คนที่ทำอะไรก็สำเร็จ ทำอะไร เทคนิคทำทุกอย่างให้สำเร็จ จนเป็นเรื่องปกติ

Share
Share

คุณเคยมีประสบการณ์ประมาณนี้ไหมครับ “ตอนปีใหม่ตั้งเป้าหมายสิ่งที่จะทำไว้ดิบดี แต่ผ่านไปไม่กี่เดือนก็ล้มเลิกซะแล้ว” หรือ “พอแผนที่วางไว้ทำท่าจะไปได้ไม่ดีก็ท้อจนล้มเลิกกลางคัน” ไอติมอ่าน ep นี้จะมาแนะนำหนังสือ “คนที่ทำอะไรก็สำเร็จทำอะไร” เขียนโดย มิทานิ จุน ผู้ให้คำปรึกษาแก่หลายบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ของญี่ปุ่น ผู้เขียนบอกว่าหนังสือเล่มนี้จะช่วยบอกวิธีว่าทำยังไงคุณถึงจะบรรลุเป้าหมาย โดยมีเทคนิคง่าย ๆ เพียงแค่ 3 ข้อเท่านั้น ได้แก่

  1. ตั้งเป้าหมาย
  2. วางแผนลงมือทำ
  3. ลงมือทำตามแผน

เทคนิคในหนังสือเล่มนี้เรียบง่ายแบบนี้เลยครับ ในเล่มผู้เขียนได้อธิบายแต่ละเทคนิคอย่างละเอียด แถมยังยกตัวอย่างและเปรียบเทียบเก่ง ทำให้อ่านแล้วเห็นภาพง่ายขึ้นว่าจะประยุกต์เทคนิคในหนังสือไปใช้จริงได้ยังไง


เนื้อหาในบทแรกผู้เขียนพูดถึง “3 พื้นที่ของสภาพทางใจ” ตลอดเวลาของการทำหน้าที่ให้คำปรึกษาผู้คนมามากมาย ผู้เขียนสังเกตว่าคนที่ทำอะไรก็สำเร็จมีสิ่งหนึ่งที่พวกเขามีเหมือนกัน นั่นคือพวกเขาอยู่ใน “พื้นที่ยืดตัว (Stretch Zone)” และสนุกกับมันเสมอ

ก่อนพูดถึงพื้นที่ยืดตัว ผู้เขียนชวนเราไปรู้จัก “พื้นที่คุ้นชิน (Comfort Zone)” ซึ่งคือพื้นที่ที่มนุษย์รู้สึกปลอดภัยและสบายใจ ตัวอย่างของพื้นที่คุ้นชินก็เช่น

  • ตื่นไปทำงานเวลาเดิมทุกวัน
  • พอใจกับการทำงานที่ได้รับมอบหมาย
  • เลิกงานแล้วกลับบ้านที่อาศัยอยู่จนคุ้นเคย
  • ได้เงินเดือนเท่ากันทุกเดือน

ส่วนการก้าวออกมาจากพื้นที่คุ้นชินหนึ่งก้าวจะเรียกว่าพื้นที่ยืดตัว หรือคือพื้นที่ของการเรียนรู้ ตัวอย่างของพื้นที่ยืดตัวก็เช่น

  • ได้รับมอบหมายให้ทำโปรเจกต์ใหม่ที่ต้องทำงานด้วยวีธีแตกต่างจากเดิม
  • ต้องย้ายที่อยู่อาศัยและต้องปรับตัวใหม่
  • ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้า

มนุษย์ส่วนใหญ่จะรู้สึกกดดันเมื่อต้องออกจากพื้นที่คุ้นชิน และก้าวเข้าสู่พื้นที่ยืดตัว และหากไปไกลกว่าพื้นที่ยืดตัวจะเรียกว่า “พื้นที่ตื่นตระหนก (Panic Zone)” ตัวอย่างของพื้นที่ตื่นตระหนกก็เช่น

  • ถูกไล่ออกจากบริษัท
  • ต้องย้ายไปอยู่ต่างประเทศที่ไม่เข้าใจภาษาอย่างกระทันหัน
  • ไม่สามารถทำงานต่อได้เพราะป่วยหรือบาดเจ็บ

เมื่อต้องก้าวเข้าไปในพื้นที่ตื่นตระหนก มนุษย์จะอยู่ในภาวะตื่นตระหนกตามชื่อ และไม่สามารถคิดได้อย่างทันท่วงทีว่าควรทำยังไงต่อ

ผู้เขียนยกเรื่อง 3 พื้นที่ของสภาพทางใจ เพราะอยากสื่อว่า เมื่อมนุษย์อยู่ในพื้นที่ยืดตัวจะมีประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้น และแสดงศักยภาพได้สูงกว่าตอนอยู่ในพื้นที่คุ้นชิน คุณคงเคยมีประสบการณ์ทำนองว่า เมื่อมีเวลาทำงานเหลือเฟือ ก็รู้สึกไม่อยากทำ แต่พอต้องทำงานที่จวนเจียนใกล้เวลาส่ง กลับมีสมาธิและทำสำเร็จไปได้ด้วยดีในระยะเวลาอันสั้น

