ไอติมอ่าน

สูตรโกงของคนเก่งเงิน สูตรลัดที่จะทำให้คุณใช้เงินเป็น หาเงินเก่ง เก็บเงินอยู่

Share

เขียนโดย Lisa Rowan คอลัมนิสต์ที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับการเงินส่วนบุคคล หนังสือแนะนำสูตรเล็กกะทัดรัดเกี่ยวกับการจัดการเงิน การออมเงิน การหาเงิน การบริหารหนี้ รวม ๆ แล้วมีอยู่ 280 สูตร

จัดกระเป๋าทางการเงิน

ผู้เขียนแนะนำให้เราแบ่งเงินที่หาได้ออกเป็น 3 ก้อน ได้แก่ เงินสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น 50%, เงินออม 20% และเงินสำหรับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ 30%

ขั้นแรกให้กันเงิน 50% ไว้สำหรับรายจ่ายจำเป็น เช่น ค่าเช่าห้องหรือค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าของกินของใช้ ค่าเดินทาง ไปจนถึงค่ายา เงินก้อนนี้มีไว้สำหรับรายจ่ายที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

ต่อมาแบ่งเงิน 20% ไว้สำหรับเป็นเงินออม จะฝากไว้บัญชีฝากประจำหรือบัญชีดิจิตอลดอกเบี้ยสูงก็ได้ รวมถึงเงินที่เอาไว้ใช้หนี้บัตรเครดิตและหนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษาก็รวมอยู่ในก้อนนี้ด้วยด้วย

สุดท้ายอีก 30% เป็นเงินสำหรับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ไม่ใช่รายจ่ายประจำ เช่น ค่าของฝากในเทศกาลต่าง ๆ ค่าตั๋วคอนเสิร์ต เป็นต้น และถ้าคุณไม่รู้ว่าจะเอาเงินที่ไหนไปใส่ไว้ในก้อนเงินออมอันก่อนหน้า ให้ดูว่าสามารถตัดเงินจากก้อนสุดท้ายนี้ไปใส่เป็นเงินออมแทนได้หรือไม่


อย่าเลิกแบบหักดิบ แต่ให้ลดแบบค่อยเป็นค่อยไป

ถ้าอยากจะลดค่าใช้จ่ายโดยการให้เลิกใช้เงินกับบางเรื่องไปเลย อาจทำให้รู้สึกไม่สบายใจ แทนที่จะบังคับตัวเองให้เลิกแบบเด็ดขาดก็ให้เสียเงินกับเรื่องนั้นน้อยลงสัก 10% ในทุก ๆ เดือน เราอาจไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนแบบทันทีทันใด แต่การปรับตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ช่วยให้ทำใจยอมรับได้ง่ายกว่ามาก

เช่น ถ้าเดือนที่แล้วคุณซื้อกาแฟร้านโปรดไป 2,500 บาท เดือนนี้ลองท้าทายตัวเองโดยลดการซื้อลง 10% เท่ากับว่าต้องลดไป 250 บาท เดือนนี้จึงเหลือเงินซื้อกาแฟ 2,250 บาท เดือนหน้าก็ลดอีก 10% ให้เหลือเงินซื้อกาแฟราว ๆ 2,000 บาท การเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปจะช่วยให้คุ้นเคยกับการลดรายจ่ายทีละนิด พอทำได้บ่อยเข้าก็จะติดเป็นนิสัยในที่สุด


เปลี่ยนรายการสั่งซื้อเป็นรายการรอซื้อ

เวลาที่คนเรารู้สึกเศร้า เครียดหรือเบื่อหน่าย สมองจะพยายามหาความสุข และการได้ของอะไรใหม่ ๆ ก็มักทำให้เรามีความสุข แต่ความสุขที่ผุดขึ้นมาชั่วคราวย่อมมีวันจางหาย ถ้าซื้อของโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง เราอาจต้องมานั่งเสียใจทีหลังที่ซื้อมา

