ศิลปะของการจดโน้ต แค่จดตามหลักการ ก็เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนและการทำงานได้หลายเท่า

Share
Share

การจดโน้ตไม่ใช่แค่การบันทึกข้อมูลลงบนกระดาษ แต่เป็นกระบวนการที่ช่วยให้เราเข้าใจ และจดจำเนื้อหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในหนังสือ The Art of Note Taking ได้แนะนำเทคนิคการจดโน้ตหลากหลายรูปแบบ ที่เพื่อน ๆ สามารถเลือกใช้ให้เหมาะกับสไตล์และความถนัดของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการจดเพื่อสรุปสิ่งที่เรียน จดเพื่อจัดระเบียบความคิด หรือเพื่อให้การทบทวนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ไอติมอ่าน ep นี้จะมาสรุปเนื้อหาสำคัญจากหนังสือเล่มนี้ เพื่อให้เพื่อน ๆ สามารถนำไปปรับใช้และพัฒนาทักษะการจดโน้ตของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดครับ ก่อนอื่นเรามาดูประโยชน์ของการจดโน้ตกันครับ ว่าสามารถช่วยเราในด้านไหนได้บ้าง

ประโยชน์ของการจดโน้ต

  1. ช่วยจำในระยะยาว สามารถกลับมาดูข้อมูลที่จดเมื่อไหร่ก็ได้ในอนาคต
  2. ช่วยให้เรียนได้เข้าใจมากขึ้น เมื่อเราจดบันทึกสิ่งที่ได้เห็นหรือได้ฟัง เราจะทำการย่อยข้อมูล และเลือกว่าจะจดคำไหนหรือประโยคไหนให้เป็นในรูปแบบของเรา
  3. ช่วยให้ตื่นตัว การฟังอาจารย์บรรยายเพียงอย่างเดียวอาจชวนให้ง่วง แต่หากเราฟังไปด้วย จดไปด้วย เราจะตื่นตัวและสนใจสิ่งที่อาจารย์กำลังสอนมากขึ้นครับ
  4. ช่วยเก็บไอเดีย ซึ่งไอเดียของคนเรานั้นเป็นนามธรรม ถ้าเราจดไอเดียที่อยู่ในหัวออกมาจะทำให้มันกลายเป็นสิ่งที่มองเห็น และเก็บเผื่อเอาไปใช้ต่อในอนาคตได้

ก่อนเข้าสู่เนื้อหาการจดโน้ตแต่ละแบบ หนังสือได้แนะนำให้รู้จัก VARK Model ซึ่งคือ ลักษณะการเรียนรู้ 4 แบบที่นิยามขึ้นโดย Neil D. Fleming และ Coleen E. Mills นักวิชาการจาก Lincoln University ประเทศนิวซีแลนด์ โดยคำว่า VARK มาจากอักษรตัวหน้าของลักษณะการเรียนรู้ ได้แก่

  • V – Visual Learners คือการเรียนรู้ผ่านการมองเห็น
  • A – Auditory Learners คือการเรียนรู้ผ่านการฟัง
  • R – Read/Write Learners  คือการเรียนรู้ผ่านการอ่านหรือเขียน
  • K – Kinesthetic Learners คือการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ

โดยบางคนอาจมีรูปแบบการเรียนรู้ที่ถนัดเพียงรูปแบบเดียว แต่ก็มีคนประมาณ 50-70% ที่มีรูปแบบการเรียนรู้แบบผสมที่เรียกว่า Multimodal การรู้ว่าตัวเองถนัดเรียนรู้ด้วยรูปแบบไหน ทำให้เราเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น มาดูรายละเอียดของการเรียนรู้แต่ละแบบกันครับ

Visual Learners รูปแบบการเรียนรู้จากภาพและสัญลักษณ์

  • คนกลุ่มนี้ชอบเรียนรู้ผ่านรูปภาพ แผนที่ แผนผัง แผนภูมิ และลูกศรสัญลักษณ์ต่าง ๆ
  • ชอบทำงานหรืออ่านหนังสือในบรรยากาศที่เงียบสงบ
  • ชอบวางแผนก่อนลงมือทำ
  • สามารถอ่านและทำความเข้าใจกับแผนที่ แผนภูมิ และภาษาสัญลักษณ์ได้ดี
  • ชอบเห็นภาพรวม ก่อนที่จะเจาะลึกลงรายละเอียด
  • ชอบสีสัน และสามารถจำแนกสิ่งต่าง ๆ จากรูปลักษณ์และสีสัน
  • สามารถจำลองเรื่องราว ลำดับเหตุการณ์ และขั้นตอนต่าง ๆ ที่ได้เห็นให้เป็นภาพหรือแผนภาพในสมอง