คนที่ไม่เก่งเรื่องทำเป้าหมายให้สำเร็จ มักรู้สึกกังวลกับการตั้งเป้าหมายสูง ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน หรือรู้สึกกดดันถ้าต้องลาออกจากงานที่ทำมานานหลายปี จึงลงเอยด้วยการใช้ชีวิตทุกวันวนเวียนอยู่ในพื้นที่คุ้นชิน

กลับกันคนที่ทำอะไรก็สำเร็จ มักจะตั้งเป้าหมายสูงกว่าเดิมโดยคิดว่า “จะทำสำเร็จได้ไหมนะ” แล้วก้าวไปอยู่ในพื้นที่ยืดตัว โดยวางแผนและลงมือทำเพื่อเป็นการแสดงศักยภาพของตัวเอง ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า คนที่ไม่เก่งเรื่องบรรลุเป้าหมายจะอยู่ในพื้นที่คุ้นชิน ส่วนคนที่ทำอะไรก็สำเร็จจะอยู่ในพื้นที่ยืดตัว

ที่น่าสนใจคือขอบเขตของพื้นที่คุ้นชินขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน ยิ่งมีประสบการณ์กับสิ่งต่าง ๆ มากเท่าไหร่ก็จะมีพื้นที่คุ้นชินกว้างใหญ่มากขึ้นเท่านั้น หรือพูดง่าย ๆ คือ สิ่งที่เคยเป็นเรื่องยากในตอนแรกจะกลายเป็นเรื่องปกติเมื่อคุ้นชินกับมัน

ตัวอย่างเช่นการหัดขับรถยนต์ ครั้งแรกที่ขับลงถนนย่อมรู้สึกประหม่ามาก ๆ แต่พอเวลาผ่านไปก็สามารถขับรถได้โดยไม่รู้สึกเครียด การบรรลุเป้าหมายเองก็เช่นกัน หากเป้าหมายที่ตั้งไว้เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายก็จะไม่หลุดออกจากพื้นที่คุ้นชิน โอกาสที่จะได้พัฒนาตัวเองก็ต่ำลง

ส่วนการตั้งเป้าหมายไว้สูงเกินไปจะเป็นการก้าวเข้าสู่พื้นที่ตื่นตระหนก ซึ่งทำให้ความคิดหยุดชะงักและไปไม่เป็น แต่หากตั้งเป้าหมายให้อยู่ในพื้นที่ยืดตัวซึ่งมีความกดดันในระดับที่พอเหมาะ ก็จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายจนคุ้นชินและกลายเป็นเรื่องปกติ จากนั้นก็ย่อมตั้งเป้าหมายที่สูงขึ้นไปอีกได้ แม้การอยู่ในพื้นที่ยืดตัวจะทำให้เหนื่อยบ้าง แต่ก็ช่วยให้เราก้าวหน้าเติบโตครับ


บทถัดไปผู้เขียนพูดถึงเทคนิค 3 ข้อที่ช่วยให้คุณสามารถบรรลุเป้าหมายได้สำเร็จ ซึ่งได้แก่

  1. ตั้งเป้าหมายโดยคิดบวก คิดว่าตัวเองสามารถทำได้ทุกเรื่อง
  2. วางแผนลงมือทำโดยคิดลบ วางแผนอย่างละเอียดรอบคอบ โดยคำนึงถึงเรื่องที่ไม่คาดคิด
  3. ลงมือทำตามแผนโดยคิดบวก เชื่อว่าตัวเองจะทำสำเร็จได้แน่นอน

เริ่มต้นที่เทคนิคแรก “การตั้งเป้าหมาย” ผู้เขียนบอกว่าจากประสบการณ์ที่เขาได้ช่วยให้คนบรรลุเป้าหมายมามากมายหลายคน เขาจับสังเกตได้ว่าคนที่ทำอะไรก็ไม่สำเร็จมักมีปัญหาเรื่องการตั้งเป้าหมาย ในทางกลับกันหากทำขั้นตอนนี้ได้ดี ตั้งเป้าหมายได้ถูกต้องก็เท่ากับว่าบรรลุเป้าหมายไป 80% แล้ว

สิ่งสำคัญคือ ไม่ว่ายังไงก็ต้องคิดบวก คิดว่าตัวเองทำได้ทุกเรื่อง คิดว่าตัวเองมีเวลาไม่จำกัด มีเงินไม่จำกัด มีพรสวรรค์ที่ไร้ขอบเขต โดยยังไม่ต้องคิดว่า “ต้องทำยังไง” ธรรมชาติของมนุษย์เมื่อเริ่มตั้งเป้าหมาย สมองจะไปให้ความสำคัญกับ “สิ่งที่ทำได้” มากกว่า “สิ่งที่อยากทำ”

