จัดการเวลาแบบคนประสบความสำเร็จ แค่ใช้เวลาเป็น ไม่ต้องเก่งก็ไปได้ไกลกว่า

Share
Share

ทุกคนมีเวลาเท่ากันวันละ 24 ชม. แต่ทำไมบางคนทำงานออกมาได้มากกว่าคนอื่น? ไอติมอ่าน ep นี้มาสรุปเนื้อหาจากในหนังสือ “แค่ใช้เวลาเป็น ไม่ต้องเก่งก็ไปได้ไกลกว่า” ซึ่ง เควิน ครูส ผู้เขียนได้ศึกษาเคล็ดลับความสำเร็จของมหาเศรษฐี 7 คน, นักกีฬาโอลิมปิก 13 คน, นักเรียนเกรดเอล้วน 29 คน และนักธุรกิจชื่อดัง 239 คน ออกมาเป็น 15 เคล็ดลับ ซึ่งผมสรุปเคล็ดลับที่ผมอ่านแล้วรู้สึกว่ามีประโยชน์มาให้เพื่อน ๆ ได้ฟังดังนี้ครับ

ตั้งเป้าหมาย

เทเรซ เมกัน ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยมิสซูรี-เซนต์หลุยส์ ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับการบริหารจัดการเวลา งานวิจัยพบว่าการรู้ว่าต้องจดจ่อกับสิ่งใด และจะทำมันให้เสร็จได้อย่างไร ช่วยให้ทำงานได้มากขึ้น ส่งผลให้มีความสุขและกระฉับกระเฉงมากขึ้นอีกด้วย คุณต้องตั้งเป้าหมายว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ การตั้งเป้าหมายใช้ได้กับทุกเรื่อง ทั้งเรื่องงาน, สุขภาพ, ความมั่งคั่ง และความสัมพันธ์

สิ่งสำคัญคือเป้าหมายของคุณต้องชัดเจนและวัดได้ แทนที่จะตั้งเป้าว่า “จะออมเงิน” คุณควรตั้งเป้าว่า “จะออมเงินให้ได้ 20,000 บาท ก่อนสิ้นปีนี้” หรือแทนที่จะตั้งเป้าว่า “จะลดน้ำหนัก” คุณควรตั้งเป้าว่า “จะลดน้ำหนัก 10 กก. ภายใน 10 สัปดาห์” หลังจากตั้งเป้าหมายเสร็จแล้ว ต่อมาคุณต้องกำหนดว่าต้องทำอะไรบ้างถึงจะบรรลุเป้าหมาย แล้วต้องลงมือทำอะไรก่อนเป็นอันดับแรก


เลิกเขียนรายการสิ่งที่ต้องทำ

ผู้เขียนมองว่ารายการสิ่งที่ต้องทำ หรือ to do list เป็นสิ่งที่กวนใจ เพราะมันคือบรรดาสิ่งที่คุณต้องทำให้เสร็จโดยไม่มีแผนชัดเจนว่าต้องเสร็จเมื่อไหร่ งานทุกงานในลิสต์ดูสำคัญเท่ากันหมด ดังนั้นเวลาที่คุณมองรายการสิ่งที่ต้องทำ คุณอาจเลือกทำงานที่ง่าย, ทำเสร็จไว แต่ไม่ใช่งานที่สำคัญที่สุด

นอกจากนี้การเขียนรายการสิ่งที่ต้องทำไว้ยาวเหยียด จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนถูกกวนใจอยู่ตลอดเวลา เพราะคุณรู้สึกว่ามีอะไรหลายอย่างรอให้คุณไปจัดการ คุณจึงรู้สึกเหนื่อยมาก พอตกเย็นมาก็รู้สึกหมดแรง พอถึงเวลาเข้านอนก็นอนไม่หลับ เพราะมัวแต่คิดถึงเรื่องที่ยังทำไม่เสร็จ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ร่างกายของคุณก็จะทรุดโทรมลงเพราะความเครียด

