ประชาธิปไตยมีดีอะไร? ทำความเข้าใจประชาธิปไตยและการเมืองขั้นพื้นฐาน

Share
Share

ประชาธิปไตยคืออะไร? ทำไมปัญหารถติดของกรุงเทพฯ แก้ไม่ได้สักที? เราควรดีใจไหมถ้าทุกคนในประเทศได้เงินเดือนเท่ากัน? เราควรรักชาติไหม? ไอติมเล่า ep นี้จะพาเพื่อน ๆ มาหาคำตอบของคำถามเหล่านี้ครับ

นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 ที่ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย นับจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลา 90 กว่าปีแล้ว แต่พวกเราเข้าใจความหมายของคำว่าประชาธิปไตยกันดีมากแค่ไหน ไอติมเล่า ep นี้จะพาเพื่อน ๆ มาเข้าใจประชาธิปไตยในหลาย ๆ มิติ จากหนังสือ “Why so Democracy ประชาธิปไตยมีดีอะไร?” เขียนโดย คุณไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ ที่ปัจจุบันเป็น ส.ส. พรรคก้าวไกล


มาเริ่มกันที่ความหมายของคำว่าประชาธิปไตย ความหมายที่ได้ยินบ่อยที่สุดของคำนี้คือ ประชาธิปไตยเป็นกระบวนการตัดสินใจที่ทุกคนมีสิทธิมีเสียงเท่ากัน หรือมักได้ยินต่างชาติเรียกว่า one person one vote เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมประชาธิปไตยกับการเลือกตั้งถึงอยู่คู่กันตลอด เพราะการเลือกตั้งเป็นวิธีที่เราใช้ในการนับเสียง เพื่อดูว่าบุคลากร, กฎหมาย หรือนโยบายไหนได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่ากันจากเสียงข้างมาก

ไม่ว่าผลเลือกตั้งจะออกมาเป็นยังไง หลายคนมักมองว่าคำตอบที่ได้มาล้วนมีความเป็นประชาธิปไตย เพราะผ่านกระบวนการเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว แต่ผู้เขียนลองชวนให้เราคิดว่า ถ้าวันหนึ่งประเทศของเราจัดเลือกตั้งเพื่อโหวตว่า ประเทศเราควรเปลี่ยนการปกครองจากระบอบประชาธิปไตยมาเป็นระบอบเผด็จการ โดยไม่มีการเลือกตั้งอีกต่อไปไหม แล้วถ้าสมมุติว่าผลเลือกตั้งออกมาว่า คนในประเทศ 90% โหวตเห็นด้วยให้เปลี่ยนมาเป็นระบอบเผด็จการ คำตอบที่ได้นี้ยังมีความเป็นประชาธิปไตยอยู่หรือไม่?

หากเรามองในมุมที่ว่า ถ้าอะไรก็ตามที่ผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว ล้วนมีความเป็นประชาธิปไตยโดยอัตโนมัติ คำตอบที่ได้ย่อมเป็นประชาธิปไตย แต่อีกมุมผลลัพธ์ของการเลือกตั้งที่นำไปสู่การเปลี่ยนการปกครองไปเป็นระบอบเผด็จการที่จะไม่มีการเลือกตั้งอีกต่อไป นั้นตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่เป็นประชาธิปไตย ท้ายสุดแล้วผู้เขียนให้ความเห็นว่า เราควรนิยามคำว่าประชาธิปไตยว่า เป็นระบอบการปกครองที่เคารพความเท่าเทียมกันของมนุษย์

ถ้าผลลัพธ์ของการเลือกตั้งนำไปสู่การไม่เคารพความเท่าเทียมของมนุษย์ หรือไม่ปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน เราคงเรียกผลลัพธ์นั้นว่าเป็นประชาธิปไตยไม่ได้ ประชาธิปไตยไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่กระบวนการที่นำมาใช้ในการตัดสินใจ แต่ขึ้นอยู่กับเนื้อหาสาระของผลลัพธ์ที่ได้ด้วย

