กลางแดดแรง ร้อนระอุในยามบ่ายเช่นนี้ เป็นใครก็ต้องหลบอยู่ในห้องแอร์เย็น ๆ แต่ไม่ใช่กับณเรศ วันหยุดยาวแบบนี้ เขาต้องใส่ชุดทำสวน ถือกรรไกรตัดหญ้ามาเล็มหญ้าที่สนามหน้าบ้าน ทั้งที่งานนี้มีมอดทำประจำอยู่แล้ว อีกฟ้ากใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ แป้งหอมนอนเอนกายอ่านนิตยสารอยู่บนเตียงผ้าใบ พลางยกน้ำส้มคั้นเย็น ๆ ขึ้นดื่มอย่างสบายอารมณ์ หันมามองชายหนุ่มที่ทำสวนเป็นระยะ ณเรศพักมือ เอาแขนเสื้อปาดเหงื่อที่ท่วมหน้าผาก หันไปทางร่มไม้เห็นภรรยากำลังมองมา เธอเดินมาหาเขา ในมือถือแก้วน้ำส้มคั้นติดมาด้วย ส่งยื่นให้เขา เขารับมากระดกดื่มอย่างกระหาย ณเรศดื่มน้ำส้มคั้นจนหมดแก้ว...
ด้านหลังเวที ศกรและนิตานั่งพักเพื่อเตรียมตัวให้พิธีกรสัมภาษณ์ ในอีกไม่นานต่อจากนี้ ณเรศเดินเข้ามาพร้อมดอกไม้ช่อโต เขาส่งมอบมันให้กับศกรและนิตา “ยินดีกับทั้งสองคนด้วยนะ” ณเรศกล่าว ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ ศกรและนิตามองใบหน้านั้น รับช่อดอกไม้ที่เขายื่นให้ “ขอบใจแกมาก” ศกรกล่าวอย่างรู้สึกยินดีที่ณเรศมาร่วมงาน “ที่ฉันมาก็เพื่อจะมาแสดงความยินดีและมาลาด้วย” “คุณจะลาไปไหนคะ?” นิตาถาม “ผมจะไปเรียนต่อที่เยอรมันนี!” ศกรและนิตาใจหายเมื่อได้ยิน ณเรศไม่เคยเปรยเรื่องนี้ให้ฟังมาก่อน “แล้วคุณจะไปเมื่อไหร่คะ?” “อย่างช้าคงจะเป็นมะรืนนี้” “มะรืนนี้!” ศกรทวนคำพูด “แล้วนี่แกบอกแป้งหอมแล้วหรือยัง?”...
หลังจากอาการดีขึ้น ณเรศก็ออกจากโรงพยาบาลประจำหาดทรายขาว แล้วรีบให้มอดบึ่งรถเข้ามาที่โรงพยาบาลซึ่งแทนใจเข้ารับการรักษา เขาเป็นห่วงลูกบุญธรรมคนนี้มาก ทุกคนต่างใจจดใจจ่อ รอฟังความคืบหน้าการรักษาที่หน้าห้องผ่าตัดซึ่งแทนใจอยู่ในนั้น แป้งหอมนั่งร้องไห้เสียใจอยู่หน้าห้อง ณเรศเดินเข้ามาเห็นลุงเข้มก็เข้าไปถาม “นี่มันเกิดอะไรขึ้นครับลุงเข้ม แทนใจป่วยเป็นอะไร ทำไมไม่บอกให้ผมรู้” ลุงเข้มหน้าซีด เขาจะเริ่มอธิบายอะไรก่อนดี “เอ่อ… คือ… เจ้าแทนใจมันเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่วมาตั้งแต่เล็ก ๆ แล้วครับ ทุกทีอาการไม่ได้หนักขนาดนี้ แต่พอเดือนก่อนเจ้าแทนมันไอเป็นเลือด ลุงเห็นว่าอาการท่าจะไม่ดี จึงพาส่งโรงพยาบาล แล้วคุณหมอก็บอกว่าต้องผ่าตัดซ่อมลิ้นหัวใจโดยด่วน...