ตัวอย่างเช่น หากคุณถามเด็ก ๆ ว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร คุณอาจได้คำตอบประมาณว่า “อยากเป็นนักฟุตบอลอันดับหนึ่งของโลก” “อยากเปิดร้านขนมหวาน” โดยที่พวกเขาไม่ได้คิดว่าต้องทำยังไงถึงจะได้เป็นนักฟุตบอล ต้องมีเงินมากแค่ไหนถึงจะเปิดร้านขนมหวานได้

ผู้เขียนได้ยกคำกล่าวว่า “คนที่ทำเรื่องใหม่ ๆ ได้สำเร็จคือคนที่เชื่อมั่นว่าตัวเองสามารถทำมันได้” หากด่วนตัดสินว่าทำได้หรือทำไม่ได้จากประสบการณ์ในอดีต คุณจะไม่สามารถทำสิ่งใหม่ ๆ หรือบรรลุเป้าหมายสูง ๆ ได้ เวลาพยายามทำอะไรสักอย่าง สิ่งสำคัญคือการเชื่อมั่นว่าความสามารถของมนุษย์ไร้ขีดจำกัด และหากพยายามด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ทำสำเร็จได้ทั้งนั้นครับ


ในการตั้งเป้าหมายแม้จะสามารถทำด้วยตัวเองได้ แต่ผู้เขียนแนะนำว่าหากปรึกษาคนอื่นอย่างเพื่อนหรือรุ่นพี่ที่รู้จัก จะช่วยให้คุณสามารถตั้งเป้าหมายที่ดี น่าตื่นเต้น และน่าสนุกได้ โดยผู้เขียนได้บอกข้อดีของการตั้งเป้าหมายโดยปรึกษาคนอื่นไว้ 3 ข้อ ดังนี้ครับ

1. ทำให้รู้สึกตื่นเต้นและคิดบวก

สมองของมนุษย์จะรับรู้ถึงความสนุกเมื่อได้พูดคุยหรือทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่น ดังนั้นการตั้งเป้าหมายร่วมกับใครสักคนจะทำให้ตื่นเต้นและสนุกได้ง่ายกว่าการคิดเองคนเดียว อีกทั้งยังช่วยให้คิดบวกมากขึ้นด้วย

การที่ต้องทำอะไรตัวคนเดียวโดยที่ไม่ได้พูดคุยกับใครเลยต่อเนื่องหลายวัน ส่งผลเสียต่อสภาพจิตใจเป็นอย่างมาก ตัวอย่างคืออาการคิดถึงบ้านของนักเรียนที่ไปเรียนต่างประเทศหรือย้ายไปทำงานในประเทศที่ไม่เข้าใจภาษา สาเหตุที่เหงาและคิดถึงบ้านเป็นเพราะไม่ได้พูดคุยสื่อสารกับคนอื่นนั่นเอง

ดังนั้นต่อให้จะมีเรื่องที่ไม่สบายใจ แต่ถ้าได้พูดให้ใครสักคนฟัง เราจะรู้สึกสบายใจขึ้น ต่อให้ยังแก้ปัญหานั้นไม่ได้ ถ้ามีคนคอยรับฟังก็จะคิดบวกในทำนองว่า “พรุ่งนี้จะลองใหม่อีกสักตั้ง” ที่เป็นเช่นนี้เพราะสมองรู้สึกว่าได้รับความรู้สึกร่วมจากคน ๆ นั้น ทำให้มีแรงจูงใจเพิ่มขึ้นนั่นเอง

2. ตระหนักถึงความเป็นไปได้ของตัวเอง

ว่ากันว่าเรื่องที่มนุษย์มักไม่เข้าใจมากที่สุดคือเรื่องของตัวเอง เรามักไม่รู้ข้อดีของตัวเองว่าคืออะไร และไม่รู้ว่าตัวเองเชี่ยวชาญเรื่องอะไร และยังไม่รู้อีกด้วยว่าตัวเองมีข้อเสียหรือข้อด้อยอะไร เพราะพอเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเอง เราจะเผลอคิดไปว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา

ดังนั้นการมีคนอื่นมาบอก จึงทำให้เราเห็นตามไปด้วยได้ง่ายกว่าการบอกตัวเอง ตัวอย่างเช่น รุ่นพี่ที่คุณเคารพมาบอกคุณว่า “ฉันว่านายทำยอดขาย 1 ล้านบาทได้แน่นอน” แค่นี้แรงจูงใจก็จะเพิ่มขึ้น และกลายเป็นความตั้งใจแล้วครับ