คนที่ประสบความสำเร็จไม่เขียนรายการสิ่งที่ต้องทำ แต่พวกเขาจัดวางตารางชีวิตลงในปฏิทินอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ถ้าคุณอยากทำสิ่งนั้นให้เสร็จ จงกำหนดเวลาให้มัน อย่าเพียงแค่เขียนมันเรียงกันไว้เฉย ๆ และต้องให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ในปฏิทินเหมือนการนัดพบแพทย์ คนส่วนใหญ่ล้มเลิกง่ายเกินไป แต่หากลองคิดว่าการเขียนรายงานประชุมให้เสร็จคือการนัดพบหมอฟัน คุณคงรู้สึกไม่อยากยกเลิกนัด และอยากไปให้ตรงเวลา


วิธีกำจัดนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง

ในงานวิจัยของ ดร. โจเซฟ เฟอร์รารี บอกเอาไว้ว่า คนเรากว่า 20% ผัดวันประกันพรุ่งจนติดเป็นนิสัย ซึ่งจำนวน 20% นี้มากกว่าตัวเลขเปอร์เซนต์ของผู้ป่วยซึมเศร้าเสียอีก สาเหตุที่คนเราผัดวันประกันพรุ่งเป็นเพราะไม่มีแรงจูงใจที่เพียงพอ หรือไม่มีอารมณ์จะทำสิ่งนั้น ผู้เขียนได้ให้วิธีกำจัดนิสัยผัดวันประกันพรุ่งไว้ว่า

1. จินตนาการถึงความสุขหรือความเจ็บปวด

หากคุณเกิดไม่อยากออกกำลังกายขึ้นมา ให้ลองจินตนาการถึงความสุขที่คุณจะได้รับหลังจากไปออกกำลังกาย คุณจะดูดี, คุณจะมีกล้ามที่ชัดเจน, คุณจะมีกำลังวังชา หรืออีกแง่ให้จินตนาการถึงความเจ็บปวดที่จะได้รับหากคุณไม่ไปออกกำลังกาย คุณจะมีพุงย้อย, คุณจะเอาแต่นอนอยู่บนโซฟาอย่างไร้เรี่ยวแรง ผู้เขียนบอกว่าการจินตนาการถึงความสุขหรือความเจ็บปวดเป็นแรงกระตุ้นให้เขาลุกไปทำสิ่งที่ต้องทำ

2. หาเพื่อนร่วมทำกิจกรรม

คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ มักออกกำลังกายร่วมกับผู้อื่น คุณอาจจะออกไปวิ่งกับเพื่อนแถวบ้าน หรือจ้างเทรนเนอร์มาช่วยสอนออกกำลังกาย วิธีนี้ใช้กับกิจกรรมอื่นได้ คุณแค่หาเพื่อนที่ดีที่จะร่วมทำกิจกรรมอะไรสักอย่างกับคุณอย่างสม่ำเสมอ เหตุผลที่วิธีนี้มีประสิทธิภาพ เพราะเมื่อคุณผัดวันประกันพรุ่ง คุณไม่ได้รู้สึกผิดแค่กับตัวเอง แต่รู้สึกผิดที่ผิดนัดกับเพื่อนคนนั้นอีกด้วย

3. กำหนดรางวัลหรือบทลงโทษ

วิธีนี้ให้คุณกำหนดรางวัลอะไรสักอย่างที่คุณจะมอบให้ตัวเอง หากทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งสำเร็จ ตัวอย่างเช่น จะซื้อรองเท้าคู่ใหม่หนึ่งคู่ เมื่อจ่ายหนี้บัตรเครดิตทุกใบหมดแล้ว หรือคุณจะใช้วิธีกำหนดบทลงโทษให้ตัวเอง หากทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่สำเร็จก็ได้เช่นกัน

