สมองฉับไว สไตล์คนนอนดึก วิธีเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้สูงขึ้น

Share
Share

คนส่วนใหญ่มองว่าการตื่นเช้าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง อย่างไทยเราก็มีประโยคที่ว่า “นกที่ตื่นเช้า ย่อมจับหนอนได้ก่อน” เพราะอย่างนี้อาจทำให้คนนอนดึกรู้สึกผิด สมัยเป็นเด็กคงมีหลายคนที่โดนพ่อแม่ดุว่า “รีบไปนอนได้แล้ว” หรือ “รีบตื่นได้แล้ว” ทั้งที่มีหลายคนหัวแล่นในตอนกลางคืน รู้สึกผ่อนคลายในตอนกลางคืน และรู้สึกว่าเวลาที่เหลือของวันเป็นเวลาส่วนตัว

ไอติมอ่าน ep นี้ จะมาแนะนำหนังสือ สมองฉับไว สไตล์คนนอนดึก เขียนโดย ไซโต ทาคาชิ นักวิชาการชาวญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังเป็นนักเขียน และผู้ประกาศข่าวในทีวี หนังสือเล่มนี้พูดถึงข้อดีของการนอนดึกจากประสบการณ์ของผู้เขียน และวิธีในการใช้ประโยชน์จากช่วงเวลาที่เงียบสงบและเป็นส่วนตัวนี้


ผู้เขียนเล่าชีวิตของตัวเองว่าเป็นคนที่เข้านอนตี 3 และตื่น 9 โมงเช้า ใช้เวลานอนวันละประมาณ 6 ชม. ซึ่งก็ไม่ได้มากกว่าคนทั่วไป และเขายังแบ่งเวลาอีก 18 ชม. ที่เหลือของวันออกเป็น 3 ส่วน เพื่อใช้ในการเขียนหนังสือ 3 เล่ม ผู้เขียนสนับสนุนว่าหากเป็นคนนอนดึกก็นอนดึกไปเถอะ ทิ้งการทำงานในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะกับตัวเอง แล้วเพิ่มผลงานในช่วงเวลาทองกันดีกว่า

หากเรานิยามว่าวิถีชีวิตแบบปกติคือ การตื่น 6 โมงเช้า กินอาหารเช้าแล้วเดินทางไปที่ทำงาน และเริ่มงานตอน 8 โมงเช้า ผู้เขียนบอกว่าหากเขาใช้วิถีชีวิตแบบนั้น เขาเดาได้เลยว่าตั้งแต่ 8 โมงเช้า – 10 โมงเช้า เขาคงทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้ เพราะสมองไม่แล่นในช่วงเวลานี้

คนนอนดึกแทนที่จะต้องปรับวิถีชีวิตให้เข้ากับคนอื่น ลองเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับช่วงเวลาทองที่ตัวเองใช้ความสามารถได้ดีที่สุดเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมดีกว่าครับ คนที่สร้างผลลัพธ์ในตอนเช้าได้ยาก ลองยอมรับว่าตัวเองเป็นพวกนอนดึก แล้วหันมาสร้างผลลัพธ์ตอนกลางคืนดูครับ เพราะสังคมยุคนี้ยืดหยุ่นและยอมรับแล้วว่า “ถ้ามีผลงาน จะทำงานที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้”


ผู้เขียนบอกว่า หากพูดถึงเรื่องการสร้างผลงาน หลายคนคาดหวังว่าจะได้เทคนิคถึงวิธีสร้าง output ที่มีคุณภาพ แต่หากละเลยไม่สร้าง input เลย การจะสร้างผลงานที่มีคุณภาพต่อไปเรื่อย ๆ ก็เป็นเรื่องยาก เหมือนรถยนต์ที่วิ่งอยู่ตลอด แต่ไม่แวะเติมน้ำมันเลย ในที่สุดรถยนต์ก็จะไม่สามารถวิ่งต่อไปได้ การสร้าง output ที่มีคุณภาพจำเป็นต้องเติมเชื้อเพลิงที่เรียกว่าความรู้ครับ

การอ่านหนังสือเรียกได้ว่าเป็นหนทางหลักในการหาความรู้ หากเทียบกับการดูทีวี ดูซีรีส์ หรือเล่นอินเตอร์เน็ต การอ่านหนังสือต้องใช้พลังงานมากกว่า หลายคนจึงไม่ถนัดอ่านหนังสือ แต่ถ้าฝึกอ่านหนังสือจนชิน ก็จะมีพื้นฐานในการใช้ชีวิตอย่างมีปัญญา ถึงเรื่องที่อ่านจะไม่ใช่ความรู้ที่นำไปใช้ได้เลย แต่การเพิ่มเติมความรู้ให้ตัวเองเป็นเรื่องสนุก และได้รู้สึกถึงความยินดีที่ตอนนี้มีชีวิตอยู่ในฐานะมนุษย์อีกด้วย

