ญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องร้านเก่าแก่ที่สืบทอดกิจการกันมา 100 ปี คนที่เคยไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นมักเคยเห็นร้านขายของที่ชูความเก่าแก่ 100 ปีเป็นจุดขาย อะไรทำให้ญี่ปุ่นมีกิจการอายุ 100 ปี อยู่มากมาย และมีอยู่แทบจะทุกพื้นที่ นอกจากหัวใจของคนญี่ปุ่นที่มีความอนุรักษ์นิยมแล้ว ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างมากมาย ทั้งการอยากขายของดีมีคุณภาพ การมีจุดยืนที่มั่นคง และการปรับตัวไปตามความต้องของผู้บริโภค
ไอติมเล่า ep นี้มาแนะนำเนื้อหาในหนังสือ “ทำแบบญี่ปุ่น สำเร็จแบบญี่ปุ่น” เขียนโดย มากิ ชิโอซาวะ หนังสือเล่มนี้รวบรวมเรื่องราวของบริษัทในญี่ปุ่นที่ดำเนินกิจการมามากกว่า 100 ปี ในหนังสือมี 20 บริษัท ผมเลือกบริษัทที่เห็นว่าน่าสนใจ และมีข้อคิดดี ๆ มาให้เพื่อน ๆ ฟัง 5 บริษัทครับ มีตั้งแต่บริษัทเล็ก ๆ ไปจนถึงบริษัทใหญ่ ๆ ที่ส่งออกสินค้าไปทั่วโลก
ลูกอมคันโระ
เพราะอยากทำลูกอมที่รสชาติถูกปากคนญี่ปุ่นมากที่สุด ลูกอมคันโระจึงหยิบเครื่องปรุงใกล้ตัวคนญี่ปุ่นมาเป็นหนึ่งในวัตถุดิบลูกอมสุดฮิตในห่อสีส้ม เครื่องปรุงที่ว่านั่นคือโชยุ ความลับนี้ทำให้ลูกอมคันโระที่แม้จะมีรสชาติอร่อยแบบธรรมดา แต่กลับมีความแปลกแตกต่างออกไป


ย้อนกลับไปเมื่อ 100 กว่าปีก่อน บริษัทลูกอมคันโระเริ่มต้นขึ้นในปี 1912 ผู้ก่อตั้งคือคุณมาซาอิจิ มิยาโมโตะ ซึ่งในตอนนั้นอายุเพียง 19 ปี เริ่มต้นจากการเป็นร้านขนมที่ขายขนมที่คุณแม่ทำให้คนแถวบ้าน ในตอนนั้นทำลูกอมที่มีเนื้อกรุบกรอบ ชื่อว่าอูเมะบาจิ ทำขนมปังกรอบ ทำลูกอมอบเชย แล้วปั่นจักรยานนำไปขาย จนในตอนหลังเปลี่ยนมาขับมอเตอร์ไซค์แทน
ลูกอมอบเชยของร้านมิยาโมโตะขายดีมาก โดยมีบันทึกจากตอนนั้นบอกไว้ว่าใช้น้ำตาลทำลูกอมมากถึงวันละ 1 ตัน พอเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ร้านขนมมิยาโมโตะกลายมาเป็นโรงงานที่ต้องผลิตเสบียงส่งให้กองทัพญี่ปุ่น พอหลังสงครามจบ แม้ญี่ปุ่นจะแพ้ แต่โรงงานขนมมิยาโมโตะยังไปได้ต่อ เพราะได้รับวัตถุดิบทำขนมจากทหารอเมริกา
ต่อมาในปี 1950 โรงงานขนมมิยาโมโตะได้เปลี่ยนมาเป็นบริษัทขนมมิยาโมโตะ คุณมาซาอิจิซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งมีความคิดอยากทำลูกอมที่ผสมโชยุ จึงลงมือทดลองทันที โดยการผสมโชยุลงไปในน้ำตาลและน้ำเชื่อม แต่ออกมาไม่สำเร็จ เพราะโชยุโดนความร้อนแล้วไหม้ จนมีกลิ่นออกมาเหมือนกลิ่นน้ำมันดินในบุหรี่