Auditory Learners รูปแบบการเรียนรู้จากเสียง

  • คนกลุ่มนี้รับรู้ข้อมูลผ่านการได้ยินได้ฟัง ชอบฟังบรรยาย ชอบฟังคำอธิบาย
  • ชอบฟังดนตรี
  • ชอบพูดคุยทางโทรศัพท์
  • มักพูดคุยกับตัวเอง หรือคิดออกมาดัง ๆ เพื่อเรียบเรียงความคิด
  • ไม่อายที่จะพูดต่อหน้าสาธารณชน
  • ชอบขึ้นแสดงบนเวที
  • สามารถจดจำชื่อคนและสิ่งต่าง ๆ ได้ดี
  • เรียนภาษาต่างประเทศได้ดี
  • เป็นคนที่อยู่เงียบ ๆ ไม่ได้นาน
  • สามารถปฏิบัติตามคำบอกได้ดี

Read/Write Learners รูปแบบการเรียนรู้จากตัวหนังสือ

  • คนกลุ่มนี้ชอบข้อมูลที่เป็นลายลักษณ์อักษร นักวิชาการจึงมักมีลักษณะการเรียนรู้รูปแบบนี้
  • ชอบอ่านทุกสิ่งทุกอย่าง
  • มักพกสมุดโน้ตและปากกาติดตัว หรืออาจพก tablet หรือ laptop
  • ชอบค้นหาข้อมูลบนอินเตอร์เนตเป็นประจำ
  • ชอบจดไดอารี
  • ชอบสะสมหนังสือ
  • ชอบเขียนบทความ หรือชอบแต่งเรื่องราว

Kinesthetic Learners รูปแบบการเรียนรู้จาการสัมผัสและการลงมือทำ

  • คนกลุ่มนี้เรียนรู้จากประสบการณ์และการลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็นในสถานการณ์จำลองหรือสถานการณ์จริง
  • ลงมือปฏิบัติตามการสาธิตได้ดี
  • จดจำได้ดี เมื่อมีการใช้อุปกรณ์ และจับต้องสิ่งที่กำลังเรียนรู้
  • เป็นคนที่นั่งอยู่เฉย ๆ นาน ๆ ไม่ได้
  • ชอบเดินไปมา และเปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ
  • มีแนวโน้มเป็นนักสะสม
  • มักพูดเร็วและชอบแสดงท่าทางประกอบ
  • ชอบเล่นกีฬาหรือเครื่องดนตรี
  • ชอบเข้าร่วมกิจกรรม มากกว่าจะเป็นแค่ผู้ชม

ต่อไปมาเข้าสู่เนื้อหาหลักของหนังสือเล่มนี้กันครับ เล่มนี้นำเสนอการจดโน้ตไว้ถึง 5 แบบ แต่ละแบบมีวิธีการแตกต่างกันไป เพื่อน ๆ สามารถเลือกนำไปใช้ให้เหมาะสมกับความถนัดของตัวเองและสถานการณ์ที่เหมาะสมได้เลยครับ

ประเภทของการจดโน้ต

1. การจดโน้ตแบบเส้นตรง (Outlining Notes)

เป็นวิธีการจดโน้ตแบบดั้งเดิมที่จัดเนื้อหาจากหัวข้อใหญ่ไปหัวข้อย่อย คล้ายกับการทำ bullet points โดยหัวข้อใหญ่จะอยู่ชิดหน้ากระดาษทางซ้ายมือ และประเด็นย่อยถัดมาจะอยู่บรรทัดล่างขยับมาทางขวา

แม้การจดโน้ตแบบเส้นตรงจะเป็นการแบ่งบรรทัดสั้น ๆ ย่อยลงมา แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงการแบ่งบรรทัดที่มากจนเกินไป บรรทัดไหนที่รวมให้อยู่บรรทัดเดียวกันได้ก็ให้จัดการรวมมันครับ คำไหนที่มีตัวอักษรย่อก็ให้ใช้แทนชื่อเต็ม

