ไอติมอ่าน

ศิลปะของการจดโน้ต แค่จดตามหลักการ ก็เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนและการทำงานได้หลายเท่า

Share

การจดโน้ตไม่ใช่แค่การบันทึกข้อมูลลงบนกระดาษ แต่เป็นกระบวนการที่ช่วยให้เราเข้าใจ และจดจำเนื้อหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในหนังสือ The Art of Note Taking ได้แนะนำเทคนิคการจดโน้ตหลากหลายรูปแบบ ที่เพื่อน ๆ สามารถเลือกใช้ให้เหมาะกับสไตล์และความถนัดของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการจดเพื่อสรุปสิ่งที่เรียน จดเพื่อจัดระเบียบความคิด หรือเพื่อให้การทบทวนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ไอติมอ่าน ep นี้จะมาสรุปเนื้อหาสำคัญจากหนังสือเล่มนี้ เพื่อให้เพื่อน ๆ สามารถนำไปปรับใช้และพัฒนาทักษะการจดโน้ตของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดครับ ก่อนอื่นเรามาดูประโยชน์ของการจดโน้ตกันครับ ว่าสามารถช่วยเราในด้านไหนได้บ้าง

ประโยชน์ของการจดโน้ต

  1. ช่วยจำในระยะยาว สามารถกลับมาดูข้อมูลที่จดเมื่อไหร่ก็ได้ในอนาคต
  2. ช่วยให้เรียนได้เข้าใจมากขึ้น เมื่อเราจดบันทึกสิ่งที่ได้เห็นหรือได้ฟัง เราจะทำการย่อยข้อมูล และเลือกว่าจะจดคำไหนหรือประโยคไหนให้เป็นในรูปแบบของเรา
  3. ช่วยให้ตื่นตัว การฟังอาจารย์บรรยายเพียงอย่างเดียวอาจชวนให้ง่วง แต่หากเราฟังไปด้วย จดไปด้วย เราจะตื่นตัวและสนใจสิ่งที่อาจารย์กำลังสอนมากขึ้นครับ
  4. ช่วยเก็บไอเดีย ซึ่งไอเดียของคนเรานั้นเป็นนามธรรม ถ้าเราจดไอเดียที่อยู่ในหัวออกมาจะทำให้มันกลายเป็นสิ่งที่มองเห็น และเก็บเผื่อเอาไปใช้ต่อในอนาคตได้

ก่อนเข้าสู่เนื้อหาการจดโน้ตแต่ละแบบ หนังสือได้แนะนำให้รู้จัก VARK Model ซึ่งคือ ลักษณะการเรียนรู้ 4 แบบที่นิยามขึ้นโดย Neil D. Fleming และ Coleen E. Mills นักวิชาการจาก Lincoln University ประเทศนิวซีแลนด์ โดยคำว่า VARK มาจากอักษรตัวหน้าของลักษณะการเรียนรู้ ได้แก่

  • V – Visual Learners คือการเรียนรู้ผ่านการมองเห็น
  • A – Auditory Learners คือการเรียนรู้ผ่านการฟัง
  • R – Read/Write Learners  คือการเรียนรู้ผ่านการอ่านหรือเขียน
  • K – Kinesthetic Learners คือการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ

โดยบางคนอาจมีรูปแบบการเรียนรู้ที่ถนัดเพียงรูปแบบเดียว แต่ก็มีคนประมาณ 50-70% ที่มีรูปแบบการเรียนรู้แบบผสมที่เรียกว่า Multimodal การรู้ว่าตัวเองถนัดเรียนรู้ด้วยรูปแบบไหน ทำให้เราเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น มาดูรายละเอียดของการเรียนรู้แต่ละแบบกันครับ

