ทักษะอันตรายของสายลับที่จะทำให้คุณฉลาดขึ้น เทคนิคลับที่พลิกให้คุณกลับมาเป็นต่อได้ทันที

Share
Share

เพื่อน ๆ นิยามความฉลาดเอาไว้ว่ายังไงครับ สำหรับบางคนอาจนิยามคนที่ฉลาดว่าต้องเก่งในการทำความเข้าใจบทสนทนา, ทำงานมีประสิทธิภาพ, อ่านใจคนออก ชักจูงคนเป็น, ประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าได้, เยือกเย็นและตัดสินใจได้ดี หากใครมีทักษะเหล่านี้ย่อมประสบความสำเร็จในการทำงานและการทำธุรกิจ โดยไม่จำเป็นต้องมีครบทุกทักษะที่กล่าวมาทั้งหมดก็เรียกว่าเป็นคนเก่งได้แล้ว แต่มีอยู่อาชีพหนึ่งครับที่มีทักษะเหล่านี้ครบ อาชีพที่ว่าคือ อาชีพสายลับ

องค์กรสายลับที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกก็ตัวอย่างเช่น สำนักข่าวกรองกลางของอเมริกา (CIA), หน่วยข่าวกรองลับของอังกฤษ (MI6) หรือหน่วยข่าวกรองต่างประเทศของรัสเซีย (SVR) หน้าที่ของสายลับในองค์กรเหล่านี้คือการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล จนได้ออกมาเป็นข่าวกรอง พวกเขาต้องผ่านการทดสอบสุดโหด จนเรียกได้ว่าอาชีพสายลับถ้าไม่ฉลาดก็เป็นไม่ได้

ในบรรดาคนทำงานก็มีบางคนที่ทุ่มเทและตั้งใจกับงาน แต่กลับสร้างผลงานที่ดีออกมาไม่ได้ เป็นเพราะพวกเขาทำสิ่งที่ไม่ช่วยนำไปสู่ผลลัพธ์ มัวแต่ลงแรงไปกับเรื่องที่ไม่เกิดประโยชน์ และไม่รู้วิธีทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากทำตามแนวทางการทำงานของสายลับ ไม่ว่าใครก็สามารถสร้างผลงานที่ดีออกมาได้ครับ

ไอติมอ่าน ep นี้จะมาแนะนำหนังสือ “ทักษะอันตรายของสายลับที่จะทำให้คุณฉลาดขึ้น” เขียนโดย อุเอดะ อัตสึโมริ ผู้ที่เคยเป็นนักวิเคราะห์ข้อมูลของหน่วยงานรัฐ, ครูฝึกประจำกองกำลังป้องกันตัวเองภาคพื้นดินญี่ปุ่น และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสถานทูต ที่ปัจจุบันผันตัวเองมาทำธุรกิจและประสบความสำเร็จ เพราะนำทักษะของสายลับที่เคยศึกษามาประยุกต์ใช้


หนังสือเล่มนี้พูดถึง 5 ทักษะของสายลับที่ทุกคนสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการทำงานของตัวเองได้ โดยทั้ง 5 ทักษะนั้นได้แก่

  1. ทักษะการรวบรวมข้อมูล
  2. ทักษะการชักใยคน
  3. ทักษะการจำและดึงข้อมูลออกมาใช้
  4. ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล
  5. ทักษะที่ช่วยให้คิดและลงมือทำได้อย่างยืดหยุ่น

ผมสรุปทั้ง 5 ทักษะมาให้เพื่อน ๆ ได้ฟัง เรามาเริ่มที่ทักษะแรกกันเลยครับ

1. ทักษะการรวบรวมข้อมูล

ทุกวันนี้มีข้อมูลมากมายมหาศาล เราสามารถค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ได้บนอินเตอร์เน็ต แต่ข้อมูลที่รวบรวมมาได้อาจไม่ใช่ข้อมูลที่มีประโยชน์ทั้งหมด บางครั้งอาจได้ข้อมูลที่เป็นข่าวลือ มีการบิดเบือน ทำให้สับสนในการวิเคราะห์ คนในแวดวงข่าวกรองจึงมีเทคนิคในการคัดเอาเฉพาะข้อมูลที่สำคัญจริง ๆ ออกจากข้อมูลปริมาณมหาศาล เทคนิคนั้นเรียกว่า HEAD ที่ย่อมาจาก High Efficiency Analytic Decision-making เทคนิคนี้นำไปใช้ตามขั้นตอนดังนี้ครับ

  1. ตั้งคำถาม
  2. กำหนดขอบเขตหรือตีกรอบให้กับคำถามนั้น เพื่อให้มีความชัดเจน
  3. รวบรวมข้อมูลที่อยู่ในกรอบนั้น และทำให้คำถามที่ตั้งได้รับคำตอบ