4. เอาแค่ดีพอ ไม่ต้องถึงกับสมบูรณ์แบบ

บางครั้งสิ่งที่คุณอยากทำอาจจะเป็นเรื่องง่าย แต่ก็ยังผัดวันประกันพรุ่ง เช่น คุณวิ่ง 5 กม. ทุกวัน แต่วันนี้รู้สึกว่าวิ่ง 5 กม. ไม่ไหว ให้กำหนดระยะทางใหม่ เอาแค่รู้สึกว่าพอดี อาจจะแค่ 2 กม. ก็พอสำหรับวันนี้ แล้วหยิบรองเท้าออกไปวิ่ง ไม่แน่ว่าพอวิ่งครบ 2 กม. แล้ว คุณอาจอยากวิ่งให้ครบ 5 กม. เหมือนทุกวันก็เป็นได้


พอก็คือพอ

คนที่ประสบความสำเร็จไม่ได้ใช้เวลาไปกับการทำสิ่งที่อยู่ในรายการที่ต้องทำไปเรื่อย ๆ แต่พวกเขากำหนดเวลาให้สิ่งเหล่านั้น เมื่อหมดเวลาจะคิดว่าพอก็คือพอ เพราะชีวิตคนเรามีสิ่งที่ต้องทำเพิ่มขึ้นอยู่เสมอ

เมื่อสิ้นสุดวันด้วยความรู้สึกเหนื่อยก็ต้องกลับบ้านไปพักผ่อน กินอาหารเย็นร่วมกับครอบครัว ซึ่งมีงานวิจัยบอกว่าคนที่เลิกงานในเวลาที่แน่นอน มีความเครียดในตอนกลางคืนน้อยกว่าคนที่เลิกงานไม่เป็นเวลา


พกสมุดบันทึก

เซอร์ริชาร์ด แบรนสัน ผู้ก่อตั้ง Virgin Group ซึ่งประกอบไปด้วยบริษัทในเครือกว่า 400 บริษัท มีทรัพย์สินมูลค่า 4,800 ล้านดอลลาร์ วันหนึ่งมีคนถามเขาว่ามีอะไรที่เขาพกติดตัวไปทุกที่ไหม เซอร์ริชาร์ดตอบว่าเขาพกสมุดเล่มเล็ก ๆ ไว้ในกระเป๋าด้านหลังกางเกง เขาบอกว่า “ถ้าคุณคิดอะไรออกแล้วไม่จดเอาไว้ เช้าวันต่อมามันอาจหายไปตลอดกาลเลยก็ได้”

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันและยูซีแอลเอพบว่า การจดบันทึกด้วยมือทำให้เราฟังอย่างตั้งใจ, การรับรู้ดีขึ้น และจดจำข้อมูลเพื่อจะเอามาเขียนบันทึก มีการคิดและประมวลผลข้อมูลก่อนจด ส่วนคนที่จดบันทึกลงคอมพิวเตอร์ มักจะพิมพ์คำที่ได้ยินลงไปแบบเป๊ะ ๆ โดยไม่ผ่านการคิดและประมวลผลข้อมูลก่อน


วิธีลดเวลาประชุมให้สั้นลง

คนที่ประสบความสำเร็จรู้ว่าการประชุมที่มีประสิทธิภาพต้องเริ่มจากการแจ้งกำหนดการให้ทุกคนทราบล่วงหน้า ในนั้นต้องระบุจุดมุ่งหมายของการประชุมให้ชัดเจน, ระบุว่าใครเป็นผู้นำการประชุม, ยิ่งคนประชุมน้อยยิ่งดี บริษัท Google พยายามจำกัดคนเข้าร่วมประชุมให้ไม่เกิน 10 คน, ส่วนหัวข้อการประชุมให้เขียนเป็นประโยคคำถาม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโฟกัสความสนใจไปที่การตัดสินใจ, ระบุเวลาโดยประมาณของการประชุม เพื่อให้สามารถตรวจสอบความคืบหน้าของการประชุมได้

ในปี 1999 นักจิตวิทยากลุ่มหนึ่งได้ทำการวิจัยความแตกต่างระหว่างการนั่งประชุมและยืนประชุมในกลุ่มตัวอย่าง 56 กลุ่ม ผลปรากฎว่าการนั่งประชุมใช้เวลานานกว่ายืนประชุมถึง 34% และประสิทธิภาพของการนั่งประชุมไม่ได้ดีกว่าการยืนประชุม นอกจากนี้อีกงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันบอกว่า การยืนประชุมก่อให้เกิดความร่วมมือที่ดีกว่า ผู้เข้าร่วมหวงความคิดน้อยกว่า และเกิดความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหามากกว่าการนั่งประชุม