ประโยชน์ของการจดโน้ตแบบเส้นตรง

1. กลับมาทำความเข้าใจได้ง่าย เพราะการจดโน้ตแบบนี้ทำการตัดทอนรายละเอียดที่ไม่จำเป็นออกไปแล้ว พอกลับมาอ่านจึงเข้าใจประเด็นสำคัญของสิ่งที่จดได้ในทันที

2. การจดโน้ตแบบเส้นตรงนั้นยืดหยุ่น จะผสมวิธีการจดโน้ตแบบอื่นลงไปด้วยก็ได้ หรือจะวาดลูกศรโยงไปหัวข้ออื่น เพื่อแสดงถึงการเชื่อมโยงกันของข้อมูลก็ได้

3. สามารถใช้ตัวเลขกำกับแต่ละหัวข้อได้ หากต้องการอ้างถึงหัวข้อไหนก็สามารถเขียนเลขหัวข้อนั้นกำกับไว้ได้เลย

การจดโน้ตแบบเส้นตรง ต้องอาศัยกระบวนการคิดเพื่อย่อยข้อมูลก่อนจะจด วิธีการนี้อาจไม่เหมาะสำหรับการจดเลกเชอร์ในห้องเรียนแบบสด ๆ เพราะอาจจดไม่ทันที่ผู้สอนพูด และการจดโน้ตวิธีนี้เน้นการตัดทิ้งรายละเอียด อาจมีบางครั้งที่เราต้องการข้อมูลที่ละเอียดกว่านั้น ก็อาจต้องเสียเวลากลับไปหาข้อมูลที่ต้องการเพิ่ม


2. การจดโน้ตแบบแผนผังความคิด (Mind Mapping)

เป็นวิธีการจดโน้ตเชิงภาพที่แตกแขนงกิ่ง เพื่อให้เห็นการเชื่อมโยงกันของข้อมูล โดยเริ่มจากการเขียนคำที่เป็นหัวข้อหลักไว้ตรงกลางหน้ากระดาษ แล้วขีดเส้นโยงหัวข้อย่อยออกมาจากหัวข้อหลัก หากมีหัวข้อย่อยกว่านั้นอีก ก็โยงเส้นแตกไปได้เรื่อย ๆ

การจดโน้ตแบบแผนผังความคิด ส่วนใหญ่จะใช้ในกับเนื้อหาที่มีความซับซ้อน ต้องใช้การเชื่อมโยงเพื่อให้เข้าใจภาพรวม และความสัมพันธ์ของแต่ละเนื้อหา

นอกจากนี้ยังสามารถเติมภาพ สัญลักษณ์ และสีสันต่าง ๆ เข้ามาช่วยให้จดจำและเข้าใจได้ง่ายขึ้น

ประโยชน์ของการจดโน้ตแบบแผนผังความคิด

1. ช่วยให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น เพราะไม่ได้ใช้เพียงแค่ตัวหนังสือ แต่ยังมีเส้นและสัญลักษณ์

2. ไม่จำเป็นต้องจดแบบเป็นเส้นตรง ไม่ต้องจดแบบเรียงลำดับ สามารถสลับจดจากหัวข้อหนึ่งไปอีกหัวข้อหนึ่งได้เลย

3. ช่วยให้มองเห็นภาพใหญ่ได้แบบทีละส่วน ทำให้ใช้สมาธิกับทีละส่วนได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้การจดโน้ตแบบแผนผังความคิด ยังเหมาะกับใช้ในตอนที่ทำการระดมสมองหาไอเดีย เพราะเมื่อมีไอเดียใหม่เมื่อไหร่ก็สามารถแตกกิ่งหัวข้อย่อยออกไปได้เลย แต่การจดโน้ตวิธีนี้อาจไม่เหมาะกับคนที่ไม่เก่งเรื่องการมองข้อมูลให้เป็นภาพ แถมยังใช้เวลาในการจดนาน เพราะต้องคำนึงถึงความเชื่องโยงกันของข้อมูล นอกจากนี้บางทีการจดแบบนี้อาจทำให้ดูยุ่งยากกว่าเดิม เพราะข้อมูลโยงกันยุ่งเหยิงไปหมด


3. การจดโน้ตแบบประโยค (Sentence Method)

การจดโน้ตวิธีนี้ทำโดยจดประโยคที่เป็นสาระสำคัญลงไปทั้งหมด แยกเป็นบรรทัด ๆ ไป โดยไม่ต้องย่อหรือวิเคราะห์ข้อมูลใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นวิธีการจดโน้ตที่ง่ายที่สุด การจดโน้ตแบบประโยคแตกต่างจากการจดทั้งย่อหน้าตรงที่การจดโน้ตจะแตกบรรทัดใหม่ทุกครั้งเมื่อเจอไอเดียหรือข้อเท็จจริงใหม่