ลองยกตัวอย่างเป็นครอบครัวหนึ่งที่ประกอบด้วยพ่อ, แม่ และลูก 3 คน โหวตกันว่าเย็นนี้จะกินอะไรดี ถ้าพ่อและลูก ๆ ทั้ง 3 โหวตว่าอยากกินสเต็ก แต่คุณแม่กินเจ ผลลัพธ์ของการโหวตครั้งนี้ก็ไม่อาจเรียกว่าเป็นประชาธิปไตยได้ เพราะเป็นการตัดสินใจที่ไม่เคารพความเชื่อของคุณแม่ สุดท้ายแล้วคุณแม่ก็จะไม่ได้กินอะไร และต้องทนหิวไปตลอดทั้งคืน

ประชาธิปไตยไม่ใช่เสียงข้างมากเป็นใหญ่ แต่เสียงทุกเสียงเป็นใหญ่ โดยหาทางออกที่คำนึงถึงความหลากหลาย สิทธิเสรีภาพในความเชื่อของทุกคน รวมถึงความต้องการของทุกฝ่าย ทางออกที่เป็นประชาธิปไตยที่สุดของสถานการณ์ตัวอย่างนี้ อาจเป็นการไปกินร้านสเต็กที่มีเมนู plant base พ่อและลูก ๆ ทั้ง 3 คนได้กินสเต็กอย่างที่อยากกิน และคุณแม่ก็สามารถเลือกกินเมนูที่ไม่มีเนื้อสัตว์ที่ร้านนี้ได้


กว่าจะมาเป็นประชาธิปไตยอย่างทุกวันนี้ ประชาธิปไตยก็ผ่านวิวัฒนาการมาหลายครั้ง และอนาคตประชาธิปไตยก็ยังต้องพัฒนารูปแบบ เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ต่อไป

แนวคิดประชาธิปไตยเกิดขึ้นครั้งแรกโดยชาวกรีกโบราณ สมัยเมื่อหลายพันปีที่แล้ว ประชาธิปไตยในยุคนี้ถูกเรียกว่า “ประชาธิปไตยโดยตรง (Direct Democracy)” ซึ่งชาวกรีกโบราณเชื่อว่าพลเมืองทุกคนต้องมีสิทธิ์ลงเสียงในการตัดสินใจทุกประเด็นสาธารณะ เช่น จะขึ้นภาษีหรือไม่, จะยกทัพออกรบหรือไม่, จะสร้างระบบอะไรในเมืองบ้าง เป็นต้น ด้วยเหตุนี้กรุงเอเธนส์จึงมีหอประชุมกลางที่เปิดให้พลเมืองทุกคนเข้ามาถกประเด็น และลงเสียงกันได้

เวลาผ่านไปประชาธิปไตยโดยตรงเริ่มเจอกับปัญหา ผู้คนเริ่มเบื่อกับการต้องเข้ามาประชุม ทำให้เสียเวลาทำมาหากิน แม้บางคนจะสนใจแค่บางเรื่อง แต่ต้องเข้าประชุมเรื่องที่ตัวเองไม่สนใจด้วย พอถึงเวลาต้องโหวตก็โหวตไปแบบส่ง ๆ ไม่ได้ศึกษาข้อเท็จจริง หรือไตร่ตรองให้รอบคอบก่อน จึงส่งผลให้เกิดความเสียงหายให้กับบ้านเมือง สุดท้ายกรุงเอเธนส์ไม่สามารถบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพได้ และโดนต่างชาติยึดอำนาจในที่สุด

ร่างวิวัฒนาการที่ 2 ของประชาธิปไตยเรียกว่า “ประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative Democracy)” ซึ่งก็คือรูปแบบของประชาธิปไตยในทุกวันนี้ หลังจากกรุงเอเธนส์ล่มสลายไปกว่าพันปี ตั้งแต่ยุคประชาธิปไตยโดยตรง หลายประเทศในแถบตะวันตกตื่นตัวกับแนวทางประชาธิปไตยมากขึ้น แต่ไม่อยากเดินตามรอยกรุงเอเธนส์ นักคิดหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า “ถ้าทุกคนอยากมีสิทธิ์กำหนดทิศทางของประเทศ แต่ไม่มีเวลาศึกษาในทุกเรื่องหรือทุกประเด็น ทำไมเราไม่เลือกคนที่พร้อมจะมาทำงานแทนเราล่ะ?” แนวคิดนี้ทำให้เกิดอาชีพนักการเมือง

