ในค่ำคืนอันเหน็บหนาว กลางป่าลึกบนภูเขาสูง หมาป่าขนสีเงินกำลังวิ่งหนีสุดชีวิต นายพรานหัวใจเหี้ยมโหดสองคนแบกปืนกระบอกยักษ์ในมือวิ่งตามหลังมา พวกเขาส่องมันมาที่หมาป่า สัตว์ที่ได้ชื่อว่าเป็นเดรัจฉาน
ปัง!
นัดแรกเฉียดขาหลังไปนิดเดียวเท่านั้น นับว่ายังโชคดีที่ไม่เป็นอะไร หมาป่าเร่งฝีเท้าขึ้นอีกเพราะไม่รู้จะโชคดีเป็นครั้งที่สองหรือไม่ ขนสีเงินของมันแวววาว เมื่อต้องกับแสงจันทร์ในคืนนี้ มันรักชีวิตตัวเอง อยากหนีให้พ้นจากรัศมีลูกตะกั่วที่หมายมายังตัว
ปัง!
คราวนี้โชคไม่ดีเหมือนคราวที่แล้ว ลูกตะกั่วแหวกอากาศมาอย่างรวดเร็ว แล้วพุ่งทะลุผิวหนังที่ปกคลุมไปด้วยขนหนาสีเงิน ฝังลึกเข้าไปในอวัยวะสำคัญภายในร่างกาย เจ็บปวดเหลือเกิน มนุษย์สองคนผู้มีจิตใจเหี้ยมโหด คิดเบียนเบียนชีวิตผู้อื่นเช่นนี้คงเรียกว่าเป็นเดรัจฉานไม่ต่างจากมันเท่าไร หนำซ้ำพวกเขาอาจเดรัจฉานกว่ามันเสียอีก เพราะแม้หมาป่าตัวนี้จะล่าสัตว์เล็กตัวอื่นที่อ่อนแอกว่า แต่ที่มันทำไปก็เพื่อประทังท้อง ไม่เหมือนสองพรานใจเหี้ยมที่ล่าสัตว์อื่นเพียงเพื่อความสนุกสนานส่วนตัวเท่านั้น
เปลือกตาทั้งสองข้างหนักอึ้งจนไม่มีแรงฝืนให้ลืมขึ้นได้อีกต่อไป หมาป่าขนสีเงินนอนหายใจรวยรินท่ามกลางอากาศอันหนาวเหน็บกลางป่าลึกเพียงลำพัง เจ็บปวดเหลือเกิน ทรมานเหลือทน รีบยิงมาอีกนัดสิ ปลิดชีวิตสัตว์ที่พวกแกกล่าวหาว่าเป็นเดรัจฉานเสียเดี๋ยวนี้เลย หมาป่าคิดในใจ หวังให้เป็นอย่างนั้น แต่สองพรานใจเหี้ยมกลับเพียงแค่เดินมาดูผลงานที่ยิงไว้แล้วหัวเราะสะใจ ก่อนจะเดินจากไปโดยปล่อยให้หมาป่านอนอยู่กับความทรมานเช่นนั้นต่อไป
ข้าง ๆ ป่าบนภูเขานั้นเองมีเมืองเล็ก ๆ ที่ปกครองตนเองอยู่เมืองหนึ่ง ทางทิศตะวันออกของเมืองเป็นที่ตั้งของพระราชวังกษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของประชาชน เหตุที่พระราชวังตั้งอยู่ทางทิศนี้เพราะต้องการให้พระราชวังได้รับแสงอาทิตย์ของรุ่งอรุณก่อนชาวเมือง แม่น้ำที่ไหลจากภูเขาทางตอนเหนือถูกสร้างเขื่อนกั้นไม่ให้เข้าตัวเมืองแต่ขุดทางน้ำให้ไหลมายังพระราชวังเพื่อให้พระราชาได้ใช้ก่อนใคร
พระราชวังสวยงาม บรรจงสร้างอย่างประณีต ประดับประดาด้วยกระเบื้องลวดลายสดสวยทั่วทั้งอาคาร ต่างจากบ้านหลังเล็กหลังน้อยของประชาชนที่สร้างจากไม้ ไร้การตกแต่งอันวิจิตรสวยหรู จะเรียกว่ากระท่อมก็ไม่ผิด พระราชาทรงชราภาพมากแล้ว จึงไม่แปลกที่โรคร้ายรุมเร้าตามธรรมดาของคนที่อยู่มานาน
“ข้าเหนื่อยเหลือเกินท่านมหาอำมาตย์ ท่านมีวิธีที่ทำให้ข้าไม่ต้องทรมานอย่างนี้อีกต่อไปไหม?” พระราชาตรัสด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง พระเกศาขาวโพลนขึ้นหรอมแหรม พระฉวีเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยรอยกระดวงใหญ่ดวงน้อย พระพักตร์ดูซีดเซียวไร้ชีวิตชีวา
“ตำราการแพทย์กล่าวถึงสมุนไพรวิเศษชนิดหนึ่ง ที่มีสรรพคุณรักษาได้ทุกโรค นี่อาจเป็นตัวยาเพียงอย่างเดียวที่สามารถรักษาอาการประชวรของพระองค์ได้” มหาอำมาตย์คนสนิทของพระราชากล่าว
“จัดการนำสมุนไพรนั่นมาให้ข้าโดยไว”
“พะยะค่ะ!”