Visual Learners รูปแบบการเรียนรู้จากภาพและสัญลักษณ์

  • คนกลุ่มนี้ชอบเรียนรู้ผ่านรูปภาพ แผนที่ แผนผัง แผนภูมิ และลูกศรสัญลักษณ์ต่าง ๆ
  • ชอบทำงานหรืออ่านหนังสือในบรรยากาศที่เงียบสงบ
  • ชอบวางแผนก่อนลงมือทำ
  • สามารถอ่านและทำความเข้าใจกับแผนที่ แผนภูมิ และภาษาสัญลักษณ์ได้ดี
  • ชอบเห็นภาพรวม ก่อนที่จะเจาะลึกลงรายละเอียด
  • ชอบสีสัน และสามารถจำแนกสิ่งต่าง ๆ จากรูปลักษณ์และสีสัน
  • สามารถจำลองเรื่องราว ลำดับเหตุการณ์ และขั้นตอนต่าง ๆ ที่ได้เห็นให้เป็นภาพหรือแผนภาพในสมอง

Auditory Learners รูปแบบการเรียนรู้จากเสียง

  • คนกลุ่มนี้รับรู้ข้อมูลผ่านการได้ยินได้ฟัง ชอบฟังบรรยาย ชอบฟังคำอธิบาย
  • ชอบฟังดนตรี
  • ชอบพูดคุยทางโทรศัพท์
  • มักพูดคุยกับตัวเอง หรือคิดออกมาดัง ๆ เพื่อเรียบเรียงความคิด
  • ไม่อายที่จะพูดต่อหน้าสาธารณชน
  • ชอบขึ้นแสดงบนเวที
  • สามารถจดจำชื่อคนและสิ่งต่าง ๆ ได้ดี
  • เรียนภาษาต่างประเทศได้ดี
  • เป็นคนที่อยู่เงียบ ๆ ไม่ได้นาน
  • สามารถปฏิบัติตามคำบอกได้ดี

Read/Write Learners รูปแบบการเรียนรู้จากตัวหนังสือ

  • คนกลุ่มนี้ชอบข้อมูลที่เป็นลายลักษณ์อักษร นักวิชาการจึงมักมีลักษณะการเรียนรู้รูปแบบนี้
  • ชอบอ่านทุกสิ่งทุกอย่าง
  • มักพกสมุดโน้ตและปากกาติดตัว หรืออาจพก tablet หรือ laptop
  • ชอบค้นหาข้อมูลบนอินเตอร์เนตเป็นประจำ
  • ชอบจดไดอารี
  • ชอบสะสมหนังสือ
  • ชอบเขียนบทความ หรือชอบแต่งเรื่องราว

Kinesthetic Learners รูปแบบการเรียนรู้จาการสัมผัสและการลงมือทำ

  • คนกลุ่มนี้เรียนรู้จากประสบการณ์และการลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็นในสถานการณ์จำลองหรือสถานการณ์จริง
  • ลงมือปฏิบัติตามการสาธิตได้ดี
  • จดจำได้ดี เมื่อมีการใช้อุปกรณ์ และจับต้องสิ่งที่กำลังเรียนรู้
  • เป็นคนที่นั่งอยู่เฉย ๆ นาน ๆ ไม่ได้
  • ชอบเดินไปมา และเปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ
  • มีแนวโน้มเป็นนักสะสม
  • มักพูดเร็วและชอบแสดงท่าทางประกอบ
  • ชอบเล่นกีฬาหรือเครื่องดนตรี
  • ชอบเข้าร่วมกิจกรรม มากกว่าจะเป็นแค่ผู้ชม

ต่อไปมาเข้าสู่เนื้อหาหลักของหนังสือเล่มนี้กันครับ เล่มนี้นำเสนอการจดโน้ตไว้ถึง 5 แบบ แต่ละแบบมีวิธีการแตกต่างกันไป เพื่อน ๆ สามารถเลือกนำไปใช้ให้เหมาะสมกับความถนัดของตัวเองและสถานการณ์ที่เหมาะสมได้เลยครับ

ประเภทของการจดโน้ต

1. การจดโน้ตแบบเส้นตรง (Outlining Notes)

เป็นวิธีการจดโน้ตแบบดั้งเดิมที่จัดเนื้อหาจากหัวข้อใหญ่ไปหัวข้อย่อย คล้ายกับการทำ bullet points โดยหัวข้อใหญ่จะอยู่ชิดหน้ากระดาษทางซ้ายมือ และประเด็นย่อยถัดมาจะอยู่บรรทัดล่างขยับมาทางขวา