ประชาธิปไตยแบบตัวแทนมีแนวคิดว่าแทนที่ประชาชนทุกคนต้องเสียเวลาศึกษา และเข้าประชุมโหวตทุกข้อกฏหมาย ทุกนโยบาย เปลี่ยนมาเป็นเราเพียงแค่เลือกคนที่ไว้ใจมาทำหน้าที่ตรงนี้แทน แต่ประชาธิปไตยแบบตัวแทนก็มีข้อจำกัด เช่น ในเขตของเราสามารถมี ส.ส. ได้เพียงแค่ 1 คน แต่ผู้สมัครในเขตของเราอาจมีคนเก่งหลายคน และถนัดในด้านที่แตกต่างกัน แม้เราอยากได้ความสามารถของทั้ง 3 คนมาพัฒนาประเทศ แต่เราสามารถเลือก ส.ส. มาเป็นตัวแทนของเราได้เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น

bbc.com

นอกจากนี้หาก ส.ส. ที่เราเลือกเข้าไปเป็นตัวแทน ทำหน้าที่ได้ไม่ดี หรือกลายเป็นงูเห่า เราไม่สามารถเปลี่ยนตัว ส.ส. คนใหม่ไปแทนได้ ต้องรอให้ครบวาระ 4 ปี แล้วให้มีการจัดเลือกตั้งใหม่เท่านั้น

ร่างวิวัฒนาการที่ 3 ของประชาธิปไตยเรียกว่า “ประชาธิปไตยแบบลื่นไหล (Liquid Democracy)” ซึ่งเป็นแนวคิดในการนำข้อดีของประชาธิปไตยทั้ง 2 ร่างมารวมกัน ทั้งข้อดีของประชาธิปไตยแบบโดยตรงที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทุกเรื่องของรัฐ และข้อดีของประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่ประหยัดเวลาของประชาชนในการหาข้อมูลก่อนมาร่วมตัดสินใจในทุกเรื่อง

ประชาธิปไตยแบบลื่นไหลมีหลักการว่า ทุกคนมีสิทธิ์ลงคะแนนในทุกเรื่องของรัฐ แต่หากเรื่องไหนเราไม่ถนัด อยากให้คนที่เชี่ยวชาญมากกว่ามาโหวตแทน เราก็สามารถส่งต่อ 1 คะแนนของเราให้คนนั้นเป็นกรณี ๆ ได้ ถ้าคนที่เราส่งต่อไม่ว่าง หรือต้องการส่งให้คนอื่น เขาก็สามารถส่ง 1 คะแนนของเขา และ 1 คะแนนของเราไปให้อีกคนได้

และหากเราเปลี่ยนใจอยากโหวตเองก็สามารถเรียก 1 คะแนนของเราที่เคยให้คนอื่นไปแล้วกลับคืนมาได้ทุกเมื่อ ประชาธิปไตยร่างที่ 3 นี้จะมาทลายข้อจำกัดเก่า ๆ หลายอย่าง โดยเราไม่ต้องถูกบังคับให้ไปลงความเห็นทุกเรื่องแบบประชาธิปไตยโดยตรง และไม่ถูกบังคับให้เลือกนักการเมืองไปเป็นตัวแทนเพียงแค่คนเดียว ประชาธิปไตยแบบลื่นไหลทำให้เราโหวตทุกเรื่องเองได้หมดถ้าต้องการ หรือหากอยากให้คนอื่นตัดสินใจแทนในบางเรื่อง หรือทุกเรื่องก็ทำได้เช่นกัน

ประชาธิปไตยแบบลื่นไหลอาจฟังดูนำมาใช้จริงได้ยาก แต่เทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่าง block-chain สามารถทำให้ระบบนี้เกิดขึ้นได้


ทำไมปัญหาของ กทม. ไม่อาจแก้ได้ที่ กทม.