3. ได้รับความร่วมมือในการบรรลุเป้าหมาย

หากคุณตั้งเป้าหมายไปพร้อมกับขอคำปรึกษาใครสักคน อีกฝ่ายจะให้ความร่วมมือเพื่อช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมาย เพราะเมื่อมีใครสักคนมาขอคำปรึกษา คนเรามักจะรู้สึกว่าตัวเองได้รับความนับถือ และอยากให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

ตัวอย่างเช่น คุณเป็นเซลส์ขายรถยนต์ แล้วไปปรึกษาเรื่องการตั้งเป้าหมายกับรุ่นพี่มหาวิทยาลัยที่นับถือ หลังจากนั้นรุ่นพี่ก็ได้แนะนำคนรู้จักของตัวเองที่กำลังจะซื้อรถให้คุณได้รู้จัก เพื่อช่วยเพิ่มยอดขายให้กับคุณ

สิ่งที่รุ่นพี่ทำเป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “การตอบแทนความชอบซึ่งกันและกัน” เมื่อมีคนอื่นมาขอความช่วยเหลือ สมองจะรู้สึกยินดีและพยายามตอบสนองต่อความคาดหวังของอีกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหน

สิ่งสำคัญอีกอย่างในการตั้งเป้าหมายคือ ต้องปรึกษาให้ถูกคน เพราะถ้าปรึกษาไปแล้ว อีกฝ่ายแสดงความคิดเห็นเชิงลบหรือให้คำแนะนำแย่ ๆ จนไม่สามารถตั้งเป้าหมายที่ดีได้ ก็อาจจะส่งผลตรงข้ามกับสิ่งที่คิดไว้

ดังนั้นคนที่คุณควรไปปรึกษา ควรเป็นคนที่บรรลุเป้าหมายสูง ๆ  ได้อย่างต่อเนื่อง หรือคนที่เคยบรรลุเป้าหมายที่คล้ายกับเป้าหมายของคุณ เช่น ถ้าอยากลดน้ำหนักให้สำเร็จก็ควรปรึกษาคนที่ลดน้ำหนักได้สำเร็จมาแล้ว หรือปรึกษาเทรนเนอร์ที่เคยช่วยคนจำนวนมากลดน้ำหนักได้มาแล้ว


ผู้เขียนบอกว่า ความฝันทำให้เป็นจริงได้ยาก แต่เป้าหมายสามารถทำให้สำเร็จได้เลย นั่นเป็นเพราะว่าเป้าหมายมี 2 สิ่งที่ความฝันไม่มี ซึ่ง 2 สิ่งนั้นได้แก่

1. เป้าหมายคือสิ่งที่พิสูจน์ได้

เป้าหมายต้องเป็นสิ่งที่คนทั่วไปสามารถตัดสินได้ทันทีว่าสำเร็จหรือไม่สำเร็จ ตัวอย่างเช่น “อยากทำยอดขายประกันให้ได้ 30 ล้านบาท” หรือ “อยากเปิดสาขาเพิ่มอีก 10 สาขา” ทั้ง 2 ประโยคนี้คือเป้าหมาย เพราะสามารถพิสูจน์ได้ว่าสำเร็จหรือไม่ โดยวัดจากจำนวนยอดขายว่าถึง 30 ล้านบาทหรือยัง เปิดสาขาเพิ่มได้อีก 10 สาขาหรือยัง

ในทางกลับกันประโยคเหล่านี้ไม่ใช่เป้าหมาย ตัวอย่างเช่น “อยากเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นอันดับหนึ่งในเชียงใหม่” หรือ “อยากเป็นบริษัทที่พนักงานทำงานด้วยแล้วมีความสุข” ด้วยความที่ไม่มีการระบุอย่างชัดเจนว่า “เป็นอันดับหนึ่งในเชียงใหม่” โดยวัดจากอะไร หรือความสุขของพนักงานคืออะไร คนทั่วไปจึงไม่สามารถตัดสินได้ว่าสำเร็จหรือไม่สำเร็จ

เพื่อเปลี่ยนให้ความฝันข้างต้นกลายเป็นเป้าหมาย เราจึงต้องเปลี่ยนมันให้กลายเป็นสิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้ เช่น “อยากเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นในเชียงใหม่ที่ได้คะแนนรีวิวเป็นอันดับหนึ่งในแอปวงใน” หรือ “อยากขึ้นเงินเดือนให้พนักงานมากกว่า 10% เพื่อเพิ่มความพึงพอใจของพนักงาน” แค่ปรับมาแบบนี้ก็สามารถเปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นเป้าหมายที่พิสูจน์ได้แล้วครับ