คุณมาซาอิจิจึงให้โรงงานโชยุทำโชยุที่ไม่ไหม้มาให้ จากนั้นใช้เวลาทดลองปรับเปลี่ยนสัดส่วนของส่วนผสมอยู่นานถึง 3 ปี จนได้ลูกอมรสโชยุ และตั้งชื่อให้ลูกอมสูตรใหม่นี้ว่าคันโระ
ลูกอมคันโระกลายเป็นสินค้าขายดีทันทีตั้งแต่ที่วางจำหน่าย ภายใน 4 ปีบริษัทขนมมิยาโมโตะก็ขยายโรงงานแห่งที่สอง และอีก 3 ปีต่อมาก็ย้ายสำนักงานใหญ่มาอยู่ในโตเกียว ซึ่งถือว่าบริษัทมีการเติบโตรวดเร็วมาก
นอกจากนี้บริษัทขนมมิยาโมโตะยังเพิ่มความหลากหลายของสินค้า ในปี 2003 บริษัทได้วางขายลูกอมเจลลี่ชื่อว่าพิวเรกุมิ ลูกอมตัวนี้ทางบริษัทได้วิจัยอย่างละเอียด โดยพวกเขาลดสัดส่วนของเจลาตินลง ทำให้ลูกอมเคี้ยวง่าย และย่อยง่ายในลำไส้ของคนญี่ปุ่น ทั้งยังศึกษาว่าคนหนุ่มสาวชอบรสชาติอะไร จนลูกอมพิวเรกุมิประสบความสำเร็จ จนตอนนี้มีโรงงานที่ผลิตเฉพาะลูกอมพิวเรกุมิเพียงอย่างเดียวอย่างเต็มกำลัง
แนวคิดที่ทำให้บริษัทขนมมิยาโมโตะดำเนินกิจการมาได้ถึง 100 ปี คือ “ความอร่อย ความสนุก และสุขภาพที่ดี” พวกเขาคิดว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่สมบูรณ์ไปด้วยวัตถุ แต่ยังขาดความสมบูรณ์ทางใจ และของหวานเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์ทางใจที่ขาดหายไป เวลาคนเราได้กินขนมแล้วมักจะยิ้ม เวลามีขนมวางอยู่กลางวงสนทนาจะทำให้การสนทนานั้นสนุกสนาน พวกเขาเชื่อว่านั่นคือพลังที่มีอยู่ในขนม
ร้านขนมทามะยะ
เพื่อน ๆ คงเคยเห็นไดฟุกุหรือโมจิไส้สตรอเบอร์รีสดกันใช่ไหมครับ ผู้ริเริ่มเอาสตรอเบอร์รีมาใส่เป็นไส้ของขนมญี่ปุ่นโบราณนี้คือทายาทรุ่นที่ 3 ของร้านขนมโอซุมิ ทามะยะ ชื่อว่าคุณคาซุฮิระ โอซุมิ เขารับช่วงต่อร้านตั้งแต่อายุ 18 ปี

ร้านขนมโอซุมิ ทามะยะ ก่อตั้งขึ้นในปี 1912 โดยปู่ของคุณคาซุฮิระ จริง ๆ แล้วก่อนหน้านี้มีร้านขนมชื่อว่าทะมะยะอยู่ก่อนแล้ว และคุณปู่ทำงานอยู่ร้านนี้แหละ แต่เจ้าของเก่าเขาไม่ทำต่อ เลยยกชื่อร้านให้ปู่ ปู่ของคุณคาซุฮิระเลยเริ่มจากตรงนั้น ด้วยความที่ปู่เป็นคนบ้างานมาก ทำงานตั้งแต่ตี 2 ทุกวัน ท่านจึงจากไปด้วยอายุเพียง 46 ปีเท่านั้น