ที่เฟซบุ๊กมีกฏงดประชุมในวันพุธ และเรียกวันนั้นว่าเป็นวันแห่งการทำงาน แนวคิดคือทุกคนจะปล่อยให้คนอื่น ๆ อยู่ตามลำพังเพื่อให้มีสมาธิสำหรับจดจ่อในการทำสิ่งต่าง ๆ คุณไม่จำเป็นต้องเลือกงดประชุมในวันพุธแบบเฟซบุ๊กก็ได้ ให้เลือกวันงดประชุม 1 วันในสัปดาห์ที่เหมาะสมกับทีมของคุณได้เลยครับ

เวิร์น ฮาร์นิช ผู้เขียนหนังสือ Scaling Up ได้บอกเอาไว้ว่า องค์กรจะเดินไปข้างหน้าได้ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับผู้นำ ซึ่งการจะเป็นผู้นำที่ดีได้ คุณจำเป็นต้องสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ทุกคนในบริษัททำงานได้อย่างสอดคล้องกัน และสิ่งที่ช่วยสร้างการสื่อสารระหว่างกันคือการรวมตัวประจำวันกันทุกเช้า

การรวมตัวประจำวันคือการที่คุณกับสมาชิกในทีมยืนล้อมวงกัน แล้วพูดคุยถึงเรื่องสำคัญใน 24 ชม.ที่ผ่านมา หรือทบทวนตัวเลขยอดขาย, การผลิตสินค้า หรือรายงานเรื่องติดขัดที่ต้องแก้ไข จำกัดเวลารวมตัวกันไว้ไม่เกิน 15 นาที และกำหนดให้รวมตัวกันเวลาเดิมทุกวัน วิธีนี้ช่วยลดความจำเป็นในการประชุมแบบลากยาว และช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพนักงานได้อีกด้วย


กล้าปฏิเสธ

เรามีเวลาจำกัดแค่วันละ 1,440 นาทีเท่านั้น การที่เราเลือกทำบางอย่าง หมายความว่าจะมีอย่างอื่นที่ทำไม่เสร็จ และเทคโนโลยีทุกวันนี้ทำให้คนอื่นขออะไรจากเราได้ง่ายขึ้น อย่างการชวนไปสังสรรค์ หรือนัดกินข้าวในวันหยุด ทุกครั้งที่คุณตอบตกลงเรื่องอะไรสักอย่าง เท่ากับว่าคุณปฏิเสธเรื่องอื่น ๆ ถ้าคุณตอบรับทุกคำขอของคนอื่น คุณก็จะไม่ได้ทำสิ่งที่สำคัญสำหรับคุณจริง ๆ

บางครั้งการปฏิเสธก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะเรากลัวว่าจะทำให้คนอื่นโกรธ, กลัวจะไปทำร้ายความรู้สึกคนอื่น, รู้สึกว่าการปฏิเสธเป็นเรื่องเสียมารยาท สิ่งเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกผิดเมื่อต้องปฏิเสธ แต่หากคุณไตร่ตรองแล้วว่ามีอย่างอื่นสำคัญกว่าการต้องทำสิ่งที่คนอื่นขอ และรู้สึกว่าการพูดว่า “ไม่” ออกไปคำเดียวมันช่างยากเย็นสำหรับคุณเหลือเกิน ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ครับ

เทคนิคแรกให้อ้างว่าคุณมีงานที่กำลังใกล้ถึงเส้นตาย หรือ deadline คำว่าเส้นตายมีเวทมนตร์อยู่ในตัวของมันเอง คนส่วนใหญ่มักจะไม่ถามอะไรต่อ และถอดใจไปเองเมื่อได้ยินคำนี้