2. เป้าหมายมีกรอบเวลาที่ชัดเจน

แม้จะคิดว่า “อยากลดน้ำหนักลง 5 กก. ให้ได้สักวันหนึ่ง” หรือ “สักวันต้องมีเงินเก็บครบ 1 แสนบาทให้ได้” แต่ถ้าไม่มีภาพในหัวที่ชัดเจนว่าต้องลงมือทำเมื่อไหร่ เราก็จะแพ้ให้กับ comfort zone ไม่อยากเริ่มต้นทำเป้าหมาย และผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย ๆ

กลับกันถ้าคิดว่า “อยากลดน้ำหนักลง 3 กก. ให้ได้ใน 3 เดือน” หรือ “อยากมีเงินเก็บครบ 1 แสนบาทก่อนอายุครบ 25 ปี” ก็จะทำให้คุณเริ่มคิดโดยอัตโนมัติว่าต้องทำยังไงถึงจะบรรลุเป้าหมายนั้นได้

เมื่อตั้งเป้าหมายแล้วว่าจะประสบความสำเร็จเรื่องอะไรและภายในเมื่อไหร่ ต่อไปมายกระดับความเป็นไปได้ในการบรรลุเป้าหมายนั้นกันครับ วิธีการคือ เขียนรายชื่อคนที่จะร่วมยินดีไปกับคุณด้วย เมื่อคุณบรรลุเป้าหมายนั้นได้สำเร็จ และเขียนเหตุผลประกอบด้วยว่าทำไมคนเหล่านั้นถึงรู้สึกยินดีไปกับคุณด้วย


ผู้เขียนยกตัวอย่างเป้าหมายมาว่า “ทำสัญญาซื้อขายบ้านได้เป็นอันดับ 1 ในบริษัทของไตรมาสนี้” คนที่จะร่วมยินดีและเหตุผลที่รู้สึกยินดีมีดังนี้

  1. หัวหน้าแผนก เหตุผลคือยินดีที่ภาพรวมของแผนกดีขึ้น และได้เห็นลูกน้องที่ดูแลมาตลอดเติบโต
  2. ประธานบริษัท เหตุผลคือยินดีที่มีลูกค้าทำสัญญาเยอะ ผลประกอบการของบริษัทก็เยอะขึ้นตาม
  3. ลูกค้า เหตุผลคือยินดีที่มีคนช่วยหาบ้านได้ตรงตามความต้องการ
  4. ภรรยา เหตุผลคือยินดีที่สามีได้รับโบนัส

เป้าหมายที่มีหลายคนร่วมยินดีจะเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จมากกว่าเป้าหมายที่มีเพียงตัวเองยินดีแค่คนเดียวครับ นอกจากนี้มนุษย์เราจะพยายามมากขึ้นเมื่อต้องทำเพื่อใครสักคน เช่น คนที่แต่งงานแล้วมักคิดว่าจะทำให้ภรรยาหรือสามีมีความสุข คนที่มีลูกมักคิดว่าจะพยายามหารายได้เพิ่ม เพื่อส่งเสียให้ลูกมีการศึกษาและได้อยู่ในสังคมที่ดี

อาจมีบางคนที่พยายามเพราะอยากให้ตัวเองมีชีวิตที่ดี อยากขับรถหรู อยากอยู่บ้านหลังใหญ่ แน่นอนครับว่ากิเลสเป็นแรงจูงใจที่ดีอย่างหนึ่ง แต่กิเลสที่เกิดขึ้นเพื่อตัวเองคนเดียวก็มีขีดจำกัดของมัน เพราะเมื่อเวลารู้สึกทุกข์ คนเรามักยอมแพ้ให้กับเป้าหมายที่ทำเพื่อความสุขของตัวเองได้อย่างง่ายดาย เพราะไม่มีเหตุผลอื่นมาฉุดให้ทำต่อไป

อีกเหตุผลที่ควรตั้งเป้าหมายที่มีหลายคนร่วมยินดีคือ เป้าหมายนั้นจะได้รับความร่วมมือจากคนมากมาย ว่ากันว่าเหตุผลที่มนุษย์กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่สร้างความรุ่งเรืองมาจนถึงตอนนี้ได้เพราะ “ความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม” ซึ่งนำไปสู่ความช่วยเหลือและร่วมมือกันในเผ่าพันธุ์


ผู้เขียนได้เน้นย้ำว่าประเด็นสำคัญของการตั้งเป้าหมายคือ “นึกถึงเป้าหมายที่น่าตื่นเต้นโดยคิดบวก” ซึ่งมนุษย์มีความเป็นไปได้อย่างไร้ขีดจำกัด จึงควรตั้งเป้าหมายให้สูง โดยคำนึงถึงเรื่องที่อยากทำ ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้