แม้การจดโน้ตแบบเส้นตรงจะเป็นการแบ่งบรรทัดสั้น ๆ ย่อยลงมา แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงการแบ่งบรรทัดที่มากจนเกินไป บรรทัดไหนที่รวมให้อยู่บรรทัดเดียวกันได้ก็ให้จัดการรวมมันครับ คำไหนที่มีตัวอักษรย่อก็ให้ใช้แทนชื่อเต็ม

ประโยชน์ของการจดโน้ตแบบเส้นตรง

1. กลับมาทำความเข้าใจได้ง่าย เพราะการจดโน้ตแบบนี้ทำการตัดทอนรายละเอียดที่ไม่จำเป็นออกไปแล้ว พอกลับมาอ่านจึงเข้าใจประเด็นสำคัญของสิ่งที่จดได้ในทันที

2. การจดโน้ตแบบเส้นตรงนั้นยืดหยุ่น จะผสมวิธีการจดโน้ตแบบอื่นลงไปด้วยก็ได้ หรือจะวาดลูกศรโยงไปหัวข้ออื่น เพื่อแสดงถึงการเชื่อมโยงกันของข้อมูลก็ได้

3. สามารถใช้ตัวเลขกำกับแต่ละหัวข้อได้ หากต้องการอ้างถึงหัวข้อไหนก็สามารถเขียนเลขหัวข้อนั้นกำกับไว้ได้เลย

การจดโน้ตแบบเส้นตรง ต้องอาศัยกระบวนการคิดเพื่อย่อยข้อมูลก่อนจะจด วิธีการนี้อาจไม่เหมาะสำหรับการจดเลกเชอร์ในห้องเรียนแบบสด ๆ เพราะอาจจดไม่ทันที่ผู้สอนพูด และการจดโน้ตวิธีนี้เน้นการตัดทิ้งรายละเอียด อาจมีบางครั้งที่เราต้องการข้อมูลที่ละเอียดกว่านั้น ก็อาจต้องเสียเวลากลับไปหาข้อมูลที่ต้องการเพิ่ม


2. การจดโน้ตแบบแผนผังความคิด (Mind Mapping)

เป็นวิธีการจดโน้ตเชิงภาพที่แตกแขนงกิ่ง เพื่อให้เห็นการเชื่อมโยงกันของข้อมูล โดยเริ่มจากการเขียนคำที่เป็นหัวข้อหลักไว้ตรงกลางหน้ากระดาษ แล้วขีดเส้นโยงหัวข้อย่อยออกมาจากหัวข้อหลัก หากมีหัวข้อย่อยกว่านั้นอีก ก็โยงเส้นแตกไปได้เรื่อย ๆ

การจดโน้ตแบบแผนผังความคิด ส่วนใหญ่จะใช้ในกับเนื้อหาที่มีความซับซ้อน ต้องใช้การเชื่อมโยงเพื่อให้เข้าใจภาพรวม และความสัมพันธ์ของแต่ละเนื้อหา

นอกจากนี้ยังสามารถเติมภาพ สัญลักษณ์ และสีสันต่าง ๆ เข้ามาช่วยให้จดจำและเข้าใจได้ง่ายขึ้น

ประโยชน์ของการจดโน้ตแบบแผนผังความคิด

1. ช่วยให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น เพราะไม่ได้ใช้เพียงแค่ตัวหนังสือ แต่ยังมีเส้นและสัญลักษณ์

2. ไม่จำเป็นต้องจดแบบเป็นเส้นตรง ไม่ต้องจดแบบเรียงลำดับ สามารถสลับจดจากหัวข้อหนึ่งไปอีกหัวข้อหนึ่งได้เลย

