สุดยอดวิธีใช้สมองของคนอายุ 30+ สมองไม่มีวันแก่ แค่ทำตามนี้ แล้วสมองจะดีขึ้นไปตลอดชีวิต

Share
Share

เพื่อน ๆ หลายคนที่อยู่ในวัย 30+ น่าจะเคยคิดว่าพออายุมากขึ้นสมองก็เหมือนจะเสื่อมลง รู้สึกว่าความจำแย่ลงกว่าสมัยเรียน แถมยังใช้เวลานานกว่าจะเรียนรู้อะไรสักเรื่องให้เข้าใจ แต่มีหนังสือเล่มหนึ่งครับที่บอกว่าความคิดนี้ผิดมหันต์ สมองของคนวัยนี้อยู่ในสภาพที่ดีกว่าสมัยเป็นนักเรียนซะอีก

ไอติมอ่าน ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ สุดยอดวิธีใช้สมองของคนอายุ 30+ เขียนโดย นพ. คาโต โทชิโนริ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองที่วินิจฉัยภาพถ่ายสมองด้วยเครื่อง MRI ของผู้คนมาแล้วกว่า 10,000 คน คุณหมอคาโตบอกว่าวัยผู้ใหญ่นี่แหละคือวัยที่เหมาะสมที่สุดในการเรียนรู้ และสมองของคนเราสามารถพัฒนาต่อไปได้ตลอดชีวิต

แต่หลายคนน่าจะสงสัยเหมือนผมว่า ถ้างั้นทำไมถึงรู้สึกว่าตัวเองเรียนรู้ช้าลงและหลงลืมอะไรง่ายขึ้น ผิดกับสมัยเป็นนักเรียนลิบลับ คุณหมอบอกว่านั่นเป็นเพราะสมองของนักเรียนกับสมองของผู้ใหญ่นั้นมีกลไกการทำงานที่แตกต่างกัน การที่อายุมากขึ้น แต่ยังใช้วิธีการเรียนรู้แบบเดิมเหมือนตอนอยู่สมัยเรียน เราจะไม่ได้ผลลัพธ์แบบเดิม พูดง่าย ๆ คือ เราต้องเปลี่ยนวิธีเรียนรู้ให้เหมาะสมกับสมองของตัวเองที่เป็นผู้ใหญ่แล้วนั่นเองครับ

ในทางประสาทวิทยา สมองของนักเรียนที่อยู่ในช่วงอายุไม่เกิน 20 ปี ถือเป็นสมองที่ยังเติบโตและพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ยังไม่ได้อยู่ในสภาวะที่จะแสดงศักยภาพที่แท้จริงออกมาได้ แต่สุดยอดเซลล์สมองอันเก่งกาจจะเริ่มทำงานเมื่อเราอายุเข้าสู่วัย 30 ปี ในระหว่างทางที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ สมองของแต่ละคนจะพัฒนาแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อม หน้าที่การงาน ประสบการณ์ชีวิตและการใช้สมองที่แตกต่างกัน เอกลักษณ์ของสมองแต่ละคนจึงแตกต่างกัน และการพัฒนาของสมองนั้นไม่มีจุดสิ้นสุด สมองของเราสามารถพัฒนาไปได้ตลอดชีวิตครับ

แต่ถ้าพิจารณาเฉพาะโครงสร้างของสมอง เมื่อผ่านอายุ 20 ปีไปแล้ว เซลล์สมองจะลดจำนวนลง แต่เซลล์สมองที่ลดลงไม่ได้ทำให้สมองหยุดพัฒนาแต่อย่างใด และความจริงแล้วช่วงเวลาที่เรามีจำนวนเซลล์สมองมากที่สุดในชีวิตคือช่วงเป็นทารกที่อายุยังไม่ครบขวบครับ แต่ประสิทธิภาพของสมองไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนของเซลล์สมอง ต่อให้มีเซลล์สมองอยู่มากมายมหาศาล แต่พวกมันไม่ถูกเชื่อมต่อกันด้วยเครือข่ายใยประสาท สมองก็ทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ครับ

การที่คนเราสะสมประสบการณ์มาพร้อมกับอายุที่เพิ่มขึ้นจะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง ทำให้เครือข่ายใยประสาทแผ่ขยาย เซลล์สมองจึงทำงานประสานกันได้ดีขึ้น ประสิทธิภาพของสมองก็จะเพิ่มขึ้นครับ