วิธีแก้ปัญหานี้คือเมื่อรู้สึกอยากซื้อของแก้เครียด ให้จดไว้เป็นรายการรอซื้อเอาไว้ก่อน หรือถ้าซื้อออนไลน์ให้กดลง wish list รอไว้ จากนั้นรอให้ผ่านไปสักหนึ่งสัปดาห์แล้วย้อนทบทวนว่าของที่เคยอยากซื้อ ตอนนี้ยังตื่นเต้นกับมันหรืออยากได้มันอยู่หรือเปล่า ถ้ายังอยากได้และมีเงินก็ซื้อได้เลย แต่ถ้าเริ่มหมดความสนใจมันแล้วก็เป็นสัญญาณบอกว่าจริง ๆ ของคุณรู้สึกว่าของสิ่งนั้นไม่คุ้มค่าเงิน


พกแบงก์ใหญ่

นักวิจัยพบว่าคุณมีแนวโน้มจะใช้แบงก์ใหญ่อย่างแบงก์พันหรือแบงก์ห้าร้อย น้อยกว่าแบงก์ย่อยที่มีมูลค่าเท่ากัน หลายคนจะรู้สึกเสียดายที่ต้องหยิบแบงก์ใหญ่ออกจากกระเป๋า แต่ถ้าเป็นแบงก์ย่อยจะรู้สึกว่าไม่ใช่เงินก้อนใหญ่อะไร ดังนั้นเมื่อคุณได้แตกแบงก์ไปแล้ว เงินก้อนนั้นก็มีโอกาสถูกใช้จนหมดอย่างรวดเร็ว คราวหลังถ้าคุณกดเงิน ลองเลือกรับแบงก์ใหญ่ คุณอาจพบว่าตัวเองอยากเก็บแบงก์เหล่านี้ให้อยู้ในกระเป๋านานขึ้นอีกหน่อยก็ได้


กรองทุกบริการที่เรียกเก็บเงิน

สมัยนี้มีบริการวิดีโอสตรีมมิ่งและมิวสิคสตรีมมิ่งมากมาย หลายรายราคาเพียงหลักร้อยกว่าบาท บางเจ้าทำโปรโมชั่นกับค่ายมือถือ ทำให้ราคาถูกจนเหลือหลักไม่กี่สิบบาท ตอนเราสมัครบริการพวกนี้ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะมองว่าเป็นค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อย แต่หากคิดว่าเราต้องจ่ายค่าบริการพวกนั้นปีละถึง 12 ครั้ง รวมกันก็เป็นเงินก้อนใหญ่ แถมบางคนไม่ได้สมัครสตรีมมิ่งเพียงแค่เจ้าเดียว

ลองทบทวนว่าบริการเหล่านั้นแต่ละเดือนเราได้ใช้งานมันมากแค่ไหน คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปไหม เราสามารถดองเรื่องที่อยากดูจากสตรีมมิ่งแต่ละเจ้าเอาไว้ดูรวดเดียวเจ้าละเดือนได้ไหม เมื่อกรองดูทุกบริการที่เราสมัครไว้ อาจพบว่าบางบริการไม่ได้คุ้มกับเงินขนาดนั้น เก็บเงินไว้กับเรื่องสำคัญของเราจะดีกว่า


ซื้อของโดยไม่ง้อรถเข็น

บางทีเราเข้าร้านสะดวกซื้อหรือซุปเปอร์มาร์เก็ตเพราะต้องการซื้อของเพียงแค่นิดหน่อย ลองท้าทายตัวเองดูโดยการซื้อของเท่าที่เราขนกลับไหว วิธีนี้จะช่วยให้เราซื้อเฉพาะของที่ตั้งใจมาซื้อจริง ๆ