ตัวอย่างการใช้เทคนิค HEAD เช่น สมมุติว่าคุณกำลังจะหาซื้อบ้าน ถ้าคุณตระเวนไปดูบ้านตัวอย่างโดยไม่มีการเตรียมการใด ๆ คุณคงไม่ได้ข้อมูลสำหรับนำมาตัดสินใจเพื่อทำการซื้อบ้าน ทางที่ดีคุณควรตั้งคำถามกับตัวเองเรื่องบ้านก่อน เช่น “มีบ้านเดี่ยวมือหนึ่งที่ห่างจากที่ทำงาน 1 ชม. หรือไม่?” จากนั้นตีกรอบเรื่องบ้านให้แคบลง เช่น กำหนดทำเล, ช่วงราคาที่ซื้อไหว, พื้นที่ใช้สอยของบ้าน และสิ่งอำนวยความสะดวก สุดท้ายสิ่งที่คุณต้องทำคือการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับบ้านที่ตรงตามกรอบที่กำหนดไว้ เมื่อทำเช่นนี้ คุณก็ไม่ต้องเสียเวลาไปกับข้อมูลที่ไม่จำเป็น แถมยังวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

ข้อมูลที่รวบรวมมาได้ ไม่ใช่จู่ ๆ จะเอาไปใช้ได้เลย การจัดการข้อมูลก็เหมือนการปรุงปลาปักเป้าที่ต้องแยกส่วนที่มีพิษออกเสียก่อน พอแยกส่วนที่กินได้ออกมาแล้วก็ดูต่อว่าแต่ละส่วนจะนำไปใช้ปรุงเป็นเมนูอะไร ส่วนไหนที่ยังไม่ได้ใช้ก็เก็บรักษาเอาไว้ก่อน การจัดการข้อมูลก็เหมือนการเตรียมวัตถุดิบปรุงอาหาร โดยขั้นตอนการจัดการข้อมูลแบ่งได้ 4 ขั้นตอนใหญ่ ๆ ได้แก่

  1. การคัดเลือก
  2. การจำแนก
  3. การประเมิน
  4. การเก็บรักษา

การคัดเลือก คือการแยกข้อมูลส่วนที่ไม่สำคัญหรือไม่มีประโยชน์ออกไป

การจำแนก คือการแยกข้อมูลออกเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้สะดวกต่อการนำไปวิเคราะห์ต่อ โดยปกติจะจำแนกเป็นข้อมูลที่นำไปใช้ได้เลย, ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง, ข้อมูลที่ถูกต้อง และข้อมูลที่ยังไม่แน่ใจในความถูกต้อง

การประเมิน คือการตรวจสอบว่าข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์หรือไม่ โดยพิจารณาจากความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลและความถูกต้องของข้อมูล ขั้นตอนนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นการตัดเกรด โดยความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลแบ่งได้ 6 เกรด คือ

  • A เชื่อถือได้
  • B เชื่อถือได้เป็นส่วนใหญ่
  • C เชื่อถือได้ระดับหนึ่ง
  • D เชื่อถือไม่ได้เป็นส่วนใหญ่
  • E เชื่อถือไม่ได้
  • F ไม่สามารถตัดสินได้

ส่วนความถูกต้องของข้อมูลแบ่งได้ 6 ระดับ คือ

  1. ตรวจสอบได้ว่าถูกต้อง
  2. เป็นไปได้สูงว่าถูกต้อง
  3. อาจจะถูกต้อง
  4. น่าสงสัยในความถูกต้อง
  5. ไม่น่าจะถูกต้อง
  6.  ไม่สามารถตัดสินได้

โดยข้อมูลที่ควรค่าแก่การนำมาใช้งานคือ ข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือเกรด A-C และมีความถูกต้องอยู่ในระดับ 1-3 แต่สำหรับคนทั่วไปสามารถจัดกลุ่มข้อมูลได้ง่าย ๆ โดยแบ่งออกเป็น 3 สี คือ สีเขียว มีความน่าเชื่อถือสูง, สีเหลือง ต้องระวังเมื่อนำไปใช้ และ สีแดง ไม่น่าเชื่อถือ

เมื่อจัดกลุ่มข้อมูลออกมาสำหรับนำไปใช้งานแล้ว แต่อาจมีบางส่วนที่ยังไม่ได้ใช้ ขั้นตอนสุดท้ายของการจัดการข้อมูลคือ การเก็บรักษา ที่หมายถึงการเก็บข้อมูลที่จำแนกแล้วตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ต้องกำหนดระยะเวลาที่จะเก็บรักษาเอาไว้ด้วยว่าจะเก็บไว้ตลอดไป หรือทำลายทิ้งเมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง

ในอินเตอร์เน็ตเต็มไปด้วยข้อมูลเท็จที่ไม่รู้แหล่งที่มา บางข้อมูลเป็นข่าวปลอม หรือ fake news ที่เป็นข้อมูลที่ไม่จริงซึ่งปล่อยออกมาเพื่อสร้างความสับสนแก่สังคมหรือหาผลประโยชน์บางอย่าง fake news ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งมามี เพียงแต่เห็นได้มากขึ้นเมื่ออินเตอร์เน็ตเข้าถึงคนมากขึ้น คำที่กลายเป็นที่รู้จักพร้อมกับคำว่า fake news คือ fact-checking ที่แปลว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าว