สมอง 8 ส่วนที่ทำหน้าที่สำคัญ

คุณหมอคาโตได้แนะนำให้รู้จักกับสมอง 8 ส่วนที่ทำหน้าที่สำคัญ ความจริงแล้วผู้เชี่ยวชาญด้านสมองจะแบ่งพื้นที่สมองเป็นส่วนต่าง ๆ ซีกละ 60 ส่วน รวมสมองซีกซ้ายและซีกขวาจึงมี 120 ส่วน แต่ส่วนที่ทำหน้าที่สำคัญมี 8 ส่วนนี้ครับ คือ

1. สมองส่วนความคิด

ทำหน้าที่ควบคุมความคิด ความต้องการและจินตนาการ สมองส่วนนี้จะทำงานเมื่อเรา คิดอะไรบางอย่าง

2. สมองส่วนความเข้าใจ

ทำหน้าที่ทำความเข้าใจข้อมูลที่ได้รับผ่านทางตาและหู เมื่อเจอเรื่องที่ไม่เข้าใจก็จะพยายามคาดเดาเพื่อทำความเข้าใจเรื่องนั้น ๆ

3. สมองส่วนความจำ

จะทำงานเมื่อเราต้องการจำหรือนึกข้อมูลบางอย่าง มีหน้าที่สะสมข้อมูลและดึงมาใช้งาน สมองส่วนนี้จะอยู่รอบ ๆ ฮิปโปแคมปัสซึ่งทำหน้าที่จัดการความจำ

4. สมองส่วนอารมณ์

ทำหน้าที่รับรู้อารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ แล้วแสดงออกมา ลักษณะเด่นคือมันจะพัฒนาตลอดชีวิตและเสื่อมถอยช้า อีกทั้งกระจายอยู่หลายจุดในสมองของเรา

5. สมองส่วนการสื่อสาร

ทำหน้าที่ถ่ายทอดความคิดผ่านการสื่อสาร เช่น การพูด

6. สมองส่วนการเคลื่อนไหว

ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น มือ เท้าและปาก สมองส่วนนี้เป็นส่วนที่เริ่มพัฒนาก่อนสมองส่วนอื่น ๆ

7. สมองส่วนการมองเห็น

ทำหน้าที่รวบรวมภาพที่มองเห็นด้วยตา รวมถึงข้อความที่อ่านไปเก็บไว้ในสมอง

8. สมองส่วนการได้ยิน

ทำหน้าที่รวบรวมคำพูดหรือเสียงที่ได้ยินผ่านหูไปเก็บไว้ในสมอง

สมองของเราก็เหมือนบริษัท ๆ หนึ่งที่แต่ละแผนกต้องทำงานประสานกัน ไม่มีแผนกไหนเป็นพระเอกอยู่แผนกเดียว สมองแต่ละส่วนของเราก็ทำงานประสานกันแบบนั้นเช่นกันครับ ตัวอย่างเช่น ถ้าสมองส่วนอารมณ์อยู่ในสถานการณ์ที่งานยุ่งก็จะเกิดอารมณ์แปรปรวน ความคิดจะยุ่งเหยิง ส่งผลให้ตัดสินใจอะไรไม่ได้ แต่ถ้าเราควบคุมอารมณ์ให้สงบ สมองส่วนอื่น ๆ ก็จะทำงานได้ราบรื่นครับ

หรือสมองส่วนการเคลื่อนไหวที่เมื่อสั่งให้เราลงมือทำอะไรสักอย่าง จะส่งผลให้สมองส่วนความคิด สมองส่วนการมองเห็นและสมองส่วนการได้ยินเริ่มทำงานมากขึ้น เวลาที่เรารู้สึกว่าหัวไม่แล่น การออกไปเดินเล่นจึงช่วยให้เกิดไอเดียใหม่ ๆ ได้ครับ


สมองวัยเด็ก vs สมองวัยผู้ใหญ่

อย่างที่เกริ่นข้างต้นไปว่าทำไมพอโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เราถึงรู้สึกว่าความจำเริ่มแย่ลง นั่นเป็นเพราะว่ากลไกการทำงานของสมองที่เกี่ยวข้องกับความจำเปลี่ยนแปลงไปครับ สมองวัยนักเรียนสามารถซึบซับสิ่งที่ได้ยิน โดยไม่จำเป็นต้องรู้ความหมาย การที่พูดว่า “ตอนเด็ก ๆ เรียนเก่งมาก” จะตีความได้ว่า “ตอนเด็ก ๆ ถนัดจำข้อมูลที่ได้ยินมาแบบเป๊ะ ๆ”