คุณไม่จำเป็นต้องอ่านเฉพาะหนังสือที่มีประโยชน์ต่อการทำงานโดยตรงเท่านั้นนะครับ ผู้เขียนบอกว่าการเล่าเรียนอย่างไม่มีเป้าหมายเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากคิดได้อย่างนี้ การอ่านหนังสือจะเป็นเรื่องสบาย ๆ และเคล็ดลับในการอ่านหนังสือให้สนุกคือ การจินตนาการว่าตัวเองกำลังฟังเรื่องเล่าอยู่ ให้คิดว่าหนังสือทุกเล่มคือเรื่องเล่าครับ


บางคนอาจคิดว่าตัวเองเหนื่อยจากการทำงานตอนกลางวันมาแล้ว ตอนกลางคืนก็อยากใช้เวลาเรื่อยเปื่อยไปกับการกินเหล้าหรือเล่นเกม ผู้เขียนบอกว่าจะเล่นเกมเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศบ้างก็ได้ แต่เราควรหมั่นเพิ่มพูนความรู้

คนที่ไม่มีความรู้และไม่ยอมอ่านหนังสือ ทั้งที่ตัวเองมีเวลาว่างเต็มที่ นับว่าปล่อยโอกาสดี ๆ ไปอย่างน่าเสียดาย การอ่านหนังสือเหมือนการถางพื้นที่เพื่อสร้างผืนดินสำหรับเพาะปลูกสิ่งต่าง ๆ ที่จะทำให้มนุษย์มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น

ผู้เขียนได้ตั้งเป้าให้ตัวเองว่าจะอ่านหนังสือวันละหนึ่งเล่ม ฟังดูไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ผู้เขียนมีเคล็ดลับคือ “ไม่ต้องอ่านครบทุกบรรทัด แต่ขอให้จับประเด็นสำคัญได้ก็พอ” เพราะหนังสือส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูล การอ่านเพื่อเก็บเฉพาะส่วนที่จำเป็นต่อตัวเองก็นับว่าเพียงพอแล้ว ส่วนไหนที่เข้าใจแล้วหรือนอกเรื่องจะอ่านข้ามก็ได้

ระหว่างคนที่อ่านหนังสือกับคนไม่อ่านหนังสือ วิธีการพูดจะต่างกันมาก อย่างแรกคือคลังศัพท์จะไม่เท่ากัน คนที่อ่านหนังสือเป็นประจำจะมีคำศัพท์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นวิธีการพูดจะแสดงถึงความมีปัญญาโดยอัตโนมัติ และจังหวะการพูดก็จะเร็วขึ้นด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าอ่านหนังสือเยอะจะเก่งเรื่องการพูดด้วยภาษาเขียน ซึ่งมีความสละสลวย พูดง่าย ๆ คือคนที่อ่านหนังสือจะมีวิธีพูดที่น่าฟัง

ผู้เขียนบอกว่าตัวเขาขยันอ่านหนังสือก็จริง แต่พอคิดดูแล้วก็มี input อย่างอื่นนอกเหนือจากการอ่านหนังสือ ถ้าใครไม่ถนัดอ่านหนังสือจริง ๆ การดูทีวีก็เป็น input ที่ดีเหมือนกัน เพราะทีวีเป็นสื่อที่รายงานสถานการณ์ล่าสุด มีการเชิญผู้เชียวชาญจากหลายสาขามาให้ความรู้ในประเด็นต่าง ๆ ทั้งยังมีรายการเกี่ยวกับชีวิตของคนที่ประสบความสำเร็จว่าเขาฝ่าฟันอุปสรรคมายังไง มีรายการสารคดี รายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ผู้เขียนมักดูรายการที่ตัวเองสนใจแบบย้อนหลัง โดยกดปุ่มเร่งความเร็ว 1.5 เท่า