ในการ fact-checking สามารถทำได้โดยพิจารณาว่าแหล่งที่มาหรือผู้ให้ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ อยู่ในสถานะที่รู้ข้อมูลนั้นจริงหรือเปล่า และถึงแม้จะเป็นข้อมูลที่มาจากคนมีชื่อเสียงหรือคนที่อ้างว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนั้น ก็ต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่ามีเจตนาแอบแฝงหรือไม่ สืบประวัติว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขาไหน มีแนวคิดยังไง และมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับใคร

อีกอย่างคือต้องระบุช่วงเวลาที่เกิดขึ้นให้ได้ ช่วงเวลาที่เกิดกับช่วงเวลาที่ได้รับข้อมูลเป็นคนละเรื่องกัน หลายครั้งจะพบว่าข้อมูลที่คิดว่าใหม่ จริง ๆ แล้วเป็นข้อมูลเก่าที่ถูกเอามาเล่าใหม่ หากระบุช่วงเวลาที่เกิดขึ้นได้ เราจะสามารถนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อดูว่ามีจุดที่ขัดแย้งกันหรือไม่ ถ้าพบจุดที่ย้อนแย้ง ให้สงสัยความถูกต้องของข้อมูลนั้นไว้ก่อน

ในทางกลับกัน หากเปรียบเทียบแล้วข้อมูลสอดคล้องกัน ก็เป็นไปได้ว่าข้อมูลนั้นจะเป็นข้อมูลจริง แต่ต้องระวังเอาไว้ด้วย เพราะบางครั้งหลาย ๆ ข้อมูลก็มาจากแหล่งเดียวกัน จึงไม่ใช่ว่าจะเชื่อถือได้เสมอไป


2. ทักษะการชักใยคน

ต่อให้มีเทคโนโลยีอย่างดาวเทียมสอดแนมหรือการดักฟังทางโทรศัพท์ ข้อมูลที่ได้ก็ยังไม่สู้ข้อมูลที่ลวงมาได้จากคนวงใน สายลับต้องมีทักษะในการสื่อสารเพื่อล้วงข้อมูลจากคนอื่น และการสื่อสารจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อต่างฝ่ายต่างมีความไว้ใจซึ่งกันและกัน พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้าอยากเป็นมืออาชีพด้านการสื่อสาร อันดับแรกต้องได้รับความไว้วางใจจากคนอื่นเสียก่อน

สายลับมีเทคนิคหนึ่งที่ใช้สำหรับเข้าหาคน เทคนิคนั้นเรียกว่า “เทคนิคการสนทนาแบบนาฬิกาทราย” ที่เริ่มจากการพูดคุยเรื่องสัพเพเหระทั่วไป จากนั้นจึงค่อย ๆ พาเข้าเรื่องที่เราต้องการล้วงข้อมูล แล้ววกกลับมาคุยเรื่องสัพเพเหระอีกครั้ง

ตัวอย่างเช่น ในตอนแรกคุณอาจถามถึงเรื่องลูกของอีกฝ่ายก่อน จากนั้นค่อยเปลี่ยนมาคุยเรื่องงานของเขาหรือเรื่องที่คุณอยากล้วงข้อมูล แล้วเปลี่ยนกลับมาคุยเรื่องทั่วไปอย่างเรื่องวันหยุดหรืออาหารที่ชอบแทน

คนเรามักจำเรื่องที่พูดตอนแรกและตอนที่จบบทสนทนาได้ แต่กลับจำท่อนกลางของการสนทนาไม่ค่อยได้ สายลับจึงนำหลักการสนทนาแบบนี้มาใช้ประโยชน์ในการล้วงข้อมูล

สายลับที่ล้วงข้อมูลเก่ง ไม่ใช่คนที่พูดเก่ง แต่เป็นผู้ฟังที่ดีต่างหาก คนส่วนใหญ่มักอยากเล่าเรื่องราวของตัวเอง มากกว่าอยากฟังเรื่องราวของคนอื่น สายลับจึงถือคติเป็นผู้ฟังที่ดี จึงมีคนแห่เข้ามารายล้อม จนทำให้ได้ข้อมูลสำคัญมาแบบไม่ต้องขวนขวาย แต่การเป็นผู้ฟังที่ดีเป็นเรื่องยาก สายลับจึงนำเทคนิค LOVE มาใช้เพื่อให้ฟังได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเทคนิค LOVE ประกอบไปด้วย

  • L – Listen การฟัง
  • O – Observe การสังเกต
  • V – Vocalize การส่งเสียง
  • E – Empathize การแสดงความเข้าอกเข้าใจ

การใช้เทคนิค LOVE อันดับแรกให้เริ่มจากตั้งใจฟัง แล้วสบตาอีกฝ่ายในระดับที่เหมาะสม ไม่บ่อยเกินไปและไม่น้อยเกินไป โดยระหว่างที่ฟังให้สังเกตสีหน้าและอากัปกิริยาของอีกฝ่ายไปด้วย สุดท้ายให้พูดทวนสิ่งที่อีกฝ่ายพูด นี่คือเทคนิคการฟังในแบบของสายลับครับ