ปัจจุบันประเทศไทยของเรามีผู้ว่าราชการที่มาจากการเลือกตั้งเพียงแค่ 2 แห่งเท่านั้น คือกรุงเทพและพัทยา ซึ่งพัทยาไม่นับว่าเป็นจังหวัด นอกเหนือจากนั้นผู้ว่าฯ ของแต่ละจังหวัดจะถูกแต่งตั้งโดยรัฐบาล ดังนั้นตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจึงเป็นตำแหน่งที่ถูกจับตามอง ได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่ออยู่ตลอดเวลา แต่อำนาจของผู้ว่าฯ กทม. ในการจัดการไม่ได้สูงขนาดนั้น

bltbangkok.com

ปัญหาของ กทม. ที่ถูกฝากความหวังให้ผู้ว่าฯ แก้ให้ได้คือ ปัญหารถติด แต่หากเข้าใจโครงสร้างการบริหารจะรู้เลยว่าปัญหารถติดในกรุงเทพ แม้จะได้ผู้ว่าฯ ที่เก่งและความคิดดีแค่ไหนก็ยากที่จะแก้ได้ เพราะผู้ว่าฯ กทม. ไม่มีอำนาจ

ถ้าผู้ว่าฯ กทม. ต้องการแก้ปัญหารถติดด้วยการคิดค่าใช้ถนนเหมือนที่กรุงลอนดอนหรือสิงคโปร์ทำ เราจำเป็นต้องติดกล้องตามถนนทุกสายในกรุงเทพฯ เพื่อตรวจดูว่ารถคันไหนใช้ถนนสายใดบ้าง แต่อำนาจในการติดตั้งกล้องตามถนนไม่ได้อยู่ในมือของผู้ว่าฯ แต่อยู่ในอำนาจของกระทรวงคมนาคมภายใต้รัฐบาล

ถ้าผู้ว่าฯ กทม. ต้องการแก้ปัญหารถจอดแช่ขวางถนนเลนซ้ายสุด อำนาจในการจับผู้กระทำผิดเป็นของตำรวจภายใต้การดูแลของรัฐบาล

ถ้าผู้ว่าฯ กทม. ต้องการเพิ่มเส้นทางเดินรถเมล์ เพื่อให้ประชาชนหันมาเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะ อำนาจในการวางเส้นทางเดินรถเมล์เป็นของ ขสมก. ซึ่งอยู่ในการดูแลของกระทรวงคมนาคมภายใต้รัฐบาล

จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่าอำนาจในการเปลี่ยนแปลงอยู่ในมือของรัฐบาลแทบทั้งสิ้น การที่ทุกภาคส่วนต้องรอการตัดสินใจจากรัฐบาล ทำให้การพัฒนาหรือการแก้ไขปัญหาเกิดความล่าช้า ดังนั้นเป็นเหตุผลว่าทำไมประเทศไทยต้องกระจายอำนาจให้ทั่วถึงทั้งประเทศ

หากเรามีการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นตัดสินใจได้เอง ข้อดีอย่างแรกเลยคือความรวดเร็ว แต่ละจังหวัดสามารถตัดสินใจ และดำเนินการต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอการอนุมัติจากส่วนกลาง

ข้อดีต่อมาคือ คนในพื้นที่รู้ดีที่สุดว่าต้องการอะไร แต่ละพื้นที่มีความแตกต่าง และความต้องการที่ไม่เหมือนกัน การออกนโยบายเดียวแล้วใช้กับทุกจังหวัดจึงไม่ใช่ทางออก ทางที่ดีคือ ต้องออกนโยบายเฉพาะสำหรับแต่ละพื้นที่ โดยมาจากคนที่เข้าใจ และคลุกคลีกับพื้นที่นั้น ๆ