ทันทีที่เราหยิบตะกร้าหรือหนักสุดคือรถเข็น เรามีแนวโน้มที่จะซื้อของนอกเหนือจากที่ตั้งใจไว้แต่แรก ถ้าเราขนของกลับบ้านด้วยสองมือไม่ได้ พวกมันก็จะยังคงอยู่ที่ร้าน


จดลงสมุด

หากอยากจับตาดูเงินของตัวเองให้ดียิ่งขึ้นให้ทำบัญชีรายรับรายจ่าย จะเขียนลงสมุดหรือใช้แอพบนมือถือก็ได้ คอยจดว่าเราใช้เงินไปเท่าไหร่ กับอะไรและที่ไหน พอถึงสิ้นเดือนให้บวกค่าใช้จ่ายแต่ละหมวดหมู่ หรือหากใช้แอพมันจะรวมและแยกให้เราเองอัตโนมัติ เราจะรู้ว่าเราใช้เงินไปกับอะไรมากเป็นพิเศษ ดูแล้วรู้สึกพอใจ เสียใจ หรือเฉย ๆ กับยอดเงินนั้น

การจดบันทึกรายจ่ายไม่ได้ช่วยให้เราใช้เงินน้อยลง แต่มันทำให้เรากลับมาทบทวนตัวเองได้ว่าใช้เงินไปกับอะไรบ้าง ช่วยให้มองเห็นแผนการใช้เงินในอนาคตได้ชัดเจนขึ้น จะได้วางแผนการเงินหรือจัดลำดับความสำคัญเสียใหม่


เทียบราคาที่ต้องจ่ายกับชั่วโมงการทำงาน

เวลาไปซื้อของลองตั้งคำถามดูว่าต้องทำงานกี่วันถึงจะซื้อของชิ้นนั้นได้ หากคุณอยากได้หนังสือเล่มใหม่ที่ราคา 250 บาท สมมุติว่าเงินเดือนคุณเฉลี่ยออกมาได้วันละ 500 บาท เท่ากับว่าคุณต้องทำงานครึ่งวันเพื่อให้ได้หนังสือเล่มนั้น


อยู่กับวันข้างหน้า

ทุกวันเงินเดือนออก อย่าแค่วางแผนการใช้เงินเฉพาะเดือนนั้น ๆ แต่ให้วางแผนล่วงหน้า 2-3 เดือน เพื่อเตรียมตัวสำหรับรายจ่ายที่ไม่คาดคิด เช่น งานวันเกิดของคนรู้จัก งานเทศกาลต่าง ๆ วิธีนี้จะช่วยให้เรารู้สถานการณ์การเงินของตัวเองและสามารถปรับเปลี่ยนแผนได้ทันท่วงที

อย่าลืมหมั่นตรวจสอบแผนการใช้เงิน แม้จะต้องปรับเปลี่ยนแผนแต่ไม่ได้หมายความว่าคุณวางแผนงบล้มเหลว คนที่มีประสบการณ์ด้านการเงินหลายคนก็ปรับแผนการเงินของตัวเองอยู่เป็นระยะ


ทำให้การซื้อของออนไลน์เป็นเรื่องยาก

คนเรามักหมดอารมณ์จะซื้อของออนไลน์ได้ง่าย ๆ ถ้าต้องลุกจากโซฟาไปหยิบกระเป๋าตังค์เพื่อดูเลขบัตรเครดิต ผลจากการสำรวจของบริษัท Bankrate พบว่าผู้คนกว่า 64% บันทึกเลขบัตรเครดิตไว้ในแอพช้อปปิ้ง และผู้ขายรู้ดีว่าวิธีนี้ทำให้คุณมีแนวโน้มกลับมาซื้อสินค้าอีกเพราะความสะดวกสบาย