ตามตำราการแพทย์ประจำเมือง ที่เขียนขึ้นโดยบรรพบุรุษของชาวเมือง ซึ่งตกทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นระบุเอาไว้ว่า มีสมุนไพรป่าชนิดหนึ่ง สามารถบรรเทาอาการทรมานดั่งเช่นที่กษัตริย์ปกครองนครกำลังประสบอยู่ สมุนไพรที่ว่านั้นมีรูปร่างคล้ายเห็ด พบบริเวณที่อับชื้นอย่างในถ้ำ ถ้าพูดถึงถ้ำทั้งเมืองมีอยู่แห่งเดียวคือบนภูเขาฝั่งทิศตะวันตก การจะเก็บมาได้เพื่อผลการรักษาตามสรรพคุณต้องใช้บุคคลที่มีวันคล้ายวันเกิดวันเดียวกับพระราชาเข้าไปเก็บตามลำพัง
ท่านมหาอำมาตย์มีคำสั่งให้สืบค้นทะเบียนราษฎร์ เพื่อหาผู้ที่มีวันคล้ายวันเกิดเดียวกับวันประสูติของพระราชา ไม่นานก็พบบุคคลผู้นั้น แต่เธอเป็นเด็กสาวอายุย่าง 8 ขวบ อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของเมือง แล้วอย่างนี้จะพึ่งพาได้หรือ?
“เอาอย่างไรดีครับท่านมหาอำมาตย์ เด็กสาวผู้นี้ยังไม่ครบ 8 ขวบเต็มเลย จะสามารถเข้าป่าตามลำพัง เพื่อไปเก็บสมุนไพรมาถวายพระราชาได้หรือ?” เจ้าหน้าที่ทะเบียนราษฎร์พูด
“นี่เป็นหนทางเดียวที่สามารถรักษาพระอาการประชวรของพระราชาผู้เป็นที่รักยิ่งของชาวเมืองได้ ถึงอย่างไรเด็กผู้หญิงคนนั้นก็ต้องทำหน้าที่นี้” มหาอำมาตย์พูดแล้วหันไปสั่งหัวหน้าพลม้าให้เดินทางไปยังบ้านของเด็กน้อยผู้ได้รับเลือก
ทันใดนั้นก็เกิดการระดมทหารม้าออกจากพระราชวัง มุ่งสู่ทางตอนเหนือของเมือง ชาวเมืองตื่นตากันใหญ่ที่เห็นสัตว์สง่างามเช่นม้า ลำพังบุญวาสนาของพวกเขาเคยเห็นแค่ไก่ นก ปลา งู หรือสัตว์ตามธรรมชาติทำนองนี้ ชุดแต่งองค์ทรงเครื่องของเหล่าข้าทาสบริวารในวังก็วิจิตรงดงาม ต่างจากเสื้อผ้ามอซอของชาวเมืองที่มีนุงกันเพียงคนละไม่กี่ตัว
บ้านชั้นเดียวหลังเล็กเตี้ย สร้างจากอิฐขนาดพออยู่แค่สองคนแม่ลูก ตั้งอยู่กลางต้นไม้ใหญ่รายรอบ ละแวกนี้มีบ้านอยู่ไม่กี่หลัง อากาศเย็นสบายตลอดทั้งวันจากแมกไม้ที่แผ่ปกคลุมบริเวณ ผู้เป็นแม่นั่งบนแคร่ใต้ชายคาบ้าน กำลังปักผ้าลวดลายสวยงาม นี่คืออาชีพเลี้ยงปากท้องของครอบครัวนี้ ข้างกันใต้ต้นไม้ใหญ่มีเด็กสาวตัวน้อยหน้าตาน่ารักน่าชังกำลังโล้ชิงช้าซึ่งผูกไว้กับกิ่งก้านแข็งแรงของต้นไม้อย่างสนุกสนาน
