ไอติมอ่าน

สูตรโกงของคนเก่งงาน รวมเคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณทำงานได้เก่งและไวขึ้น

Share

มีเคล็ดลับเกี่ยวกับการทำงาน 541 ข้อ เขียนโดย Emily Price นักข่าวสายเทคโนโลยีที่สัมภาษณ์ ceo มาแล้วหลายคน

เตรียมพร้อมที่จะประสบความสำเร็จ

เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการดื่มน้ำเปล่า

สิ่งแรกที่คนทำงานตื่นขึ้นมาแล้วนึกถึงคือการดื่มกาแฟ แต่จะดีกว่ามากหากเราดื่มน้ำเปล่าสักแก้วแทน ตอนตื่นนอนร่างกายของเราขาดน้ำเพราะไม่ได้บริโภคของเหลวตลอดทั้งคืน ถ้ายิ่งดื่มกาแฟเป็นแก้วแรกของวันเราจะยิ่งขาดน้ำ เพราะคาเฟอีนมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ทางที่ดีเราควรดื่มน้ำเปล่าแก้วใหญ่ ๆ ให้ร่างกายสดชื่นและพร้อมที่จะเริ่มต้นวันใหม่

วางนาฬิกาปลุกให้ห่างจากเตียง

เพื่อที่เราจะเอื้อมไปกดเลื่อนปลุกไม่ได้ การลุกจากเตียงแล้วไปปิดเสียงนาฬิกาจะช่วยให้เราตื่นได้เต็มตาขึ้น

ออกไปรับแสงแดด

มนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาให้อยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมที่ปราศจากหน้าต่าง ควรออกไปรับแสงแดดยามเช้าบ้าง เพื่อให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดี ซึ่งช่วยให้เราอารมณ์ดี เครียดน้อยลง มีสมาธิมากขึ้น และช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก

 เคล็ดลับช่วยให้ตื่นเช้า

  • เปิดม่านทิ้งไว้เวลานอน แสงแดดตอนพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้าจะค่อย ๆ ปลุกเราให้ตื่น
  • อย่าเล่นมือถือก่อนนอน เพราะมันจะกระตุ้นสมอง ทำให้เรานอนไม่หลับ
  • งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนนอน เพราะมันจะทำให้เราหลับไม่สนิทและตื่นยากขึ้น
  • ลดการบริโภคคาเฟอีนหลังเที่ยงวัน เพื่อให้ร่างกายได้กำจัดคาเฟอีนที่กินในตอนเช้าออกจากร่างกาย เราจะได้ไม่เจอกับปัญหานอนไม่หลับเมื่อถึงเวลานอน

ย่อยรายการสิ่งที่ต้องทำให้เล็กและง่ายต่อการลงมือทำ

หากเรามีงานใหญ่ต้องทำ เช่น “โครงการ A” ให้เขียนสิ่งเฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น เช่น “ส่งอีเมลหาลูกค้าโครงการ A”  “โทรหาคุณสมิธเรื่องโครงการ A” “ค้นหาข้อมูลด้านสถิติสำหรับโครงการ A” เป็นต้น การย่อยงานใหญ่ให้เล็กลงจะบีบให้เราครุ่นคิดเกี่ยวกับรายละเอียดที่ต้องทำ แถมช่วยให้เรารู้สึกประสบความสำเร็จเมื่อรายการเสร็จไปหลายอย่าง

ตั้งเป้าหมายที่จะทำให้สำเร็จภายใน 90 วัน แทนเป้าหมายประจำปี

ช่วงต้นปีเรามันตั้งเป้าหมายที่จะทำให้เสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม ทางที่ดีเราควรเปลี่ยนให้มันเสร็จภายในวันที่ 31 มีนาคม เมื่อถึงเดือนเมษายนให้เราประเมินตัวเองว่าทำเป้าหมายสำเร็จหรือยัง คืบหน้าไปถึงไหน ถ้ายังไม่เสร็จก็ต่อไปอีก 3 เดือนแล้วกลับมาทบทวนใหม่

ป่าวประกาศเป้าหมายให้คนอื่นรู้

เพราะการตระหนักว่ามีคนรู้เป้าหมายของเรา ถือเป็นการสร้างแรงบันดาลใจชั้นยอดในการผลักดันให้เราบรรลุเป้าหมาย

นอน

การนอนเป็นปัจจัยที่ทำให้การทำงานแต่ละวันมีประสิทธิภาพ ถ้าวันไหนเรานอนไม่พอเราจะรู้สึกงุนงง งัวเงีย ว่อกแว่กง่าย ทำงานได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นคนเราต้องนอนให้ได้วันละ 7-8 ชม. เป็นอย่างต่ำ


ทำงานให้มีประสิทธิภาพ

ซ่อนโทรศัพท์มือถือระหว่างทำงาน

ทันทีที่ไปถึงออฟฟิศให้เก็บโทรศัพท์มือถือไว้ในลิ้นชักหรือกระเป๋า พยายามไม่หยิบมันออกมาจนกว่าจะถึงพักเที่ยงหรือพักเบรก การวางโทรศัพท์มือถือไว้ใกล้ ๆ จะกระตุ้นให้เราอยากหยิบมันขึ้นมาเล่น

อย่ากลัวที่จะหาคนมาทำงานแทน

ถ้ามีงานไหนที่คนอื่นสามารถทำแทนได้ อย่ากลัวที่จะขอให้คนนั้นทำแทน เช่น การถ่ายเอกสารอาจขอให้เด็กฝึกงานทำแทนได้ เราจะได้จดจ่ออยู่กับงานสำคัญกว่าได้อย่างเต็มที่

ลาพักร้อน

การลุยงานติดต่อกันหลายเดือนโดยไม่หยุดพัก อาจทำให้เราหมดไฟและขาดความกระตือรือร้นที่จะทำงาน ดังนั้นจึงควรลาพักร้อนเสียบ้าง เมื่อกลับมาทำงานเราจะสดชื่นขึ้นเป็นกอง แถมยังอาจพกไอเดียใหม่ ๆ และพลังงานอันเหลือล้นติดตัวมาทำงานด้วย

ดื่มกาแฟแต่พอดี

คาเฟอีนเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการเริ่มต้นเช้าวันใหม่ แต่ถ้ากินมากไปอาจทำให้เราตื่นตัวเกินเหตุจนไม่มีสมาธิทำงาน หรือได้รับคาเฟอีนมากไปจนหมดสภาพเมื่อมันหมดฤทธิ์ พยายามจำกัดการดื่มกาแฟอยู่ที่วันละ 1-2 แก้ว

ทำสมาธิ

ไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิเต็มรูปแบบ การฟังเพลงสัก 2-3 นาทีเพื่อผ่อนคลายจะช่วยให้เราจดจ่อกับงานได้มากขึ้น

หากงานหนักเกินไปก็ให้ถอยออกมา

ถ้ากำลังทำงานสำคัญแล้วรู้สึกว่าไม่คืบหน้า บางครั้งการถอยออกมาแล้วลองพยายามใหม่ในวันพรุ่งนี้ อาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า การหยุดพักสักระยะเพื่อหันไปทำอย่างอื่นจะช่วยให้เรากลับมาทำงานด้วยมุมมองที่แปลกใหม่

เดินเล่น

การเดินเล่นรอบออฟฟิศแค่ไม่กี่นาทีก็มากพอที่จะทำให้เรากลับไปทำงานด้วยมุมมองสดใหม่ได้แล้ว นอกจากนี้การเดินเล่นยังช่วยทำลายความน่าเบื่อของการนั่งอยู่ที่โต๊ะทั้งวัน

อย่ากินมื้อเที่ยงเยอะ

การกินอาหารมื้อใหญ่ตอนเที่ยงจะทำให้เราง่วงเมื่อกลับมาถึงออฟฟิศ ดังนั้นควรกินมื้อเที่ยงแค่อิ่มพอดี

กำหนดเส้นตายหลอก ๆ

ถ้าต้องส่งงานวันศุกร์ ให้บอกตัวเองว่างานนี้ต้องเสร็จวันพุธ การเลื่อนเส้นตายให้เร็วขึ้นจะช่วยให้เรามีเวลาเหลือหากงานนั้นช้ากว่าที่คิด แถมยังมีเวลาเหลือในการตรวจสอบความเรียบร้อย

เคล็ดลับเพิ่มประสิทธิภาพบนโต๊ะทำงาน

  • เพิ่มหน้าจอที่สอง จะได้เปิดเบราเซอร์หรือโปรแกรมอื่น ๆ หลาย ๆ หน้าต่าง โดยไม่ต้องเสียเวลากดสลับหน้าจอ
  • กระดาษโพสต์อิท เอาไว้จดข้อความสั้น ๆ แปะไว้กันลืมบริเวณขอบหน้าจอคอม
  • ปากกาเน้นข้อความหลากสี มีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าสีมีผลต่อความจำ ใช้สีที่แตกต่างสำหรับแยกงานต่าง ๆ
  • ของตกแต่ง เช่น ต้นไม้ในกระถางเล็ก ๆ ช่วยให้มีจุดพักสายตาบนโต๊ะทำงาน
  • ของกินเล่น การมีโปรตีนบาร์หรือถั่วอบเกลือติดลิ้นชักโต๊ะทำงานไว้ ทำให้เรามีอะไรกินคลายหิว ช่วงที่ไม่มีเวลาลุกไปไหนได้

ประชุมให้มีประสิทธิภาพ

ทบทวนเหตุผลที่ทำให้เราเลือกที่จะต้องประชุม

ที่ทำงานบางที่ประชุมวันและเวลาเดิม ๆ จนกลายเป็นกิจวัตร แทนที่จะประชุมเพราะมันจำเป็นจริง ๆ ดังนั้นให้เราระบุจุดประสงค์หลักของการประชุมออกมาก่อน ถ้าไม่สามารถหาเหตุผลดี ๆ ที่จะประชุมได้ ให้ปรึกษากับคนอื่นว่ายกเลิกการประชุมดีไหม เพื่อที่ทุกคนจะได้เอาเวลาไปทำงาน

คำถามที่ต้องถามตัวเองก่อนจัดประชุม

  1. ทำไมถึงอยากจัดประชุม
  2. หัวข้อประชุมนี้สามารถคุยกันผ่านอีเมลแทนได้ไหม
  3. เป้าหมายหลังจบกระประชุมคืออะไร
  4. ใครบ้างที่ต้องเข้าประชุม
  5. ควรให้ข้อมูลใดบ้างก่อนการประชุม
  6. การประชุมจะใช้เวลามากน้อยแค่ไหน
  7. ควรนัดคนประชุมตอนไหน

ให้กำหนดวาระการประชุม

เพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกันว่า ประเด็นใดบ้างจะถูกหยิบยกมาพูด และจะพูดคุยประเด็นใดก่อน

ทันทีที่เริ่มประชุม ต้องตั้งนาฬิกาแจ้งเตือนเมื่อหมดเวลาประชุม

แค่รู้ว่ามีการนับเวลาถอยหลังก็ช่วยเร่งสิ่งต่าง ๆ ให้ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ถ้ามีหลายเรื่องที่ต้องคุย สามารถตั้งเวลาแจ้งเตือนเมื่อหมดเวลาสำหรับพูดคุยในเรื่องนั้น ๆ ได้

เชิญเฉพาะคนที่มีอำนาจตัดสินใจมาประชุม

ไม่มีใครอยากมาเสียเวลาประชุมในเรื่องที่ตัวเองไม่ต้องเข้าร่วมก็ได้ การมีคนที่ไม่เกี่ยวข้องอยู่ในที่ประชุม อาจทำให้การพูดคุยเริ่มหลงประเด็น แถมทำให้คนเหล่านั้นเสียเวลา แทนที่จะได้ทำงานของตัวเอง

ในทางกลับกัน ถ้าเราได้คำเชิญให้ร่วมประชุม ลองถามว่าทำไมเขาอยากให้เราเข้าประชุมด้วย ถ้าฝ่ายชวนมีเหตุผลที่ดีพอ เขาย่อมตอบเราได้ แต่ถ้าเหตุผลไม่ดีพอ เราควรปฏิเสธ เพราะการเข้าประชุมทั้งที่เราไม่มีความจำเป็นใด ๆ ต่อการประชุม จะทำให้เราเสียเวลาและทำให้การประชุมมีประสิทธิภาพน้อยลง

เริ่มประชุมตรงเวลาทุกครั้ง

การรอคนมาสาย หมายความว่าเรากำลังบอกคนที่มาตรงเวลาว่าเราเห็นเวลาของพวกเขามีค่าน้อยกว่าคนที่มาสาย ถ้าเราเริ่มประชุมตรงเวลาทุกครั้ง คนจะพยายามมาเข้าให้ทันเวลา

เปลี่ยนการนั่งประชุมแบบตัวต่อตัวเป็นเดินประชุม

ถ้าต้องประชุมกับใครสักคนเป็นส่วนตัว การเดินถือเป็นโอกาสให้พวกเราได้ออกจากออฟฟิศ 2–3 นาทีเพื่อยืดเส้นยืดสาย ช่วยให้เลือดไหลเวียน กระตุ้นการทำงานของสมอง

จัดประชุมตอนบ่าย

เราอาจคิดว่าจัดประชุมตอนเช้าจะทำให้ทุกคนพร้อมลุยทันที แต่ความจริงคนเหล่านั้นจะมัวสะสางงานของเมื่อวานจนไม่มีเวลาเตรียมตัว ดังนั้นการประชุมตอนบ่ายจะทำให้ทุกคนมีเวลาเตรียมตัวยิ่งกว่าเดิม เทียบกับการประชุมในเช้าวันจันทร์ที่คนยังไม่ฟื้นจากวันหยุดสุดสัปดาห์

ประชุมไม่เกิน 1 ชม.

เพราะหากมากกว่านั้นผู้เข้าประชุมจะเริ่มเสียสมาธิ ถ้าจำเป็นต้องประชุมเกิน 1 ชม. จริง ๆ ควรกำหนดให้มีเวลาพัก 15-20 นาที ในทุก ๆ 1 ชม. เพื่อให้ผู้เข้าประชุมได้เข้าห้องน้ำ เช็คอีเมล เมื่อกลับเข้าประชุมอีกครั้งพวกเขาจะสดชื่นขึ้นและพร้อมให้ความร่วมมือมากขึ้น


รักษาสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว

การปฏิเสธใช่ว่าจะไม่ดีเสมอไป

หนึ่งในกุญแจสู่การมีประสิทธิภาพสูงสุดคือการรู้ขีดจำกัดของตัวเอง ถ้าหากเรากำลังทำงานสำคัญแล้วเพื่อนชวนไปกินข้าวเย็น เราอาจปฏิเสธเพื่อทำงานตรงหน้าให้เสร็จก่อน

ยิ้มเยอะ ๆ

งานวิจัยพิสูจน์แล้วว่าการยิ้มช่วยลดระดับความเครียดและความวิตกกังวล ถ้าหากเริ่มรู้สึกหมดไฟให้สละเวลาเล็กน้อยมาดูคลิปตลก ๆ

มีน้ำใจกับผู้คนและแสดงความซาบซึ้งต่อคนที่ช่วยเหลือเรา

เรื่องดี ๆ มักเกิดกับคนดี ๆ ถ้าคนที่ช่วยเหลือเรารู้สึกว่าเราแสดงความซาบซึ้งออกมา ย่อมมีแนวโน้มที่เขาจะช่วยเหลือเราอีกในอนาคต

กำหนดคืนพักผ่อนที่จะไม่ทำอะไรเลยอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

เพื่อเราจะได้พักและเริ่มวันใหม่ด้วยความสดชื่นและมีแนวโน้มทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ลงทุนกับสิ่งที่ช่วยคลายเครียด

ถ้าการนวดช่วยให้หายเครียด เราควรหาเวลาไปนวด 1-2 ครั้งต่อเดือน หรือถ้าชอบต่อโมเดลก็แบ่งเงินมาซื้อบ้าง ยิ่งเราลงทุนกับตัวเองมากเท่าไหร่ เรายิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถ้าไม่ยอมทำกิจกรรมที่ช่วยให้หายเครียด เราจะยิ่งรู้สึกอ่อนล้ามากขึ้น

งีบระหว่างวัน

ถ้ารู้สึกขี้เกียจ ไม่กระตือรือร้น ลองงีบสัก 15 นาที จะช่วยฟื้นฟูพลัง เพิ่มความสดชื่นและทำให้มีสมาธิมากขึ้น

สนใจหนังสือ สูตรโกงของคนเก่งงาน (Productivity Hacks)

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/8AF0OZuUuC
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a Reply

What's New

จากบ้านช่างเซรามิค สู่พิพิธภัณฑ์ภูมิปัญญาเครื่องปั้นดินเผาจากจีน

หากพูดถึงจังหวัดลำปาง หลายคนคงนึกถึงรถม้า แต่รู้ไหมว่าที่นี่ยังเป็นเมืองหลวงแห่งเซรามิกของประเทศไทย โดยเฉพาะชามตราไก่ที่เราคุ้นเคยกันดีตามร้านก๋วยเตี๋ยว วันนี้ไอติมจะพาเพื่อน ๆ ไปเจาะลึกประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญา และศิลปะที่ถูกส่งต่อมานับร้อยปีที่ พิพิธภัณฑ์เซรามิกธนบดี (Dhanabadee Ceramic Museum) ซึ่งดัดแปลงบ้านของช่างเซรามิกยุคบุกเบิก ให้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ “อาปาอี้” ชายชาวจีนผู้หนีภัยสงคราม สู่ผู้บุกเบิกเซรามิกลำปาง เซรามิกเมืองลำปางเริ่มต้นจากชายชาวจีนชื่อ อาปาอี้ (นายอี้ ซิมหยู แซ่ฉิน)...

เศรษฐีชี้ทางรวย ปรัชญาสร้างความมั่งคั่งจากบุรุษผู้ร่ำรวยที่สุดแห่งบาบิโลน

ถ้าพูดถึงเรื่องการเงิน หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องซับซ้อน มีหลายอย่างที่ต้องทำความเข้าใจมากเกินไป แต่จริง ๆ แล้วแก่นหลักที่จะทำให้ใครสักคนมั่งคั่งมีแค่ไม่กี่ข้อเองครับ และเป็นเหมือนสัจธรรมด้านการเงินที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัย หลักการเหล่านี้ก็ยังใช้ได้ดีอยู่ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Richest Man in Babylon ชื่อไทยมีหลายชื่อเลยครับ แล้วแต่ว่าตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ไหน ชื่อที่เห็นบ่อยคือเศรษฐีชี้ทางรวย หรือบุรุษผู้มั่งคั่งที่สุดในบาบิโลน เขียนโดยจอร์จ ซามูเอล...

Frankenstein: แฟรงเกนสไตน์ – เมื่อมนุษย์ทะเยอทะยาน ฝืนอยากเล่นบทพระเจ้า

ปีศาจสยองขวัญยุคคลาสสิก นอกจากแดร็กคูล่า มนุษย์หมาป่า และมัมมี่ ยังมีปีศาจจากเรื่องแฟรงเกนสไตน์ที่มีภาพจำเป็นปีศาจตัวยักษ์สีเขียว ทั้งตัวมีแต่รอยเย็บ ตรงขมับมีหมุดเหล็กปักอยู่ ไอติมบุ๊คคลับ ep นี้จะมาเล่าเรื่องจากนิยายไซไฟสยองขวัญเรื่องแฟรงเกนสไตน์ (Frankenstein) ผลงานเขียนของแมรี เชลลีย์ (Mary Shelley) ซึ่งเรื่องราวชีวิตส่วนตัวของเธอก็น่าสนใจมาก ไว้ผมจะเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังในตอนท้ายครับ ตัวละครหลักของเรื่องนี้คือวิกเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ (Victor Frankenstein)...

Suddenly Talented วิชาเก่งปุบปับ เทคนิคเรียนรู้จนกลายเป็นคนเก่ง แบบไม่ต้องพึ่งพรสวรรค์

ตั้งแต่เด็กเรามักถูกปลูกฝังว่า คนเราเกิดมามีพรสวรรค์ไม่เท่ากัน หรือ ถ้าไม่เก่งตั้งแต่เด็กก็คงไม่มีวันเก่ง แต่มีหนังสือเล่มหนึ่งครับที่บอกว่า ความเก่งสร้างได้จากศูนย์ หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Suddenly Talented: วิชาเก่งปุบปับ เขียนโดย ฌอน เดอซูซา (Sean D’Souza) ก่อนเข้าเนื้อหาของหนังสือ ผมขออธิบายความหมายของคำว่า Talented ก่อนนะครับ ความหมายแรกของคำนี้ที่คนมักนึกถึงคือ พรสวรรค์ แต่คำนี้ยังหมายถึงความสามารถได้ด้วยครับ เหมือนรายการโชว์ความสามารถ...