สายลับเก่งในเรื่องของการสร้างมิตรภาพ ยิ่งมีโอกาสได้เจอกันบ่อย ยิ่งมีปฏิสัมพันธ์กันนาน ยิ่งใกล้ชิดกันเท่าไหร่ มนุษย์จะยิ่งชอบและมีความรู้สึกดี ๆ ให้กันมาเท่านั้น แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนเราจะสนิทกันตั้งแต่ตอนเจอกันครั้งแรก เพราะฉะนั้นคุณไม่จำเป็นต้องตั้งเป้าว่าจะสนิทกับอีกฝ่ายให้ได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ แต่ควรตั้งเป้าว่าจะให้มีการนัดเจอกันครั้งต่อไปให้ได้ คุณต้องสร้างความประทับใจ และทำให้อีกฝ่ายอยากเจอคุณอีกครั้ง

ในการเจอกันครั้งแรก คุณอาจไม่มีเรื่องที่จะคุยกับอีกฝ่าย หรืออาจคุยกันได้ไม่ต่อเนื่อง แต่ก็ไม่ต้องกังวลครับ เพียงแค่แสดงท่าทีตอบรับอย่างการพยักหน้าและสบตาตอนที่อีกฝ่ายพูด ก็จะช่วยชดเชยบทสนทนาที่ติดขัดและสร้างบรรยากาศให้ดีขึ้นได้

ท่าทีของคู่สนทนาก็เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะมันบอกให้คุณรู้ได้ว่าเขากำลังรู้สึกยังไงตอนที่คุยกับคุณอยู่ สัญญาณที่แสดงว่าอีกฝ่ายรู้สึกดี เช่น ดูผ่อนคลาย, หันหน้ามาทางคุณ, ปลายเท้าชี้มาที่คุณ, โน้มตัวมาหาคุณเล็กน้อย, ทำไม้ทำมือตอนที่พูด, สบตาคุณอยู่เสมอ, พยักหน้าเห็นด้วย, หัวเราะ, จับมือกระชับแต่ไม่บีบแรงเกินไป

ในทางกลับกัน สัญญาณที่แสดงว่าอีกฝ่ายรู้สึกไม่ดี เช่น ดูกระวนกระวาย, อ้ำอึ้ง, เงียบเป็นพัก ๆ หรือสายตาเหม่อลอย และสัญญาณของความเป็นศัตรูจะแสดงออกมา เช่น จ้องเขม็งนานเกิน 1 วินาทีขึ้นไป, มองตั้งแต่หัวจรดเท้า, เหลือบมองหรือมองเฉียง ๆ โดยไม่ขยับศีรษะ, ยืนกางขาเอามือเท้าเอว, กำมือแน่น หรือหายใจฟืดฟาด

ในการทำงานคุณต้องให้ความสำคัญกับการแสดงท่าทีของตัวเอง และหมั่นสังเกตท่าทีของคนอื่น เพราะการแสดงท่าทีออกมาดี จะทำให้อีกฝ่ายคิดว่าอยากเจอคุณอีกครั้ง และการสังเกตและแสดงท่าที ไม่ได้มีประโยชน์แค่ในแง่ของการสร้างความสัมพันธ์ แต่ยังใช้ช่วยตัดสัมพันธ์ได้ด้วย เช่น ถ้าอยากไล่คนที่คุณไม่ชอบหน้าไปให้พ้น ก็ให้มองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า หรือถ้าใครส่งสัญญาณเป็นศัตรูมา ก็มองให้ออกแล้วรีบตัดความสัมพันธ์โดยเร็ว

ในวงการสายลับมีคำศัพท์ที่เรียกว่า MICE ซึ่งแปลว่าหนู ที่ใช้เรียกคนในที่พยายามสืบข้อมูลในองค์กรแบบน่าสงสัย คนในที่กลายเป็นหนูถูกใช้เป็นเครื่องมือและถูกชักใยให้ยอมร่วมมือ ซึ่งสิ่งที่มีอำนาจเปลี่ยนคนในให้กลายเป็นหนูมีอยู่ 4 อย่าง คือ MICE โดยแต่ละตัวอักษรย่อมาจาก

  • M – Money เงิน
  • I – Ideology ความเชื่อหรืออุดมการณ์
  • C – Compromise จุดอ่อน / Coercion การข่มขู่
  • E – Ego อัตตา

1. เงิน ตัวอย่างเช่น อัลดริช เอมส์ อดีตเจ้าหน้าที่ CIA ที่แปรพักตร์มาเป็นสายลับให้กับ KGB เพราะเห็นแก่เงิน

2. ความเชื่อหรืออุดมการณ์ ตัวอย่างเช่น คิม ฟิลบี้ สายลับของอังกฤษสมัยสงครามเย็นที่ยอมเป็นสายลับให้โซเวียต เพราะฝักใฝ่คอมมิวนิสต์