ลักษณะเด่นของสมองวัยนักเรียนคือ เครือข่ายเส้นใยประสาทที่เชื่อมต่อสมองส่วนการได้ยินกับสมองส่วนความจำเข้าด้วยกันนั้นแข็งแกร่ง และการเรียนสมัยเป็นนักเรียนก็เน้นใช้การท่องจำเป็นหลัก ตัวอย่างเช่น ตอนฟังนิทานแล้วได้ยินคำว่ากตัญญู เด็กก็จะจำคำศัพท์มาแบบเป๊ะ ๆ แล้วเอามาถามพ่อแม่ทีหลังว่าคำว่ากตัญญูแปลว่าอะไร

สำหรับเด็กที่มีคลังคำศัพท์ในหัวน้อย พอได้ยินคำศัพท์ใหม่ที่ไม่รู้จัก เซลล์สมองจะตื่นตัวและให้ความสนใจ เด็กจึงจำคำศัพท์ใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ถึงแม้จะไม่รู้ความหมายก็ตาม

แต่พอเป็นผู้ใหญ่แล้ว สมองส่วนความคิดและสมองส่วนทำความเข้าใจจะพัฒนากว่าตอนเป็นเด็ก เราจึงถนัดทำความเข้าใจก่อนแล้วค่อยจำใส่สมอง สำหรับสมองวัยผู้ใหญ่ เวลาที่อยากจะจำอะไรสักอย่าง วิธีที่ถูกต้องคือใช้สมองไปกับการทำความเข้าใจ ไม่ใช่ท่องจำ กุญแจสำคัญอยู่ที่การกระตุ้นให้สมองส่วนความเข้าใจทำงานครับ

ถ้าพูดถึงความจำ สมองที่ทำงานร่วมกับสมองส่วนความจำคือฮิปโปแคมปัส ทั้งสองส่วนนี้อยู่ติดกัน โดยฮิปโปแคมปัสจะทำหน้าที่เก็บข้อมูลที่เพิ่งได้มาเอาไว้ชั่วคราว เรียกว่าความจำระยะสั้น และเลือกว่าจะลืมความจำระยะสั้นอันไหนทิ้งไป หรืออันไหนที่จะเอาไปเก็บไว้ในสมองส่วนความทรงจำเพื่อให้เป็นความจำระยะยาว ดังนั้นการจะเพิ่มประสิทธิภาพความจำ เราต้องทำให้ฮิปโปแคมปัสยอมเปิดเส้นทางที่เชื่อมต่อไปสู่ความจำระยะยาวให้ได้นั่นเองครับ


เพิ่มประสิทธิภาพความจำด้วยอารมณ์ความรู้สึก

การเพิ่มประสิทธิภาพความจำที่คุณหมอคาโตแนะนำคือ การใช้อารมณ์ความรู้สึก ปกติแล้วความจำระยะสั้นจะคงอยู่ประมาณ 2-4 สัปดาห์ ข้อมูลอย่างอาหารที่เรากินซ้ำไปซ้ำมาในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมานั้นเป็นข้อมูลที่ไม่ได้โดดเด่นอะไร ฮิปโปแคมปัสจึงตัดสินว่ามันไม่ใช่ข้อมูลสำคัญและลบมันทิ้งไป

แต่หากเป็นอาหารที่ออกไปกินกับแฟนหรือครอบครัวในวันพิเศษอย่างวันเกิดหรือวันครบรอบ ช่วงเวลาแบบนั้นเราจะรู้สึกมีความสุข สนุกสนาน หรือดีใจ ความจำที่มาพร้อมกับเหตุการณ์ที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกแบบนี้ จัดว่าเป็นความจำที่มีเรื่องราว และจะถูกส่งไปเก็บไว้ยังความจำระยะยาวโดยอัตโนมัติ ดังนั้นหากเพื่อน ๆ อยากจำสิ่งที่กำลังเรียนรู้ให้ขึ้นใจ ต้องใส่อารมณ์ความรู้สึกสนุกสนานไปพร้อมกับการเรียนรู้ด้วยครับ


ข้อมูลที่ได้รับมาซ้ำ ๆ จะถูกส่งไปเก็บไว้ในความทรงจำระยะยาว

การจะทำให้ฮิปโปแคมปัสคิดว่า “นี่คือข้อมูลที่สำคัญ” ยังมีอยู่อีกวิธีครับ นั่นคือส่งข้อมูลเดิมย้ำ ๆ ใส่ฮิปโปแคมปัส ดังนั้นการทบทวนบ่อย ๆ จึงเป็นกุญแจสำคัญของการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังสำนวนที่ว่าตีเหล็กต้องตีตอนร้อน เมื่อได้ข้อมูลมาก็ต้องรีบทบทวนตอนที่ยังไม่ลืม