เทคนิคที่สองให้กุว่าระหว่างวันคุณยุ่งมาก กว่าจะว่างก็ตอนตี 2 – ตี 3 คนที่ได้ยินแบบนี้มักไม่ค่อยยอมถ่างตารอคุยกับคุณในเวลาดึกขนาดนั้น แต่หากมีคนที่ตื้อมาก ๆ และยอมอดทนรอ คุณค่อยบอกเขาว่าคุณพอจะโยกย้ายเวลา และคุยกับเขาได้ในช่วงเวลาปกติ

อีกเทคนิคหนึ่งให้บอกคนที่มาขอคุยว่า ช่วยส่งข้อมูลคร่าว ๆ มาให้คุณทางอีเมลได้ไหม ว่าเขาต้องการคุยเรื่องอะไร และคาดหวังผลลัพธ์แบบไหน การทำแบบนี้จะทำให้เขารู้สึกว่าคุณยุ่งมาก ดังนั้นถ้าอยากคุยด้วยเขาต้องเตรียมตัวมา ผู้เขียนบอกว่าเขาใช้วิธีนี้ และคนเหล่านั้นก็หายไป ไม่ส่งอะไรกลับมาเลย


จ้างคนมาทำแทน

ในเดือนมกราคม ปี 2013 มีหลายสำนักข่าวรายงานเรื่องราวที่ไม่ธรรมดาของบ๊อบ โปรแกรมเมอร์วัย 45 ปี ที่บริษัทของเขาขนานนามให้ว่าเป็น”โปรแกรมเมอร์ที่เก่งที่สุดในตึก” ชื่นชมว่าเขาปฏิบัติงานได้อย่างดีเลิศ และให้พนักงานคนอื่นเอาเขาเป็นแบบอย่าง

บ๊อบตอกบัตรเข้าทำงานในแต่ละวันตอน 9 โมงเช้า และส่งสรุปผลงานรายวันให้เจ้านายก่อนที่เขาจะกลับบ้านตอน 5 โมงเย็น แต่หากคุณไปแอบดูว่าบ๊อบใช้เวลาแต่ละวันทำอะไรบ้าง คุณจะประหลาดใจ ในวันปกติบ็อบจะเข้าเว็บไซต์และดูยูทูบ ตั้งแต่ 9 โมง ไปจนถึง 11 โมงครึ่ง จากนั้นเขาจะออกไปพักกลางวัน 90 นาที เมื่อกลับเข้าออฟฟิศตอนบ่ายโมง บ็อบก็จะใช้เวลา 3 ชั่วโมงครึ่งไปกับเว็บช็อปปิ้ง, เฟซบุ๊ก และโซเชียลมีเดียต่าง ๆ พอถึง 4 โมงครึ่ง เขาจะส่งรายงานให้เจ้านาย แล้วกลับบ้านโดยไม่ได้เขียนโปรแกรมแม้แต่บรรทัดเดียว วันรุ่งขึ้นก็จะเป็นแบบนี้เหมือนเดิม

แล้วอย่างนี้บ็อบกลายเป็นโปรแกรมเมอร์ดาวเด่นของบริษัทได้ยังไง ทั้งที่เอาแต่ขี้เกียจไปวัน ๆ ปรากฎว่าบ็อบเป็นคนฉลาดมาก เขาจ้างบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ในเมืองเสิ่นหยางประเทศจีนให้ทำงานแทนเขา บริษัทของบ๊อบให้ค่าจ้างเขาปีละประมาณ 200,000 ดอลลาร์ เขาจ่ายค่าจ้างโปรแกรมเมอร์ในจีนปีละ 50,000 ดอลลาร์

บ๊อบทำแบบนี้อยู่นาน จนในที่สุดบริษัทของเขาก็สังเกตเห็นการเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ที่ผิดปกติจากจีน แผนการอันหลักแหลมของบ็อบความแตกจนได้ บริษัทไล่บ็อบออก แต่ผู้เขียนบอกว่าถ้าเขาเป็นประธานของบริษัทนั้น เขาจะให้เงินเดือนบ็อบเพิ่มเป็นสองเท่า และให้บ๊อบขึ้นมาเป็นหัวหน้าฝ่าย เพราะการที่บ๊อบใช้วิธีจ้างคนนอกให้พัฒนาซอฟต์แวร์ให้ ทำให้บริษัทประหยัดเงินได้หลายล้านดอลลาร์