3. จุดอ่อนและการข่มขู่ ตัวอย่างเช่น คนที่ถูกผู้หญิงล่อลวงด้วยเสน่ห์ จนต้องยอมถูกชักใย เพราะกลัวถูกแฉว่าบ้าผู้หญิง

4. อัตตา ส่วนใหญ่เป็นคนที่ไม่ค่อยเติบโตในองค์กร เมื่อได้รับคำชมจากฝ่ายศัตรูว่าเป็นคนมีความสามารถ ก็หลงมั่นใจในตัวเองและกลายไปเป็นสายลับให้กับฝ่ายศัตรู

องค์ประกอบทั้ง 4 อย่างของ MICE อาจถูกคู่แข่งทางธุรกิจนำมาใช้กับพนักงานของเรา เพื่อบังคับให้เปิดเผยความลับของบริษัท ผู้เขียนบอกว่าความลับของบริษัทที่หลุดออกไป ส่วนใหญ่หลุดมาจากคนในปล่อยข้อมูล มากกว่าโดนคนนอกมาขโมยข้อมูล ถ้าคุณเป็นเจ้าของบริษัท ต้องนำหลักการ MICE มาพิจารณาตรวจสอบว่ามีพนักงานของตัวเองคนไหนที่ถูกบริษัทคู่แข่งกุมจุดอ่อนเอาไว้หรือไม่


3. ทักษะการจำและดึงข้อมูลออกมาใช้

แม้ทุกวันนี้เราจะจดบันทึกกันลืมเก็บไว้ในสมาร์ตโฟนได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการจำจะไม่จำเป็นอีกต่อไป การจำทำให้เราคิดและสนทนาได้อย่างลื่นไหล ทักษะในการเรียกความจำที่เป็นประโยชน์ออกมาใช้ได้ทันท่วงทีจะสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่แก่การทำงานและธุรกิจของคุณได้

สายลับจำเป็นต้องมีเทคนิคการจำติดตัวไว้ เพราะตอนออกปฏิบัติภารกิจ หากถูกค้นตัวหรือค้นในมือถือแล้วเจอโน้ตที่จดเอาไว้ก็อาจเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นมาได้ มาดูกันครับว่าในหนังสือได้บอกเทคนิคการจำแบบไหนบ้าง

เทคนิคการจำ 3 แบบที่ KGB ใช้ ได้แก่

  1. สร้างความเชื่อมโยง
  2. จินตนาการข้อมูลให้เป็นภาพ
  3. ใส่อารมณ์

การจำแบบสร้างความเชื่อมโยง คือการนำสิ่งที่เราต้องการจะจำไปเชื่อมโยงกับสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว แบบนี้จะทำให้จำและเรียกออกมาใช้ได้ง่ายขึ้น ผู้เขียนยกตัวอย่างของตัวเองที่นำวิธีนี้ไปใช้ว่า สมัยเรียกเขาจำคำว่า lamentable ที่แปลว่าน่าเศร้าใจ โดยการเอาคำนี้ไปเชื่อมโยงกับราเม็งเพราะเสียงคล้ายกัน และนึกภาพตัวเองใส่เกลือและพริกไทยลงไปในราเม็งเยอะจนกินไม่ได้ เลยรู้สึกน่าเศร้าใจ

การจินตนาการข้อมูลให้เป็นภาพ คือการเปลี่ยนข้อมูลในสมองให้อยู่ในรูปแบบของภาพแล้วจำแทน เพราะมนุษย์มักจำรูปภาพได้ดีกว่าเนื้อหา ถ้าให้นึกดูว่าคุณซื้ออะไรมาจากซุปเปอร์มาร์เก็ตบ้าง หากให้บอกออกมาเป็นคำ ๆ อาจนึกออกมาได้ยาก แต่ถ้าลองนึกภาพตอนที่คุณหยิบสินค้าลงตะกร้า ความจำจะผุดออกมาได้ง่ายกว่า หากฝึกจินตนาการข้อมูลให้เป็นภาพจนเป็นนิสัย ทักษะความจำของคุณจะดีขึ้นแบบก้าวกระโดดเลยทีเดียวครับ

การใส่อารมณ์ คือการใส่อารมณ์ร่วมเข้าไปในข้อมูลเพื่อให้จำได้ดีขึ้น สมองมนุษย์จำสิ่งที่มาพร้อมกับอารมณ์ความรู้สึกที่รุนแรงได้แม่น เราเลยจำเรื่องที่สนุก, ตื่นเต้น หรือสะเทือนใจได้ไม่ลืม คุณจึงควรพยายามใส่อารมณ์ลงไปในข้อมูลที่ต้องการจะจำด้วย