นอกจากนี้การดูภาพยนตร์ก็เป็นวิธีที่ดีในการเพิ่ม input มีภาพยนตร์หลายเรื่องดัดแปลงมาจากนิยาย ใครที่ไม่ชอบอ่านหนังสือก็สามารถรับรู้แก่นของหนังสือจากภาพยนตร์เรื่องนั้นได้ และการดูภาพยนตร์นั้นช่วยเพิ่มประสบการณ์จากชีวิตของคนอื่น เป็นโลกอีกใบที่ต่างจากชีวิตของเรา ผู้เขียนดูภาพยนตร์ด้วยความเร็ว 1.5 เท่า ด้วยวิธีนี้เขาจึงสามารถดูภาพยนตร์ความยาว 2 ชม. จบได้ใน 1 ชม. ครึ่ง ตรงไหนที่รู้สึกว่าดีก็จะกลับมาดูด้วยความเร็วปกติ

ผู้เขียนยังได้แนะนำรายการวิทยุที่เขาชอบฟัง การได้ฟังดาราหรือคนดังคุยกันเรื่อยเปื่อยก็ช่วยให้เกิดไอเดียใหม่ ๆ ได้ สมัยนี้เราอาจเลือกมาฟัง podcast ได้ และ podcast เดี๋ยวนี้มีหลายหัวข้อที่น่าสนใจ บางช่องเจาะลึกเรื่องที่เราไม่เคยรู้มากก่อน ดังนั้นการฟัง podcast ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยเพิ่ม input ได้ครับ


การค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตก็เป็นวิธีเพิ่ม input ด้วยเหมือนกัน บทความต่าง ๆ บนเว็บไซต์มักแนะนำบทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้เราได้อ่านต่อ พออ่านไปเรื่อย ๆ เราก็จะได้รู้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องหนึ่งลึกซึ้งขึ้น

ในอินเตอร์เน็ตก็มีคนจำนวนมากมาเขียนรีวิวหนังสือ พออ่านรีวิวไปเยอะ ๆ เราจะอยากอ่านหนังสือเล่มนั้น เกิดแรงบันดาลใจในการใฝ่หาความรู้ และในบรรดารีวิวหนังสือเหล่านั้นจะมีรีวิวจากนักอ่านที่เชี่ยวชาญซ่อนอยู่

อย่างเช่นผู้เขียนอยากเริ่มต้นอ่านผลงานของ อกาธา คริสตี้ ซึ่งนักเขียนคนนี้มีผลงานเกือบ 100 เรื่อง จึงไม่รู้ว่าจะอ่านเล่มไหนก่อนดี พออ่านรีวิวก็จะเจอคนแนะนำผลงานคลาสสิกอย่างเช่น And Then There Were None หรือ Murder on the Orient Express แต่เรื่องที่ได้รับรีวิวดีที่สุดกลับเป็นเรื่อง Absent in the Spring ผู้เขียนจึงเริ่มต้นอ่านเล่มนี้เพราะเห็นว่ารีวิวดี


ผู้เขียนแนะนำวิธี input ความรู้จากสื่อต่าง ๆ ไปแล้ว ในบทถัดมาผู้เขียนได้แนะนำวิธีสร้าง output หรือวิธีสร้าง “ผลผลิตทางปัญญา” จากความรู้ที่เราได้มา ผลผลิตทางปัญญาถ้าพูดตรง ๆ ก็คือ “การออกไอเดีย” เพื่อผลิตผลงานอย่างรายงาน, บทความ หรือพรีเซนเทชั่น

ผู้เขียนบอกว่าตอนกลางคืนเป็นช่วงเวลาที่พลังจินตนาการกระพือปีก หลายไอเดียนึกออกในตอนกลางคืนแบบอยู่ ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ ผู้เขียนจึงแนะนำให้วางสมุดจดไว้ข้างเตียง แต่ทุกวันนี้เขาใช้วิธีจดในสมาร์ทโฟนแล้ว วิธีจดโน้ตของผู้เขียนเป็นการจดเป็นคำ ๆ ลงไปทีละบรรทัด ไม่จำเป็นต้องเขียนให้เป็นเรื่องราว

ตอนกลางคืนเป็นเวลาที่เหมาะกับการคิดอะไรเรื่อยเปื่อย หรือเล่นกับความคิด ซึ่งตอนกลางวันไม่เหมาะกับการคิดเรื่อยเปื่อย เพราะตอนกลางวันงานที่เราทำมีลักษณะที่เราต้องนั่งทำงานบนโต๊ะ ต้องจดจ่อและต้องทำให้เสร็จ ต่างกับตอนกลางคืนที่ไม่ต้องนั่งติดโต๊ะ แค่นอนกลิ้งไปมา คิดอะไรเล่น ๆ ก็เกิดไอเดียใหม่ ๆ ขึ้นมาในหัว ช่วงเวลานี้อย่าคิดถึงหรือกังวลเรื่องงาน ปัญหาเรื่องงานนั้นเอาไว้ค่อยปรึกษาและแก้ไขกับคนในบริษัทวันพรุ่งนี้ดีกว่า คิดวนไปวนมาคนเดียวตอนกลางคืนก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาหรอกครับ

พอโน้ตที่จดไว้เต็มไปด้วยไอเดียที่ผุดขึ้นมามากมาย ต่อไปก็เป็นการก่อรูปร่างให้ไอเดียเหล่านั้น โดยการสร้างแผนที่ไอเดีย หรือ mind map ในตอนที่กำลังทำ mind map จะเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลหลากหลายที่กระจายเกลื่อนกลาดในสมองด้วย นี่คือการคิดให้ลึกซึ้งขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ผู้เขียนแนะนำให้ลองเขียนบล็อกแนะนำภาพยนตร์ แนะนำหนังสือ หรือหัวข้ออื่น ๆ ที่สนใจ แล้วใส่ความคิดเห็นส่วนตัวลงไปด้วย บทความนั้นจะกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อสังคมต่อไปด้วย เดี๋ยวนี้โซเชียลมีเดียพัฒนาไปมาก เราจึงมีโอกาสแสดงฝีมือด้วยการเขียนลง Facebook ได้ แต่หลายคนเริ่มเขียนแล้วไม่ได้ใส่ใจความสม่ำเสมอ ไม่ใส่ในคุณภาพ เพราะคิดว่าเป็นแค่งานอดิเรก หรือเขียนไปแล้วไม่ได้เงิน ถ้าอยากเพิ่มพลังความคิด คุณต้องทิ้งความคิดดังกล่าวครับ

หากเริ่มเขียนไปได้จุดหนึ่ง หลายคนอาจเบื่อหรือหมดไอเดีย นึกไม่ออกว่าจะเขียนอะไรต่อไปดี เค้นยังไงก็นึกไม่ออก ปัญหานี้ผู้เขียนแนะนำว่าให้เขียนต่อไป อย่าล้มเลิก อย่างผู้เขียนก็ผ่านจุดนั้นมาแล้ว และเขียนหนังสือออกมาแล้วกว่า 500 เล่ม ใช้ปริมาณเข้าสู้ ผลงานมีคุณภาพ 70-80% ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว แทนที่จะพยายามทำให้ถึง 100% การสร้างผลงานใหม่ระดับ 70-80% อย่างต่อเนื่อง จะทำให้พลังความคิดก้าวไกลกว่า

สตีเฟน คิง นักเขียนนิยายสยองขวัญเคยบอกไว้ว่า เวลาที่เขาจะลงมือเขียน เขาต้องปิดประตูห้องให้สนิท ไม่แตะโทรศัพท์เลย แล้วจดจ่ออยู่แต่กับงานเขียน ถ้าอยากมีสมาธิในตอนกลางคืนให้ขังตัวเองอยู่ในห้อง ไม่ยุ่งกับโซเชียลมีเดีย จะช่วยรักษา productivity ในตอนกลางคืนได้

ผู้เขียนแนะนำว่าในการสร้าง output ให้กำหนดเวลาไว้ไม่เกิน 2 ชม. เป็นอย่างมาก เพราะถ้าสนุกแล้วทำต่อไป 5-6 ชม. ก็จะพลอยไม่ได้นอน เราต้องรักษาเวลานอนให้เพียงพอด้วย ผู้เขียนจะใช้นาฬิกาตั้งเวลาไว้ 2 ชม. ระหว่างนั้นจะไม่หันไปมองนาฬิกา

ถ้างานที่ทำไม่มีกำหนดส่ง การสร้างผลงานก็จะไม่ค่อยคืบหน้า เพราะเราจะคิดว่า “จะทำให้เสร็จเมื่อไหร่ก็ได้” แล้วสุดท้ายก็จะทำแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ถ้าอยากทำงานให้ได้งานต้องเข้มงวดกับตัวเอง ด้วยการตั้งกำหนดส่งงาน หรือ deadline ครับ