หากอยากประหยัดเงิน จงทำให้การซื้อของออนไลน์เป็นเรื่องยากขึ้น โดยการไม่บันทึกเลขบัตรเครดิตไว้บนแอพช้อปปิ้ง นอกจากจะช่วยยับยั้งแรงกระตุ้นในการใช้จ่ายแล้ว ยังช่วยให้ข้อมูลทางการเงินของเราปลอดภัยมากขึ้นอีกด้วย เพราะบริษัทน้อยใหญ่ต่างเสี่ยงต่อการรั่วไหลของข้อมูลจากฝีมือของแฮกเกอร์


จ้างตัวเองให้ใช้เงิน

จะเป็นยังไงถ้าคุณสามารถออมเงินและใช้เงินไปพร้อม ๆ กันได้ กลยุทธ์นี้มีอยู่ว่าหากคุณต้องการซื้อของสักชิ้น นอกจากจะต้องจ่ายเงินกับค่าสินค้าแล้ว ต้องโอนเงินจำนวนเท่ากับค่าสินค้าเข้าบัญชีเงินเก็บด้วย

ถ้าอยากซื้อของเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างโดนัทไว้กินกับกาแฟในตอนเช้า อาจรู้สึกว่าทำได้สบาย ๆ เราแค่จ่ายเงินค่าโดนัทให้ร้าน 50 บาทและโอนเงินอีก 50 บาทเข้าบัญชีเงินเก็บ แต่พอของที่อยากซื้อมีราคาสูงขึ้น เช่น รองเท้าผ้าใบราคา 2,000 บาท นอกจากต้องจ่ายค่ารองเท้า 2,000 บาทแล้ว เรายังต้องโอนเงินอีก 2,000 เข้าบัญชีเงินเก็บ ถ้าคำนวนดูแล้วเห็นว่าเงินเหลือไม่พอใช้จ่ายถึงสิ้นเดือนแน่ ก็เป็นสัญญาณว่าคุณไม่ควรควักกระเป๋าจ่ายหนัก ๆ ในตอนนี้


ดูหนังในคืนวันพุธ

ทุกวันพุธโรงหนังจะจัดโปรโมชั่นดูหนังที่ราคาตั๋วถูกลง บางครั้งอาจถูกลงถึง 50% เลยทีเดียว นอกจากนี้ค่ายมือถือยังจัดโปรโมชั่นร่วมกับโรงหนัง ลองดูว่าคุณได้รับสิทธิพิเศษเหล่านี้บ้างหรือเปล่า


อย่าลืมสะสมแต้ม

ร้านค้าหลายร้านมีระบบสะสมแต้ม เช่น ห้างเครือเซ็นทรัลมีให้สะสมคะแนน The1 ห้างเครือ The Mall มีให้สะสมคะแนน M Point หรือปั๊มน้ำมัน ร้านชากาแฟต่าง ๆ ก็ล้วนมีระบบสะสมแต้ม ซึ่งแต้มที่ได้มาอาจสามารถแลกได้เป็นคูปองส่วนลดหรือได้รับสินค้าฟรี

ร้านเหล่านี้ให้สมัตรสมาชิกฟรี แถมสมัยนี้ไม่ต้องพกบัตรให้รกกระเป๋า เพียงแค่บอกเบอร์โทรก็สะสมคะแนนได้แล้ว อย่าดูถูกคะแนนเล็กน้อย เมื่อสะสมจนมีมากขึ้นก็สามารถช่วยคุณประหยัดเงินไปได้


ขอยกเว้นค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต

ตลาดบัตรเครดิตแข่งขันกันสูงจนสมัยนี้ไม่น่ามีที่ไหนเก็บค่าธรรมเนียมรายปีแล้ว แต่ถ้าบัตรที่คุณถืออยู่คิดค่าธรรมเนียมรายปี ลองโทรไปหาธนาคารผู้ให้บัตรแล้วลองพูดว่า “ผมเป็นลูกค้าคุณมานานและชอบบัตรใบนี้มาก แต่น่าเสียดายที่บัตรนี้มีค่าธรรมเนียมรายปี คุณพอจะยกเว้นค่าธรรมเนียมให้ผมได้ไหม”

