วิธีคิดของคนค่าตัวแพง เทคนิคเลือกงานที่ใช่ของคนเก่งที่อยากเปลี่ยนงานเมื่อไหร่ก็ได้

Share
Share

งานที่คุณทำอยู่ตอนนี้ใช่งานที่ทำให้อยากลืมตาตื่นขึ้นมาทุกเช้าหรือเปล่า? คนทำงานบางคนยังต้องใช้ชีวิตอยู่กับความกลัวและไม่มั่นคงตลอดชีวิต เพราะไม่กล้าเปลี่ยนงาน กลัวว่าไปที่ใหม่แล้วจะแย่กว่าเดิม ยุคนี้แนวคิดการทำงานที่เดียวที่เดิมไปตลอดชีวิตกลายเป็นสิ่งที่ใช้ไม่ได้อีกต่อไป เมื่อบริษัทปัจจุบันไม่สามารถเป็นที่พึ่งพาได้อีกต่อไป อาวุธที่ควรมีติดตัวไว้คือ “วิธีคิดในการเปลี่ยนงาน”

ไอติมอ่าน ep นี้จะมาสรุปเนื้อหาจากในหนังสือ “วิธีคิดของคนค่าตัวแพง” เขียนโดย คิตาโนะ ยุยหงะ ผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาด้านธุรกิจ ในหนังสือเล่มนี้ผู้เขียนจะมาบอกข้อแตกต่างระหว่าง “คนที่อยากเปลี่ยนงานแต่ทำไม่ได้” กับ “คนที่อยากเปลี่ยนงานเมื่อไหร่ก็ทำได้ทันที” พร้อมบอกเทคนิคว่าต้องทำยังไงเราถึงจะมีกินมีใช้ไปตลอดชีวิต

ในหนังสือพูดถึง 4 ขั้นตอนที่จะรับรองการมีกินมีใช้ไปตลอดชีวิต ซึ่งได้แก่

  1. ประเมินมูลค่าตลาดของตัวเอง
  2. รู้อายุขัยของงานปัจจุบันที่ทำอยู่
  3. เบนเข็มไปยังตลาดที่เติบโต ก่อนจุดแข็งของคุณจะหมดอายุ
  4. มองให้ออกว่าบริษัทไหนดีที่สุดในตลาดที่เติบโต

ขั้นตอนที่ 1 ประเมินมูลค่าตลาดของตัวเอง

ผู้เขียนอธิบายว่าเงินเดือนที่คุณได้รับเป็นเพราะคุณขายตัวเองเป็นสินค้าให้บริษัท การจ้างงานคือธุรกรรมอย่างหนึ่ง การจะเข้าใจมูลค่าตลาดได้ คุณต้องมองตัวเองเป็นสินค้าก่อน สำหรับคนที่มีมูลค่าตลาดอยู่ในระดับสูงจะได้รับอิสระในการนึกอยากเปลี่ยนงานตอนไหนก็ทำได้ และได้ทำงานที่ตัวเองอยากทำ

การวัดมูลค่าตลาดของตัวเองสามารถทำได้โดยให้คุณจินตนาการถึงกล่องที่มีด้านกว้างxยาวxสูง แล้วให้คุณเปลี่ยนด้านกว้าง, ยาว, สูง เป็นสินทรัพย์ด้านทักษะxสินทรัพย์ด้านคนxผลิตภาพของสายงาน หากกล่องในจินตนาการนี้ยิ่งใบใหญ่ แสดงว่ามูลค่าตลาดของคุณสูง

แล้วสินทรัพย์ด้านทักษะ, สินทรัพย์ด้านคน และผลิตภาพของสายงานหมายความว่าอะไร ผู้เขียนอธิบายว่า “สินทรัพย์ด้านทักษะ” คือ ทักษะความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงาน ยิ่งคุณมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษ หรือมีประสบการณ์ในการทำงานเกี่ยวกับด้านนั้นมาอย่างยาวนาน แสดงว่าคุณมีสินทรัพย์ด้านทักษะในระดับสูง

“สินทรัพย์ด้านคน” คือ คอนเน็คชัน ไม่ว่าสายงานไหนก็ล้วนมีคนที่ได้งานจากการถูกคนอื่นแนะนำให้ คนที่เข้าได้กับทุกคนและเป็นคนที่น่าเอ็นดู มักได้เปรียบในเรื่องนี้ ไม่ว่าเขาจะไปทำงานที่ไหนก็พร้อมมีคนคอยช่วยเหลือเขาอยู่เสมอ ผู้เขียนบอกว่าสินทรัพย์ด้านคนจะเพิ่มขึ้นตามอายุ เพราะยิ่งทำงานเราก็จะยิ่งรู้จักคนมากขึ้น สะสมมากขึ้นไปเรื่อย ๆ