หลังจากนั้นก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น คุณย่าที่เป็นหม้ายต้องมาบริหารร้าน แต่มีความจำเป็นต้องปิดร้านชั่วคราว แล้วหลบสงครามไปอยู่ในป่าเพื่อความปลอดภัย พ่อของคุณคาซุฮิระถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร พอสงครามจบแล้วกลับมาที่ร้านก็พบว่าร้านถูกทิ้งระเบิดจนไม่เหลือ พ่อของคุณคาซุฮิระจึงต้องไปทำงานที่ร้านขนมร้านอื่น พอเก็บเงินได้ก็มาเปิดร้านอีกครั้ง คุณคาซุฮิระบอกว่าเขาเกิดมาก็เจอร้านขนมทามะยะแล้ว
พออายุได้ 18 ปี คุณคาซุฮิระก็ไปเรียนทำขนมอยู่ที่ร้านขนมญี่ปุ่นในเมืองชิซุโอกะอยู่นาน 5 ปี พอกลับมาที่ร้านทามะยะก็พบว่าร้านเก่าซอมซ่อไปมาก ที่ร้านไม่มีเครื่องคิดเงิน พ่อของคุณคาซุฮิระยุ่งอยู่กับการทำขนม จนไม่มีเวลาคำนวณเงิน ไม่รู้ว่าแต่ละวันขายได้เท่าไหร่ ไม่รู้ว่ามีลูกค้าเข้าร้านวันละกี่คน
คุณคาซุฮิระเข้ามาปรับปรุงร้าน ซื้อเครื่องคิดเงินมาใช้ ติดวอลเปเปอร์ใหม่ และทำประชาสัมพันธ์ทุกทางให้ลูกค้ารู้ว่ามีร้านขนมชื่อว่าทามะยะอยู่ ระหว่างนั้นคุณคาซุฮิระไปเรียนทำขนมฝรั่งควบคู่ไปด้วย
ตอนนั้นสินค้าขายดีของร้านคือขนมไดฟุกุไส้ถั่วบดเข้มข้น คุณคาซุฮิระคิดว่าจะหาอะไรมาเป็นไส้ใหม่ ๆ ให้ไดฟุกุได้บ้าง ก็ไปนึกถึงชอร์ตเค้กที่มีสตรอเบอร์รี่เป็นส่วนประกอบ คุณคาซุฮิระจึงลองเอาสตรอเบอร์รี่สดทั้งลูกมาห่อด้วยแป้งไดฟุกุ และวางขายในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1985
ตอนแรกลูกค้าแปลกใจและถามว่าขนมนี่กินได้จริง ๆ หรือ ในตอนนั้นลูกค้าส่วนมากซื้อไปลองเพราะเห็นว่าแปลก แต่หลังจากนั้นก็กลับมาซื้อซ้ำ จากนั้นพอเดือนมีนาคมยอดขายก็เพิ่มขึ้น จาก 30 ลูก เป็น 60 ลูก และขึ้นไปถึง 1,000 ลูก จนร้านอื่น ๆ พากันทำขนมไดฟุกุไส้สตรอเบอร์รี่สดออกมาขายบ้าง
คุณคาซุฮิระมีความมุ่งมั่นในการทำขนมมาก ความสุขของเขาคือ การได้ยินลูกค้าที่มาซื้อบอกว่าอันนี้สวยนะ อันนี้น่าอร่อยนะ เขาไม่เคยคิดลังเลในอาชีพตัวเองเลยว่าเป็นอาชีพที่ดีหรือเปล่า เขาชอบทำขนม และคิดว่านี่เป็นอาชีพจากสวรรค์ ตอนนี้ก็ยังชอบที่สุดอยู่ แม้วิธีการขายในปัจจุบันจะมีรูปแบบที่เปลี่ยนไป แต่หัวใจสำคัญที่จะทำให้ร้านขนมทามะยะอยู่รอดได้คือการทำของที่อร่อย และสดใหม่
ยาจุดกันยุงคินโช
ผมเพิ่งมารู้จากหนังสือเล่มนี้ว่ายาจุดกันยุงมีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดถึงที่มาที่ไปของมันเลย คนที่คิดค้นยากันยุงชื่อว่าคุณเออิจิโร อุเอยามะ เขาเกิดมาในตระกูลที่ทำสวนส้มติดต่อกันมายาวนาน 300 ปี และถูกวางตัวให้มารับช่วงดูแลสวนส้มต่อ แต่คุณเออิจิโรอยากเรียนหนังสือ จึงหนีออกจากบ้านมาเรียนมหาวิทยาลัยที่โตเกียว ที่นั่นเขาได้รู้จักเจ้าของบริษัทขายเมล็ดพันธุ์จากอเมริกา และได้รับเมล็ดดอกไพรีทรัมมา