คุณเอาวิธีของบ๊อบมาใช้ได้ คุณไม่จำเป็นต้องทำทุกงานทั้งหมดเอง ลองดูว่าอะไรที่คุณสามารถจ้างคนอื่นทำแทนได้ ผู้เขียนบอกว่าเขาจ้างคลาริสสาซึ่งเป็นคนสิงคโปร์ออกแบบปกหนังสือให้, จ้างบาลาจีที่เป็นคนอินเดียค้นคว้างานวิจัยและสรุปออกมาเป็นสไลด์นำเสนอให้, จ้างแมตต์และคริสดูแลเว็บไซต์ให้ นอกจากนี้เขายังจ้างคนมาตัดหญ้าในสนามที่บ้าน, จ้างบริษัทมาทำความสะอาดบ้านทุก 2 สัปดาห์ แล้วเอาเวลาที่ไม่ต้องทำสิ่งเหล่านี้ ไปทำสิ่งสำคัญที่ต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวของเขาเท่านั้น


ความลับข้อสุดท้าย “พลังงานคือทุกสิ่ง”

ผู้เขียนบอกว่าคุณบริหารเวลาไม่ได้หรอก เพราะยังไงพรุ่งนี้คุณก็มีเวลา 24 ชั่วโมงเท่าเดิม เมื่อคนเราพูดถึงการบริหารเวลา สิ่งที่เราต้องการคือการทำสิ่งต่าง ๆ ให้เสร็จมากขึ้น โดยที่เครียดน้อยลง เคล็ดลับคือคุณต้องทำให้ตัวเองมีพลังงานในระดับสูงสุด

โทนี ชวาร์ตซ์ ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านสุขภาพ The Energy Project ทำการวิจัยและพบว่า โดยธรรมชาติแล้ว คนเราเปลี่ยนจากการมีสมาธิและมีพลังงานเต็มเปี่ยม ไปเป็นรู้สึกว่าร่างกายเหนื่อยล้าในทุก ๆ 90 นาที ถึงตอนนั้นร่างกายจะส่งสัญญาณให้เราพักและฟื้นฟูพลังงาน แต่หากคุณฝืนมันด้วยการดื่มกาแฟ หรือเครื่องดื่มชูกำลัง ร่างกายก็จะใช้พลังงานสำรองจนหมดเกลี้ยง ทำให้ไม่เหลือแรงสำหรับทำงานอื่นต่อ

คุณจำเป็นต้องพักเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ทุก 90 นาที ตลอดทั้งวัน เพื่อดื่มน้ำ, เดินยืดเส้นยืดสาย หรือกินอาหารว่างที่ดีต่อสุขภาพ แนวคิดนี้ถูกนำมาพัฒนาต่อยอดเป็นเทคนิคการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพชื่อว่า “เทคนิคโพโมโดโร” หลักการของมันคือ ให้คุณเพ่งสมาธิทำงานอย่างเต็มที่เป็นเวลา 25 นาที จากนั้นพัก 5 นาทีเพื่อลุกขึ้นยืน, เคลื่อนไหว หรือดื่มน้ำ จากนั้นหลังหมดเวลาพักก็กลับมาทำวงจรเดิมซ้ำ

นอกจากนี้ผู้เขียนได้แนะนำวิธีเพิ่มขีดจำกัดพลังงานของคุณให้สูงขึ้น วิธีที่ว่าคือ การ ดูแลสุขภาพ วิธีเหล่านี้พวกเรารู้กันอยู่แล้ว แต่มาเน้นย้ำกันอีกครั้งครับ

