ไอติมเล่า

สงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ประวัติศาสตร์ฉบับย่อ

Share

สงครามโลกเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ แม้เหตุการณ์จะผ่านมากว่า 100 ปีแล้ว แต่ก็ยังถูกนำมาพูดถึงเสมอ โดยเฉพาะในรูปแบบภาพยนตร์ที่สร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามโลกออกมาแทบทุกปี เล่าผ่านมุมมองจากหลาย ๆ ฝ่าย แม้เป็นเหตุการณ์ใหญ่ระดับโลก แต่ดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับคนไทยอย่างเรา

ไอติมเล่า ep นี้ จะมาเรียบเรียงโดยสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 เนื้อหาผมสรุปมาจากหนังสือชุด “ประวัติศาสตร์โหด มัน ฮา” หนังสือที่เล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของสงครามโลก เนื้อหาอ่านง่าย มีภาพการ์ตูนประกอบทั้งเล่ม เหมาะสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มศึกษาประวัติศาสตร์สงครามโลกแบบผมครับ


จุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 1

สงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มต้นขึ้นในปี 1914 สาเหตุหลักคือความตึงเครียดระหว่างประเทศในยุโรปที่สะสมมานาน ทั้งการแย่งชิงดินแดน การแข่งขันทางเศรษฐกิจ การขยายอาณานิคม และการแข่งขันด้านกองทัพ โดยประเทศต่าง ๆ ในยุโรปได้แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ฝ่ายมหาอำนาจกลาง (Central Powers) นำโดยเยอรมนี, ออสเตรีย-ฮังการี และออตโตมัน และฝ่ายสัมพันธมิตร (Allies Power) นำโดยอังกฤษ, ