ไอติมบุ๊คคลับ

The Wonderful Wizard of Oz: พ่อมดมหัศจรรย์แห่งออซ – หัวใจ สมอง ความกล้า และการเดินทางกลับบ้าน

Share

The Wonderful Wizard of Oz ชื่อไทยคือพ่อมดมหัศจรรย์แห่งออซ วรรณกรรมเยาวชนชิ้นเอกของแอล. แฟรงก์ บอม (L. Frank Baum) ตีพิมพ์ครั้งแรกปี 1900 ครับ ผลงานอายุ 100 กว่าปีแล้ว แต่ยังถูกหยิบมาดัดแปลงเป็นสื่อบันเทิงแขนงต่าง ๆ มากมายจนถึงปัจจุบัน

อย่างล่าสุดมีภาพยนตร์เรื่อง Wicked ที่ดัดแปลงมาจากละครเวทีเมื่อปี 2003 ซึ่งละครเวทีเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนิยายของ เกร็กกอรี่ แมกไกวร์ (Gregory Maguire) ที่แต่งขึ้นในปี 1995 โดยตีความ The Wonderful Wizard of Oz ขึ้นมาใหม่ครับ

แอล. แฟรงก์ บอม (L. Frank Baum)

ผลงานของแอล. แฟรงก์ บอม ชิ้นนี้เรียกได้ว่าอมตะ เป็นที่รู้จักของคนแทบทั้งโลกมาหลายยุคหลายสมัย เรื่องราวใน The Wonderful Wizard of Oz หรือพ่อมดมหัศจรรย์แห่งออซ มีความน่าสนใจยังไง ไอติมบุ๊คคลับ ep นี้จะมาเล่าเรื่องราวในหนังสือ ตั้งแต่ต้นจนจบแบบสรุปให้เพื่อน ๆ ฟังกันครับ


เรื่องราวเริ่มต้นที่รัฐแคนซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา สถานที่ที่เด็กหญิงตัวเอกของเรื่องชื่อโดโรธีอาศัยอยู่ ในหนังสือบรรยายว่าแคนซัสเป็นบ้านไร่ที่ไม่มีสีสัน ผืนดินโดนแดดเผา จนดินแตกกลายเป็นสีเทา ต้นหญ้าก็ถูกแดดเผาจนกลายเป็นสีเทา บ้านไม้หลังเล็กที่โดโรธีอาศัยอยู่ สีที่ทาไว้ก็หลุดลอก จนกลายเป็นสีเทา

โดโรธีเป็นเด็กกำพร้า เธออาศัยอยู่กับลุงเฮนรีและป้าเอ็ม สองผัวเมียผู้ถูกความหดหู่ของแคนซัสกันกิน จนแววตาของพวกเขากลายเป็นสีเทา และริมฝีปากสีเทาของพวกเขาก็ไม่เคยยิ้มเลย สิ่งที่ทำให้โดโรธียังคงหัวเราะได้ และไม่กลายเป็นสีเทาตามสภาพแวดล้อมคือโตโต้ หมาน้อยสีดำที่คอยวิ่งเล่น และเป็นเพื่อนคนเดียวที่เธอมี

วันหนึ่งท้องฟ้าเหนือแคนซัสเปลี่ยนเป็นสีเทาเข้มกว่าปกติ เสียงพายุกำลังมุ่งมาที่บ้าน ลุงเฮนรีบอกผู้หญิงให้รีบเข้าบ้านไปหลบพายุ แล้วลุงก็รีบวิ่งไปดูฝูงสัตว์ที่เลี้ยงไว้ในคอก

ป้าเอ็มตะโกนเรียกโดโรธีให้รีบลงหลุมหลบภัยที่อยู่กลางบ้าน ป้าเอ็มไต่บันไดลงไปก่อน โดโรธีกำลังจะตามไป แต่โตโต้ตกใจเสียงพายุ แล้ววิ่งไปแอบอยู่ใต้เตียง โดโรธีเลยต้องเสียเวลาวิ่งไปอุ้มมันกลับมา แต่จังหวะที่กำลังจะลงหลุมหลบภัย พายุก็พัดใส่บ้านอย่างรุนแรง จนโดโรธีล้มลงกับพื้น

บ้านหลังน้อยถูกพายุยกขึ้นลอยกลางอากาศ มีเพียงโดโรธีและโตโต้อยู่ในบ้าน ท่ามกลางเสียงหวีดของลมพายุ บ้านลอยอยู่แบบนั้นนานมาก พายุไม่สงบสักที จนโดโรธีหายกลัว และล้มตัวลงนอนหลับไปบนเตียงพร้อมกอดโตโต้แน่น

โดโรธีสะดุ้งตื่นเพราะบ้านกระแทกลงกับพื้น มีแสงแดดส่องสว่างเข้ามาในบ้าน เธอเปิดประตูบ้านออกมา แล้วพบว่าเบื้องหน้าของเธอไม่ใช่แคนซัสที่เป็นสีเทา แต่เป็นดินแดนที่สวยงามราวกับภาพวาด มีต้นไม้ที่ออกผลดกเต็มต้น มีนกสีสันสวยร้องเสียงเพราะ มีลำธารที่น้ำใสสะอาดไหลผ่านทุ่งหญ้าเขียวขจี

ขณะที่โดโรธีกำลังสับสนสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ก็มีกลุ่มคนแปลกหน้าเดินเข้ามาหา พวกเขามีความสูงพอ ๆ กับโดโรธีที่เป็นเด็ก แต่ใบหน้าดูแก่ชรา สวมหมวกทรงสูงปลายแหลม พวกเขาแต่งตัวด้วยสีน้ำเงิน และแนะนำตัวว่าพวกเขาคือชาวมันช์กิน ชนพื้นเมืองแห่งดินแดนทิศตะวันออกแห่งนี้

หญิงชราคนหนึ่งในชุดสีขาวระยิบระยับ เดินเข้ามาขอบคุณโดโรธี ซึ่งรู้ทีหลังว่าหญิงชราคนนี้คือแม่มดแห่งทิศเหนือ แม่มดแห่งทิศเหนือเข้าใจว่าโดโรธีคือแม่มดจากต่างแดน เธอขอบคุณโดโรธีที่ช่วยสังหารแม่มดแห่งทิศตะวันออก และช่วยปลดปล่อยชาวมันช์กินจากการตกเป็นทาสของแม่มดแห่งทิศตะวันออกมานานแสนนาน

โดโรธีรีบปฏิเสธว่าเธอไม่ได้ฆ่าใครเลย แม่มดแห่งทิศเหนือเลยชี้ไปที่มุมบ้าน ที่ใต้คานบ้านมีขาสองข้างโผล่ออกมา บ้านของโดโรธีบังเอิญตกมาทับแม่มดแห่งทิศตะวันออกตายคาที่

แม่มดแห่งทิศเหนืออธิบายว่า ที่นี่คือดินแดนแห่งออซซึ่งมีแม่มดปกครองอยู่ 4 ทิศ ทิศเหนือและทิศใต้เป็นแม่มดดี ส่วนทิศตะวันออกและตะวันตกเป็นแม่มดร้าย ตอนนี้แม่มดร้ายแห่งทิศตะวันออกตายไปแล้ว ร่างของนางโดนแดดเผาจนแห้งหายไป เหลือไว้เพียงรองเท้าสีเงินคู่สวย แม่มดแห่งทิศเหนือหยิบรองเท้าไปมอบให้โดโรธีเป็นของขวัญ

โดโรธีบอกว่าเธออยากกลับไปหาคุณลุงคุณป้าที่แคนซัส แต่ไม่มีใครที่นี่รู้จักแคนซัสเลย ดินแดนแห่งออซถูกล้อมรอบด้วยทะเลทรายอันกว้างใหญ่ที่ไม่มีใครเคยข้ามได้ แม่มดแห่งทิศเหนือเลยแนะนำให้โดโรธีเดินทางไปหาพ่อมดผู้ยิ่งใหญ่ที่ชื่อว่าออซ ซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองมรกตที่ตั้งอยู่กลางดินแดนแห่งนี้

ก่อนจากกัน แม่มดแห่งทิศเหนือประทับรอยจูบลงบนหน้าผากของโดโรธี รอยจูบนั้นสามารถปกป้องโดโรธีจากคนไม่ดีได้ เพราะไม่มีใครในดินแดนนี้กล้าทำร้ายคนที่มีรอยจูบจากแม่มดฝ่ายดี

แม่มดแห่งทิศเหนือบอกว่าถนนที่พาไปสู่เมืองมรกตจะปูด้วยอิฐสีเหลือง ให้เดินตามถนนสีเหลืองไปแล้วจะไม่มีหลงทาง โดโรธีสวมรองเท้าสีเงินคู่ใหม่ หยิบตะกร้าใส่ขนมปังที่อยู่ในบ้าน แล้วออกเดินทางไปบนถนนสีเหลืองพร้อมกับเจ้าโตโต้

หลังจากเดินทางไปได้ไม่กี่ไมล์ โดโรธีแวะนั่งพักบนรั้วข้างทาง ข้างหลังรั้วเป็นไร่ข้าวโพดขนาดใหญ่ ที่นี่เธอเจอหุ่นไล่กาถูกแขวนอยู่บนปลายไม้ เธอมองหน้าของหุ่นไล่กาที่เป็นถุงกระสอบวาดตากับปากด้วยสี แล้วโดโรธีก็ตกใจเมื่อเห็นหุ่นไล่กาขยิบตาให้ และเอ่ยปากทักทาย พร้อมขอร้องให้เธอช่วยปลดเขาลงจากไม้ โดโรธีจึงช่วยยกเขาลงมา

หุ่นไล่กาเล่าให้โดโรธีฟังว่า เขาเพิ่งถูกสร้างมาได้เพียงสองวัน เขารู้สึกแย่ที่ในหัวของตัวเองมีแค่ฟางยัดไว้ เขาเคยได้ยินกาตัวหนึ่งบอกว่า สมองคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในโลก หุ่นไล่กาอยากมีสมองเหมือนคนอื่น ๆ บ้าง จึงตกลงเดินทางไปเมืองมรกตกับโดโรธี เพื่อไปขอร้องพ่อมดออซให้มอบสมองให้แก่เขา

จากนั้นพวกเขาเดินผ่านป่าไม้หนาทึบ แล้วได้ยินเสียงร้องโอดโอย เลยเดินไปยังที่มาของเสียง พวกเขาพบชายคนหนึ่งที่ร่างกายเป็นดีบุกทั้งตัว เขายืนแข็งอยู่ในท่าง้างขวานขึ้นกลางอากาศ ร่างกายของเขาขยับไม่ได้เพราะข้อต่อขึ้นสนิม เขายืนอยู่อย่างนั้นมานานกว่าหนึ่งปีแล้ว

โดโรธีวิ่งไปเอากระป๋องน้ำมันในกระท่อมของเขามาหยอดน้ำมันลงตามข้อต่อต่าง ๆ จนชายดีบุกสามารถขยับตัวได้ในที่สุด เขาเล่าชีวิตแสนเศร้าของตัวเองให้ฟังว่า แต่ก่อนเขาเคยเป็นมนุษย์มีเนื้อมีหนัง ได้ตกหลุมรักสาวมันช์กินคนหนึ่ง และอยากแต่งงานกับเธอ แต่หญิงชราที่มันช์กินสาวอาศัยอยู่ด้วยไม่อยากให้เธอแต่งงาน จึงไปจ้างแม่มดร้ายแห่งทิศตะวันออกให้สาปขวานของชายตัดไม้

ขวานที่ถูกมนต์ดำลื่นหลุดมือไปตัดขาข้างหนึ่งของชายตัดไม้ขาด เขาไปให้ช่างทำขาเทียมจากดีบุกให้ จากนั้นขวานลื่นไปตัดขาอีกข้าง เขาไปให้ช่างทำขาเทียมจากดีบุกให้ แล้วขวานก็ลื่นไปตัดแขนทีละข้าง เขาก็กลับไปหาช่างดีบุก จากนั้นขวานตัดลำตัวขาดก็ไปหาช่างอีก ตัดคอก็ไปหาช่างอีก จนสุดท้ายร่างกายของชายตัดไม้ก็กลายเป็นดีบุกเต็มตัว

ช่างดีบุกบอกชายตัดไม้ว่า แม้จะสร้างร่างกายทุกส่วนใหม่ด้วยดีบุกได้ แต่มีอวัยวะหนึ่งที่สร้างขึ้นมาใหม่ไม่ได้ นั่นคือหัวใจ เมื่อไม่มีหัวใจ ชายตัดไม้ดีบุกก็ไม่รู้สึกรักใครอีกต่อไป เขาขอร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อไปขอพ่อมดออซมอบหัวใจให้ เขาจะได้กลับมารักสาวมันช์กินอีกครั้ง

ยังไม่ทันได้ออกจากป่าก็มีสิงโตตัวใหญ่กระโจนออกมาจากป่า มันใช้เท้าตบหุ่นไล่กาจนลอยปลิว ตะปบชายดีบุกจนล้ม เจ้าโตโต้เห็นแบบนั้นก็วิ่งไปเห่าใส่สิงโต ขณะที่สิงโตอ้าปากกว้างกำลังจะงาบเจ้าโตโต้ โดโรธีรีบพุ่งเข้ามาตบจมูกสิงโตสุดแรง พร้อมตวาดใส่สิงโตว่า

“อย่ามากัดโตโต้นะ แกตัวใหญ่ซะเปล่า มารังแกหมาตัวเล็ก ๆ ทำไม”

สิงโตตอบเสียงอ่อยว่า “ฉันไม่ได้กัดมันซะหน่อย”

โดโรธีสวนกลับไปว่า “แต่แกก็พยายามจะกัด แกมันตัวใหญ่ แต่ใจขี้ขลาด”

สิงโตน้ำตาซึม มันพูดว่า “ฉันรู้ตัวเองดี ฉันเกิดมาเป็นสิงโตขี้ขลาดที่กลัวทุกสิ่ง สัตว์ทุกตัวคาดหวังให้ฉันเป็นเจ้าป่า แต่ความจริงแล้วฉันขี้ขลาดมาก”

โดโรธีเล่าให้สิงโตฟังว่าพวกเธอกำลังเดินทางไปเมืองมรกต สิงโตขอร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อขอให้พ่อมดออซมอบความกล้าหาญให้ สิงโตจะได้เลิกขี้ขลาด และได้เป็นเจ้าป่าจริง ๆ สักที

ตอนนี้ตัวละครหลักมาเจอกันครบแล้วครับ มีโดโรธีกับหมาน้อยของเธอชื่อโตโต้ที่อยากกลับแคนซัสซึ่งเป็นบ้านเกิด มีหุ่นไล่กาที่อยากได้สมอง มีชายตัดไม้ร่างกายเป็นดีบุกที่อยากได้หัวใจ และสิงโตขี้ขลาดที่อยากได้ความกล้าหาญ พวกเขาเดินเคียงกันไปบนถนนที่ปูด้วยอิฐสีเหลือง ซึ่งปลายทางจะพาพวกเขาไปสู่เมืองมรกต อันเป็นที่อยู่ของพ่อมดผู้ยิ่งใหญ่ชื่อว่าออซ แต่การเดินทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบครับ

เดินทางมาสักพักพวกเขาก็เจอกับอุปสรรคแรกครับ ถนนสีเหลืองมาสุดตรงขอบเหวลึก ต้องข้ามไปอีกฟากถึงจะเจอถนนสีเหลือง ตรงนี้ไม่มีสะพาน และข้างล่างเป็นโขดหินแหลม ที่หากตกลงไปก็คงไม่มีทางรอด สิงโตเสนอให้เพื่อน ๆ ขึ้นขี่หลังทีละคน แล้วเขาก็กระโดดสุดแรง พาเพื่อนข้ามเหวไปได้อย่างปลอดภัยทุกคน แสดงให้เห็นครับว่าสิงโตตัวนี้มีความกล้าหาญอยู่แล้ว แต่เขาคิดไปเองว่าตัวเองไม่มี

หลังจากเดินทางต่อ พวกเขาก็เจอกับเหวอีกแห่ง หุ่นไล่กาแนะนำให้ชายดีบุกโค่นต้นไม้ใหญ่ริมเหวให้ล้มพาดไปอีกฝั่ง เพื่อใช้เป็นสะพาน ขณะที่พวกเขาเดินข้ามไปอีกฝั่งได้แล้ว ก็มีคาลิดาห์ สัตว์ประหลาดที่มีร่างกายเหมือนหมี มีหัวเหมือนเสือ มีกรงเล็บยาวและแหลมคมพอที่จะฉีกสิงโตขาดสองท่อนได้สบาย

คาลิดาห์สองตัววิ่งไล่ตามมาติด ๆ บนสะพานไม้ สิงโตหันหลังกลับไปเตรียมสู้ตายเพื่อถ่วงเวลาให้เพื่อน ๆ ได้หนี หุ่นไล่กาคิดแผนการออก เขาหันไปตะโกนบอกให้ชายดีบุกรีบสับตรงปลายสะพานต้นไม้ แล้วสะพานก็หักลงสู่เหวลึก พาร่างของคาลิดาห์ทั้งสองตัวดิ่งลงไปกระแทกโขดหินจนแน่นิ่งไป ทุกคนรอดมาได้อย่างหวุดหวิดจากไอเดียของหุ่นไล่กาที่คิดออกได้ในสถานการณ์คับขัน แสดงให้เห็นว่าหุ่นไล่กาฉลาดอยู่แล้วครับ

พวกเขาเดินทางกันต่อ ระหว่างทางชายดีบุกเผลอเหยียบแมลงตัวเล็ก ๆ ตาย เขารู้สึกผิด และสงสารแมลงตัวน้อยที่ต้องมาตายเพราะความไม่ระวังของเขา ชายดีบุกร้องไห้จนเพื่อน ๆ ต้องมาช่วยปลอบ แสดงให้เห็นว่าชายดีบุกมีจิตใจอ่อนโยน มีอารมณ์ความรู้สึกอยู่แล้วครับ

จากนั้นพวกเขาเจอแม่น้ำสายใหญ่ ชายดีบุกตัดไม้มาสร้างเป็นแพแล้วพาทุกคนล่องข้ามฝั่ง แต่กระแสน้ำเชี่ยวพัดแพลอยออกไปไกลจากถนนอิฐสีเหลืองที่เห็นเบื้องหน้า หุ่นไล่กาพยายามใช้ไม้ยาวยันพื้นน้ำ แต่ไม้กลับปักแน่นในโคลน และแพก็ลอยต่อไป ทำให้หุ่นไล่กาค้างเติ่งอยู่บนเสาไม้กลางแม่น้ำอยู่คนเดียว

ทุกคนข้ามฝั่งมาได้อย่างปลอดภัย พวกเขามองกลับไปก็เป็นห่วงหุ่นไล่กา ไม่อยากทิ้งเขาไว้แบบนั้น แต่ไม่รู้จะช่วยยังไง โชคดีที่มีนกกระสาตัวใหญ่บินผ่านมา โดโรธีจึงขอร้องนกกระสาให้บินไปรับหุ่นไล่กาที่ตัวเบาเพราะทำจากฟางกลับมาส่งที่ฝั่งนี้

พวกเขากลับมาเดินบนถนนอิฐสีเหลืองต่อ จนมาถึงทุ่งดอกป๊อบปี้สีแดงกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา กลิ่นหอมของดอกป๊อบปี้เหล่านี้มีพิษที่หากสูดดมนาน ๆ จะรู้สึกง่วง และหากไม่มีใครพาตัวออกมา คน ๆ นั้นก็จะหลับสนิทจนตายอยู่ที่กลางทุ่งแห่งนี้

โดโรธีและโตโต้ล้มพับกลางทุ่งดอกป๊อบปี๊ หุ่นไล่กาและชายดีบุกไม่มีเลือดเนื้อ เลยไม่ได้รับผลกระทบจากพิษ ทั้งสองช่วยกันแบกโดโรธีและโตโต้ออกมาจากทุ่ง สิงโตที่ตัวใหญ่เลยยังไม่หลับเพราะพิษจากดอกไม้ แต่ก็คงทนได้อีกไม่นาน เขาเลยวิ่งสุดชีวิตเพื่อรีบออกจากทุ่ง แต่ก็ไม่ทัน เขาล้มฟุบหลับอยู่ห่างจากปลายทุ่งแค่นิดเดียว

หุ่นไล่กาและชายดีบุกรอจนโดโรธีและโตโต้ตื่น ทันใดนั้นชายดีบุกก็เห็นแมวป่าตัวใหญ่กำลังวิ่งไล่หนูนาตัวเล็ก ชายดีบุกทนไม่ได้ที่เห็นสัตว์ใหญ่รังแกสัตว์เล็ก จึงเงื้อขวานสับคอแมวป่าขาดกระเด็น

ปรากฏว่าหนูตัวนั้นไม่ใช่หนูธรรมดาครับ แต่คือราชินีของฝูงหนูนา นางซาบซึ้งความช่วยเหลือครั้งนี้มาก จึงอยากตอบแทน หุ่นไล่กาเลยขอให้นางช่วยพาตัวสิงโตออกมาจากทุ่งดอกป๊อบปี้

ราชินีหนูนาช่วยเหลือโดยการเรียกหนูนานับหมื่นตัวออกมา ชายดีบุกตัดต้นไม้มาทำรถเข็น เข็นไปในทุ่งดอกป๊อบปี้แล้วยกสิงโตขึ้นบนนั้น หนูนาทุกตัวเอาเชือกผูกตัวเองเข้ากับรถเข็น แล้วลากสิงโตออกมาจากทุ่งดอกป๊อบปี้ได้สำเร็จ

ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางมาถึงหน้าประตูเมืองมรกต เมื่อกดกริ่งหน้าประตูก็ได้พบกับผู้พิทักษ์ประตู ซึ่งเป็นชายตัวเล็กในชุดสีเขียว ผู้พิทักษ์บอกว่า ทุกคนที่จะเข้าเมืองมรกตต้องสวมแว่นตาเอาไว้ตลอดเวลา เพื่อป้องกันไม่ให้ความระยิบระยับของเมืองมรกตทำให้สายตาของพวกเขาต้องบอด แว่นตานี้ทำจากกระจกสีเขียว ล็อกติดไว้กับศีรษะด้วยกุญแจที่มีแต่ผู้พิทักษ์ประตูเท่านั้นที่จะไขออกให้ได้

เมื่อทุกคนสวมแว่นตาสีเขียว ทุกอย่างในเมืองที่มองผ่านแว่นก็กลายเป็นสีเขียวทั้งหมด ถนนเป็นหินอ่อนสีเขียว บ้านเรือนส่องประกายสีเขียว เสื้อผ้าของผู้คน อาหาร ลูกอม ขนมก็เป็นสีเขียวระยิบตาทั้งหมด

พวกเขาถูกพาเข้ามาในพระราชวังอันหรูหราของพ่อมดออซ ออซอนุญาตให้พวกเขาเข้าพบได้วันละหนึ่งคนเท่านั้น วันแรกนี้เป็นคิวของโดโรธีได้เข้าพบก่อน เมื่อเข้ามาในห้องโถงอันกว้างใหญ่ บนบัลลังก์มรกตโดโรธีได้พบกับหัวขนาดยักษ์ ที่ไม่มีตัว ไม่มีแขนขา ไม่มีเส้นผม

หัวยักษ์บอกว่า “ข้าคือพ่อมดออซผู้ยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม มาเข้าพบข้าเพื่อขอสิ่งใด” โดโรธีได้ขอให้ออซพาเธอกลับแคนซัส ออซตกลงจะพาไป แต่มีเงื่อนไขคือโดโรธีต้องไปสังหารแม่มดร้ายแห่งทิศตะวันตกก่อน

วันที่สองเป็นคิวของหุ่นไล่กาเข้าพบ เมื่อมาถึงหน้าบัลลังก์เขาพบสตรีผู้เลอโฉมที่มีปีกอันงดงาม เธอบอกว่าเธอคือออซ หุ่นไล่กาขอให้ออซมอบสมองให้ ออซตกลงจะมอบสมองให้ แต่มีเงื่อนไขคือหุ่นไล่กาต้องไปสังหารแม่มดร้ายแห่งทิศตะวันตกก่อน

วันที่สามเป็นคิวของชายดีบุกเข้าพบ เมื่อมาถึงหน้าบัลลังก์เขาพบอสุรกายยักษ์ อสุรกายบอกว่ามันคือออซ ชายดีบุกขอให้ออซมอบหัวใจให้ ออซตกลงจะมอบหัวใจให้ แต่มีเงื่อนไขคือชายดีบุกต้องไปสังหารแม่มดร้ายแห่งทิศตะวันตกก่อน

วันที่สี่เป็นคิวของสิงโตเข้าพบ เมื่อมาถึงหน้าบัลลังก์เขาพบลูกไฟยักษ์ ลูกไฟบอกว่ามันคือออซ สิงโตขอให้ออซมอบความกล้าหาญให้ ออซตกลงจะมอบความกล้าหาญให้ แต่มีเงื่อนไขคือสิงโตต้องไปสังหารแม่มดร้ายแห่งทิศตะวันตกก่อน

ทั้งสี่คนไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องมุ่งหน้าไปทิศตะวันตก ดินแดนที่แต่เดิมเป็นของชาววิงกี้ แต่ตอนนี้ถูกแม่มดร้ายแห่งทิศตะวันตกปกครอง เมื่อแม่มดร้ายเห็นคนแปลกหน้าบุกรุกเข้ามา นางจึงเรียกบริวารออกมาขับไล่ผู้บุกรุก

ครั้งแรกแม่มดร้ายสั่งให้ฝูงหมาป่าดุร้าย 40 ตัวไปรุมฉีกกระชากโดโรธีและพวก ครั้งนี้ชายดีบุกออกมารับศึกเพียงลำพัง เขาตวัดขวานคู่ใจ สับหัวหมาป่าที่พุ่งเข้ามาทีละตัว จนหมาป่าทั้ง 40 ตัวนอนกลายเป็นซาก

ครั้งที่สองแม่มดร้ายสั่งให้ฝูงอีกา 40 ตัวบินมาจิกตาของโดโรธีและพวก ครั้งนี้หุ่นไล่กาออกมารับมือ โดยใช้มือคว้าอีกา แล้วหักคอพวกมันทีละตัว จนอีกาทั้ง 40 ตัวร่วงเกลื่อนพื้น

ครั้งที่สามแม่มดร้ายสั่งให้ฝูงผึ้งบินมาต่อยโดโรธีและพวก ครั้งนี้หุ่นไล่กาออกไอเดียให้ดึงฟางในตัวของเขาออกมาคลุมป้องกันโดโรธี โตโต้ และสิงโตไว้ เหลือแค่ชายดีบุกยืนเป็นเหยื่อล่อรับฝูงผึ้ง เมื่อผึ้งรุมต่อยชายดีบุก เหล็กในของพวกมันก็หัก จนผึ้งทุกตัวตายเกลื่อน

ครั้งที่สี่แม่มดร้ายสั่งให้กองทัพทาสชาววิงกี้ถือหอกแหลมบุกเข้ามา ครั้งนี้สิงโตแค่คำรามเสียงดังลั่น กองทัพวิงกี้ก็หนีกระเจิดกระเจิงไปหมด

สุดท้ายแม่มดร้ายนำไม้ตายสุดท้ายออกมา นางหยิบหมวกทองคำออกมาจากตู้เก็บของ หมวกทองคำใบนี้มีพลังเวทมนตร์สั่งการฝูงลิงมีปีกได้ 3 ครั้ง นางเคยใช้ไปแล้ว 2 ครั้ง นี่คือการใช้ครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว

ทันใดนั้นฝูงลิงมีปีกนับร้อยตัวก็พุ่งลงมาจากท้องฟ้าเสียงดังเจี๊ยวจ๊าว พวกมันจับชายดีบุกโยนลงบนโขดหิน จนร่างของชายดีบุกบุบบู้บี้ขยับตัวไม่ได้ พวกลิงดึงฟางออกจากตัวของหุ่นไล่กา แล้วโยนเสื้อผ้าของหุ่นไล่กาขึ้นไปไว้บนยอดต้นไม้สูง และมัดสิงโตด้วยโซ่เหล็ก จากนั้นนำไปขังไว้ในคอกที่สนามหญ้าหลังปราสาทของแม่มดร้าย

แต่พวกลิงมีปีกไม่กล้าทำร้ายโดโรธี เพราะเธอมีรอยจูบของแม่มดทิศเหนือปกป้องคุ้มครองอยู่ พวกลิงจึงแค่อุ้มเธอกับโตโต้ไปส่งที่ปราสาทของแม่มดร้าย

เมื่อแม่มดร้ายเห็นรองเท้าสีเงินที่โดโรธีสวมอยู่ก็เกิดอยากได้ขึ้นมา นางรู้ว่าพลังของรองเท้าสีเงินยิ่งใหญ่กว่าพลังของนางเสียอีก และโดโรธีไม่รู้วิธีใช้พลังของรองเท้าสีเงิน แม่มดร้ายจึงขังโดโรธีไว้เป็นทาสในห้องครัว คอยกวาดพื้น ถูพื้น ขัดหม้อ ขัดกระทะ

แม่มดร้ายอยากได้รองเท้าสีเงินของโดโรธีมาก แต่นางกลัวความมืด ไม่กล้าเข้าไปขโมยในห้องนอนของโดโรธีตอนกลางคืน วันหนึ่งนายเลยใช้เวทมนตร์บังตา ทำให้โดโรธีมองไม่เห็นท่อนเหล็กที่วางอยู่บนพื้นกลางห้องครัว โดโรธีเดินสะดุดท่อนเหล็กจนล้ม รองเท้าสีเงินข้างหนึ่งหลุดออกจากเท้า แม่มดร้ายรีบวิ่งมาฉวยรองเท้าข้างนั้นไว้ทันที และบอกว่าจะหาทางแย่งอีกข้างมาให้ได้

โดโรธีโกรธมากที่โดนแม่มดร้ายรังแก เธอหันไปเห็นถังน้ำที่เพิ่งตักมา จึงยกถังน้ำขึ้นสาดใส่แม่มดร้าย จนนางเปียกตั้งแต่หัวจรดเท้า ทันใดนั้นนางก็ร้องโหยหวนด้วยความทรมาน ร่างของนางค่อย ๆ หดเล็กลง และละลายกลายเป็นของเหลวสีน้ำตาล โดโรธีตะลึงกับสิ่งที่เห็น เธอไม่คิดว่าแค่น้ำเปล่าเพียงถังเดียวจะกำจัดแม่มดร้ายแห่งทิศตะวันตกได้

โดโรธีเก็บรองเท้าสีเงินขึ้นมาเช็ดทำความสะอาด แล้วใส่กลับคืน ก่อนออกจากปราสาทของแม่มดร้าย เธอหยิบหมวกทองคำของแม่มดร้ายติดมือมาด้วย จากนั้นรีบวิ่งออกไปปล่อยสิงโตออกจากกรง

ชาววิงกี้ดีใจที่หลุดพ้นจากการตกเป็นทาสของแม่มดร้ายแห่งทิศตะวันตก พวกเขายินดีช่วยทุกอย่างที่โดโรธีต้องการ เธอเลยขอให้ชาววิงกี้ไปกู้ชายดีบุกขึ้นมาจากเหว และช่วยซ่อมรอยบุบให้ชายดีบุกกลับมาดูดีเหมือนเดิม จากนั้นชาววิงกี้ปีนขึ้นไปเอาเสื้อผ้าของหุ่นไล่กาลงมาจากต้นไม้ แล้วจัดการยัดไส้ข้างในด้วยฟางใหม่ ๆ ที่หอมและสะอาด

ชาววิงกี้มีอาชีพทำเหมือง พวกเขาขอให้ชายดีบุกมาเป็นผู้ปกครองคนใหม่ แต่ชายดีบุกขอเวลาคิดดูก่อน จากนั้นโดโรธีและเพื่อน ๆ ออกเดินทางกลับเมืองมรกต แต่เนื่องจากทิศตะวันตกไม่มีถนนเชื่อมกับเมืองมรกต พอเดินทางมาได้สักพักพวกเขาเลยหลงทาง โดโรธีจึงเป่านกหวีดเรียกราชินีหนูนามาถามทาง พอราชินีมาถึงก็ทักโดโรธีว่ามีหมวกทองคำอยู่นี่ ทำไมไม่ใช้สั่งพวกลิงมีปีกให้บินไปส่งที่เมืองมรกตล่ะ

ราชินีหนูนาบอกโดโรธีให้รู้ว่าผู้ครอบครองหมวกทองคำจะสามารถร่ายเวทมนตร์เพื่อเรียกฝูงลิงมีปีกให้มาช่วยงานตามคำสั่งได้ 3 ครั้ง โดโรธีเลยลองอ่านมนตร์คาถาที่เขียนไว้ด้านในหมวก

เมื่ออ่านจบก็มีฝูงลิงมีปีกบินลงมาหา โดโรธีขอให้พวกมันอุ้มเธอและเพื่อน ๆ ไปส่งที่เมืองมรกต ระหว่างทางโดโรธีถามว่าพวกลิงมีปีกมาตกอยู่ใต้อำนาจของผู้ครอบครองหมวกทองคำได้ยังไง

ราชาลิงมีปีกที่อุ้มโดโรธีอยู่เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนพวกลิงมีปีกมีนิสัยชอบแกล้งผู้อื่น วันหนึ่งปู่ของราชาลิงไปแกล้งเจ้าบ่าวของแม่มดดีแห่งทิศเหนือ โดยการจับเขาไปโยนไว้กลางแม่น้ำ แม่มดแห่งทิศเหนือโกรธมาก ตอนแรกจะลงโทษพวกลิงมีปีกโดยการจับมัด แล้วเอาไปโยนให้จมลงในแม่น้ำ แต่เจ้าบ่าวของแม่มดบอกว่าโทษนี้แรงเกินไป

แม่มดแห่งทิศเหนือเลยลงโทษพวกลิงมีปีก โดยการสร้างเงื่อนไขผูกมัดให้พวกมันยอมทำตามคำสั่งของคนที่ครอบครองหมวกทองคำได้สามข้อ พวกมันรับเงื่อนไขนี้ และผู้ครอบครองหมวกสีทองคนแรกคือเจ้าบ่าวของแม่มดแห่งทิศเหนือ จากนั้นหมวกทองคำก็ตกทอดส่งต่อกันมา

ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ลิงมีปีกก็พาโดโรธีและเพื่อน ๆ มาถึงหน้าประตูเมืองมรกต พวกเธอรีบเข้าไปทวงสัญญาจากพ่อมดออซทันที แต่ออซกลับบ่ายเบี่ยง ไม่ยอมให้เข้าพบและปล่อยให้พวกเธอรออยู่หลายวัน จนหุ่นไล่กาทนรอไม่ไหว เขียนข้อความไปขู่ออซว่าถ้าไม่ยอมให้เข้าพบสักที พวกเขาจะใช้หมวกทองคำเรียกพวกลิงมีปีกมาจัดการพังปราสาทซะ

เช้าวันรุ่งขึ้นออซจึงยอมให้ทุกคนเข้าพบ เมื่อก้าวเข้าไปในห้องโถง หน้าบัลลังก์มรกตกลับว่างเปล่า ไม่มีทั้งหัวยักษ์ ไม่มีสตรีมีปีก ไม่มีอสุรกาย ไม่มีลูกไฟใด ๆ ทั้งสิ้น มีเพียงเสียงทุ้มลึกดังกังวานก้องจากเพดานถามว่าพวกเขาต้องการอะไร

ขณะที่กำลังต่อรองกันอยู่ โตโต้ก็เดินดมฟุดฟิดไปทั่วห้อง แล้วไปชนฉากกั้นไม้ตรงมุมห้องล้ม สิ่งที่อยู่หลังฉากกั้นทำทุกคนยืนตาค้าง หลังฉากกั้นคือชายแก่หัวล้าน ร่างเล็ก ใบหน้าเหี่ยวย่น ยืนตัวสั่นเพราะรู้สึกกลัวที่โดนเปิดโปง

ชายดีบุกเงื้อขวานขึ้นแล้วตะโกนถามว่า แกเป็นใคร? ชายชราตอบด้วยน้ำเสียงสั่นว่า ฉันคือออซ พวกคุณอย่าทำอะไรฉันเลยนะ แล้วฉันจะทำตามที่พวกคุณต้องการทุกอย่าง

โดโรธีถามขึ้นว่า คุณไม่ได้เป็นพ่อมดผู้ยิ่งใหญ่หรอกเหรอคะ? ชายชราคอตก รับสารภาพเสียงอ่อยว่า ไม่ใช่เลยจ้ะหนู ฉันเป็นแค่คนธรรมดาที่เป็นจอมลวงโลก

ทุกคนโกรธและผิดหวังมาก ออซสารภาพว่าที่จริงแล้วเขาเกิดที่เมืองโอมาฮา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองแคนซัสของโดโรธี เขาเคยเล่นมายากลและเป็นนักพากย์เสียงอยู่ที่คณะละครสัตว์ วันหนึ่งเขาขึ้นบอลลูนของคณะ แล้วสายที่ผูกบอลลูนไว้เกิดหลุด บอลลูนเลยลอยข้ามทะเลทรายมาไกล จนมาตกลงกลางดินแดนแห่งนี้

ผู้คนที่นี่เห็นเขาลอยลงมาจากฟ้าก็คิดว่าเขาเป็นผู้วิเศษ เขาก็เลยเล่นตามน้ำไป เขาสั่งให้ทุกคนสร้างเมืองมรกตและปราสาทแห่งนี้ขึ้น และบังคับให้ทุกคนสวมแว่นตาสีเขียว เพื่อให้เมืองนี้ดูเหมือนสร้างจากมรกตทั้งหมด ทั้งที่จริงมันสร้างจากหินอ่อนธรรมดาเท่านั้นเอง

ออซกลัวแม่มดร้ายแห่งทิศตะวันออกและตะวันตกมาก เพราะนางสองคนคือผู้มีพลังวิเศษตัวจริง เขาจึงอยู่แต่ในห้อง เพื่อไม่ให้ใครเห็นตัวจริง เมื่อโดโรธีปราบแม่มดร้ายทั้งสองได้ เขาดีใจมาก แต่ก็คิดไม่ตกว่าจะบันดาลความต้องการของเธอและเพื่อน ๆ ให้เป็นจริงได้ยังไง เพราะเขาไม่มีเวทมนตร์ใด ๆ

ถึงอย่างนั้นหุ่นไล่กา ชายดีบุก และสิงโตก็ไม่ยอมแพ้ พวกเขายืนยันว่าออซต้องรักษาสัญญา ออซขอเวลากลับไปคิด เขาคิดหนัก และสุดท้ายตัดสินใจจะใช้หลักจิตวิทยาจัดหาของขวัญลวงตาให้ทุกคน

สำหรับหุ่นไล่กาที่อยากได้สมอง ออซถอดหัวของหุ่นไล่กาออก แล้วเอารำข้าวผสมกับเข็มหมุดหลายเล่มยัดใส่เข้าไปในหัวของหุ่นไล่กา แทนของเดิมที่เป็นฟาง แล้วประกอบหัวกลับคืนเหมือนเดิม ออซบอกว่านี่คือสมองที่แหลมคมดุจเข็ม หุ่นไล่กาปลาบปลื้มมาก และรู้สึกว่าตัวเองเริ่มมีความคิดที่ฉลาดแล้ว

สำหรับชายดีบุกที่อยากได้หัวใจ ออซเจาะหน้าอกของเขา แล้วนำหัวใจที่เย็บจากผ้าไหมสีแดงใส่เข้าไปข้างใน จากนั้นบัดกรีปิดรอยแผลอย่างเรียบร้อย ชายดีบุกบอกว่าเขารู้สึกเหมือนหัวใจกำลังเต้น รู้สึกรักและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นขึ้นมาทันที

สำหรับสิงโตที่อยากได้ความกล้าหาญ ออซยื่นขวดใส่น้ำสีเขียวให้สิงโตดื่ม เขาบอกสิงโตว่านี่คือความกล้าหาญที่สกัดออกมา ถ้าดื่มแล้วก็จะมีความกล้าหาญไหลเวียนอยู่ข้างในตัว สิงโตดื่มจนหมด แล้วรู้สึกอุ่นวาบในท้อง รู้สึกถึงความกล้าหาญเต็มเปี่ยม

ออซพึมพำกับตัวเองว่า จะไม่เรียกฉันว่าเป็นจอมลวงโลกได้ยังไง คนพวกนี้ขอให้ฉันทำสิ่งที่ใครก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่พวกเขาก็ดูมีความสุขดี เพราะพลังของการจินตนาการ และความเชื่อมั่นในตัวเอง

ถ้าเราย้อนกลับไปมองเรื่องราวที่ผ่านมาจะพบว่า เพื่อนทั้งสามคนของโดโรธีมีสิ่งที่พวกเขาคิดว่าตัวเองขาดกันอยู่แล้ว หุ่นไล่กาคิดแผนแก้ปัญหามาตลอดทาง ชายดีบุกมีจิตใจเมตตาและอ่อนไหว เขาร้องไห้ให้กับสัตว์ตัวเล็ก ๆ และสิงโตก็เอาตัวเข้าแลก เพื่อช่วยเพื่อนจากอันตรายมาโดยตลอด พวกเขามีสิ่งเหล่านั้นในตัวเองอยู่แล้ว

แต่ปัญหาใหญ่สุดคือโดโรธี ออซใช้ความเชื่อมั่นเสกให้เธอกลับแคนซัสไม่ได้ เขาขอเวลาคิด 3 วัน และตัดสินใจจะสร้างบอลลูนลมร้อนให้โดโรธีนั่งกลับแคนซัส และออซตัดสินใจจะเดินทางไปพร้อมโดโรธีด้วย เพื่อกลับไปทำงานคณะละครสัตว์ตามเดิม และออซได้ส่งไม้ต่อให้หุ่นไล่กาผู้เฉลียวฉลาดปกครองเมืองมรกตต่อจากเขา

ในวันที่จะออกเดินทาง บอลลูนพองลมร้อนเต็มที่พร้อมจะลอยขึ้นท้องฟ้า แต่มีเชือกผูกตรึงกับพื้นเอาไว้อยู่ ออซปีนขึ้นกระเช้าบอลลูนไปก่อน และเรียกโดโรธีให้รีบตามขึ้นมา แต่วินาทีนั้นโตโต้กระโดดจากกอดของโดโรธีไปเห่าลูกแมวตัวหนึ่ง โดโรธีวิ่งไปอุ้มโตโต้กลับมา

แต่จังหวะที่เธอกำลังจะก้าวขึ้นกระเช้า เชือกที่ตรึงบอลลูนไว้ก็ขาด บอลลูนสีเขียวของออซลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าในทันที โดยไม่มีโดโรธีและโตโต้ไปด้วย ออซตะโกนบอกลาจากบนฟ้า นั่นคือครั้งสุดท้ายที่ผู้คนได้เห็นพ่อมดออซในดินแดนแห่งนี้

โดโรธีร้องไห้เพราะพลาดโอกาสได้กลับบ้าน เพื่อน ๆ ของเธอบอกว่าพวกเขาจะไม่ทิ้งเธอ หุ่นไล่กาซึ่งตอนนี้เป็นผู้ปกครองเมืองมรกต ได้เชิญทหารมาให้คำปรึกษา ทหารแนะนำให้พวกเขาเดินทางลงใต้ ไปหาแม่มดดีแห่งทิศใต้ชื่อกลินดา เพราะเธออาจรู้วิธีพาโดโรธีกลับแคนซัสได้

ดังนั้นพวกเขาจึงเดินทางมุ่งลงทางใต้ ระหว่างทางต้องเจออุปสรรคมากมาย ทั้งต้นไม้ที่ขยับกิ่งก้านมาตีผู้บุกรุก ชายดีบุกเป็นคนใช้ขวานสับเปิดทางให้เพื่อน ๆ ได้เดินไปต่อ จากนั้นต้องเดินทางผ่านเมืองเซรามิค ที่คนและสัตว์ในเมืองทำจากเซรามิคแสนเปราะบาง พวกเขาต้องเดินระวัง ไม่ให้ไปเหยียบใครแตกหัก

จากนั้นพวกเขาเดินทางเข้าสู่ป่าแห่งทิศใต้ ที่ตอนนั้นสัตว์ป่าทุกชนิดกำลังประชุมกันเพื่อหาทางว่าจะกำจัดแมงมุมยักษ์ขนาดเท่าช้างที่มาคุกคามป่าแห่งนี้ยังไงดี สิงโตอาสาบุกเข้าไปปราบแมงมุมยักษ์ โชคดีที่ตอนนั้นมันกำลังหลับอยู่ สิงโตเลยกระโดดขย้ำคอของมันจนขาด

สัตว์ทั้งป่าพร้อมใจกันสถาปนาสิงโตเป็นราชาแห่งผืนป่าทิศใต้ และขอให้สิงโตอยู่ปกครองป่าแห่งนี้ สิงโตสัญญาว่าจะกลับมาทำหน้าที่นั้น เมื่อส่งโดโรธีกลับบ้านเรียบร้อยแล้ว

พวกเขาเดินทางต่อจนมาเจอหน้าผาที่มีมนุษย์ค้อนเฝ้าอยู่ พวกเขาเป็นมนุษย์ที่ไม่มีแขน มีคอเป็นสปริงยืดหดได้ และจะคอยยืดเอาหัวมาทุบใครก็ตามที่พยายามปีนข้ามผา โดโรธีต้องใช้พลังของหมวกทองคำ สั่งฝูงลิงมีปีกให้อุ้มพวกเขาบินข้ามหน้าผามาส่งที่ดินแดนแห่งทิศใต้ที่ตกแต่งเมืองเป็นสีแดง

อันนี้ผมสงสัยว่าทำไมโดโรธีไม่ใช้หมวกทองคำสั่งพวกลิงมีปีกให้อุ้มเธอกับเพื่อน ๆ มาส่งที่ดินแดนแห่งทิศใต้ ตั้งแต่อยู่ที่เมืองมรกตเลย ตรรกะคนปกติต้องทำอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ถ้าในหนังสือทำแบบนั้น สิงโตก็จะไม่ได้ซีนโชว์ความกล้าหาญ

มาเข้าเรื่องกันต่อครับ พวกเขาได้เข้าเฝ้ากลินดา แม่มดดีแห่งทิศใต้ซึ่งอาศัยอยู่ในปราสาททับทิมสีแดงเข้ม กลินดาเป็นหญิงสาวที่งดงามมาก ผมของเธอเป็นสีแดงเพลิง ขณะที่นัยน์ตาเป็นสีฟ้าฉายประกายความอ่อนโยน

เมื่อได้พบกัน กลินดาก็จูบโดโรธีด้วยความรัก เธอบอกว่าสามารถพาโดโรธีกลับบ้านได้ แต่มีข้อแลกเปลี่ยนเป็นหมวกทองคำของโดโรธี ซึ่งโดโรธียินดีมอบให้ เพราะเธอเรียกใช้ฝูงลิงมีปีกครบ 3 ครั้งแล้ว

กลินดารับหมวกทองคำมา แล้วใช้พรรวดเดียว 3 ครั้งเลย ครั้งแรกเธอขอฝูงลิงมีปีกให้พาหุ่นไล่กาบินกลับไปส่งที่เมืองมรกต เพื่อทำหน้าที่ปกครองที่นั่น ครั้งที่สองเธอสั่งฝูงลิงมีปีกให้พาชายดีบุกบินไปส่งที่เมืองของชาววิงกี้ เพื่อปกครองที่นั่นตามคำชวน ครั้งสุดท้ายเธอสั่งฝูงลิงมีปีกให้พาสิงโตไปส่งที่ป่าแห่งทิศใต้ เพื่อไปเป็นราชาแห่งสัตว์ป่าตามที่สัญญาไว้

กลินดาแค่บอกฝูงลิงมีปีกเอาไว้ก่อน แต่ยังไม่ต้องไปส่งทันทีตอนนี้ ให้รอโดโรธีได้ร่ำลาเพื่อน ๆ ของเธอก่อน จากนั้นกลินดามอบหมวกทองคำให้กับราชาของฝูงลิงมีปีก เพื่อให้เผ่าพันธุ์ของพวกมันได้รับอิสรภาพตลอดไป โดยไม่ต้องเป็นทาสของใครเพราะอำนาจจากหมวกใบนี้อีก

โดโรธีถามขึ้นว่า แล้วหนูจะกลับแคนซัสยังไงคะ? กลินดาหันมายิ้มอ่อนโยน แล้วมองไปที่เท้าของโดโรธีพร้อมกับบอกว่า รองเท้าสีเงินที่หนูสวมอยู่นั้น มีพลังวิเศษที่สามารถพาเดินทางไปที่ไหนก็ได้ในโลกใบนี้ ถ้าหนูรู้ความลับนี้ตั้งแต่วันแรกที่บ้านของหนูตกลงมาทับแม่มดร้ายแห่งทิศตะวันออก หนูคงกลับแคนซัสได้ตั้งแต่วันนั้นแล้วล่ะจ้ะ

หุ่นไล่การ้องขึ้นว่า ถ้าเป็นแบบนั้นฉันคงไม่ได้สมองอันแสนวิเศษนี้น่ะสิ ชายดีบุกพูดว่า และฉันคงไม่ได้หัวใจแสนอ่อนโยนดวงนี้น่ะสิ สิงโตพยักหน้าเห็นด้วยแล้วพูดว่า และฉันคงต้องใช้ชีวิตด้วยความขี้ขลาดไปตลอดชีวิต

โดโรธียิ้มและพูดว่า หนูดีใจที่ได้เดินทางและได้ช่วยเหลือพวกคุณทุกคน ตอนนี้พวกคุณได้สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต และมีอาณาจักรเป็นของตัวเองให้ปกครองแล้ว ถึงเวลาที่หนูจะต้องกลับบ้านเสียที

โดโรธีกอดเป็นการลาเพื่อนรักทั้งสามทีละคน จากนั้นเธออุ้มโตโต้ขึ้นมากอดไว้แน่น แล้วเคาะส้นรองเท้าสีเงิน 3 ครั้ง เธอกล่าวคำสั่งเสียงดังฟังชัดว่า พาหนูกลับบ้านไปหาป้าเอ็มด้วยค่ะ

ทันใดนั้นร่างของโดโรธีก็หมุนลอยขึ้นไปบนอากาศราวกับพายุ เสียงสายลมหวีดหวิวผ่านหูแค่ชั่วพริบตาเพียงสามวินาที โดโรธีก็ล้มกลิ้งลงบนพื้นหญ้าอย่างนุ่มนวล

เมื่อโดโรธีมองตรงไปข้างหน้าก็เห็นทุ่งหญ้าสีเทาอันคุ้นเคยของแคนซัส เห็นบ้านหลังใหม่ที่คุณลุงเฮนรีสร้างขึ้นแทนหลังเก่าที่ปลิวหายไป โตโต้วิ่งไปเห่าเรียกคุณลุงเฮนรีที่กำลังรีดนมวัวอยู่ในเล้าด้วยความร่าเริง

โดโรธีเท้าเปล่า รองเท้าสีเงินหลุดหายไประหว่างทางกลับบ้าน ป้าเอ็มที่เดินออกมาจากบ้านเพื่อรดน้ำผัก เห็นหลานสาวก็รีบวิ่งมากอดโดโรธีไว้แน่น พร้อมถามด้วยน้ำตาว่าโดโรธีหายไปอยู่ไหนมา

โดโรธีกอดป้าเอ็มไว้แน่นเช่นกัน เธอตอบป้าเอ็มด้วยรอยยิ้มไปว่า หนูมาจากดินแดนออซที่อยู่ไกลแสนไกล หนูดีใจเหลือเกินที่ได้กลับบ้านของเรา เพราะไม่มีที่ไหนบนโลกใบนี้จะสุขใจเหมือนบ้านของเราอีกแล้วค่ะ


ข้อคิดจากดินแดนแห่งออซ

The Wonderful Wizard of Oz นอกจากจะเป็นวรรณกรรมเยาวชนแนวผจญภัยแฟนตาซีระดับอมตะแล้ว ถ้ามองด้วยสายตาที่ลึกซึ้งขึ้น วรรณกรรมเรื่องนี้มีข้อคิดที่เฉียบคม ทิ้งไว้ให้คนอ่านได้ขบคิดมาแล้วหลายยุคหลายสมัย มาดูกันครับว่า สำหรับผมแล้วได้ข้อคิดอะไรจากการอ่านหนังสือเล่มนี้บ้าง

ข้อคิดแรก: สิ่งที่คิดว่าขาด แท้จริงแล้วมันอยู่ในตัวเรามาตลอด

เราได้เห็นแล้วว่าตลอดการเดินทาง หุ่นไล่กาคือนักคิดนักแก้ปัญหาที่เก่งที่สุดในทีม ได้เห็นแล้วว่าชายดีบุกมีจิตใจอ่อนโยน เขาร้องไห้เสียใจที่เผลอทำสัตว์ตัวเล็ก ๆ ตาย ได้เห็นแล้วว่าสิงโตกล้าเอาตัวเองเข้าแลก เพื่อปกป้องเพื่อน ๆ จากอันตราย

แต่พวกเขายังคิดว่าตัวเองขาด ทั้งที่มีสิ่งเหล่านั้นอยู่ในตัวตั้งแต่แรกอยู่แล้ว และเที่ยวตามหาสมอง หัวใจ และความกล้าหาญ โดยหวังว่าออซซึ่งเป็นพ่อมดผู้ยิ่งใหญ่จะประทานสิ่งเหล่านี้ให้ได้

แต่สิ่งที่ออซมอบให้พวกเขาคือความเชื่อมั่นในตัวเองครับ ออซใช้กุศโลบายเพื่อให้ทั้งสามเชื่อว่าพวกเขาได้รับสมอง หัวใจ และความกล้าหาญ และหลังจากนั้นพวกเขาก็เริ่มมองเห็นสิ่งเหล่านั้นที่มีอยู่แล้วในตัวเอง

บางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าตัวเองขาด ที่จริงเราอาจมีสิ่งนั้นอยู่ในตัวเองมาตลอด สิ่งที่เราขาดไปจริง ๆ คือความมั่นใจและความเชื่อมั่นในตัวเองครับ ทุกสิ่งจะสำเร็จได้เราต้องเริ่มต้นด้วยการเชื่อว่าเรามีความสามารถที่จะทำได้ครับ

แม้ตอนนี้อาจจะไม่ได้เก่งมาก แต่หากเริ่มลงมือทำ ได้เรียนรู้จากความสำเร็จและความผิดพลาด สุดท้ายประสบการณ์ระหว่างทางจะหล่อหลอมและพัฒนาศักยภาพเหล่านั้นให้ดียิ่งขึ้นไปอีกครับ

ข้อคิดที่สอง: อย่ามองคนแค่เปลือกนอก

เมืองมรกตที่แสนสวยงาม ส่องประกายสีเขียวละลานตา ที่จริงแล้วเป็นเพียงเมืองหินอ่อนธรรมดาเองครับ หากถอดแว่นตาสีเขียวที่ถูกบังคับให้ใส่ ความจริงของเมืองมรกตก็จะปรากฏให้เราเห็น

กับคนก็เหมือนกันครับ ในสังคมปัจจุบันที่คนใส่หน้ากากเข้าหากัน ทำเป็นเสแสร้างเพื่อผลประโยชน์ของตัวคนเอง สิ่งสำคัญคือเราต้องมองให้ทะลุเปลือกนอกของคน แล้วมองหาความจริงที่ซ่อนอยู่หลังหน้ากากนั้น

แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องตั้งแง่มองทุกคนว่าเสแสร้งกันหมดนะครับ แค่อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใคร ให้สังเกตการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเขาว่ามันแฝงอะไรเอาไว้ บางทีคนที่เรารู้สึกไม่ชอบขี้หน้าในตอนแรก อาจจะกลายมาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเราก็ได้ครับ

ข้อคิดสุดท้าย: ไม่มีที่ไหนสุขใจเท่าบ้านเรา

ดินแดนของออซเต็มไปด้วยสีสัน เมืองที่อยู่รอบข้างก็สวยไม่แพ้กัน แต่สำหรับโดโรธี เมืองแคนซัสที่ทุกอย่างทะมึนเป็นสีเทา ยังเป็นสถานที่ที่มีค่าที่สุดในชีวิตของเธอเสมอ เพราะเธอเรียกที่นั่นว่าบ้าน

คำว่าบ้านไม่ได้หมายถึงแค่พิกัดจุดหนึ่งบนแผนที่ ไม่ได้หมายถึงแค่ตัวอาคารที่เป็นหลัง แต่หมายถึงสถานที่สักแห่งที่มีคนที่เรารักและรักเรารออยู่ที่นั่นเสมอครับ


ใครอยากอ่านวรรณกรรมเยาวชนระดับอมตะขึ้นหิ้งของโลกเรื่องนี้ สามารถหาซื้อมาอ่านได้ครับ มีหลายสำนักพิมพ์แปลออกมา ล่าสุดผมเห็นของสำนักพิมพ์เทลในเครืออมรินทร์ ปกใหม่ออกแบบมาสวยมากครับ ราคา 245 บาท

พ่อมดแห่งออซ The Wonderful Wizard of Oz

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee: https://s.shopee.co.th/113VYXbQa3

หรือซื้อแบบ ebook: https://www.aitim.co/s/3tlo

ซื้อผ่านลิงก์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a Reply

What's New

The Wonderful Wizard of Oz: พ่อมดมหัศจรรย์แห่งออซ – หัวใจ สมอง ความกล้า และการเดินทางกลับบ้าน

The Wonderful Wizard of Oz ชื่อไทยคือพ่อมดมหัศจรรย์แห่งออซ วรรณกรรมเยาวชนชิ้นเอกของแอล. แฟรงก์ บอม (L. Frank Baum) ตีพิมพ์ครั้งแรกปี 1900 ครับ ผลงานอายุ 100 กว่าปีแล้ว แต่ยังถูกหยิบมาดัดแปลงเป็นสื่อบันเทิงแขนงต่าง ๆ มากมายจนถึงปัจจุบัน อย่างล่าสุดมีภาพยนตร์เรื่อง Wicked...