กลับมาที่ปัญหารถติดใน กทม. พื้นที่ถนนใน กทม. สามารถรองรับรถยนต์ได้วันละ 2 ล้านคัน แต่ปริมาณรถยนต์บนถนนกลับสูงถึงวันละ 5 ล้านคัน ตอนผู้เขียนลงพื้นที่หาเสียงในกรุงเทพฯ 1 ใน 2 ของคนที่ผู้เขียนเจอเป็นคนต่างจังหวัด ผู้เขียนถามคนเหล่านั้นว่า หากที่จังหวัดบ้านเกิดมีงานให้ทำแบบเดียวกัน ได้ค่าแรงเท่ากับที่กรุงเทพฯ พวกเขายังอยากเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ อยู่ไหม ทุกคนล้วนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจะทำงานอยู่ที่จังหวัดบ้านเกิด

ตรงนี้สะท้อนว่าปัญหารถติด, ฝุ่นควัน, ความแออัดของที่พักอาศัย ล้วนมาจากการที่กรุงเทพฯ รองรับประชากรเยอะเกินไป เนื่องจากผู้คนจำเป็นต้องย้ายเข้ามาในกรุงเทพฯ เพื่อโอกาสการงานที่ดีกว่า

ท้ายที่สุดหากเราอยากแก้ปัญหาของ กทม. เราต้องปรับโครงสร้างภาพรวม และกระจายอำนาจไปให้ทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อกระจายความเจริญไปถึงทุกจังหวัด หรืออย่างน้อยก็ให้ถึงหัวเมืองของแต่ละภูมิภาค เพื่อให้คนไทยสามารถหางานดี ๆ ได้ใกล้บ้าน โดยไม่ต้องลำบากเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ


เราควรดีใจไหม ถ้าทุกคนในประเทศได้เงินเดือนเท่ากัน?

เป็นการยุติธรรมไหมที่ไม่ว่าใครจะทำอาชีพอะไรก็ได้เงินเดือนเท่ากัน แม้ว่าแต่ละอาชีพจะมีความยากง่ายไม่เท่ากัน แต่เราไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าอาชีพไหนสำคัญกว่าอาชีพอื่น ยกตัวอย่างเป็นข้าวกะเพราไก่ 1 จาน อะไรเป็นตัวตัดสินว่าใครสำคัญกว่ากัน ระหว่างชาวนาที่ปลูกข้าว ชาวไร่ที่ปลูกกะเพรา คนเลี้ยงไก่ คนขนส่งข้าวและไก่ หรือแม่ครัวที่ผัดกะเพรา ในห่วงโซ่ข้าวกะเพราไก่ คนอาชีพไหนสำคัญกว่ากัน

อันที่จริงไม่ต้องคิดให้เสียเวลา เพราะหากขาดคนใดคนหนึ่งไปก็ไม่มีข้าวกะเพราให้เรากิน คนส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า สังคมที่ยุติธรรมต้องเป็นสังคมที่เท่าเทียม แต่ความเท่าเทียมนั้นมีหลายรูปแบบ แล้วความเท่าเทียมแบบไหนยุติธรรมสำหรับเรา

ความเท่าเทียมรูปแบบหนึ่งมีชื่อว่า “ความเท่าเทียมทางผลลัพธ์ (Equality of Outcome)” หมายถึงการที่ทุกคนในสังคมมีรายได้เท่ากัน ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร อุดมการณ์คอมมิวนิสต์เล็งเห็นถึงคุณค่าของแนวคิดนี้ โดยมองว่าหน้าที่ของรัฐคือการวางแผนงานแต่ละประเภทที่ประเทศต้องการ และจัดคนไปทำหน้าที่เหล่านั้น โดยผลลัพธ์ที่ได้ไม่ว่าจะรายได้หรือผลผลิต จะถูกแบ่งปันอย่างเท่าเทียมให้แก่ทุกคน