แต่ไม่ได้หมายความว่ายิ่งตั้งเป้าหมายไว้สูง ๆ จะยิ่งดีนะครับ เพราะหากตั้งเป้าหมายไว้สูงเกินเอื้อม อาจทำให้คิดไปล่วงหน้าว่า “ไม่มีทางทำสำเร็จได้แน่ ๆ” พาลทำให้ศักยภาพในการลงมือทำลดลง พอศักยภาพลดก็ยิ่งเสียกำลังใจ เมื่อคนเราหลุดจากพื้นที่ยืดตัวเข้าไปสู่พื้นที่ตื่นตระหนัก ผลที่ตามมาคือความคิดหยุดชะงัก ทำให้ไม่เกิดการลงมือทำตามไปด้วย

แล้วตั้งเป้าหมายไว้สูงแค่ไหนถึงจะดีล่ะ ผู้เขียนได้แนะนำว่าให้ตีความยากออกมาเป็นตัวเลข สมมุติว่าคุณเป็นพนักงานขายที่ปกติทำยอดขายได้ไตรมาสละ 4 แสนบาท ในไตรมาสหน้าคุณอยากตั้งเป้าหมายที่ท้าทายตัวเองมากขึ้น

ให้คุณลองพิจารณาว่ายอดขายที่มากที่สุดหากทุ่มเทพยายามอย่างสุดความสามารถและอาศัยโชคช่วยจะอยู่ที่เท่าไหร่ สมมุติว่าอยู่ที่ 1 ล้านบาท ให้คุณตีเป้าหมายยอดขาย 1 ล้านบาทนี้เป็นความยากระดับ 100% เป้าหมายที่เหมาะสมที่ให้ความรู้สึกตื่นเต้นจะอยู่ที่ระดับ 70%-80% ในกรณีสมมุตินี้คุณอาจตั้งเป้าหมายยอดขายของไตรมาสหน้าไว้ที่ 7 แสนบาท


หลังจากตั้งเป้าหมายว่าจะประสบความสำเร็จเรื่องอะไรและภายในเมื่อไหร่เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอนครับ โดยใช้เทคนิคการคิดย้อนศรจากเป้าหมาย ซึ่งเทคนิคนี้มี 2 ขั้นตอนคือ แบ่งเป้าหมายย่อยหรือเรียกว่า Milestone และแจกแจงรายละเอียดหรือเรียกว่า Breakdown

สมมุติว่าคุณตั้งเป้าหมายอยากจะวิ่งมาราธอนให้สำเร็จในอีก 6 เดือนข้างหน้า ขั้นตอนในการแบ่งเป้าหมายย่อยหรือไมล์สโตนจะมองได้ว่า ฟูลมาราธอนมีระยะทาง 42.195 กม. ที่อยากทำได้ในอีก 6 เดือน ดังนั้นในเดือนที่ 5 ควรวิ่งให้ได้ 30 กม. ซึ่งการจะทำได้ในเดือนที่ 4 ควรวิ่งให้ได้ 20 กม. เดือนที่ 3 ควรวิ่งให้ได้ 15 กม. เดือนที่ 2 ควรวิ่งให้ได้ 10 กม. เดือนแรกควรวิ่งให้ได้ 5 กม.

ข้อดีของการแบ่งเป้าหมายย่อยคือ เมื่อลงมือทำจนบรรลุไมล์สโตนที่ได้ตั้งไว้ เราจะรู้สึกดีจนมีความมุ่งมั่นอยากทำไมล์สโตนถัดไปให้สำเร็จด้วย

เมื่อตั้งไมล์สโตนแล้ว ถัดไปให้คุณจินตนาการว่าต้องทำยังไงถึงจะบรรลุไมล์สโตนแรกได้สำเร็จ โดยการเบรกดาวน์หรือแจกแจงรายละเอียดออกมาว่าสิ่งที่ต้องทำมีอะไรบ้าง ตัวอย่างการตั้งเป้าหมายลดน้ำหนักให้ได้ 5 กก. ใน 5 เดือน จะสามารถเบรกดาวน์รายการที่ต้องทำออกมาได้ดังนี้

  • จำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรต
  • ลดงานเลี้ยงสังสรรค์
  • ไม่กินอาหารหลังสามทุ่ม
  • วิ่งจ๊อกกิ่ง
  • ออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง

เมื่อทำแบบนี้คุณจะเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าต้องลงมือทำอะไรบ้าง เพื่อให้เป้าหมายประสบความสำเร็จ ในกรณีที่คุณตั้งไมล์สโตนไว้ทุกเดือน ในเดือนแรกจะเบรกดาวน์สิ่งที่ต้องทำออกมาอย่างละเอียดเลยก็ได้ แต่สำหรับเดือนถัดไปยังไม่ต้องวางแผนลงมือทำละเอียดขนาดนั้น เพราะการจินตนาการถึงเรื่องในอนาคตนั้นไม่ง่าย และเมื่อลงมือทำตามแผนจริง ๆ ก็อาจเจออุปสรรค คุณจึงต้องทบทวนแผนลงมือทำในอนาคตอีกครั้ง