ถ้าเพื่อน ๆ อยากจำอะไรบางอย่างให้ขึ้นใจ ให้เพื่อน ๆ ตั้งใจดูหรือพูดสิ่งนั้นซ้ำ ๆ เป็นเวลา 1 นาที หรือสัก 30 วินาทีก็ยังดี เมื่อทำแบบนี้แล้ว สมองจะคิดว่าข้อมูลนั้นสำคัญ และย้ายจากความจำระยะสั้นไปเก็บไว้ในความจำระยะยาว


คนเรามักมองหรือฟังแต่สิ่งที่ชอบ

สมองมักจะเมินข้อมูลใหม่ครับ ถ้าสมองรับข้อมูลภาพผ่านการมองเห็นหรือข้อมูลเสียงจากการได้ยินเข้ามาทั้งหมด ไม่ทันไรข้อมูลก็จะเต็มสมอง ดังนั้นสมองจึงเลือกสนใจเฉพาะข้อมูลที่คิดว่าสำคัญ ตัวอย่างเช่น ตอนที่เพื่อน ๆ ไปซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ต ระหว่างเลือกซื้อของ เพื่อน ๆ ไม่ได้สนใจว่าเพลงที่เปิดในซุปเปอร์มาร์เก็ตคือเพลงอะไร แต่พอเพลงของศิลปินคนโปรดดังขึ้นมา เพื่อน ๆ ก็จะหันมาสนใจเสียงเพลงนั้นทันที หรือท่ามกลางฝูงชนพลุกพล่าน เพื่อน ๆ จะสามารถมองเห็นคนรู้จักที่บังเอิญอยู่แถวนั้นได้ทันที ที่เป็นแบบนี้เพราะสมองส่วนการได้ยินและสมองส่วนการมองเห็นมีความสามารถในการเลือกรับข้อมูลครับ

เมื่อเข้าใจลักษณะเด่นเรื่องนี้ของสมองแล้ว เราสามารถนำมาใช้กับการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้ โดยทำความคุ้นเคยกับคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ๆ ช่วงแรกสมองอาจจะยังไม่สนใจ แต่พอเจอข้อมูลเรื่องเดิมซ้ำ ๆ สมองจะเริ่มผูกพันธ์กับมันและรู้สึกว่า “เอ๊ะ เคยได้ยินเรื่องนี้มานี่นา” สมองจึงสามารถรวบรวมข้อมูลเหล่านั้นมาด้วยอารมณ์เชิงบวก

ถ้าเพื่อน ๆ อยากเรียนรู้เรื่องอะไรให้เริ่มทำความคุ้นเคยโดยการสร้างจุดเชื่อมโยงเล็ก ๆ จากการอ่านหนังสือสรุปเรื่องนั้นหรือคลิปยูทูปที่อธิบายเรื่องนั้นสั้น ๆ อย่าเริ่มจากหนังสือยาก ๆ เล่มหนา ๆ ที่มีตัวหนังสือเรียงติดกันเป็นพรืด หัวใจสำคัญคือยิ่งสนุกไปกับมันก็ยิ่งเรียนรู้ได้ดีครับ

หรือหากมีหนังสือยาก ๆ มาวางตรงหน้า ให้เพื่อน ๆ เริ่มจากพลิกดูหนังสือเล่มนั้นแบบผ่าน ๆ แล้วหาหน้าที่มีรูปภาพหรือคำศัพท์ที่ทำให้สะดุดตาและคิดขึ้นมาว่า “เอ๊ะ รู้จักคำนี้นี่นา” จากนั้นก็ลองอ่านเนื้อหาในหน้านั้นดูครับ

วินาทีที่เราเข้าใจแม้เพียงเล็กน้อยว่า “อ๋อ หนังสือเล่มนี้ต้องการสื่อเรื่องนี้นี่เอง” เราก็จะคุ้ยเคยกับเนื้อหาในหนังสือ และเริ่มคิดว่าอยากรู้เนื้อหาในหน้าอื่น ๆ บ้าง นี่คือการเรียนรู้ในแบบวัยผู้ใหญ่ครับ เป็นการลดช่องว่างระหว่างตัวเรากับเรื่องที่อยากเรียนรู้ด้วยการหาจุดเชื่อมโยงที่จะทำให้เราชอบเรื่องนั้น


เรียนรู้โดยการคำนึงถึงการส่งออกข้อมูลด้วย

เมื่อพูดถึงประสิทธิภาพความจำที่ดี แน่นอนว่าการจำได้แม่นคือสิ่งจำเป็น แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการดึงเอาความจำออกมาใช้ในตอนที่ต้องการได้ สมองทั้ง 8 ส่วนแบ่งหน้าที่เป็นการรับข้อมูลและการส่งออกข้อมูล การจะใช้สมองให้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพต้องให้สมองทุกส่วนทำงานประสานกันครับ