เทคนิคการจำชื่อและหน้าคน

หากนึกชื่อนักแสดงไม่ออกคงไม่เป็นปัญหาอะไร แต่ถ้านึกชื่อเพื่อนร่วมงานไม่ออก คงไม่ใช่เรื่องดีสำหรับคนทำงานแน่นอน ผู้เขียนได้เทคนิคการจำชื่อและหน้าคนมาจากสมัยเรียนอยู่โรงเรียนเตรียมฯ โดยเทคนิคนี้ให้มองหาจุดเด่นแล้วสร้างเรื่องราวที่เชื่อมโยงจุดเด่นนั้นและชื่อของอีกฝ่ายเข้าด้วยกัน เช่น คุณได้พบกับคน ๆ หนึ่งที่มีรูปหน้ายาวจนชวนให้นึกถึงม้า ก็ให้นึกถึงภาพครูฝึกม้าแล้วจำพร้อมกับชื่ออีกฝ่ายว่า “คุณแบงค์ที่เป็นครูฝึกม้า”

หรือหากอีกฝ่ายมีชื่อคล้ายกับคนดัง ก็ให้คุณนึกภาพว่าอีกฝ่ายยืนคู่กับคนดังคนนั้น เช่น คุณเจอคนที่ชื่อเบิร์ด ก็ให้นึกภาพอีกฝ่ายยืนคู่กับพี่เบิร์ด ธงชัย แบบนี้จะทำให้นึกชื่ออีกฝ่ายได้ง่ายขึ้น


4. ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล

ข้อมูลที่รวบรวมมาได้ หากไม่มีการนำไปวิเคราะห์, ประมวลผล หรือตีความ ก็ถือว่าข้อมูลนั้นไม่มีความหมาย ผลลัพธ์ที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูล คือสิ่งที่ช่วยให้ตัดสินใจและลงมือทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในหนังสือได้แนะนำเฟรมเวิร์กพื้นฐานสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่

3C

เฟรมเวิร์กที่มีประโยชน์อย่างยิ่งที่คนทำงานควรรู้จักเป็นอันดับแรก ซึ่ง 3C นั้นประกอบไปด้วย

  • Customer
  • Competitor
  • Company

Customer คือตลาดและลูกค้า หมายถึงขนาดและการเติบโตของความต้องการในตลาด, ความต้องการของลูกค้า, กลุ่มผู้ซื้อคือใคร

Competitor คือคู่แข่ง รู้จำนวนคู่แข่งและส่วนแบ่งการตลาดของแต่ละราย ศึกษากลยุทธ์, โครงสร้างองค์กร, ทรัพยากรและความสามารถของคู่แข่ง

Company คือบริษัทของตัวเอง รู้ทรัพยากรและความสามารถที่บริษัทตัวเองมี รู้จุดแข็งจุดอ่อนของตัวเอง

เฟรมเวิร์กนี้ช่วยในการสร้างกลยุทธ์ที่จะทำให้ตัวเองหรือบริษัทประสบความสำเร็จ โดย 3C จะวิเคราะห์ทั้งสภาพแวดล้อมภายนอก ซึ่งคือตลาด, ลูกค้าและคู่แข่ง วิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน ซึ่งคือบริษัทตัวเอง เฟรมเวิร์กนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจสถานการณ์ตลาด ความต้องการของลูกค้า รู้ว่าคู่แข่งมีบทบาทยังไงในตลาด และจะสนองความต้องการของลูกค้าได้ยังไง

4P

เฟรมเวิร์กสำหรับคิดแผนงานหรือวางแผนขายสินค้าและบริการ โดย 4P ประกอบด้วย

  • Product
  • Price
  • Place
  • Promotion

Product คือสินค้าหรือบริการที่ต้องการขาย

Price คือราคา ว่าจะขายสินค้านั้นที่ราคาเท่าไหร่

Place คือการกระจายสินค้า ว่าจะส่งมอบสินค้าให้ลูกค้ายังไง จะวางขายที่ไหน วิธีขายเป็นยังไง

Promotion คือการส่งเสริมการขาย ว่าจะสื่อสารจุดแข็งของสินค้าให้ลูกค้ารู้ได้ยังไง

เฟรมเวิร์ก 4P ช่วยให้คุณสามารถวิเคราะห์ปัจจัยเหล่านี้ในสินค้าหรือบริการของบริษัทได้ง่ายขึ้น คุณจะรู้ว่าจุดแข็งของตัวเองอยู่ตรงไหน จึงสามารถนำมาช่วยตัดสินใจในการดำเนินงานและส่งเสริมการขายได้ครับ

PEST

เฟรมเวิร์กสุดท้ายที่ผู้เขียนนำมาแนะนำ โดยเป็นเฟรมเวิร์กที่ช่วยในการวิเคราะห์แนวโน้มและการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทำให้คาดการณ์ได้ว่าจะมีผลกระทบต่อเรายังไงบ้าง โดย PEST ประกอบไปด้วย

  • P – Politics ปัจจัยทางการเมือง
  • E – Economy ปัจจัยทางเศรษฐกิจ
  • S – Society ปัจจัยทางสังคม
  • T – Technology ปัจจัยทางเทคโนโลยี