ผลการสำรวจจาก creditcards.com พบว่าคนที่ขอเว้นค่าธรรมเนียมรายปีบัตรเครดิตกว่า 80% ได้รับการยกเว้นการเก็บเงินค่าธรรมเนียม หรือถ้าทางธนาคารเว้นค่าธรรมเนียมให้ไม่ได้ ลองพิจารณาว่าสามารถยกเลิกบัตรนั้นได้ไหม หากสิทธิประโยชน์ไม่คุ้มค่ากับค่าธรรมเนียมรายปีที่จ่ายไป


อย่าชำระเงินล่าช้า

หากคุณจ่ายบัตรเครดิตช้าหรือจ่ายขั้นต่ำ คุณอาจโดนคิดดอกเบี้ยได้สูงสุดถึง 18% แถมถ้าเดือนต่อไปยังไม่จ่ายก็จะโดนคิดดอกเบี้ยแบบทบต้นทบดอก อีกอย่างหนึ่งคือทางธนาคารจะโทรมาติดตามทวงหนี้ ซึ่งจะคิดค่าทวงถามกับคุณอีกครั้งละ 250-300 บาท แถมพฤติกรรมแบบนี้จะทำให้ไม่ได้รับความเห็นใจเมื่อโทรไปขอเว้นค่าธรรมเนียมรายปี


กลยุทธ์การใช้หนี้แบบทลายภูเขาหิมะและกลิ้งก้อนหิมะ

มีสองวิธีในการจ่ายหนี้ให้เห็นผล

วิธีแรกคือทลายภูเขาหิมะ (Debt Avalanche Method) โดยให้คุณจ่ายหนี้ก่อนที่คิดเปอร์เซนต์ดอกเบี้ยสูงที่สุด พยายามจ่ายจนหนี้ก้อนนั้นหมด วิธีนี้จะช่วยให้จ่ายดอกเบี้ยถูกลงในระยะยาว ข้อสำคัญคือต้องจ่ายขั้นต่ำหนี้ก้อนอื่น ๆ ที่เหลือด้วย

เมื่อกำจัดหนี้ก้อนที่คิดเปอร์เซนต์ดอกเบี้ยสูงที่สุดหมดไปแล้ว ให้ลงมือทำแบบเดียวกันกับหนี้ก้อนที่คิดเปอร์เซนต์ดอกเบี้ยสูงรองลงมา ทะลายภูเขาหิมะแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะใช้หนี้ครบทุกก้อน

อีกวิธีคือกลิ้งก้อนหิมะ (Debt Snowball Method) โดยให้คุณจ่ายหนี้ก้อนที่มูลค่าน้อยที่สุดก่อน พอหมดแล้วค่อยขยับไปจ่ายหนี้ก้อนที่มูลค่าสูงขึ้นอีกขั้น การใช้หนี้หมดเป็นก้อน ๆ จะช่วยให้มีแรงจูงใจที่จะใช้หนี้ต่อไป เพราะเห็นความคืบหน้าจากการปลดหนี้ก้อนเล็กไล่ไปก้อนใหญ่ วิธีนี้ไม่สนเปอร์เซนต์ดอกเบี้ย ในระยะยาวคุณอาจเสียดอกเบี้ยมากกว่าวิธีแรก แต่คุณจะเห็นความคืบหน้าได้เร็วกว่า ถนัดวิธีไหนสามารถเลือกได้ตามความต้องการ

สนใจหนังสือ สูตรโกงของคนเก่งเงิน (MONEY HACKS)

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/AA04mci3rg
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a Reply