3. ช่วยให้มองเห็นภาพใหญ่ได้แบบทีละส่วน ทำให้ใช้สมาธิกับทีละส่วนได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้การจดโน้ตแบบแผนผังความคิด ยังเหมาะกับใช้ในตอนที่ทำการระดมสมองหาไอเดีย เพราะเมื่อมีไอเดียใหม่เมื่อไหร่ก็สามารถแตกกิ่งหัวข้อย่อยออกไปได้เลย แต่การจดโน้ตวิธีนี้อาจไม่เหมาะกับคนที่ไม่เก่งเรื่องการมองข้อมูลให้เป็นภาพ แถมยังใช้เวลาในการจดนาน เพราะต้องคำนึงถึงความเชื่องโยงกันของข้อมูล นอกจากนี้บางทีการจดแบบนี้อาจทำให้ดูยุ่งยากกว่าเดิม เพราะข้อมูลโยงกันยุ่งเหยิงไปหมด


3. การจดโน้ตแบบประโยค (Sentence Method)

การจดโน้ตวิธีนี้ทำโดยจดประโยคที่เป็นสาระสำคัญลงไปทั้งหมด แยกเป็นบรรทัด ๆ ไป โดยไม่ต้องย่อหรือวิเคราะห์ข้อมูลใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นวิธีการจดโน้ตที่ง่ายที่สุด การจดโน้ตแบบประโยคแตกต่างจากการจดทั้งย่อหน้าตรงที่การจดโน้ตจะแตกบรรทัดใหม่ทุกครั้งเมื่อเจอไอเดียหรือข้อเท็จจริงใหม่

ดังนั้นการจดโน้ตแบบประโยคจึงเป็นกลุ่มก้อนของไอเดียที่เรียงต่อกันโดยไม่มีลำดับแบบแผน การจดโน้ตแบบนี้จึงเหมาะกับใช้ในห้องเรียนที่อาจารย์บรรยายเนื้อหารวดเร็ว หรือสอนแบบไม่เรียงลำดับ กระโดดไปพูดเรื่องนั้นแล้วกลับมาเรื่องนี้

ประโยชน์ของการจดโน้ตแบบประโยค

1. เป็นวิธีที่นำไปใช้ง่าย ไม่จำเป็นต้องฝึกมาก่อนก็สามารถจดโน้ตวิธีนี้ได้แบบอัตโนมัติ

2. ไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวอะไรมาก เพียงแค่มีกระดาษว่าง ๆ ปากกาหรือดินสอ และเปิดหัวให้ว่างสำหรับรับข้อมูล

3. เป็นวิธีที่คงความหมายและรายละเอียดของสิ่งที่จดไว้อย่างครบถ้วน

การจดโน้ตแบบประโยคต้องอาศัยการเขียนหรือการพิมพ์ที่รวดเร็ว คนที่เขียนช้าอาจจดด้วยวิธีนี้ไม่ทัน หรือคนที่ลายมือไม่สวยอาจมีปัญหาทีหลังเมื่อกลับมาอ่านโน้ตที่จด นอกจากนี้การจัดระเบียบโน้ตที่จดด้วยวิธีนี้อาจยุ่งยาก เพราะเต็มไปด้วยข้อมูลก้อนใหญ่


4. การจดโน้ตแบบแผนภูมิ (Charting Method)

เป็นการจดโน้ตในรูปแบบตารางที่มีแถวและคอลัมน์ โดยในแต่ละช่องว่างของตารางจะจดข้อมูลที่สรุปแล้วลงไป วิธีการจดโน้ตแบบนี้เหมาะสำหรับการเปรียบเทียบข้อมูล เพื่อดูว่าชุดข้อมูลเหล่านั้นมีความเหมือนหรือแตกต่างกันยังไงบ้าง เหมาะสำหรับการทำสรุปเนื้อหาวิชา มากกว่านำไปใช้จดเลคเชอร์ในห้องเรียน

วิธีการจดแบบนี้แตกย่อยได้อีกหนึ่งวิธีเรียกว่า T-chart ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบกันของข้อมูล 2 ชุด เพื่อให้เห็นความเหมือนและความต่างกันของข้อมูลได้อย่างชัดเจน