เมื่อรู้ปัจจัยภายนอกที่ไม่อาจควบคุมได้ เราจะสามารถคิดหรือปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้ เฟรมเวิร์กนี้จะช่วยให้คุณรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและธุรกิจได้ครับ


5. ทักษะที่ช่วยให้คิดและลงมือทำได้อย่างยืดหยุ่น

สายลับต้องปฏิบัติภารกิจภายใต้สถานการณ์ที่กดดัน จึงต้องควบคุมตัวเองให้มีความสงบสุขุมอยู่เสมอ เพราะหากไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้อย่างเยือกเย็น ก็ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จลุล่วงได้ นี่เป็นสิ่งที่คนทำงานควรเรียนรู้ไว้ด้วยเช่นกัน

เพื่อให้ตัวเองรอดพ้นจากอันตราย สายลับต้องประเมินสถานการณ์และความเสี่ยงของแต่ละวันให้ถูกต้อง จากนั้นตัดสินใจว่าจะรับมืออย่างไร แล้วลงมือทำอย่างรวดเร็ว ผู้เขียนบอกว่าสมัยที่เขาไปประจำการที่ประเทศบังกลาเทศ สถานการณ์ในตอนนั้นถือว่ายังไม่สงบ แต่เขาก็สามารถอยู่รอดปลอดภัยมาได้ตลอดระยะเวลา 3 ปี โดยไม่เคยเกิดอะไรขึ้นเลย นั่นเป็นเพราะเขาสามารถหลบหลีกความเสี่ยงได้ ตั้งแต่ก่อนที่มันจะกลายเป็นสถานการณ์อันตรายนั่นเอง

สิ่งนี้สามารถปรับใช้ในการทำงานได้ด้วยเช่นกัน ก่อนจะลงมือทำอะไรก็ตาม คนทำงานควรประเมินสถานการณ์ คำนึงถึงความเสี่ยงและเหตุไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้น และวางแผนหลบหลีกเอาไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

เพื่อน ๆ คงเคยได้ยินคำว่า “การจัดการภาวะวิกฤติ” หรือ Crisis Management คำนี้สามารถสื่อได้ถึงการจัดการสองประเภทคือ การจัดการกับเหตุร้ายและการจัดการกับความเสี่ยง

การจัดการกับเหตุร้ายคือ การสร้างมาตรการรับมือเมื่อเกิดวิกฤตขึ้นมาแล้ว ส่วนการบริหารความเสี่ยงจะเป็นการลดต้นเหตุของความเสี่ยง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุร้ายหรือวิกฤติขึ้นตั้งแต่แรก สำหรับคนทำงานทั่วไปจึงควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง

ผู้เขียนบอกว่าหากเลือกทักษะติดตัวได้เพียงแค่ทักษะเดียว ทักษะนั้นจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก “ทักษะการประเมินสถานการณ์” ซึ่งหมายถึงการระแวดระวังและใส่ใจกับสิ่งรอบข้างอยู่เสมอ สำหรับสายลับ เมื่อต้องปฏิบัติภารกิจที่อันตราย พวกเขาจะต้องมีความตระหนักในความสามารถของตัวเอง, ศักยภาพของศัตรู รวมถึงสภาพแวดล้อมรอบข้าง เพื่อให้สามารถประเมินได้ว่าอีกฝ่ายจะเคลื่อนไหวในรูปแบบไหน และหากสัมผัสได้ว่ามีความเสี่ยงสูงเกินไป สายลับก็จะถอนตัว

ทักษะการประเมินสถานการณ์มีความสำคัญอย่างยิ่งเวลาที่สายลับต้องหลบหลีกภาวะวิกฤติ คนทำงานเองก็เช่นกัน ต้องรู้จักประเมินว่าสถานการณ์ไหนควรจะถอนตัว เพราะหากถอนตัวผิดจังหวะก็อาจจะเกิดความเสียหายได้

นอกจากต้องประเมินสถานการณ์เป็นแล้ว สายลับต้องมองคนให้ออก เกณฑ์ในการตัดสินคนที่สำคัญที่สุดคือมีความซื่อสัตย์และจริงใจ ต่อให้เป้าหมายมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หรืออยู่ในสถานะที่สำคัญ แต่ถ้าพบว่าเป็นคนที่ไม่ซื่อสัตย์หรือไม่จริงใจสายลับจะตัดความสัมพันธ์ด้วยทันที

ในโลกของการทำงานก็ไม่ต่างกัน หากพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจหรือลูกค้าเป็นคนไม่ซื่อสัตย์ ก็ควรหลีกเลี่ยงไม่เข้าไปเกี่ยวข้องเกินจำเป็น เพราะหากต้องกลุ้มใจกับปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับคนอื่น ไม่ว่าใครก็คงทำงานได้ไม่ราบรื่นแน่ ๆ


คนเรามีแนวโน้มจะประเมินสถานการณ์ด้วยอารมณ์ความรู้สึก เมื่อถูกอารมณ์ความรู้สึกครอบงำ เราจะไม่สามารถตัดสินใจอย่างสุขุมเยือกเย็นหรือมีเหตุผลได้ พฤติกรรมนี้มีชื่อเรียกว่า “อคติทางความคิด” หรือ Cognitive Bias