ผู้เขียนยังได้แนะนำอีกว่า นอกจากการเขียนสิ่งที่ต้องทำแล้ว ควรเขียนสิ่งที่จะไม่ทำออกมาด้วยครับ เช่น

  • จะเลิกดูซีรีส์ตอนค่ำแล้วเข้านอนเร็ว เพื่อจะได้ตื่นเช้ามาอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเงิน
  • จะเดินทางโดยรถไฟไปพบลูกค้า แทนที่จะขับรถยนต์ไปเอง เพื่อจะได้มีเวลาอ่านหนังสือบนรถไฟ

การเขียนเรื่องที่จะไม่ทำจะมีประโยชน์ตอนที่คุณมีภาระหน้าที่หลายอย่างซ้อนทับกัน ทำให้คุณเลือกสิ่งที่สำคัญที่สุดมาทำก่อนได้ง่ายขึ้น

เมื่อคุณตั้งไมล์สโตนและเบรกดาวน์สิ่งที่ต้องทำออกมาแล้ว ขั้นตอนนี้ก็ใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้วครับ เหลืออีกสิ่งที่คุณต้องทำคือ “การประกาศเป้าหมายของตัวเองแก่คนรอบข้าง” อาจมีบางคนคิดว่า “ไม่อยากให้คนอื่นรู้เป้าหมาย” หรือ “อยากประกาศตอนที่ทำเป้าหมายสำเร็จแล้ว”

ข้อดีอย่างหนึ่งของการประกาศเป้าหมายคือ สร้างแรงกดดันแง่บวกให้ตัวเอง เมื่อใกล้เดดไลน์แต่เป้าหมายยังไม่สำเร็จ คุณจะเกิดความกระตือรือร้นมากกว่าตอนอุบเงียบเป้าหมายไว้กับตัวเองแค่คนเดียว

ข้อดีอีกข้อคือ เมื่อประกาศเป้าหมายของตัวเองออกไป คนรอบข้างจะคอยให้กำลังใจและบางครั้งก็ให้ความช่วยเหลือ ตัวอย่างเช่น คุณตั้งเป้าหมายว่าจะลดน้ำหนักโดยการงดมื้อเย็น แต่ถ้าไม่บอกเป้าหมายนี้กับภรรยา เธอก็จะไม่รู้และทำอาหารเย็นไว้ให้คุณ พอคุณไม่กินภรรยาก็อาจเข้าใจผิดว่าอุตส่าห์ทำให้ทำไมเหลือทิ้งไว้ กลับกันถ้าคุณบอกภรรยาว่าคุณตั้งเป้าจะลดน้ำหนักโดยการงดมื้อเย็น ภรรยาอาจช่วยสนับสนุนโดยการทำอาหารมื้ออื่นเป็นเมนูลดน้ำหนักให้

อาจมีบางคนที่ไม่กล้าประกาศเป้าหมาย เพราะไม่อยากอับอายหากทำเป้าหมายไม่สำเร็จ แต่ถึงอย่างนั้นคนรอบตัวคุณก็ไม่มองว่าคุณแย่หรอกครับ ยิ่งระหว่างทางคุณเอาจริงเอาจังอย่างเต็มที่ แม้ไม่บรรลุเป้าหมาย แต่จะมีคนชื่นชมในความพยายามของคุณ


หลังจากตั้งเป้าหมายโดยคิดบวก และวางแผนลงมือทำโดยคิดลบแล้ว ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายคือ การลงมือทำตามแผนโดยคิดบวก เชื่อมั่นว่าตัวเองจะประสบความสำเร็จแน่นอน

แม้จะลงมือทำตามแผน แต่บางครั้งผลลัพธ์อาจไม่เป็นอย่างที่คิด ทำให้จิตใจห่อเหี่ยวจนอยากยอมแพ้ ในบทนี้ผู้เขียนจึงแนะนำวิธีรักษาความคิดบวกให้อยู่กับตัวเรา และวิธีแก้ไขเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ราบรื่นขึ้น

เคล็ดลับแรกในการเริ่มต้นลงมือทำเพื่อให้ประสบความสำเร็จคือ การทำสิ่งที่ง่ายที่สุดในแผนก่อน ตัวอย่างเช่น เป้าหมายวิ่งมาราธอนให้สำเร็จในอีก 6 เดือน สิ่งแรกที่ควรลงมือทำไม่ใช่การวิ่งจ๊อกกิ้งรอบบ้าน แต่เป็นการไปซื้อรองเท้าวิ่ง

เคล็ดลับที่ 2 ฝ่าฟันความล้มเหลวด้วยปริมาณมากกว่าคุณภาพ ถ้าลงมือทำตามแผนจะเป็นการค่อย ๆ สะสมความสำเร็จ ระหว่างทางอาจมีอุปสรรค คุณอาจกังวลว่าทำต่อไปอย่างนี้จะดีเหรอ วิธีรับมือกับความรู้สึกนี้ที่ดีที่สุดคือ “ไม่ว่ายังไงก็จงลงมือทำให้มากขึ้น” สิ่งที่ทำให้คุณไปไม่ถึงเป้าหมายคือการไม่ยอมลงมือทำต่างหากครับ