ประโยชน์ของการจดโน้ตแบบแผนภูมิ

1. เห็นแต่ข้อมูลที่มีความสำคัญเท่านั้น เพราะผ่านการย่อและสรุปมาแล้ว

2. การฝึกจดโน้ตแบบแผนภูมิบ่อย ๆ จะทำให้มีทักษะการสรุปข้อมูลเก่งขึ้น

3. ช่วยให้เปรียบเทียบข้อมูลหลาย ๆ ชุดได้ง่าย

4. ช่วยให้เข้าใจและจดจำเนื้อหาที่เรียนได้ดีขึ้น เพราะการจดโน้ตวิธีนี้ต้องผ่านกระบวนการจัดระเบียบและย่อยข้อมูล

การจดโน้ตวิธีนี้ต้องเตรียมตัวค่อนข้างเยอะ ต้องเข้าใจเนื้อหาที่จะทำการจด และบางเนื้อหาอาจไม่เหมาะกับวิธีนี้ เพราะชุดข้อมูลไม่มีความเกี่ยวข้องกัน ไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบกัน หรือเนื้อหาของข้อมูลเยอะจนไม่สามารถย่อให้จดลงในช่องตารางได้พอ นอกจากนี้การจดโน้ตแบบแผนภูมิยังเหมาะสำหรับคุณครูนำไปจดบันทึกคะแนนของนักเรียนที่ตัวเองสอนครับ


5. การจดโน้ตแบบคอร์เนลล์ (Cornell Notes)

การจดโน้ตวิธีนี้จะแบ่งหน้ากระดาษออกเป็นสามส่วนคือ ขวา ซ้าย และล่าง พื้นที่ด้านขวาให้แบ่งพื้นที่ 70% ของความกว้างของหน้ากระดาษ พื้นที่ส่วนนี้เอาไว้สำหรับจดโน้ตขณะกำลังฟังอาจารย์สอนในห้องเรียน พื้นที่ด้านซ้ายอีก 30% ที่เหลือใช้สำหรับเขียนคำสำคัญ ประเด็นสำคัญ ซึ่งจะมาทำหลังจากเรียนคาบนั้นเสร็จแล้ว พื้นที่ด้านล่างเหลือไว้สักนิด ซึ่งมีไว้สำหรับเขียนสรุปเนื้อหาอย่างสั้น ๆ หรือความคิดเห็นเพิ่มเติม

ประโยชน์ของการจดโน้ตแบบคอร์เนลล์

1. ช่วยให้จำเนื้อหาได้ดีขึ้น การแบ่งพื้นที่ของหน้ากระดาษออกเป็นส่วน ๆ ทำให้เราได้ทบทวนเนื้อหาหลายรอบ ทั้งตอนจด ตอนสรุป และตอนทบทวน ช่วยให้ความจำฝังแน่นขึ้น

2. เน้นประเด็นสำคัญได้ง่าย ช่องซ้ายที่เอาไว้ใส่หัวข้อ คำถาม หรือคำสำคัญ ทำให้เรามองแค่แว้บเดียวก็รู้ว่าเนื้อหานั้นพูดถึงเรื่องอะไร เหมาะกับการอ่านทบทวนแบบเร็ว ๆ ก่อนสอบ

3. ได้ฝึกการคิดวิเคราะห์และจับใจความสำคัญ เพราะต้องแยกประเด็นหลักกับรายละเอียด ช่วยให้เราไม่จดทุกอย่างแบบตรง ๆ แต่คัดเอาเฉพาะส่วนที่สำคัญมาจด

การจดโน้ตแบบคอร์เนลล์เหมาะสำหรับใช้จดเนื้อหาในห้องเรียน แต่วิธีนี้เราต้องจดจ่อกับการสอนให้ทัน และหลังจากนั้นต้องกลับมาทบทวนให้เร็วที่สุด ในตอนที่เนื้อหาที่เรียนมายังสดใหม่อยู่ในหัว ปัญหาที่อาจพบได้ในการจดโน้ตที่แบ่งพื้นที่หน้ากระดาษออกเป็นส่วน ๆ คือ พื้นที่สำหรับจดโน้ตไม่ใหญ่พอ ทางแก้ไขคือให้ใช้สมุดจดที่ใหญ่ขึ้น หรือเขียนตัวหนังสือให้เล็กลง


ในหนังสือเล่มนี้ได้แนะนำเทคนิคและเคล็ดลับสำหรับช่วยให้การจดโน้ตของเรามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นครับ ได้แก่

ฟังอย่างกระตือรือร้น หรือ Active Listening

เพราะการจดโน้ตที่ดี เริ่มจากการฟังอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่แค่ได้ยิน แต่ต้องตั้งใจฟัง ต้องโฟกัสที่ผู้พูด ตัดสิ่งรบกวนออก เช่น ปิดแจ้งเตือนมือถือ, หันหน้าไปยังผู้พูด ควรจดโดยสรุปเป็นคำของตัวเอง อย่าจดตามคำพูดของอาจารย์แบบเป๊ะ ๆ ให้แปลงเป็นภาษาที่เราเข้าใจ จะช่วยให้จำได้ดีกว่าเดิม

ใช้สัญลักษณ์และคำย่อ

ยิ่งจดเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งจับประเด็นได้มากเท่านั้น ให้คิดคำย่อของตัวเอง เช่น ปย. = ประโยค, วว. = วิวัฒนาการ และใช้สัญลักษณ์แทนการเขียนเป็นคำ เช่น ➡ ใช้แสดงเหตุผล, ⬆ ใช้แทนการเพิ่มขึ้น, ⬇ ใช้แทนการลดลง, ★ ใช้เน้นความสำคัญ และควรใช้ชุดสัญลักษณ์เดิมในทุกโน้ตที่จด เพื่อไม่สับสนเวลากลับมาทบทวน

หมั่นทบทวนและแก้ไข

เพราะการจดโน้ตไม่ได้จบแค่การเขียน แต่ต้องทบทวนถึงจะได้ผล ควรกลับมาทบทวนภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อเชื่อมโยงความจำระยะสั้นกับระยะยาว ทำการเติมข้อมูลส่วนที่ขาด หรือใส่ตัวอย่างเพิ่มเติมที่ตอนนั้นยังนึกไม่ออก พอทบทวนแล้วให้ถามตัวเองว่า “ฉันเข้าใจหัวข้อนี้พอจะอธิบายให้คนอื่นฟังได้ไหม?”

ใช้การเน้นและการเขียนหมายเหตุ

การใช้สีสันช่วยดึงดูดสายตาและทำให้จดจำได้ดีขึ้น ลองใช้สีแตกต่างกัน เช่น สีแดงใช้เขียนหัวข้อหลัก, สีเขียวใช้เขียนคำถาม การขีดเส้นใต้หรือวงคำสำคัญ ช่วยให้มองเห็นคำนั้นได้เด่นชัด พร้อมกันนี้ให้เขียนหมายเหตุไว้ข้าง ๆ สำหรับความเห็นส่วนตัว หรือสิ่งที่อยากหาคำตอบเพิ่มเติม


การจดโน้ตที่มีประสิทธิภาพเป็นทักษะที่สามารถพัฒนาได้ด้วยการฝึกฝนครับ หนังสือเล่มนี้ชวนให้เราลองใช้การจดโน้ตวิธีต่าง ๆ เพื่อหาวิธีที่เหมาะสมกับตัวเราที่สุด ใครสนใจอ่านเพิ่มเติม สามารถหามาอ่านได้ครับกับหนังสือ The Art of Note Taking เขียนโดยทีมงาน Thinknetic เล่มนี้ยังไม่มีแปลเป็นภาษาไทย ผมซื้อแบบอีบุ๊คมาอ่านบน Kindle ครับ