หลังจากที่สมองรับข้อมูลบางอย่างมาแล้ว เมื่อนึกถึงข้อมูลนั้นเพื่อจะส่งออกไป จะทำให้จดจำได้แม่นยำขึ้น การส่งออกข้อมูลสามารถทำได้หลายวิธี เช่น โพสต์สิ่งที่ได้เรียนรู้มาลงในโซเชียลมีเดียหรือโพสต์ลงบล็อก เขียนสรุปลงในสมุด หรือเล่าให้คนที่ไม่รู้เรื่องนั้นได้ฟัง ยิ่งส่งออกข้อมูลซ้ำไปซ้ำมา สมองก็จะยิ่งทำงานได้ดี ประสิทธิภาพของความจำก็เพิ่มขึ้นด้วยครับ


เทคนิคเพิ่มประสิทธิภาพของสมองวัยผู้ใหญ่

ท้ายเล่มคุณหมอคาโตได้แนะนำเทคนิคที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสมองวัยผู้ใหญ่ เช่น เราสามารถกระตุ้นสมองส่วนการเคลื่อนไหวได้โดยการออกไปเดินเล่น ไปฟิตเนส หรือทำงานอดิเรกที่มีการขยับนิ้วเยอะ ๆ

ถ้าอ่านหนังสือหรือทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานจนสมาธิหลุด ให้พักสายตาโดยการหาที่เงียบ ๆ แล้วหลับตาโดยไม่ต้องทำอะไร การปิดกั้นการรับข้อมูลผ่านการมองเห็นคือวิธีคลายความเหนื่อยล้าที่ดีที่สุดครับ

ลองแปรงฟันด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด เพื่อกระตุ้นให้สมองซีกที่ควบคุมมือข้างที่เราไม่ถนัดได้ทำงานบ้าง หรือการย้ายตำแหน่งของแอพพลิเคชั่นบนหน้าจอมือถือไปไว้ที่อื่น เพราะคนส่วนใหญ่มักจำตำแหน่งแอพฯที่ตัวเองใช้บ่อย ๆ ได้ จนนิ้วเลื่อนไปกดเองโดยที่สมองยังไม่ทันได้คิด การย้ายตำแหน่งแอพฯ ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนการมองเห็น สมองส่วนทำความเข้าใจและสมองส่วนความคิดได้เป็นอย่างดีเลยครับ


ทั้งหมดนี้คือเนื้อหาโดยสรุปจากหนังสือ สุดยอดวิธีใช้สมองของคนอายุ 30+ ในเล่มอธิบายการทำงานของสมองทั้ง 8 ส่วนได้ละเอียดกว่าที่ผมเอามาเล่าให้เพื่อน ๆ ฟัง และยังมีอีกหลายเทคนิคฝึกสมองที่ผมไม่ได้นำมาพูดถึง เพื่อน ๆ คนไหนสนใจสามารถหามาอ่านกันได้ครับ หนังสือเป็นเล่มเล็ก ๆ มีภาพการ์ตูนน่ารัก ๆ ประกอบ ตีพิมพ์เป็นภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น ราคา 235 บาทครับ

สนใจหนังสือ สุดยอดวิธีใช้สมองของคนอายุ 30+

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/9f5ut7hCoL
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

Related Articles

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง...

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing...

ทำไม USJ ถึงทำรถไฟเหาะให้วิ่งถอยหลัง เบื้องหลังวิธีคิดที่พาธุรกิจผ่านวิกฤต ด้วยการใช้ไอเดียแทนเงิน

หากพูดถึงสวนสนุกระดับโลก นอกจาก Disneyland แล้ว ชื่อที่ตีคู่มาด้วยกันคือ Universal Studios ซึ่งในทวีปเอเชียของเรามีอยู่ 3 แห่ง คือในญี่ปุ่น สิงคโปร์...

นาทีชีวิตฉุกเฉิน วิชาปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ควรมีติดตัว เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินในวินาทีชีวิต

ทุกนาทีในชีวิตสามารถเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ถึงขั้นอันตรายต่อชีวิต เหตุการณ์ฉุกเฉินไม่เลือกสถานที่เกิด ไม่ว่าจะเป็นบนถนน ในห้างฯ หรือแม้กระทั่งบ้านของพวกเราเอง การมีความรู้เบื้องต้นในการรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉิน ช่วยให้เราลดความเสี่ยงที่เหตุการณ์นั้นจะอันตรายถึงชีวิตได้ครับ ไอติมเล่า ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ อยู่ให้ได้ ตายให้ดี:...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!