ดอกไพรีทรัมเป็นดอกไม้ในแถบคาบสมุทรบอลข่าน มีจุดกำเนิดอยู่ที่เซอร์เบีย ดอกไม้ชนิดนี้มีสารที่ฆ่าแมลงได้ เกษตรกรชาวยุโรปใช้สารจากดอกไพรีทรัมสำหรับกำจัดหมัดและเพลี้ย ช่วงนั้นประเทศที่ปลูกดอกไพรีทรัมได้มีแค่ญี่ปุ่นกับเซอร์เบียเท่านั้น คุณเออิจิโรจึงก่อตั้งบริษัทไดนิฮงโจะชูงิกุขึ้นมาในปี 1885 และส่งออกดอกไพรีทรัมไปทั่วโลก
สมัยนั้นญี่ปุ่นเป็นชาติที่ทำนาข้าว ที่ไหนมีน้ำ และมีนาก็มักจะมียุงชุมตามไปด้วย คุณเออิจิโรคิดว่าดอกไพรีทรัมใช้กำจัดหมัดและเพลี้ยได้ก็น่าจะใช้กำจัดยุงได้ เลยคิดค้นยากันยุง และในปี 1890 ยากันยุงชนิดแรกของโลกก็ถือกำเนิด ในตอนแรกยากันยุงมีหน้าตาเป็นแท่งคล้ายกับก้านธูป จุดแล้วปล่อยควันไล่ยุงได้ 40 นาที
คุณเออิจิโรคิดว่าจะทำให้อยู่ได้นานกว่านี้ไหม ภรรยาของเขาก็เสนอขึ้นมาว่าทำไมไม่ลองทำเป็นแบบขดดูล่ะ ฟังดูเหมือนง่าย แต่คุณเออิจิโรใช้เวลาพัฒนายาจุดกันยุงแบบขดนานถึง 7 ปี โดยนำดอกไพรีทรัมตากแห้งมาบดเป็นผงละเอียด ใส่ผงกาว ผสมน้ำแล้วนวดจนออกมาเหมือนดินน้ำมัน จากนั้นนำมากดให้แบนเหมือนเส้นอุด้ง ความยาวประมาณ 60 ซม. นำ 2 เส้นมาวางชิดกัน แล้วขดให้เป็นวงกลม พอแห้งทั้ง 2 เส้นจะแกะออกจากกันได้ เวลาใช้ก็นำมาใช้ทีละขด
คุณเออิจิโรตั้งชื่อให้ยาจุดกันยุงของตัวเองว่าคินโช สมัยนั้นยาจุดกันยุงเป็นที่แพร่หลายทั่วโลก แต่มีเพียงญี่ปุ่นเท่านั้นที่เป็นผู้ผลิต คุณเออิจิโรส่งออกคินโชไปยัง 80 ประเทศ และเริ่มตั้งโรงงานผลิตในต่างประเทศ
นอกจากยาจุดกันยุงแบบขดแล้ว ในปี 1934 บริษัทยังได้สกัดน้ำมันจากดอกไพรีทรัมมาทำสเปรย์ฉีดไล่ยุงชื่อว่า คินโชรุ และพัฒนายากันยุงแบบใหม่ ๆ อยู่เรื่อย ๆ อย่างสินค้าขายดีชื่อ มุชิโกะนะสุ ที่เพียงแค่นำไปแขวน แมลงก็จะไม่เข้าใกล้บริเวณนั้น
ตราสัญลักษณ์ของคินโชเป็นไก่ที่ต้องการสื่อถึงสำนวนญี่ปุ่นโบราณที่ว่า “เป็นปากไก่ดีกว่าเป็นก้นวัว” ความหมายคือ แทนที่จะวิ่งไล่ตามสิ่งที่ใหญ่ สู้เป็นที่หนึ่งในสิ่งที่เล็กดีกว่า ภารกิจของคินโชคือการเป็นที่หนึ่งของโลกในเรื่องยากำจัดแมลง
ปรัชญาที่ทำให้คินโชดำเนินธุรกิจมาได้เกิน 100 ปี คืออยากให้ผู้คนอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างสะดวกสบาย ยาจุดกันยุงของคินโชทำให้ชาวนาชาวญี่ปุ่นสมัยโบราณอยู่ร่วมกับนาข้าวได้ โดยไม่มียุงมารบกวน