แต่แน่ใจเหรอว่าความเท่าเทียมทางผลลัพธ์ คือความเท่าเทียมที่เราอยากเห็น แนวคิดนี้อาจนำมาสู่แรงจูงใจที่บิดเบี้ยวได้ ถ้าการทำงานหนักขึ้น แต่ไม่นำมาสู่รายได้ที่มากขึ้น เป็นธรรมดาที่เราจะขอไม่เหนื่อยเพิ่ม และเลือกทำเท่าที่จำเป็นก็พอ ถ้าอยากสร้างสังคมที่ทุกคนใช้ความสามารถของตัวเองอย่างเต็มศักยภาพ เราจำเป็นต้องให้ค่าตอบแทนทุกคนไม่เท่ากัน ใครทำงานหนักกว่า หรือทำได้ดีกว่าก็ได้ค่าตอบแทนที่เยอะกว่า

เหตุผลนี้นำมาซึ่งแนวคิด “ความเท่าเทียมทางโอกาส (Equality of Opportunity)” ซึ่งเป็นสังคมที่ไม่ได้ให้รายได้ทุกคนเท่ากัน แต่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถแข่งขันกัน เพื่อรายได้ที่สูงกว่าอย่างเท่าเทียมกัน ตามคติที่ว่า “ค่าของคน อยู่ที่ผลของงาน” โดยใครจะได้ดีหรือไม่ได้ดี ล้วนขึ้นอยู่กับการกระทำของตัวเขาเอง


เราควรรักชาติไหม?

การรักชาติเป็นอะไรที่คนไทยถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก คงไม่มีใครเถียงว่าการที่ใครคนหนึ่งทำอะไรที่เป็นประโยชน์ให้แก่ประเทศนั้นเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง แต่คำว่ารักชาติก็ถูกนำไปใช้ในหลายบริบทที่แตกต่างกันไป การรักชาติแบบสร้างสรรค์ และเป็นประโยชน์ควรเป็นยังไง ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ เราต้องมานิยามความหมายของคำว่า “ชาติ” และคำว่า “รัก” กันก่อน


ชาติ คืออะไร?

คำตอบที่ง่ายที่สุดคือ การบอกว่าชาติคือประเทศ การทำอะไรเพื่อประเทศ ๆ หนึ่ง ไม่ควรมีอะไรลึกซึ้ง หรือซับซ้อนไปกว่าการทำเพื่อคนในประเทศนั้น เพราะประเทศไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ถ้าไม่มีประชาชนรวมตัวกันเป็นประเทศ ดังนั้นการทำเพื่อชาติจึงเป็นการทำประโยชน์ให้คนหมู่มาก เช่น จับฆาตกรคนหนึ่งเข้าคุก ซึ่งเป็นการสร้างประโยชน์ให้คนหมู่มากรู้สึกปลอดภัย

สิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงคือ ชาติกับรัฐบาลไม่ใช่สิ่งเดียวกัน รัฐเผด็จการมักเชื่อมโยง 2 สิ่งนี้เข้าด้วยกัน เพื่อตีตราคนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลว่าเป็นพวก ชังชาติ แต่จริง ๆ แล้วเราไม่จำเป็นต้องรักหรือเห็นด้วยกับรัฐบาล ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นคนรักชาติ

ส่วนคำว่ารัก แต่ละคนมีวิธีแสดงความรักในรูปแบบของตัวเองแตกต่างกันไป การรักชาติก็สามารถทำได้หลายรูปแบบ ทั้งเป็นแพทย์อาสารักษาคนไข้ในชนบท, เป็นครูสอนเด็กด้อยโอกาสบนดอย หรือการเป็นอาสาสมัครกู้ภัย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการทำเพื่อชาติไม่ต่างกับการเกณฑ์ทหาร เราควรผลักดันให้ทุกคนมีจิตสาธารณะ และทำประโยชน์ให้กับประชาชนในแนวทางที่ตัวเองถนัด และชื่นชอบ