Share

Leave a Reply

What's New

จากบ้านช่างเซรามิค สู่พิพิธภัณฑ์ภูมิปัญญาเครื่องปั้นดินเผาจากจีน

หากพูดถึงจังหวัดลำปาง หลายคนคงนึกถึงรถม้า แต่รู้ไหมว่าที่นี่ยังเป็นเมืองหลวงแห่งเซรามิกของประเทศไทย โดยเฉพาะชามตราไก่ที่เราคุ้นเคยกันดีตามร้านก๋วยเตี๋ยว วันนี้ไอติมจะพาเพื่อน ๆ ไปเจาะลึกประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญา และศิลปะที่ถูกส่งต่อมานับร้อยปีที่ พิพิธภัณฑ์เซรามิกธนบดี (Dhanabadee Ceramic Museum) ซึ่งดัดแปลงบ้านของช่างเซรามิกยุคบุกเบิก ให้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ “อาปาอี้” ชายชาวจีนผู้หนีภัยสงคราม สู่ผู้บุกเบิกเซรามิกลำปาง เซรามิกเมืองลำปางเริ่มต้นจากชายชาวจีนชื่อ อาปาอี้ (นายอี้ ซิมหยู แซ่ฉิน)...

เศรษฐีชี้ทางรวย ปรัชญาสร้างความมั่งคั่งจากบุรุษผู้ร่ำรวยที่สุดแห่งบาบิโลน

ถ้าพูดถึงเรื่องการเงิน หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องซับซ้อน มีหลายอย่างที่ต้องทำความเข้าใจมากเกินไป แต่จริง ๆ แล้วแก่นหลักที่จะทำให้ใครสักคนมั่งคั่งมีแค่ไม่กี่ข้อเองครับ และเป็นเหมือนสัจธรรมด้านการเงินที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัย หลักการเหล่านี้ก็ยังใช้ได้ดีอยู่ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Richest Man in Babylon ชื่อไทยมีหลายชื่อเลยครับ แล้วแต่ว่าตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ไหน ชื่อที่เห็นบ่อยคือเศรษฐีชี้ทางรวย หรือบุรุษผู้มั่งคั่งที่สุดในบาบิโลน เขียนโดยจอร์จ ซามูเอล...

Frankenstein: แฟรงเกนสไตน์ – เมื่อมนุษย์ทะเยอทะยาน ฝืนอยากเล่นบทพระเจ้า

ปีศาจสยองขวัญยุคคลาสสิก นอกจากแดร็กคูล่า มนุษย์หมาป่า และมัมมี่ ยังมีปีศาจจากเรื่องแฟรงเกนสไตน์ที่มีภาพจำเป็นปีศาจตัวยักษ์สีเขียว ทั้งตัวมีแต่รอยเย็บ ตรงขมับมีหมุดเหล็กปักอยู่ ไอติมบุ๊คคลับ ep นี้จะมาเล่าเรื่องจากนิยายไซไฟสยองขวัญเรื่องแฟรงเกนสไตน์ (Frankenstein) ผลงานเขียนของแมรี เชลลีย์ (Mary Shelley) ซึ่งเรื่องราวชีวิตส่วนตัวของเธอก็น่าสนใจมาก ไว้ผมจะเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังในตอนท้ายครับ ตัวละครหลักของเรื่องนี้คือวิกเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ (Victor Frankenstein)...

Suddenly Talented วิชาเก่งปุบปับ เทคนิคเรียนรู้จนกลายเป็นคนเก่ง แบบไม่ต้องพึ่งพรสวรรค์

ตั้งแต่เด็กเรามักถูกปลูกฝังว่า คนเราเกิดมามีพรสวรรค์ไม่เท่ากัน หรือ ถ้าไม่เก่งตั้งแต่เด็กก็คงไม่มีวันเก่ง แต่มีหนังสือเล่มหนึ่งครับที่บอกว่า ความเก่งสร้างได้จากศูนย์ หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Suddenly Talented: วิชาเก่งปุบปับ เขียนโดย ฌอน เดอซูซา (Sean D’Souza) ก่อนเข้าเนื้อหาของหนังสือ ผมขออธิบายความหมายของคำว่า Talented ก่อนนะครับ ความหมายแรกของคำนี้ที่คนมักนึกถึงคือ พรสวรรค์ แต่คำนี้ยังหมายถึงความสามารถได้ด้วยครับ เหมือนรายการโชว์ความสามารถ...