ยันมา
ยันมาเป็นบริษัทที่ขายเครื่องจักรทางการเกษตร ก่อตั้งในปี 1912 ผู้ก่อตั้งคือคุณมาโกคิจิ ยามาโอกะ ซึ่งที่บ้านทำการเกษตร ตอนแรกคุณมาโกคิจิผลิตเครื่องยนต์ก๊าซขาย แต่พอมีมอเตอร์ไฟฟ้า เครื่องยนต์ก๊าซก็ขายไม่ได้ คุณมาโกคิจิจึงหันไปผลิตเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันแทน จนในปี 1921 ก็สามารถผลิตเครื่องสีข้าวที่ใช้นำ้มันได้สำเร็จ

ในปี 1932 คุณมาโกคิจิได้มีโอกาสบินไปดูงานแสดงสินค้าที่เยอรมนี ครั้งนั้นเขาได้เห็นเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ที่สูงเกือบชนเพดาน ข้อดีของเครื่องยนต์ดีเซลคือประหยัดเชื้อเพลิง ถึงแม้เชื้อเพลิงจะคุณภาพไม่ดีก็ยังสามารถทำงานได้ เครื่องไม่ดับบ่อย
คุณมาโกคิจิคิดว่าถ้าทำให้เครื่องยนต์ดีเซลมีขนาดเล็กลงได้ คงช่วยให้เกษตรชาวญี่ปุ่นสบายขึ้น เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีทรัพยากรน้อย เครื่องยนต์ดีเซลน่าจะมาช่วยประหยัดทรัพยากรได้ จึงลงมือประดิษฐ์เครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็กขึ้นมา
ใช้เวลาประมาณปีครึ่ง คุณมาโกคิจิก็สามารถประดิษฐ์เครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็กขึ้นมาได้สำเร็จ นับว่าเป็นคนแรกของโลก เครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็กนี้ถือเป็นการคิดค้นที่ยิ่งใหญ่ ส่งผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก
ยันมาแบ่งงานผลิตออกเป็น 7 ประเภท คือ
- เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า และเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเรือขนสินค้า
- เครื่องยนต์ขนาดเล็กสำหรับงานเกษตร และงานก่อสร้าง
- เครื่องยนต์สำหรับเรือท่องเที่ยว
- เครื่องจักรทางการเกษตร เช่น รถแทรกเตอร์ รถเกี่ยวข้าว รถปลูกข้าว
- เครื่องปั่นไฟ และเครื่องปรับอากาศสำหรับโรงพยาบาล และร้านค้า
- รถขุดตักขนาดเล็ก
- ฟันเฟือง ระบบไฮดรอลิก และเครื่องจักรอุตสาหกรรม
เพราะแยกย่อยงานผลิตออกเป็น 7 ประเภท ทำให้ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีการทิ้งระเบิดถล่มญี่ปุ่น โรงงานของยันมาก็โดนด้วย แต่พวกเขามีโรงงานหลายแห่ง จึงสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้แบบไม่ต้องหยุดชะงัก
หลังสงครามจบ ชาวประมงที่ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร และเคยขึ้นเรือที่ติดตั้งเครื่องยนต์ของยันมาก็อยากได้เรือแบบนั้นบ้าง จึงได้กลายมาเป็นลูกค้า และช่วงหลังสงครามญี่ปุ่นมีการพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็ว เครื่องจักรมีบทบาทสำคัญ ทั้งด้านการผลิตอาหาร การขนส่ง การเกษตร และการประมง ยันมาก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย
นอกจากนี้ในวิกฤตน้ำมันตอนปี 1973 บริษัททั่วโลกหลายแห่งล้มละลาย แต่ด้วย 7 เสาหลักของยันมา ทำให้เกิดระบบที่อุดช่องโหว่ของกันและกัน เครื่องยนต์เรือขนาดใหญ่อาจขายไม่ดี แต่เครื่องยนต์เรือขนาดเล็กกลับขายดี และสินค้าของยันมาวางขายทั่วโลก ทำให้แม้เศรษฐกิจของยุโรป และอเมริกาจะไม่ดี แต่ในเอเชียกลับดี เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการวางแผนกลยุทธ์มาเป็นอย่างดีของยันมา ทำให้บริษัทสามารถดำเนินการมาได้เกิน 100 ปี
ปั๊มน้ำมันอาบุระโทโชจิ
ข้อมูลจากกรมพลังงานของญี่ปุ่นระบุว่าในปี 1996 ญี่ปุ่นมีปั้มน้ำมัน 59,615 แห่ง พอมาปี 2011 เหลือปั๊มน้ำมันเพียง 37,743 แห่ง เพราะมีการลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาสิ่งแวดล้อม เจ้าของกิจการปั๊มน้ำมันในญี่ปุ่นจึงต้องปรับตัว และมีปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในญี่ปุ่นที่ปรับตัวเก่ง ทำให้ดำเนินกิจการมาได้ยาวนานมากกว่า 100 ปี นั่นคือปั๊มน้ำมันอาบุระโทโชจิครับ
ปั๊มน้ำมันอาบุระโทโชจิเริ่มต้นขึ้นในปี 1887 ก่อตั้งขึ้นโดยคุณโทฮาจิ อาโอยามะ ที่ในตอนอายุ 15 ปี เขาเอาน้ำมันจากพืช เช่น น้ำมันดอกคาเมลเลีย น้ำมันกุหลาย และน้ำมันหอมระเหยหาบไปเร่ขาย พอมาถึงรุ่นที่สองก็เริ่มมาขายน้ำมันก๊าดสำหรับใช้กับเตาในบ้าน พอเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจเติบโตก็เปลี่ยนมาขายน้ำมันเชื้อเพลิงในรุ่นที่ 3 และรุ่นที่ 4 ซึ่งคือคุณฮิโรชิ อาโอยามะ ประธานบริษัทคนปัจจุบัน
ตอนที่คุณฮิโรชิมารับช่วงต่อ เป็นช่วงที่กิจการปั๊มน้ำมันปิดตัวไป จนเหลือแค่ 2 ใน 3 คุณฮิโรชิคิดอย่างไม่เข้าข้างตัวเองได้ว่า ปั๊มน้ำมันคือจุดเริ่มต้นของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ คุณฮิโรชิจึงอยากให้ปั๊มน้ำมันของเขาเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ที่ญี่ปุ่นจะทิ้งขยะสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ และค่าทิ้งขยะที่ญี่ปุ่นก็มีราคาแพง คุณฮิโรชิจึงให้ปั๊มน้ำมันของตัวเองเป็นจุดรวบรวมขยะที่รีไซเคิลได้ ทั้งกระป๋องเปล่า กล่องนม ถ่านไฟฉาย กระดาษ ขวดพลาสติก ขวดแก้ว แต่เดิมพวกเขาต้องเป็นฝ่ายขอบคุณลูกค้า แต่ตอนนี้มีคนมาขอบคุณพวกเขาบ้าง ผู้คนให้การตอบรับดี ทำให้พนักงานปั๊มมีความสุขในการทำงานเพิ่มขึ้น เข้ากับแนวคิด 3 พอใจของพ่อค้าโอมิ ซึ่งคือ “คนขายพอใจ คนซื้อพอใจ สังคมพอใจ”
หลังจากนั้นคุณฮิโรชิไปได้ยินมาว่าน้ำมันเก่าที่ใช้ทอดเทมปุระสามารถนำมาทำเชื้อเพลิงเติมรถยนต์ได้ คุณฮิโรชิได้ศึกษาเพิ่มเติมเรื่องเชื้อเพลิงไบโอดีเซล จากนั้นซื้อเครื่องทำไบโอดีเซลมาติดตั้ง และเปิดเป็นโรงงานผลิตน้ำมันไบโอดีเซลที่รับน้ำมันพืชใช้แล้วจากสถานที่ต่าง ๆ มาผลิตเป็นน้ำมันไบโอดีเซล แล้วส่งกลับไปยังสถานที่นั้น ๆ เช่น รับน้ำมันพืชใช้แล้วจากซุปเปอร์มาร์เก็ต มาผลิตเป็นน้ำมันไบโอดีเซลสำหรับเติมรถบรรทุกของซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งนั้น หรือรับน้ำมันพืชใช้แล้วจากโรงอาหารของมหาวิทยาลัย มาผลิตเป็นน้ำมันไบโอดีเซล สำหรับเติมรถชัตเตอร์บัสที่วิ่งรับส่งนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งนั้น
ปั๊มน้ำมันอาบุระโทโชจิมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาเมืองให้ดีขึ้น โดยการเป็นศูนย์กลางของท้องถิ่น คุณฮิโรชิคิดว่างานที่เหมาะสำหรับคนหนุ่มสาวที่อยากกลับบ้านเกิด คือการเปิดปั๊มน้ำมัน ตอนนี้คุณฮิโรชิกำลังทำระบบเพื่อเป็นต้นแบบสำหรับนำไปดำเนินงานในท้องที่อื่น ๆ
แต่ละเรื่องที่เล่าอาจฟังดูสั้นและรวบรัด จริง ๆ ในหนังสือก็เขียนมาสั้น ๆ ครับ เหมือนอ่านบทความจากนิตยสาร แต่ละบริษัทมีเนื้อหายาวประมาณ 10 หน้าเท่านั้นเอง อาจจะไม่ได้ลงรายละเอียดมากนัก แต่ผู้เขียนจับหลักปรัชญาที่แต่ละบริษัทใช้ในการดำเนินงานมา 100 ปี ให้เราได้เรียนรู้ ใครที่สนใจสามารถหามาอ่านได้ครับกับหนังสือ “ทำแบบญี่ปุ่น สำเร็จแบบญี่ปุ่น” ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ยิปซี ราคา 265 บาท

สนใจหนังสือ ทำแบบญี่ปุ่น สำเร็จแบบญี่ปุ่น
สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/3AqKQdjr1e
หรือซื้อแบบ ebook:
https://www.mebmarket.com
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ
Leave a comment