ท้องฟ้าที่เคยสว่างจากแสงอาทิตย์ ตอนนี้กลับมืดมน จะมีก็แต่สายฟ้าสาดแปล๊บลงมาเป็นพัก ๆ อากาศเริ่มลดอุณหภูมิ เย็นขึ้นเรื่อย ๆ และมีเค้าว่าฝนกำลังจะตก ไม่นานฝนเม็ดโตก็โหมลงมา ชายหนุ่มหญิงสาวได้แต่นั่งขดตัวหลบเปียกอยู่ในซอกหิน สถานที่พักพิงที่ดีที่สุดเท่านี้หาได้ในตอนนี้ หากเย็นนี้ณเรศไม่ออกไปหาผลไม้ป่า ป่านนี้ทั้งคู่คงหิวโซไปทั้งคืน อดทนเพียงผ่านค่ำคืนนี้ไปได้ พรุ่งนี้ต้องมีคนมาช่วยแน่ ทั้งสองหวังไว้ในใจอย่างนั้น แป้งหอมคู้ขานั่งกอดเข่าตนเอง อากาศเย็นกำลังจับขั้วหัวใจทีละน้อย ร่ายกายเธอสั่นเทิ้มอย่างควบคุมไม่ได้ ณเรศเห็นก็ถอดเสื้อนอกออกมาคลุมร่างเธอ หวังว่าเธอจะรู้สึกดีขึ้น หญิงสาวเงยหน้ามอง “ทำไมคุณไม่ใส่ไว้ล่ะคะ?”...
“อย่าทำอะไรเรานะ” แป้งหอมว่าให้มัน เท้าถอยร่นออกมาพร้อมณเรศ “หลบไปก่อนแป้งหอม”ณเรศใช้แขนป้องตัวแป้งหอม หัวหน้าโจรเห็นก็แสยะยิ้มอย่างหมั่นไส้ “แหม… ชักอิจฉาแกสองคนแล้วสิ รักกันมากเหลือเกินนะ ดูฉันสิ อุตส่าห์เฝ้าติดตามนิตา แต่กลับถูกปฏิเสธ แถมยังพาตำรวจมาจับอีก ความรักของฉันช่างมีอุปสรรคเหลือเกิน” “เรื่องนั้นมันไม่เกี่ยวกับพวกเรานี่ ได้โปรดพาเราสองคนกลับเข้าฝั่งเถอะนะ ฉับรับรองว่าจะไม่พูดเรื่องของพวกนายให้ใครฟัง” แป้งหอมร้องขอ “ฮึ!” หัวหน้าโจรทำเสียงในลำคอ “จะให้ฉันเชื่อพวกแกงั้นเหรอ?” มันเดินเข้ามาเรื่อย ๆพร้อมกระชับปืนในมือ “งั้นถ้าพวกแกสามคนพาเราเข้าฝั่ง...
ณเรศและแป้งหอมยืนบนระเบียง ทอดสายตามองหาดทรายสีขาว ถัดไปเป็นผืนทะเล ถัดไปอีกเป็นผืนดินชายฝั่งซึ่งมีถนน มีตึกสูง และมีคนที่กำลังตามหาเจ้าสาวของตน ถึงเวลาแล้วที่เขาต้องจบเกมนี้เสียที เขาควรยอมรับความจริงว่าเขาคือผู้แพ้ แล้วกลับไปแต่งงานกับนิตาตามที่สัญญาไว้ “เธออยากกลับไปหาไอ้ศกรหรือยัง?” ณเรศหันไปถามแป้งหอม เธอมองเขาก่อนจะตอบ “อยากสิ ฉันอยากกลับไปใช้ชีวิตอย่างเดิม ไม่อยากเป็นทาสให้คุณสั่งอยู่ฝ่ายเดียวแบบนี้” “และอยากกลับไปแต่งงานกับไอ้ศกรด้วยใช่ไหม?” ทั้งสองมองหน้ากัน เงียบไปพักใหญ่ ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ต่างมองและฟังเสียงคลื่นถลาเข้าซัดหาดทรายที่ทำให้รู้สึกจิตใจสงบลง ท้องทะเลต้องแสงอาทิตย์ยามเย็น ส่องประกายสีเงินระยิบ อีกไม่นานอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้า...