ดังนั้นการจดโน้ตแบบประโยคจึงเป็นกลุ่มก้อนของไอเดียที่เรียงต่อกันโดยไม่มีลำดับแบบแผน การจดโน้ตแบบนี้จึงเหมาะกับใช้ในห้องเรียนที่อาจารย์บรรยายเนื้อหารวดเร็ว หรือสอนแบบไม่เรียงลำดับ กระโดดไปพูดเรื่องนั้นแล้วกลับมาเรื่องนี้

ประโยชน์ของการจดโน้ตแบบประโยค

1. เป็นวิธีที่นำไปใช้ง่าย ไม่จำเป็นต้องฝึกมาก่อนก็สามารถจดโน้ตวิธีนี้ได้แบบอัตโนมัติ

2. ไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวอะไรมาก เพียงแค่มีกระดาษว่าง ๆ ปากกาหรือดินสอ และเปิดหัวให้ว่างสำหรับรับข้อมูล

3. เป็นวิธีที่คงความหมายและรายละเอียดของสิ่งที่จดไว้อย่างครบถ้วน

การจดโน้ตแบบประโยคต้องอาศัยการเขียนหรือการพิมพ์ที่รวดเร็ว คนที่เขียนช้าอาจจดด้วยวิธีนี้ไม่ทัน หรือคนที่ลายมือไม่สวยอาจมีปัญหาทีหลังเมื่อกลับมาอ่านโน้ตที่จด นอกจากนี้การจัดระเบียบโน้ตที่จดด้วยวิธีนี้อาจยุ่งยาก เพราะเต็มไปด้วยข้อมูลก้อนใหญ่


4. การจดโน้ตแบบแผนภูมิ (Charting Method)

เป็นการจดโน้ตในรูปแบบตารางที่มีแถวและคอลัมน์ โดยในแต่ละช่องว่างของตารางจะจดข้อมูลที่สรุปแล้วลงไป วิธีการจดโน้ตแบบนี้เหมาะสำหรับการเปรียบเทียบข้อมูล เพื่อดูว่าชุดข้อมูลเหล่านั้นมีความเหมือนหรือแตกต่างกันยังไงบ้าง เหมาะสำหรับการทำสรุปเนื้อหาวิชา มากกว่านำไปใช้จดเลคเชอร์ในห้องเรียน

วิธีการจดแบบนี้แตกย่อยได้อีกหนึ่งวิธีเรียกว่า T-chart ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบกันของข้อมูล 2 ชุด เพื่อให้เห็นความเหมือนและความต่างกันของข้อมูลได้อย่างชัดเจน

ประโยชน์ของการจดโน้ตแบบแผนภูมิ

1. เห็นแต่ข้อมูลที่มีความสำคัญเท่านั้น เพราะผ่านการย่อและสรุปมาแล้ว

2. การฝึกจดโน้ตแบบแผนภูมิบ่อย ๆ จะทำให้มีทักษะการสรุปข้อมูลเก่งขึ้น

3. ช่วยให้เปรียบเทียบข้อมูลหลาย ๆ ชุดได้ง่าย

4. ช่วยให้เข้าใจและจดจำเนื้อหาที่เรียนได้ดีขึ้น เพราะการจดโน้ตวิธีนี้ต้องผ่านกระบวนการจัดระเบียบและย่อยข้อมูล

การจดโน้ตวิธีนี้ต้องเตรียมตัวค่อนข้างเยอะ ต้องเข้าใจเนื้อหาที่จะทำการจด และบางเนื้อหาอาจไม่เหมาะกับวิธีนี้ เพราะชุดข้อมูลไม่มีความเกี่ยวข้องกัน ไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบกัน หรือเนื้อหาของข้อมูลเยอะจนไม่สามารถย่อให้จดลงในช่องตารางได้พอ นอกจากนี้การจดโน้ตแบบแผนภูมิยังเหมาะสำหรับคุณครูนำไปจดบันทึกคะแนนของนักเรียนที่ตัวเองสอนครับ


5. การจดโน้ตแบบคอร์เนลล์ (Cornell Notes)