บางครั้งเมื่อลงมือทำตามแผนที่วางเอาไว้ แต่ไม่สามารถบรรลุไมล์สโตนได้ ผู้เขียนได้แนะนำให้กลับไปพิจารณาเป้าหมายดูอีกครั้ง โดยอาจจะต้องปรับเป้าหมายให้ลดลง ซึ่งการปรับลดเป้าหมายไม่ใช่ความล้มเหลวแต่อย่างใด ไม่ใช่ว่าคุณยอมแพ้ ไม่ใช่เรื่องที่น่าอับอาย

การแก้ไขเป้าหมายมีอยู่ 2 วิธีคือ การปรับลดตัวเลขเป้าหมาย และการขยายกรอบเวลาที่ต้องทำให้เสร็จออกไปอีก คนที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่คนที่ทำทุกอย่างตามแผนได้อย่างราบรื่น แต่เป็นคนที่พบความผิดพลาดหลายครั้ง แล้วปรับปรุงแก้ไขต่างหากครับ

ผู้เขียนได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า ช่วงเวลาที่มีความสุขมากที่สุดไม่ใช่ตอนที่บรรลุเป้าหมาย แต่เป็นตอนที่ตระหนักถึงความเป็นไปได้ของตัวเอง และรู้สึกตื่นเต้นเมื่อคิดเป้าหมายต่อไปต่างหาก

นอกจากเทคนิคในการบรรลุเป้าหมายสำหรับตัวเอง ในหนังสือเล่มนี้ยังได้แนะนำวิธีสำหรับหัวหน้าที่อยากช่วยพาลูกน้องบรรลุเป้าหมายให้สำเร็จ ใครสนใจสามารถตามไปอ่านได้ในหนังสือ “คนที่ทำอะไรก็สำเร็จทำอะไร” เขียนโดยมิทานิ จุน ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น ราคา 260 บาท

สนใจหนังสือ คนที่ทำอะไรก็สำเร็จทำอะไร

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/9zgivs7YlI
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

Related Articles

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing...

ทำไม USJ ถึงทำรถไฟเหาะให้วิ่งถอยหลัง เบื้องหลังวิธีคิดที่พาธุรกิจผ่านวิกฤต ด้วยการใช้ไอเดียแทนเงิน

หากพูดถึงสวนสนุกระดับโลก นอกจาก Disneyland แล้ว ชื่อที่ตีคู่มาด้วยกันคือ Universal Studios ซึ่งในทวีปเอเชียของเรามีอยู่ 3 แห่ง คือในญี่ปุ่น สิงคโปร์...

Effortless คนเก่งคิดง่าย ไม่คิดยาก วิธีลงมือทำแบบง่ายดาย เหนื่อยน้อยลง แต่ผลลัพธ์มากขึ้น

หลายคนที่มุ่งมั่นพัฒนาตัวเอง พยายามสร้างความก้าวหน้าโดยการทำงานอย่างหนัก ช่วงแรกเราอาจพบว่าการทำงานหนักให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า ยิ่งพยายามมากก็ยิ่งได้ผลลัพธ์มาก แต่พอถึงจุดหนึ่งเราจะรู้สึกว่าผลลัพธ์เริ่มออกมาไม่คุ้มค่ากับแรงที่ลงไป แม้จะพยายามมาก แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมานั้นน้อย ในสถานการณ์แบบนี้ สิ่งที่เราพอจะคิดออกคือพยายามให้มากขึ้นไปอีก ทำงานให้มากขึ้น เรื่องพักผ่อนช่างมันไปก่อน แต่มีหนังสือเล่มหนึ่งบอกว่าการคิดแบบนี้เป็นการคิดที่ผิดครับ...

วิชาคนตัวเล็ก บทเรียนการทำงานกว่า 20 ปี ของผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ฮาวทูอันดับ 1 ในไทย

การได้อ่านหรือได้ฟังประสบการณ์ของคนอื่น ถือเป็นทางลัดที่ทำให้เราได้เรียนรู้โดยไม่ต้องลงมือทำเอง ทั้งเรื่องราวที่พวกเขาประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว ล้วนมีประโยชน์ต่อเราทั้งนั้น เพื่อน ๆ ที่ชอบอ่านหนังสือแนวฮาวทูน่าจะคุ้นตากับสำนักพิมพ์วีเลิร์น สำนักพิมพ์แถวหน้าของเมืองไทยที่ผลิตหนังสือแนวฮาวทูคุณภาพดีออกมาอย่างต่อเนื่อง ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือวิชาคนตัวเล็ก...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!