ท่ามกลางแดดยามบ่ายอันร้อนระอุ ศกรเดินออกจากที่ทำงาน ตรงเข้าไปนั่งในรถของตนเองซึ่งจอดไว้ที่ลานของบริษัทดิเรกธานนท์ การเงินจำกัด ท่าทางของเขาดูรีบร้อนไม่ต่างจากสภาพอากาศ ขณะที่เข้าไปประจำที่นั่งหลังพวงมาลัยและกำลังจะปิดประตู มือใครคนหนึ่งก็รั้งไว้ไม่ยอมให้ปิด ศกรเงยหน้าขึ้นมอง ปรากฏเป็นนิตานั่นเอง “คุณกำลังจะไปตามหายายแป้งหอมใช่ไหม ขอฉันตามคุณไปด้วยคนสิ เผื่อจะเจอคุณณเรศบ้าง ขอบคุณนะ” พูดจบนิตาก็อ้อมมานั่งที่เบาะข้างคนขับ ศกรปิดประตูรถฝั่งเขา หันมามองตำหนินิตา “ฉันอนุญาตเธอแล้วหรือไง ถือวิสาสะอะไรเข้ามาเองแบบนี้” “อะไรกัน แค่นี้เอง ไม่เห็นจะต้องถืออะไรเลย” ศกรมองนิตาแล้วโคลงศีรษะเบา ๆ...
ดึกสงัดท่ามกลางบรรยากาศเปลี่ยว กลางเกาะเดี่ยวบนผืนทะเลกว้างใหญ่ หลังเสร็จจากมื้อค่ำ ณเรศก็ลากแป้งหอมเข้ามาในห้องนอน เพื่อพันธนาการเธอไว้ด้วยโซ่อีกครั้ง “คุณไม่ต้องล่ามฉันไว้แล้วก็ได้มั้ง” แป้งหอมบ่น ขณะเธอนั่งบนเตียง ยอมให้ณเรศเอาโซ่ล่ามที่ข้อเท้าแต่โดยดี ดูเหมือนณเรศไม่ได้สนใจฟังคำพูดเธอเลย “วันนี้ฉันจะลดความยาวโซ่ลง เพื่อไม่ให้เธอเอาอะไรมาตีหัวฉันได้อีกเหมือนวันนี้” ณเรศพูด เขาใช้โซ่พันเสาต้นใหญ่หลายรอบเพื่อลดความยาวของมันลง “ทำไมคุณยังล่ามฉันอยู่อีก?” “กันเธอหนียังไงล่ะ” “ฉันไม่หนีหรอกน่า… ไม่ไว้ใจกันหรือไง ลองเชื่อใจสักครั้งแล้วปล่อยฉันดู” “ไม่เอา ฉันไม่อยากเสี่ยง” ณเรศล็อกกุญแจ เขาลุกขึ้นแล้วเก็บลูกกุญแจเข้ากระเป๋าเสื้อ...
เรือเร็วแล่นฝ่าผืนน้ำเข้ามาจอดเทียบท่าของเกาะซึ่งเก็บความลับไว้ ชายหนุ่มแต่งตัวดูภูมิฐานเดินขึ้นมาจากเรือ ในมือของเขาถือถุงใส่เสื้อผ้าผู้หญิงสามถึงสี่ใบ เขาเดินทอดน่องผ่านดงไม้ตรงเข้ามายังบ้าน เมื่อมาถึงก็วางข้าวของทั้งหมดลงบนโต๊ะอาหาร มุ่งมายังหน้าห้องซึ่งกักขังหญิงสาวไว้ ก๊อก ๆ ๆ “แป้งหอม เธอยังไม่ตื่นหรือไง?” ก๊อก ๆ ๆ … “ฉันขอเข้าไปข้างในนะ” ณเรศหมุนลูกบิดผลักประตูเข้าห้องไป เขาไม่เห็นแป้งหอมที่แอบอยู่หลังประตู เธอเงื้อแจกันเซรามิกขนาดเหมาะมือขึ้น แล้วเหวี่ยงมันลงกลางศีรษะชายหนุ่มเต็มกำลัง จนแจกันแตก กุญแจที่ณเรศถือไว้หล่นลงพื้น “โอ๊ย…...