365 วิธี สมองดีขึ้นได้ในทุก ๆ วัน เรื่องง่าย ๆ ที่หมอสมองอยากให้คุณทำทันที

สมองของมนุษย์มีความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลเทียบเท่าหนังสือพิมพ์ 6 ล้านฉบับ กาแล็กซีทางช้างเผือกมีดาวประมาณ 100,000 ล้านดวง และสมองในกะโหลกเล็ก ๆ ของเรามีเซลล์สมองประมาณ 100,000 ล้านเซลล์พอ ๆ กันเลยครับ เซลล์สมองแต่ละเซลล์มีการเชื่อมต่อกับเซลล์อื่น ๆ บางเซลล์มีแค่ไม่กี่จุด แต่บางเซลล์อาจมีมากถึง 10,000 จุดเลยครับ เมื่อรวมกันแล้วเซลล์สมองของเรามีการเชื่อมต่อกันมากถึง 100 ล้านล้านจุด แต่ละเซลล์สื่อสารกันตลอดเวลา...

Million Dollar Weekend ธุรกิจเงินล้าน สร้างได้ภายใน 48 ชั่วโมง

ช่วงนี้หลายคนสนใจการเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียว ภาษาอังกฤษบางคนเรียกว่า Solopreneur บางคนเรียกว่า One-Person Business ความหมายของทั้งสองคำนี้คือ ธุรกิจที่เจ้าของเป็นคนลงมือทำ บริหาร และตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเองแบบไม่จ้างใครเลย โดยเน้นใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลมาช่วยครับ ผู้ประกอบการตัวคนเดียวเป็นโมเดลธุรกิจที่จัดการง่าย มีความคล่องตัวสูงเพราะทำคนเดียว และใช้เงินลงทุนไม่มาก บางธุรกิจอาจเริ่มต้นได้ด้วยเงิน 0 บาทเลยด้วยซ้ำครับ และธุรกิจตัวคนเดียวสามารถทำไปพร้อมกับงานประจำได้ โดยไม่จำเป็นต้องลาออก ผมสนใจแนวคิดนี้และกำลังเริ่มศึกษา ได้ไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เหมาะสำหรับคนอยากเริ่มต้นเรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียวครับ หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Million...

Related Articles

Suddenly Talented วิชาเก่งปุบปับ เทคนิคเรียนรู้จนกลายเป็นคนเก่ง แบบไม่ต้องพึ่งพรสวรรค์

ตั้งแต่เด็กเรามักถูกปลูกฝังว่า คนเราเกิดมามีพรสวรรค์ไม่เท่ากัน หรือ ถ้าไม่เก่งตั้งแต่เด็กก็คงไม่มีวันเก่ง แต่มีหนังสือเล่มหนึ่งครับที่บอกว่า ความเก่งสร้างได้จากศูนย์ หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Suddenly Talented: วิชาเก่งปุบปับ เขียนโดย ฌอน...

Million Dollar Weekend ธุรกิจเงินล้าน สร้างได้ภายใน 48 ชั่วโมง

ช่วงนี้หลายคนสนใจการเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียว ภาษาอังกฤษบางคนเรียกว่า Solopreneur บางคนเรียกว่า One-Person Business ความหมายของทั้งสองคำนี้คือ ธุรกิจที่เจ้าของเป็นคนลงมือทำ บริหาร และตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเองแบบไม่จ้างใครเลย โดยเน้นใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลมาช่วยครับ ผู้ประกอบการตัวคนเดียวเป็นโมเดลธุรกิจที่จัดการง่าย...

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing...

ทำไม USJ ถึงทำรถไฟเหาะให้วิ่งถอยหลัง เบื้องหลังวิธีคิดที่พาธุรกิจผ่านวิกฤต ด้วยการใช้ไอเดียแทนเงิน

หากพูดถึงสวนสนุกระดับโลก นอกจาก Disneyland แล้ว ชื่อที่ตีคู่มาด้วยกันคือ Universal Studios ซึ่งในทวีปเอเชียของเรามีอยู่ 3 แห่ง คือในญี่ปุ่น สิงคโปร์...

error: Content is protected !!