ปัจจัยสุดท้าย “ผลิตภาพของสายงาน” คือ คนในสายงานนั้นสร้างผลกำไรต่อคนได้มากเท่าไหร่ แต่ละอุตสาหกรรมสร้างผลกำไรได้ไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น คนที่ทำงานในสายการเงินอาจได้เงินเดือน 200,000 บาท ในขณะที่คนทำงานสายออร์แกไนซ์อาจได้เงินเดือน 20,000 บาท ซึ่งต่างกัน 10 เท่า แต่แน่นอนว่าในอุตสาหกรรมที่ทำกำไรได้สูง ไม่ว่าใครก็อยากเข้าไปทำงาน จึงมีการแข่งขันกันสูง

หากคุณมีทั้ง 3 ปัจจัยซึ่งได้แก่ สินทรัพย์ด้านทักษะ, สินทรัพย์ด้านคน และผลิตภาพของสายงาน ทั้งหมดนี้อยู่ในระดับสูง ก็หมายความว่าคุณมีมูลค่าตลาดสูง สามารถตั้งระดับเงินเดือนที่คาดหวังเอาไว้สูง ๆ ได้นั่นเองครับ


ขั้นตอนที่ 2 รู้อายุขัยของงานปัจจุบัน

ผู้เขียนบอกว่างานเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและหายไปตามยุคสมัย อาชีพโปรแกรมเมอร์เมื่อ 100 ปีก่อนยังไม่มี หรือบริษัทเอเจนซีโฆษณาเกิดขึ้นตอนที่ยุคสื่อสิ่งพิมพ์เฟื่องฟู พอหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารทะยอยกันปิดตัว บริษัทเอเจนซีโฆษณาก็เริ่มปิดตัวตามไปด้วย ที่ยังเหลืออยู่ก็ปรับตัวกันขนานใหญ่ งานทุกงานเกิดขึ้นและหายไปเป็นวัฎจักรดังนี้

  1. งานเฉพาะกลุ่ม
  2. งานในกระแส
  3. งานทั่วไป
  4. งานหายไป

วัฎจักรอายุขัยของงานเริ่มต้นจาก “งานเฉพาะกลุ่ม” ซึ่งเป็นงานที่มีคนทำน้อย เลยหาใครมาแทนที่ไม่ได้ บริษัทจึงยอมจ่ายค่าตอบแทนสูง เพราะต้องการแย่งให้คนมาทำงานให้ แต่พอมีคนอื่นรู้ว่างานเฉพาะกลุ่มนี้รายได้ดีก็จะกระโจนเข้ามาทำงานนี้เยอะขึ้น งานเฉพาะกลุ่มจึงเปลี่ยนไปเป็น “งานในกระแส” กลายเป็นงานที่ใคร ๆ ก็ทำได้ บริษัทก็มีการปรับตัวโดยลดค่าจ้างลง เพราะหาคนมาทำแทนได้ง่ายขึ้น

พอคนเข้ามาในสายงานนั้นจนล้น งานในกระแสก็จะถูกลดความสำคัญลงจนกลายเป็น “งานทั่วไป” เมื่อบริษัทมีตัวเลือกมากขึ้น คนอยากทำงานล้นตลาดก็ไม่จำเป็นต้องให้ค่าจ้างสูงเพื่อจูงใจพนักงานอีกแล้ว และในบางครั้งเทคโนโลยีอาจพัฒนาจนงานเหล่านั้นอาจใช้เครื่องจักรทำแทนมนุษย์ได้ สุดท้ายงานจะเข้าสู่สถานะ “งานหายไป” ตัวอย่างเช่น งานขนของและจัดสต็อกในโกดัง ที่ปัจจุบันใช้หุ่นยนต์หรือเครื่องจักรมาทำแทนแล้ว การทำงานยังมีอยู่ แต่ส่วนที่ต้องใช้คนทำหายไป

ดังนั้นคุณควรรู้ว่างานปัจจุบันของคุณอยู่ตำแหน่งไหนในวัฎจักร สินทรัพย์ด้านทักษะที่คุณมีอยู่จะหมดอายุเมื่อไหร่ เมื่อคุณสามารถวิเคราะห์วัฎจักรอายุขัยของงานได้ คุณก็จะมองออกว่างานในอุตสาหกรรมไหนกำลังรุ่ง และสายงานนั้นต้องอาศัยทักษะอะไรที่คุณต้องไปเรียนรู้เพิ่มเติม


ขั้นตอนที่ 3 เบนเข็มไปยังตลาดที่เติบโตก่อนจุดแข็งของคุณจะหมดอายุ

ผู้เขียนบอกว่าสิ่งที่ไม่ควรทำเด็ดขาดในการเปลี่ยนงานคือ “การเลือกเข้าบริษัทที่ขายสินค้าและบริการเดิม ๆ แบบ 10 ปีก่อนให้กับลูกค้ากลุ่มเดิม ๆ” เพราะท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวัน สินค้าแบบเดิมเมื่อ 10 ปีที่แล้วมีความเป็นไปได้ว่าตลาดกำลังอิ่มตัวแล้ว ถ้าคุณเลือกกระโดดเข้าไปทำก็เป็นได้แค่คนที่หาใครมาทำแทนก็ได้ คุณจะกลายเป็นสินค้าราคาตก เพราะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีรุ่นพี่ที่ทำงานนี้มาก่อนคุณแล้ว คุณจะเสียเปรียบด้านประสบการณ์

สิ่งที่คุณควรทำคือ “เล็งทิศทางไปยังบริษัทสตาร์ตอัป” ซึ่งบริษัทเหล่านี้มีแนวทางที่ชัดเจนคือตามกระแสโลก แม้บริษัทสตาร์ตอัปจะสู้บริษัทใหญ่ไม่ได้ในเรื่องเงินทุนหรือจำนวนคน แต่พวกเขาใช้วิธีสู้ด้วยการไหลไปกับกระแสโลก ในตลาดที่กำลังเติบโต มีบริษัทสตาร์ตอัปหลายแห่งที่กลายมาเป็นคู่แข่งสำคัญของบริษัทใหญ่

วิธีหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทเหล่านี้ คุณสามารถเสิร์ชหาโดยใช้คำว่า “สตาร์ตอัปสาย…” แล้วแต่ว่าคุณสนใจเบนเข็มไปทางสายงานไหน หรือจะค้นหาตามเว็บไซต์หางานก็ได้ จากนั้นให้คุณรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทต่าง ๆ ในสายงานเหล่านั้น แล้วดูว่าบริษัทไหนได้รับการระดมทุนมามาก หากบริษัทไหนมีเงินไหลเข้ามาเยอะ แสดงว่ากำลังอยู่ในตลาดที่กำลังเติบโต


ขั้นตอนที่ 4 วิธีมองให้ออกว่าบริษัทไหนเหมาะแก่การย้ายไปทำงาน

ผู้เขียนได้ให้ถามคำถาม 3 ข้อ สำหรับใช้ในการเลือกบริษัทสตาร์ตอัปดี ๆ เอาไว้ดังนี้

  1. คู่แข่งคือใคร
  2. ทีมงานปัจจุบันเก่งไหม
  3. ถูกประเมินต่ำกว่าบริษัทอื่นในสายงานเดียวกันไหม

อย่างแรกที่คุณควรรู้เกี่ยวกับบริษัทที่จะไปทำงานด้วยคือ “คู่แข่งของเขาคือใคร?” แล้วคู่แข่งเติบโตเหมือนกันไหม ในตลาดที่กำลังเติบโต จะมีบริษัทสตาร์ตอัปหลายแห่งเข้าสู่ตลาดเพื่อคว้าโอกาสเติบโต แต่ละบริษัทจึงมีการเติบโตในระดับเดียวกันซึ่งถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดีว่าจะเป็นบริษัทที่น่าเข้าไปทำงานด้วย

ในอีกด้านหากบริษัทที่คุณเล็งไม่ค่อยมีคู่แข่ง หรือเริ่มไม่มีการเติบโตก็เป็นไปได้ว่าตลาดนั้นกำลังอิ่มตัว บริษัทที่เหลืออยู่ก็จะต่อสู้เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งเค้กที่เหลืออยู่น้อยนิด

คำแนะนำข้อที่สองคือ “ให้ดูความสามารถของทีมปัจจุบัน” ตอนสัมภาษณ์หากคุณถามว่าพนักงานที่นี่เก่งกันไหม อีกฝ่ายต้องตอบว่าคนของตัวเองเก่งอยู่แล้ว ผู้เขียนจึงแนะนำให้ขอพบกับคนในแผนกที่จะทำงานด้วยในอนาคต ดูว่าพวกเขามีความมุ่งมั่น มั่นใจ และดูเป็นคนมีความสามารถไหม

คำแนะนำข้อที่สามคือ “บริษัทที่คุณเล็งถูกประเมินต่ำกว่าบริษัทอื่นในสายงานเดียวกันไหม?” คุณลองค้นหาข้อมูลดูว่าคนในอินเตอร์เน็ตพูดถึงบริษัทนั้นว่ายังไง เทียบกับบริษัทคู่แข่งเจ้าอื่น ๆ ว่าบริษัทไหนมีรีวิวเชิงบวกเชิงลบมากกว่ากัน