365 วิธี สมองดีขึ้นได้ในทุก ๆ วัน เรื่องง่าย ๆ ที่หมอสมองอยากให้คุณทำทันที

สมองของมนุษย์มีความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลเทียบเท่าหนังสือพิมพ์ 6 ล้านฉบับ กาแล็กซีทางช้างเผือกมีดาวประมาณ 100,000 ล้านดวง และสมองในกะโหลกเล็ก ๆ ของเรามีเซลล์สมองประมาณ 100,000 ล้านเซลล์พอ ๆ กันเลยครับ เซลล์สมองแต่ละเซลล์มีการเชื่อมต่อกับเซลล์อื่น ๆ บางเซลล์มีแค่ไม่กี่จุด แต่บางเซลล์อาจมีมากถึง 10,000 จุดเลยครับ เมื่อรวมกันแล้วเซลล์สมองของเรามีการเชื่อมต่อกันมากถึง 100 ล้านล้านจุด แต่ละเซลล์สื่อสารกันตลอดเวลา...

Million Dollar Weekend ธุรกิจเงินล้าน สร้างได้ภายใน 48 ชั่วโมง

ช่วงนี้หลายคนสนใจการเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียว ภาษาอังกฤษบางคนเรียกว่า Solopreneur บางคนเรียกว่า One-Person Business ความหมายของทั้งสองคำนี้คือ ธุรกิจที่เจ้าของเป็นคนลงมือทำ บริหาร และตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเองแบบไม่จ้างใครเลย โดยเน้นใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลมาช่วยครับ ผู้ประกอบการตัวคนเดียวเป็นโมเดลธุรกิจที่จัดการง่าย มีความคล่องตัวสูงเพราะทำคนเดียว และใช้เงินลงทุนไม่มาก บางธุรกิจอาจเริ่มต้นได้ด้วยเงิน 0 บาทเลยด้วยซ้ำครับ และธุรกิจตัวคนเดียวสามารถทำไปพร้อมกับงานประจำได้ โดยไม่จำเป็นต้องลาออก ผมสนใจแนวคิดนี้และกำลังเริ่มศึกษา ได้ไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เหมาะสำหรับคนอยากเริ่มต้นเรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียวครับ หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Million...

Related Articles

Suddenly Talented วิชาเก่งปุบปับ เทคนิคเรียนรู้จนกลายเป็นคนเก่ง แบบไม่ต้องพึ่งพรสวรรค์

ตั้งแต่เด็กเรามักถูกปลูกฝังว่า คนเราเกิดมามีพรสวรรค์ไม่เท่ากัน หรือ ถ้าไม่เก่งตั้งแต่เด็กก็คงไม่มีวันเก่ง แต่มีหนังสือเล่มหนึ่งครับที่บอกว่า ความเก่งสร้างได้จากศูนย์ หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Suddenly Talented: วิชาเก่งปุบปับ เขียนโดย ฌอน...

Million Dollar Weekend ธุรกิจเงินล้าน สร้างได้ภายใน 48 ชั่วโมง

ช่วงนี้หลายคนสนใจการเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียว ภาษาอังกฤษบางคนเรียกว่า Solopreneur บางคนเรียกว่า One-Person Business ความหมายของทั้งสองคำนี้คือ ธุรกิจที่เจ้าของเป็นคนลงมือทำ บริหาร และตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเองแบบไม่จ้างใครเลย โดยเน้นใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลมาช่วยครับ ผู้ประกอบการตัวคนเดียวเป็นโมเดลธุรกิจที่จัดการง่าย...

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing...

ทำไม USJ ถึงทำรถไฟเหาะให้วิ่งถอยหลัง เบื้องหลังวิธีคิดที่พาธุรกิจผ่านวิกฤต ด้วยการใช้ไอเดียแทนเงิน

หากพูดถึงสวนสนุกระดับโลก นอกจาก Disneyland แล้ว ชื่อที่ตีคู่มาด้วยกันคือ Universal Studios ซึ่งในทวีปเอเชียของเรามีอยู่ 3 แห่ง คือในญี่ปุ่น สิงคโปร์...

error: Content is protected !!