ทั้งหมดที่ผมนำมาเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังในไอติมเล่า ep นี้ เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาจากหนังสือ Why so Democracy ประชาธิปไตยมีดีอะไร? ในหนังสือเล่มนี้ยังมีหัวข้อที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น เรามีเสรีภาพได้ไหม ถ้าไม่มีเงินสักบาท?, ไดโนเสาร์กับเด็กเมื่อวานซืน ควรอยู่ร่วมกันยังไง?, อุดมการณ์กินได้ไหม?, คนไม่ไปเลือกตั้งมีสิทธิ์บ่นไหม? ใครสนใจหัวข้อเหล่านี้สามารถหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านได้ครับ ราคา 355 บาท จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์บันลือ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

Related Articles

4 ปี นรกในเขมร เรื่องจริงจากบันทึกของภรรยาท่านทูต ที่ชีวิตเหมือนตกนรกในช่วงยุคเขมรแดง

ไอติมเล่า ep นี้ มาสรุปเนื้อหาจากหนังสือ 4 ปี นรกในเขมร เนื้อหาในเล่มเป็นเรื่องจริงในยุคเขมรแดงจากบันทึกของยาสึโนะ นาอิโต หญิงชาวญี่ปุ่นที่เกิดในตระกูลซามูไร แต่งงานกับโศ ทันลัน...

จดหมายเหตุขนาดจิ๋ว สำรวจประวัติศาสตร์ที่บันทึกอยู่ในแสตมป์ ที่พิพิธภัณฑ์ไปรษณีย์ไทย

ครั้งหนึ่งจดหมายและแสตมป์คือเครื่องมือที่ช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ของผู้คนมาอย่างยาวนาน แต่ทุกวันนี้เราสามารถส่งข้อความถึงกันได้เพียงเสี้ยววินาที ผ่านสมาร์ทโฟนที่ล้วนมีใช้กันแทบทุกคน การส่งจดหมายเลยเป็นเรื่องล้าสมัย เด็กเจนใหม่ ๆ ไม่เคยมีประสบการณ์ส่งจดหมายถึงกันแล้ว การเข้าไปเที่ยวในพิพิธภัณฑ์แสตมป์ไทย (Thai Stamp Museum) เหมือนเป็นการได้เดินทางย้อนเวลาดูประวัติศาสตร์ผ่านแสตมป์...

ไปทำบะหมี่ถ้วยเดียวในโลกกัน! ส่องตำนานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารขวัญใจสายรีบที่ Cup Noodles Museum

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเมนูขวัญใจสายรีบอย่างพวกเราเป็นมากกว่าแค่อาหารจานด่วนครับ มันถือว่าเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนทั่วโลกเลยทีเดียว เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือเรื่องราวของชายผู้เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นที่ชื่อว่า โมโมฟุกุ อันโด (Momofuku Ando) ผู้ก่อตั้งบริษัท Nissin Foods Group ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อนิชชินนั่นเองครับ...

คิดมากไปทำไม ขนาดพระพุทธเจ้ายังเคยทำพลาดเลย แค่รู้ประวัติศาสตร์ ก็หายขาดจากความกลุ้มใจได้แล้ว

เพื่อน ๆ กำลังทุกข์ใจและเหนื่อยที่ต้องแบกรับความกดดันเอาไว้มากเกินไปอยู่หรือเปล่าครับ กำลังรู้สึกแย่ที่ชีวิตไม่ประสบความสำเร็จเหมือนคนอื่นอยู่หรือเปล่า สังคมทุกวันนี้มีสารพัดเรื่องให้กลุ้มใจ แล้วเพื่อน ๆ เคยคิดบ้างไหมครับว่าปัญหาที่กำลังเจออยู่นี้ เคยมีคนอื่นเจอมาก่อนเราหรือเปล่า แม้ประวัติศาสตร์จะเต็มไปด้วยเรื่องราวของบุคคลที่ประสบความสำเร็จ แต่เบื้องหลักชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นล้วนผ่านเรื่องราวมากมาย พวกเขาเป็นคนธรรมดาเหมือนกับพวกเรานี่แหละครับ...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!