What's New

เศรษฐีชี้ทางรวย ปรัชญาสร้างความมั่งคั่งจากบุรุษผู้ร่ำรวยที่สุดแห่งบาบิโลน

ถ้าพูดถึงเรื่องการเงิน หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องซับซ้อน มีหลายอย่างที่ต้องทำความเข้าใจมากเกินไป แต่จริง ๆ แล้วแก่นหลักที่จะทำให้ใครสักคนมั่งคั่งมีแค่ไม่กี่ข้อเองครับ และเป็นเหมือนสัจธรรมด้านการเงินที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัย หลักการเหล่านี้ก็ยังใช้ได้ดีอยู่ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Richest Man in Babylon ชื่อไทยมีหลายชื่อเลยครับ แล้วแต่ว่าตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ไหน ชื่อที่เห็นบ่อยคือเศรษฐีชี้ทางรวย หรือบุรุษผู้มั่งคั่งที่สุดในบาบิโลน เขียนโดยจอร์จ ซามูเอล...

Frankenstein: แฟรงเกนสไตน์ – เมื่อมนุษย์ทะเยอทะยาน ฝืนอยากเล่นบทพระเจ้า

ปีศาจสยองขวัญยุคคลาสสิก นอกจากแดร็กคูล่า มนุษย์หมาป่า และมัมมี่ ยังมีปีศาจจากเรื่องแฟรงเกนสไตน์ที่มีภาพจำเป็นปีศาจตัวยักษ์สีเขียว ทั้งตัวมีแต่รอยเย็บ ตรงขมับมีหมุดเหล็กปักอยู่ ไอติมบุ๊คคลับ ep นี้จะมาเล่าเรื่องจากนิยายไซไฟสยองขวัญเรื่องแฟรงเกนสไตน์ (Frankenstein) ผลงานเขียนของแมรี เชลลีย์ (Mary Shelley) ซึ่งเรื่องราวชีวิตส่วนตัวของเธอก็น่าสนใจมาก ไว้ผมจะเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังในตอนท้ายครับ ตัวละครหลักของเรื่องนี้คือวิกเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ (Victor Frankenstein)...

Suddenly Talented วิชาเก่งปุบปับ เทคนิคเรียนรู้จนกลายเป็นคนเก่ง แบบไม่ต้องพึ่งพรสวรรค์

ตั้งแต่เด็กเรามักถูกปลูกฝังว่า คนเราเกิดมามีพรสวรรค์ไม่เท่ากัน หรือ ถ้าไม่เก่งตั้งแต่เด็กก็คงไม่มีวันเก่ง แต่มีหนังสือเล่มหนึ่งครับที่บอกว่า ความเก่งสร้างได้จากศูนย์ หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Suddenly Talented: วิชาเก่งปุบปับ เขียนโดย ฌอน เดอซูซา (Sean D’Souza) ก่อนเข้าเนื้อหาของหนังสือ ผมขออธิบายความหมายของคำว่า Talented ก่อนนะครับ ความหมายแรกของคำนี้ที่คนมักนึกถึงคือ พรสวรรค์ แต่คำนี้ยังหมายถึงความสามารถได้ด้วยครับ เหมือนรายการโชว์ความสามารถ...

365 วิธี สมองดีขึ้นได้ในทุก ๆ วัน เรื่องง่าย ๆ ที่หมอสมองอยากให้คุณทำทันที

สมองของมนุษย์มีความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลเทียบเท่าหนังสือพิมพ์ 6 ล้านฉบับ กาแล็กซีทางช้างเผือกมีดาวประมาณ 100,000 ล้านดวง และสมองในกะโหลกเล็ก ๆ ของเรามีเซลล์สมองประมาณ 100,000 ล้านเซลล์พอ ๆ กันเลยครับ เซลล์สมองแต่ละเซลล์มีการเชื่อมต่อกับเซลล์อื่น ๆ บางเซลล์มีแค่ไม่กี่จุด แต่บางเซลล์อาจมีมากถึง 10,000 จุดเลยครับ เมื่อรวมกันแล้วเซลล์สมองของเรามีการเชื่อมต่อกันมากถึง 100 ล้านล้านจุด แต่ละเซลล์สื่อสารกันตลอดเวลา...