การจดโน้ตวิธีนี้จะแบ่งหน้ากระดาษออกเป็นสามส่วนคือ ขวา ซ้าย และล่าง พื้นที่ด้านขวาให้แบ่งพื้นที่ 70% ของความกว้างของหน้ากระดาษ พื้นที่ส่วนนี้เอาไว้สำหรับจดโน้ตขณะกำลังฟังอาจารย์สอนในห้องเรียน พื้นที่ด้านซ้ายอีก 30% ที่เหลือใช้สำหรับเขียนคำสำคัญ ประเด็นสำคัญ ซึ่งจะมาทำหลังจากเรียนคาบนั้นเสร็จแล้ว พื้นที่ด้านล่างเหลือไว้สักนิด ซึ่งมีไว้สำหรับเขียนสรุปเนื้อหาอย่างสั้น ๆ หรือความคิดเห็นเพิ่มเติม

ประโยชน์ของการจดโน้ตแบบคอร์เนลล์

1. ช่วยให้จำเนื้อหาได้ดีขึ้น การแบ่งพื้นที่ของหน้ากระดาษออกเป็นส่วน ๆ ทำให้เราได้ทบทวนเนื้อหาหลายรอบ ทั้งตอนจด ตอนสรุป และตอนทบทวน ช่วยให้ความจำฝังแน่นขึ้น

2. เน้นประเด็นสำคัญได้ง่าย ช่องซ้ายที่เอาไว้ใส่หัวข้อ คำถาม หรือคำสำคัญ ทำให้เรามองแค่แว้บเดียวก็รู้ว่าเนื้อหานั้นพูดถึงเรื่องอะไร เหมาะกับการอ่านทบทวนแบบเร็ว ๆ ก่อนสอบ

3. ได้ฝึกการคิดวิเคราะห์และจับใจความสำคัญ เพราะต้องแยกประเด็นหลักกับรายละเอียด ช่วยให้เราไม่จดทุกอย่างแบบตรง ๆ แต่คัดเอาเฉพาะส่วนที่สำคัญมาจด

การจดโน้ตแบบคอร์เนลล์เหมาะสำหรับใช้จดเนื้อหาในห้องเรียน แต่วิธีนี้เราต้องจดจ่อกับการสอนให้ทัน และหลังจากนั้นต้องกลับมาทบทวนให้เร็วที่สุด ในตอนที่เนื้อหาที่เรียนมายังสดใหม่อยู่ในหัว ปัญหาที่อาจพบได้ในการจดโน้ตที่แบ่งพื้นที่หน้ากระดาษออกเป็นส่วน ๆ คือ พื้นที่สำหรับจดโน้ตไม่ใหญ่พอ ทางแก้ไขคือให้ใช้สมุดจดที่ใหญ่ขึ้น หรือเขียนตัวหนังสือให้เล็กลง


ในหนังสือเล่มนี้ได้แนะนำเทคนิคและเคล็ดลับสำหรับช่วยให้การจดโน้ตของเรามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นครับ ได้แก่

ฟังอย่างกระตือรือร้น หรือ Active Listening

เพราะการจดโน้ตที่ดี เริ่มจากการฟังอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่แค่ได้ยิน แต่ต้องตั้งใจฟัง ต้องโฟกัสที่ผู้พูด ตัดสิ่งรบกวนออก เช่น ปิดแจ้งเตือนมือถือ, หันหน้าไปยังผู้พูด ควรจดโดยสรุปเป็นคำของตัวเอง อย่าจดตามคำพูดของอาจารย์แบบเป๊ะ ๆ ให้แปลงเป็นภาษาที่เราเข้าใจ จะช่วยให้จำได้ดีกว่าเดิม

ใช้สัญลักษณ์และคำย่อ

ยิ่งจดเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งจับประเด็นได้มากเท่านั้น ให้คิดคำย่อของตัวเอง เช่น ปย. = ประโยค, วว. = วิวัฒนาการ และใช้สัญลักษณ์แทนการเขียนเป็นคำ เช่น ➡ ใช้แสดงเหตุผล, ⬆ ใช้แทนการเพิ่มขึ้น, ⬇ ใช้แทนการลดลง, ★ ใช้เน้นความสำคัญ และควรใช้ชุดสัญลักษณ์เดิมในทุกโน้ตที่จด เพื่อไม่สับสนเวลากลับมาทบทวน

หมั่นทบทวนและแก้ไข

เพราะการจดโน้ตไม่ได้จบแค่การเขียน แต่ต้องทบทวนถึงจะได้ผล ควรกลับมาทบทวนภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อเชื่อมโยงความจำระยะสั้นกับระยะยาว ทำการเติมข้อมูลส่วนที่ขาด หรือใส่ตัวอย่างเพิ่มเติมที่ตอนนั้นยังนึกไม่ออก พอทบทวนแล้วให้ถามตัวเองว่า “ฉันเข้าใจหัวข้อนี้พอจะอธิบายให้คนอื่นฟังได้ไหม?”