แม้บางครั้งอคติเหล่านี้อาจเป็นสัญชาตญาณที่ช่วยให้เรารอดพ้นจากความเสี่ยงได้ แต่ก็อาจนำไปสู่ความล้มเหลวที่ไม่คาดคิดได้เช่นกัน ดังนั้นจึงต้องระวังเอาไว้ให้ดี ตัวอย่างอคติที่มักพบเห็น เช่น

เวลาที่เห็นขอทานแล้วสงสารจนให้เงิน นั่นแสดงว่าคุณทำไปด้วย “อคติทางอารมณ์” หรือ Emotional Bias

ถ้าเห็นสินค้าที่มีขนาดเล็ก,กลาง, ใหญ่ แล้วคุณเลือกขนาดกลาง แสดงว่าคุณติดกับดัก “ปรากฏการณ์ตัวล่อ” หรือ Decoy Effect

ถ้าคุณปิดหูปิดตาต่อสิ่งผิดปกติที่กำลังเกิดขึ้น นั่นเรียกว่า “อคติเชื่อว่าปกติ” หรือ Normalcy Bias

ถ้าใครให้ของขวัญหรือช่วยงานคุณเล็ก ๆ น้อย ๆ และคุณรู้สึกว่าต้องตอบแทน นั่นแสดงว่าคุณตกอยู่ภายใต้ “อิทธิพลของบรรทัดฐานต่างตอบแทน” หรือ Norm of Reciprocity

หากคุณตระหนักถึงอคติต่าง ๆ ที่อาจส่งผลต่อความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง คุณก็จะรักษาความสงบเยือกเย็นเอาไว้ได้ในแทบทุกสถานการณ์

คนทั่วไปน่าจะเคยมีประสบการณ์โมโหหรือรู้สึกแย่จนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ แต่สายลับกลับสามารถเยือกเย็นได้แม้ในภาวะที่หมิ่นเหม่ต่อความตาย สายลับทำยังไงถึงสามารถสงบสติอารมณ์ได้ขนาดนั้น

นั่นเป็นเพราะสายลับมาทำงานนี้ด้วยความรู้สึกที่รักชาติหรือทำเพื่ออุดมการของตัวเอง พวกเขาจึงไม่หวั่นไหวกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ และมีความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความยากลำบาก เรื่องนี้ใช้ได้กับคนทำงานด้วยเช่นกัน ถ้ามีวิสัยทัศน์และเป้าหมายให้ยึดมั่น คุณจะอดทนกับสถานการณ์ที่ยากลำบากได้ดีกว่าเวลาที่ไม่รู้ว่าจะอดทนทำไปเพื่ออะไร หากคุณรู้สึกว่างเปล่า ลองหาเป้าหมายในการทำงานให้ตัวเองดูครับ

ทั้งหมดนี้คือหลักของสายลับทั้ง 5 ข้อ จากในหนังสือ “ทักษะอันตรายของสายลับที่จะทำให้คุณฉลาดขึ้น” เขียนโดย อุเอดะ อัตสึโมริ ใครสนใจอยากรู้เนื้อหาเพิ่มเติมสามารถหามาอ่านกันได้ครับ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น ราคา 240 บาท

สนใจหนังสือ ทักษะอันตรายของสายลับ ที่จะช่วยให้คุณฉลาดขึ้น

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/50DhTXIOtx
หรือซื้อแบบ ebook:
https://www.mebmarket.com
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” เขียนโดยแกรี เคลเลอร์ แก่นหลักของหนังสือเล่มนี้คือ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการทำหลายอย่างพร้อมกัน แต่เกิดจากการเลือกสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด แล้วทำมันให้ดีที่สุดจนสำเร็จครับ แกรีย้อนไปดูผลงานในอดีตของตัวเอง เขาพบรูปแบบสำคัญที่เกิดขึ้นซ้ำเหมือนกันทุกครั้ง นั่นคือช่วงที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุด...

Related Articles

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน...

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing...

จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เปลี่ยนคนที่ยังลังเลให้ซื้อทันที

สินค้าดี มีคนสนใจ แต่ทำไมไม่มีคนซื้อ? บางทีอาจเป็นเพราะสมองของลูกค้าไม่ยอมให้ซื้อก็เป็นได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Brain Audit จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง...

ทำไม USJ ถึงทำรถไฟเหาะให้วิ่งถอยหลัง เบื้องหลังวิธีคิดที่พาธุรกิจผ่านวิกฤต ด้วยการใช้ไอเดียแทนเงิน

หากพูดถึงสวนสนุกระดับโลก นอกจาก Disneyland แล้ว ชื่อที่ตีคู่มาด้วยกันคือ Universal Studios ซึ่งในทวีปเอเชียของเรามีอยู่ 3 แห่ง คือในญี่ปุ่น สิงคโปร์...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!