เสียงฝีเท้าหนักแน่นของม้าวิ่งมุ่งมาทางนี้ คุณแม่ยังสาวละสายตาจากงานที่ทำ หันมามองต้นเสียงอย่างประหลาดใจ ปกติทางนี้จะมีเพียงวัวเทียมเกวียนผ่านเพื่อเข้าป่าหาเก็บฟืนเท่านั้น อีกอย่างประชาชนธรรมดาไม่มีม้าขี่เพราะไม่มีเหตุจำเป็นให้ใช้งาน จะมีก็แต่ทหารหรือเหล่าคนในวังที่ใช้ม้าเป็นพาหนะ มีเหตุอะไรคนเหล่านั้นถึงยกพลมาที่นี่กันมากมาย
ทหารหาญควบม้าดูท่าสง่างาม มาหยุดห่างจากแคร่ที่หญิงสาวนั่งอยู่ไม่ไกลนัก ในมือของเขามีพระราชสาสน์ที่ทำมาจากหนังวัว เมื่อทหารผู้นี้อ่านให้ฟังหญิงสาวก็กระจ่างถึงสาเหตุการมาที่นี่ของเหล่าทหารม้า
“ทางพระราชวังมีความประสงค์นำสมุนไพรวิเศษ มารักษาพระอาการประชวรของพระราชา ซึ่งการจะได้มาโดยคงสรรพคุณการรักษาไว้ครบถ้วนนั้น จำต้องให้ผู้มีวันคล้ายวันเกิดเดียวกับวันประสูติของพระราชา เป็นคนเข้าไปเก็บเพียงลำพัง ซึ่งทางสำนักทะเบียนราษฎร์ได้ตรวจสอบแล้ว พบเพียงเด็กหญิงอรินที่มีคุณสมบัติตรงตามต้องการ จึงเรียนให้ทราบถึงหน้าที่เพื่อให้เด็กหญิงอรินปฏิบัติให้สำเร็จลุลวง เพื่อพระราชาผู้ทรงเป็นที่รักและเคารพยิ่งของหมู่เรา”
แม่ของเด็กหญิงได้ฟังก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว มือไม้สั่นไม่สามารถปักผ้าต่อไปได้ จึงวางของในมือลงแล้วปรี่เข้ามาโอบกอดลูกสาวที่ไกวชิงช้าเล่นอยู่ใต้ต้นไม้อย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว เธอเด็กและไร้เดียงสาเกินกว่าจะเข้าป่าเพียงลำพังได้ แต่ชาวเมืองทุกคนต่างรู้ว่าพระราชาผู้เป็นที่รักยิ่งกำลังทรงพระประชวร เธออยากให้ท่านทรงหายเป็นปกติ กลับมาปกครองเมืองและเป็นมิ่งขวัญแก่ประชาชนสืบไป หน้าที่ที่ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนได้รับนั้นไม่มีทางเลี่ยงได้เลย
แม้ใจหนึ่งจะเป็นห่วงลูกสาว แต่อีกใจก็รู้สึกภาคภูมิที่ลูกสาวของเธอได้รับหน้าที่อันทรงเกียรตินี้ ผู้เป็นแม่กอดลูกสาวแน่นพลางยิ้มทั้งน้ำตา สวดภาวนาขอให้พระบารมีของพระราชาโปรดปกปักรักษาเด็กคนนี้ให้แคล้วคลาดจากอันตรายในป่าใหญ่ และกลับมาสู่อ้อมกอดของเธออีกครั้งด้วยเทอญ
