี่ปุ่น อาหารเกาหลี หรืออาหารอิตาลีก็มีให้หยิบจากตู้แช่แข็งในห้างสรรพสินค้า...

สุดยอดวิธีใช้สมองของคนอายุ 30+ สมองไม่มีวันแก่ แค่ทำตามนี้ แล้วสมองจะดีขึ้นไปตลอดชีวิต

เพื่อน ๆ หลายคนที่อยู่ในวัย 30+ น่าจะเคยคิดว่าพออายุมากขึ้นสมองก็เหมือนจะเสื่อมลง รู้สึกว่าความจำแย่ลงกว่าสมัยเรียน แถมยังใช้เวลานานกว่าจะเรียนรู้อะไรสักเรื่องให้เข้าใจ แต่มีหนังสือเล่มหนึ่งครับที่บอกว่าความคิดนี้ผิดมหันต์ สมองของคนวัยนี้อยู่ในสภาพที่ดีกว่าสมัยเป็นนักเรียนซะอีก ไอติมอ่าน ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ...

เคล็ดลับยกระดับการนอน รวมเทคนิคช่วยให้หลับง่าย ไม่ตื่นกลางดึก สดชื่นหลังตื่นนอน

การนอนไม่เพียงพอส่งผลร้ายแรงต่อร่างกายมากกว่าที่คิด บางคืนที่นอนดึกแล้วตื่นเช้ามารู้สึกง่วง อาจถูกมองข้ามว่าเป็นแค่อาการนอนไม่พอเฉย ๆ แต่หากนอนไม่พอติดต่อกันเป็นเวลานานจะส่งผลให้ “ติดหนี้การนอน” ซึ่งทำให้สมองทำงานไม่ดี การติดหนี้การนอนทำให้เกิดอาการหลับใน ซึ่งเป็นภาวะหลับเป็นช่วงสั้น ๆ ไม่กี่วินาทีโดยไม่รู้ตัว หากเกิดขึ้นระหว่างขับรถก็เสี่ยงให้เกิดอุบัติเหตุได้...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!