ใช้การเน้นและการเขียนหมายเหตุ

การใช้สีสันช่วยดึงดูดสายตาและทำให้จดจำได้ดีขึ้น ลองใช้สีแตกต่างกัน เช่น สีแดงใช้เขียนหัวข้อหลัก, สีเขียวใช้เขียนคำถาม การขีดเส้นใต้หรือวงคำสำคัญ ช่วยให้มองเห็นคำนั้นได้เด่นชัด พร้อมกันนี้ให้เขียนหมายเหตุไว้ข้าง ๆ สำหรับความเห็นส่วนตัว หรือสิ่งที่อยากหาคำตอบเพิ่มเติม


การจดโน้ตที่มีประสิทธิภาพเป็นทักษะที่สามารถพัฒนาได้ด้วยการฝึกฝนครับ หนังสือเล่มนี้ชวนให้เราลองใช้การจดโน้ตวิธีต่าง ๆ เพื่อหาวิธีที่เหมาะสมกับตัวเราที่สุด ใครสนใจอ่านเพิ่มเติม สามารถหามาอ่านได้ครับกับหนังสือ The Art of Note Taking เขียนโดยทีมงาน Thinknetic เล่มนี้ยังไม่มีแปลเป็นภาษาไทย ผมซื้อแบบอีบุ๊คมาอ่านบน Kindle ครับ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

Related Articles

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing...

ทำไม USJ ถึงทำรถไฟเหาะให้วิ่งถอยหลัง เบื้องหลังวิธีคิดที่พาธุรกิจผ่านวิกฤต ด้วยการใช้ไอเดียแทนเงิน

หากพูดถึงสวนสนุกระดับโลก นอกจาก Disneyland แล้ว ชื่อที่ตีคู่มาด้วยกันคือ Universal Studios ซึ่งในทวีปเอเชียของเรามีอยู่ 3 แห่ง คือในญี่ปุ่น สิงคโปร์...

Effortless คนเก่งคิดง่าย ไม่คิดยาก วิธีลงมือทำแบบง่ายดาย เหนื่อยน้อยลง แต่ผลลัพธ์มากขึ้น

หลายคนที่มุ่งมั่นพัฒนาตัวเอง พยายามสร้างความก้าวหน้าโดยการทำงานอย่างหนัก ช่วงแรกเราอาจพบว่าการทำงานหนักให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า ยิ่งพยายามมากก็ยิ่งได้ผลลัพธ์มาก แต่พอถึงจุดหนึ่งเราจะรู้สึกว่าผลลัพธ์เริ่มออกมาไม่คุ้มค่ากับแรงที่ลงไป แม้จะพยายามมาก แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมานั้นน้อย ในสถานการณ์แบบนี้ สิ่งที่เราพอจะคิดออกคือพยายามให้มากขึ้นไปอีก ทำงานให้มากขึ้น เรื่องพักผ่อนช่างมันไปก่อน แต่มีหนังสือเล่มหนึ่งบอกว่าการคิดแบบนี้เป็นการคิดที่ผิดครับ...

วิชาคนตัวเล็ก บทเรียนการทำงานกว่า 20 ปี ของผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ฮาวทูอันดับ 1 ในไทย

การได้อ่านหรือได้ฟังประสบการณ์ของคนอื่น ถือเป็นทางลัดที่ทำให้เราได้เรียนรู้โดยไม่ต้องลงมือทำเอง ทั้งเรื่องราวที่พวกเขาประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว ล้วนมีประโยชน์ต่อเราทั้งนั้น เพื่อน ๆ ที่ชอบอ่านหนังสือแนวฮาวทูน่าจะคุ้นตากับสำนักพิมพ์วีเลิร์น สำนักพิมพ์แถวหน้าของเมืองไทยที่ผลิตหนังสือแนวฮาวทูคุณภาพดีออกมาอย่างต่อเนื่อง ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือวิชาคนตัวเล็ก...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!