สำหรับคนที่รู้สึกว่าตัวเองอยู่กับที่ ไม่ก้าวหน้าไปไหนกับที่ทำงานที่เดิม แต่ก็ไม่กล้าเปลี่ยนงานเพราะคิดว่าตัวเองไม่เก่งหรือไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วตัวเองอยากทำอะไร ผู้เขียนได้ให้คำแนะนำว่าคนเราไม่จำเป็นต้องมี “สิ่งที่อยากทำจริง ๆ” เสมอไป แต่ทุกคนต่างมี “สิ่งที่พอจะอยากทำ” ด้วยกันทั้งนั้น ลองหาสิ่งที่คุณพอจะอยากทำด้วยเคล็ดลับ 2 ข้อนี้ดูครับ

  1. หาสิ่งที่คนอื่นบอกว่าคุณเก่งในเรื่องนั้น แม้คุณจะรู้สึกเฉย ๆ
  2. หาสิ่งที่ทำแล้วไม่รู้สึกเครียด

แน่นอนว่าการจะเปลี่ยนงานสักครั้งย่อมทำให้รู้สึกเครียด หลายคนอาจกังวลหรือกลัวว่าตัวเองจะเลือกผิดทาง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ไม่อาจรู้ล่วงหน้าได้ แต่สิ่งที่จะพาไปสู่ความผิดพลาดคือการไม่ยอมตัดสินใจในเวลาที่ต้องตัดสินใจแล้วต่างหาก

และนี่คือเนื้อหาโดยสรุปจากหนังสือ “วิธีคิดของคนค่าตัวแพง” เอาจริงแล้วเนื้อหาในหนังสือมีน้อยมาก ผู้เขียนไม่ได้เขียนหนังสือเล่มนี้แบบหนังสือ how to ทั่วไป แต่เขียนแบบนิยายที่มีตัวละครดำเนินเนื้อเรื่อง มีสถานการณ์สมมุติ พร้อมกับแทรกแก่นของเนื้อหาเข้าไปในเรื่อง

ถ้าจะสรุปแก่นของเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ออกมา ก็น่าจะได้ประมาณที่ผมเอามาเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังใน ep นี้ ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนอยากหามาอ่านเพิ่มเติมก็สามารถหาซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านได้ตามร้านหนังสือ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์อมรินทร์ฮาวทู ราคา 275 บาทครับ

สนใจหนังสือ วิธีคิดของคนค่าตัวแพง

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/3fmfO92PWU
หรือซื้อแบบ ebook:
https://www.mebmarket.com
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

Related Articles

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing...

ทำไม USJ ถึงทำรถไฟเหาะให้วิ่งถอยหลัง เบื้องหลังวิธีคิดที่พาธุรกิจผ่านวิกฤต ด้วยการใช้ไอเดียแทนเงิน

หากพูดถึงสวนสนุกระดับโลก นอกจาก Disneyland แล้ว ชื่อที่ตีคู่มาด้วยกันคือ Universal Studios ซึ่งในทวีปเอเชียของเรามีอยู่ 3 แห่ง คือในญี่ปุ่น สิงคโปร์...

Effortless คนเก่งคิดง่าย ไม่คิดยาก วิธีลงมือทำแบบง่ายดาย เหนื่อยน้อยลง แต่ผลลัพธ์มากขึ้น

หลายคนที่มุ่งมั่นพัฒนาตัวเอง พยายามสร้างความก้าวหน้าโดยการทำงานอย่างหนัก ช่วงแรกเราอาจพบว่าการทำงานหนักให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า ยิ่งพยายามมากก็ยิ่งได้ผลลัพธ์มาก แต่พอถึงจุดหนึ่งเราจะรู้สึกว่าผลลัพธ์เริ่มออกมาไม่คุ้มค่ากับแรงที่ลงไป แม้จะพยายามมาก แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมานั้นน้อย ในสถานการณ์แบบนี้ สิ่งที่เราพอจะคิดออกคือพยายามให้มากขึ้นไปอีก ทำงานให้มากขึ้น เรื่องพักผ่อนช่างมันไปก่อน แต่มีหนังสือเล่มหนึ่งบอกว่าการคิดแบบนี้เป็นการคิดที่ผิดครับ...

วิชาคนตัวเล็ก บทเรียนการทำงานกว่า 20 ปี ของผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ฮาวทูอันดับ 1 ในไทย

การได้อ่านหรือได้ฟังประสบการณ์ของคนอื่น ถือเป็นทางลัดที่ทำให้เราได้เรียนรู้โดยไม่ต้องลงมือทำเอง ทั้งเรื่องราวที่พวกเขาประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว ล้วนมีประโยชน์ต่อเราทั้งนั้น เพื่อน ๆ ที่ชอบอ่านหนังสือแนวฮาวทูน่าจะคุ้นตากับสำนักพิมพ์วีเลิร์น สำนักพิมพ์แถวหน้าของเมืองไทยที่ผลิตหนังสือแนวฮาวทูคุณภาพดีออกมาอย่างต่อเนื่อง ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือวิชาคนตัวเล็ก...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!