จากบ้านช่างเซรามิค สู่พิพิธภัณฑ์ภูมิปัญญาเครื่องปั้นดินเผาจากจีน

หากพูดถึงจังหวัดลำปาง หลายคนคงนึกถึงรถม้า แต่รู้ไหมว่าที่นี่ยังเป็นเมืองหลวงแห่งเซรามิกของประเทศไทย โดยเฉพาะชามตราไก่ที่เราคุ้นเคยกันดีตามร้านก๋วยเตี๋ยว วันนี้ไอติมจะพาเพื่อน ๆ ไปเจาะลึกประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญา และศิลปะที่ถูกส่งต่อมานับร้อยปีที่ พิพิธภัณฑ์เซรามิกธนบดี (Dhanabadee Ceramic Museum) ซึ่งดัดแปลงบ้านของช่างเซรามิกยุคบุกเบิก ให้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ “อาปาอี้” ชายชาวจีนผู้หนีภัยสงคราม สู่ผู้บุกเบิกเซรามิกลำปาง เซรามิกเมืองลำปางเริ่มต้นจากชายชาวจีนชื่อ อาปาอี้ (นายอี้ ซิมหยู แซ่ฉิน)...

เศรษฐีชี้ทางรวย ปรัชญาสร้างความมั่งคั่งจากบุรุษผู้ร่ำรวยที่สุดแห่งบาบิโลน

ถ้าพูดถึงเรื่องการเงิน หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องซับซ้อน มีหลายอย่างที่ต้องทำความเข้าใจมากเกินไป แต่จริง ๆ แล้วแก่นหลักที่จะทำให้ใครสักคนมั่งคั่งมีแค่ไม่กี่ข้อเองครับ และเป็นเหมือนสัจธรรมด้านการเงินที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัย หลักการเหล่านี้ก็ยังใช้ได้ดีอยู่ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Richest Man in Babylon ชื่อไทยมีหลายชื่อเลยครับ แล้วแต่ว่าตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ไหน ชื่อที่เห็นบ่อยคือเศรษฐีชี้ทางรวย หรือบุรุษผู้มั่งคั่งที่สุดในบาบิโลน เขียนโดยจอร์จ ซามูเอล...

Frankenstein: แฟรงเกนสไตน์ – เมื่อมนุษย์ทะเยอทะยาน ฝืนอยากเล่นบทพระเจ้า

ปีศาจสยองขวัญยุคคลาสสิก นอกจากแดร็กคูล่า มนุษย์หมาป่า และมัมมี่ ยังมีปีศาจจากเรื่องแฟรงเกนสไตน์ที่มีภาพจำเป็นปีศาจตัวยักษ์สีเขียว ทั้งตัวมีแต่รอยเย็บ ตรงขมับมีหมุดเหล็กปักอยู่ ไอติมบุ๊คคลับ ep นี้จะมาเล่าเรื่องจากนิยายไซไฟสยองขวัญเรื่องแฟรงเกนสไตน์ (Frankenstein) ผลงานเขียนของแมรี เชลลีย์ (Mary Shelley) ซึ่งเรื่องราวชีวิตส่วนตัวของเธอก็น่าสนใจมาก ไว้ผมจะเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังในตอนท้ายครับ ตัวละครหลักของเรื่องนี้คือวิกเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ (Victor Frankenstein)...

Suddenly Talented วิชาเก่งปุบปับ เทคนิคเรียนรู้จนกลายเป็นคนเก่ง แบบไม่ต้องพึ่งพรสวรรค์

ตั้งแต่เด็กเรามักถูกปลูกฝังว่า คนเราเกิดมามีพรสวรรค์ไม่เท่ากัน หรือ ถ้าไม่เก่งตั้งแต่เด็กก็คงไม่มีวันเก่ง แต่มีหนังสือเล่มหนึ่งครับที่บอกว่า ความเก่งสร้างได้จากศูนย์ หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Suddenly Talented: วิชาเก่งปุบปับ เขียนโดย ฌอน เดอซูซา (Sean D’Souza) ก่อนเข้าเนื้อหาของหนังสือ ผมขออธิบายความหมายของคำว่า Talented ก่อนนะครับ ความหมายแรกของคำนี้ที่คนมักนึกถึงคือ พรสวรรค์ แต่คำนี้ยังหมายถึงความสามารถได้ด้วยครับ เหมือนรายการโชว์ความสามารถ...

365 วิธี สมองดีขึ้นได้ในทุก ๆ วัน เรื่องง่าย ๆ ที่หมอสมองอยากให้คุณทำทันที

สมองของมนุษย์มีความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลเทียบเท่าหนังสือพิมพ์ 6 ล้านฉบับ กาแล็กซีทางช้างเผือกมีดาวประมาณ 100,000 ล้านดวง และสมองในกะโหลกเล็ก ๆ ของเรามีเซลล์สมองประมาณ 100,000 ล้านเซลล์พอ ๆ กันเลยครับ เซลล์สมองแต่ละเซลล์มีการเชื่อมต่อกับเซลล์อื่น ๆ บางเซลล์มีแค่ไม่กี่จุด แต่บางเซลล์อาจมีมากถึง 10,000 จุดเลยครับ เมื่อรวมกันแล้วเซลล์สมองของเรามีการเชื่อมต่อกันมากถึง 100 ล้านล้านจุด แต่ละเซลล์สื่อสารกันตลอดเวลา...

Related Articles

บรัดเล่ย์ เด็กเกเรหลังห้องเรียน There’s a Boy in the Girls’ Bathroom

ผู้เขียน: หลุยส์ ซัคเกอร์ สำนักพิมพ์: แพรวเยาวชน จำนวนหน้า: 222 หน้า บรัดเล่ย์ ชอล์กเกอร์ เด็กชายที่ถูกมองว่าชอบสร้างปัญหา เขาไม่มีเพื่อนสักคน ครูไม่สนใจจะสั่งสอน...

มรดกลับใต้ทะเลลึก Daughter of the Deep

ผู้เขียน: ริก ไรออร์แดน สำนักพิมพ์: ENTER Books จำนวน: 416 หน้า ฮาร์ดิง-เพนครอฟต์อะคาเดมี คือโรงเรียนที่สอนหลักสูตรวิทยาศาสตร์ทางทะเลที่ดีที่สุดในโลก โรงเรียนนี้ผลิตบุคลากรคุณภาพสู่องค์กรระดับโลกมาแล้วหลายรุ่น อานา...

หลุม Holes

ผู้เขียน: หลุยส์ ซัคเกอร์ สำนักพิมพ์: แพรวเยาวชน จำนวนหน้า: 280 หน้า สแตนลีย์ เยลแนตส์ เด็กชายผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดข้อหาขโมยรองเท้า เขาเลยต้องไปเข้าค่ายดัดสันดาน ที่ค่ายสแตนลีย์และเด็กคนอื่นถูกผู้คุมสั่งให้ขุดหลุมกว้าง...

อยากให้ภาพนี้ไม่มีคนตาย Hidden Pictures

ผู้เขียน: เจสัน เรกูแลค สำนักพิมพ์: น้ำพุ จำนวนหน้า: 376 หน้า หลังจบการบำบัดยาเสพติด มัลลอรี ควินน์ได้งานเป็นพี่เลี้ยงเด็กให้เท็ดดี้ ลูกวัย 5 ขวบของสามีภรรยาที่เพิ่งย้ายมาใช้ชีวิตในชุมชนที่เงียบสงบ...

error: Content is protected !!