Million Dollar Weekend ธุรกิจเงินล้าน สร้างได้ภายใน 48 ชั่วโมง

ช่วงนี้หลายคนสนใจการเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียว ภาษาอังกฤษบางคนเรียกว่า Solopreneur บางคนเรียกว่า One-Person Business ความหมายของทั้งสองคำนี้คือ ธุรกิจที่เจ้าของเป็นคนลงมือทำ บริหาร และตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเองแบบไม่จ้างใครเลย โดยเน้นใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลมาช่วยครับ ผู้ประกอบการตัวคนเดียวเป็นโมเดลธุรกิจที่จัดการง่าย มีความคล่องตัวสูงเพราะทำคนเดียว และใช้เงินลงทุนไม่มาก บางธุรกิจอาจเริ่มต้นได้ด้วยเงิน 0 บาทเลยด้วยซ้ำครับ และธุรกิจตัวคนเดียวสามารถทำไปพร้อมกับงานประจำได้ โดยไม่จำเป็นต้องลาออก ผมสนใจแนวคิดนี้และกำลังเริ่มศึกษา ได้ไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เหมาะสำหรับคนอยากเริ่มต้นเรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียวครับ หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Million...

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

Related Articles

เศรษฐีชี้ทางรวย ปรัชญาสร้างความมั่งคั่งจากบุรุษผู้ร่ำรวยที่สุดแห่งบาบิโลน

ถ้าพูดถึงเรื่องการเงิน หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องซับซ้อน มีหลายอย่างที่ต้องทำความเข้าใจมากเกินไป แต่จริง ๆ แล้วแก่นหลักที่จะทำให้ใครสักคนมั่งคั่งมีแค่ไม่กี่ข้อเองครับ และเป็นเหมือนสัจธรรมด้านการเงินที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัย หลักการเหล่านี้ก็ยังใช้ได้ดีอยู่ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ...

ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน แกะวิธีคิดของคนรวยว่าเขาหาเงินและใช้เงินยังไง ถึงมีเงินเป็นล้าน

ไอติมอ่าน ep นี้มาแนะนำเนื้อหาในหนังสือ ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน เขียนโดย T. Harv Eker หนังสือเล่มนี้พูดถึงความคิดที่แตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจน ผู้เขียนบอกว่าทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องเงินสามารถเปลี่ยนแปลงกันได้ โดยผู้เขียนได้ยก 17...

The Almanack of Naval Ravikant คู่มือสร้างความมั่งคั่ง และความสุขในโลกที่ไม่เป็นใจ ฉบับนายนาวาล

ไอติมอ่าน ep นี้ จะมาแนะนำเนื้อหาในหนังสือ The Almanack of Naval Ravikant หนังสือที่จะมาสอนให้คุณสร้างความมั่งคั่งและความสุขด้วยตัวเอง เล่มนี้เขียนโดย Naval...

การเงิน 101 อยากศึกษาเรื่องการเงินพื้นฐาน ต้องเริ่มยังไง?

ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกใบนี้ขับเคลื่อนด้วยเงิน เราทุกคนทำงานหาเงินเพื่อเอาเงินไปแลกปัจจัย 4 ที่จำเป็นในการดำรงชีวิต ทุกช่วงวัยของเราตั้งแต่เด็กไปจนถึงวัยเกษียณจำเป็นต้องใช้เงิน ทั้งที่เรื่องเงินสำคัญขนาดนี้ แต่กลับไม่ได้มีการสอนอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะในโรงเรียนหรือในมหาวิทยาลัย กว่าที่หลายคนจะตระหนักถึงความสำคัญของความรู้ทางการเงิน ก็เป็นตอนที่ไม่สามารถจ่ายหนี้ได้, รถโดนยึด หรือบ้านโดนยึดไปซะแล้ว...

error: Content is protected !!