เด็กหญิงเป็นที่โจษจันของชาวเมือง เธอคือความหวังของทุกคนที่จะได้เห็นพระราชาผู้เป็นที่เคารพรักกลับมามีสุขภาพแข็งแรงได้อีกครั้ง เมื่อถึงวันที่ต้องออกเดินทางเพื่อไปปฏิบัติภารกิจ ชาวเมืองจำนวนหนึ่งมาส่งเด็กหญิงที่หน้าประตูเมือง ทุกคนมีสีหน้ายิ้มแย้มดีใจ เว้นแต่แม่ของเด็กหญิงที่ทุกข์ใจเพราะเป็นห่วงลูกสาวตัวน้อย
“ดูแลตัวเองนะลูก นี่จ้ะ… เอาไว้กินระหว่างทาง” แม่ของเด็กหญิงพูดแล้วยื่นตะกร้าที่ข้างในใส่แซนวิชให้
เด็กสาวรับมา คุณแม่ลูบหัวของเธอ
“หนูไปก่อนนะคะ” เด็กหญิงหิ้วตะกร้าแล้วเดินออกมาจากประตูเมือง ชาวเมืองโบกมือพลางตะโกนอวยพรให้เธอโชคดีและได้สมุนไพรวิเศษติดมือกลับมา แม่ของเด็กหญิงไหว้ภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอให้คุ้มครองลูกสาวของเธอให้กลับมาสู่อ้อมกอดอีกครั้งอย่างปลอดภัย
บรรยากาศสวยงามรายล้อม ต้นไม้เขียวขจีขึ้นครึ้ม นกประสานเสียงร้องเพลงไพเราะเพราะพริ้ง เด็กหญิงตัวน้อยเดินไปตามทางที่ทอดยาวเข้าไปในป่า ผู้ใหญ่เอาภาพวาดสมุนไพรชนิดหนึ่งมาให้เธอดู แล้วบอกให้เอามันกลับมาที่เมือง สมุนไพรนี้อยู่ในถ้ำกลางป่าลึก เด็กหญิงเดินมาจนตะวันอยู่เหนือหัว เธอก็รู้สึกหิวขึ้นมา แวะนั่งข้างทางแล้วเปิดตะกร้าหยิบแซนวิชฝีมือคุณแม่ออกมากินจนท้องอิ่ม บรรยากาศตรงนี้สวยงามจับใจ หาไม่ได้จากที่ไหน มวลดอกไม้หลากสีขึ้นไปทั่วหย่อมบริเวณ ผีเสื้อฝูงใหญ่บินว่อนดูดน้ำหวานจากดอกไม้ เด็กหญิงอยากอยู่วิ่งเล่นไล่จับผีเสื้อ แต่เธอไม่ลืมหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย จึงลุกหิ้วตะกร้าเปล่าแล้วเดินต่อไป
ถ้ำที่ตามหาอยู่ตรงหน้าแล้ว เด็กหญิงเดินเข้าไป ข้างในนี้มืดจนเกือบมองไม่เห็นทาง พลันก็เห็นแสงสว่างส่องเป็นลำมาจากช่องโหว่ด้านบนเพดานถ้ำ ลำแสงนั้นส่องไปที่สมุนไพรวิเศษต้นเดียวที่ขึ้นอยู่ในถ้ำ สมุนไพรของจริงสวยกว่าภาพวาดที่เคยเห็นมาก่อนหน้าเสียอีก เด็กหญิงไม่รอช้า เดินไปเด็ดมันมาใส่ไว้ในตะกร้า
เด็กหญิงเดินกลับทางเก่า บัดนี้จวนจะค่ำแล้ว มองดูพระอาทิตย์ที่กำลังจะตกดินจากมุมนี้สวยกว่าที่ใด ๆ เดินอีกสักครึ่งชั่วโมงคงถึงเมืองแล้ว ทันใดนั้นเองเด็กหญิงก็ได้ยินเสียงร้องครางโอดโอยด้วยความเจ็บปวดดังมาจากข้างทาง เธอหันไปดูเห็นหมาป่าตัวหนึ่งนอนซมอยู่ในกอหญ้า ขนสีเงินของมันเกรอะกรังไปด้วยคราบเลือดแห้ง ดูเหมือนมันเจ็บปวดทรมานราวกับรอเวลาสิ้นใจ
Leave a comment