  1. นอนหลับให้เพียงพอ
  2. จำกัดปริมาณแอลกอฮอล์ให้น้อยที่สุด
  3. จำกัดปริมาณคาเฟอีนให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะในตอนท้าย ๆ ของวัน
  4. ทานอาหารสดให้มากขึ้น ลดอาหารที่ผ่านกระบวนการที่ไม่เป็นธรรมชาติ
  5. รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ
  6. ดื่มน้ำเยอะๆ
  7. ออกกำลังกายทุกวัน จะออกเบา ๆ โดยการเดินเร็ว 20 นาทีก็ได้

ทั้งหมดนี้ผมสรุปมาจาก 15 เคล็ดลับที่มีในหนังสือซึ่งผู้เขียนรวบรวมมากจากคนที่ประสบความสำเร็จเกือบ 300 คน ผู้เขียนบอกว่าทั้ง 15 ข้ออาจใช้ไม่ได้ผลกับทุกคน สิ่งสำคัญคือเมื่ออ่านแล้วให้ลองเอาไปปรับใช้กับสถานการณ์ของตัวเอง ใครสนใจอยากอ่านครบ ๆ สามารถหามาอ่านเพิ่มเติมได้ครับกับ “แค่ใช้เวลาเป็น ไม่ต้องเก่งก็ไปได้ไกลกว่า” เขียนโดย เควิน ครูส ตีพิมพ์เป็นภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์บิงโก ราคา 245 บาท

สนใจหนังสือ แค่ใช้เวลาเป็น ไม่ต้องเก่งก็ไปได้ไกลกว่า

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/2fsPFpJhpK
หรือซื้อแบบ ebook:
https://www.mebmarket.com
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

Related Articles

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing...

Effortless คนเก่งคิดง่าย ไม่คิดยาก วิธีลงมือทำแบบง่ายดาย เหนื่อยน้อยลง แต่ผลลัพธ์มากขึ้น

หลายคนที่มุ่งมั่นพัฒนาตัวเอง พยายามสร้างความก้าวหน้าโดยการทำงานอย่างหนัก ช่วงแรกเราอาจพบว่าการทำงานหนักให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า ยิ่งพยายามมากก็ยิ่งได้ผลลัพธ์มาก แต่พอถึงจุดหนึ่งเราจะรู้สึกว่าผลลัพธ์เริ่มออกมาไม่คุ้มค่ากับแรงที่ลงไป แม้จะพยายามมาก แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมานั้นน้อย ในสถานการณ์แบบนี้ สิ่งที่เราพอจะคิดออกคือพยายามให้มากขึ้นไปอีก ทำงานให้มากขึ้น เรื่องพักผ่อนช่างมันไปก่อน แต่มีหนังสือเล่มหนึ่งบอกว่าการคิดแบบนี้เป็นการคิดที่ผิดครับ...

Pomodoro Technique เทคนิคเคลียร์งาน 25 นาทีจบ ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นตลอดกาล

เชื่อว่าเพื่อน ๆ หลายคนน่าจะเคยวุ่นวายใจเมื่อเห็นเวลาเดินเข้าใกล้เดดไลน์ไปเรื่อย ๆ แต่งานที่ทำอยู่ไม่คืบหน้าไปไหนเลย ไม่สามารถตั้งสมาธิให้จดจ่อกับงานได้ เอาแต่ผัดวันประกันพรุ่งวันแล้ววันเล่า แต่เทคนิคโพโมโดโรเกิดมาเพื่อแก้ปัญหานี้ครับ การนำเทคนิคนี้มาใช้จะเป็นเหมือนเพื่อน ๆ ได้ติดอาวุธที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายที่อยากทำให้เสร็จได้ ไอติมอ่าน...

ศิลปะของการจดโน้ต แค่จดตามหลักการ ก็เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนและการทำงานได้หลายเท่า

การจดโน้ตไม่ใช่แค่การบันทึกข้อมูลลงบนกระดาษ แต่เป็นกระบวนการที่ช่วยให้เราเข้าใจ และจดจำเนื้อหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในหนังสือ The Art of Note Taking ได้แนะนำเทคนิคการจดโน้ตหลากหลายรูปแบบ ที่เพื่อน ๆ...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!