ถ้าอยากฝึกความคิดให้ลองเปลี่ยนแปลงโลกแห่งความจริงด้วยจินตนาการ ให้ลองฝึกคิดว่า “ถ้าโลกไม่มีสิ่งนี้แล้วจะเป็นยังไง?” หรือ “ถ้ามีสิ่งนี้ชีวิตคงจะสะดวกขึ้น?” จะเริ่มฝึกด้วยการลองคิดว่า “ถ้าเปลี่ยนตัวเอกในหนังเรื่องนี้จากผู้ชายไปเป็นผู้หญิง เรื่องราวจะแตกต่างจากเดิมยังไง?” การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขเพียงอย่างเดียว ทำให้เห็นโลกที่ต่างออกไปได้ การอยู่กับความคิดเรื่อยเปื่อยแบบนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน เพราะช่วยให้พลังความคิดของเราเพิ่มขึ้น

เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้มีประมาณนี้ครับ ส่วนตัวผมคิดว่าเล่มนี้อ่านง่าย ผู้เขียนอธิบายทีละหัวข้อโดยไม่ยาวมาก แต่อ่านจบแล้วผมว่าเนื้อหาสาระของหนังสือเล่มนี้น้อยไปหน่อย ไม่มีเคล็ดลับหรือเทคนิคอะไรที่รู้สึกว้าว น่าเอาไปใช้จัง สำหรับเพื่อน ๆ ที่อยากอ่านเพิ่มเติม สามารถหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านกันได้ “สมองฉับไว สไตล์คนนอนดึก” เขียนโดย ไซโต ทาคาชิ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Short Cut ราคา 225 บาท

สนใจหนังสือ สมองฉับไว สไตล์คนนอนดึก

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/3AqOnPZLM5
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” เขียนโดยแกรี เคลเลอร์ แก่นหลักของหนังสือเล่มนี้คือ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการทำหลายอย่างพร้อมกัน แต่เกิดจากการเลือกสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด แล้วทำมันให้ดีที่สุดจนสำเร็จครับ แกรีย้อนไปดูผลงานในอดีตของตัวเอง เขาพบรูปแบบสำคัญที่เกิดขึ้นซ้ำเหมือนกันทุกครั้ง นั่นคือช่วงที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุด...

Related Articles

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing...

Effortless คนเก่งคิดง่าย ไม่คิดยาก วิธีลงมือทำแบบง่ายดาย เหนื่อยน้อยลง แต่ผลลัพธ์มากขึ้น

หลายคนที่มุ่งมั่นพัฒนาตัวเอง พยายามสร้างความก้าวหน้าโดยการทำงานอย่างหนัก ช่วงแรกเราอาจพบว่าการทำงานหนักให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า ยิ่งพยายามมากก็ยิ่งได้ผลลัพธ์มาก แต่พอถึงจุดหนึ่งเราจะรู้สึกว่าผลลัพธ์เริ่มออกมาไม่คุ้มค่ากับแรงที่ลงไป แม้จะพยายามมาก แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมานั้นน้อย ในสถานการณ์แบบนี้ สิ่งที่เราพอจะคิดออกคือพยายามให้มากขึ้นไปอีก ทำงานให้มากขึ้น เรื่องพักผ่อนช่างมันไปก่อน แต่มีหนังสือเล่มหนึ่งบอกว่าการคิดแบบนี้เป็นการคิดที่ผิดครับ...

Pomodoro Technique เทคนิคเคลียร์งาน 25 นาทีจบ ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นตลอดกาล

เชื่อว่าเพื่อน ๆ หลายคนน่าจะเคยวุ่นวายใจเมื่อเห็นเวลาเดินเข้าใกล้เดดไลน์ไปเรื่อย ๆ แต่งานที่ทำอยู่ไม่คืบหน้าไปไหนเลย ไม่สามารถตั้งสมาธิให้จดจ่อกับงานได้ เอาแต่ผัดวันประกันพรุ่งวันแล้ววันเล่า แต่เทคนิคโพโมโดโรเกิดมาเพื่อแก้ปัญหานี้ครับ การนำเทคนิคนี้มาใช้จะเป็นเหมือนเพื่อน ๆ ได้ติดอาวุธที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายที่อยากทำให้เสร็จได้ ไอติมอ่าน...

ศิลปะของการจดโน้ต แค่จดตามหลักการ ก็เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนและการทำงานได้หลายเท่า

การจดโน้ตไม่ใช่แค่การบันทึกข้อมูลลงบนกระดาษ แต่เป็นกระบวนการที่ช่วยให้เราเข้าใจ และจดจำเนื้อหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในหนังสือ The Art of Note Taking ได้แนะนำเทคนิคการจดโน้ตหลากหลายรูปแบบ ที่เพื่อน ๆ...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!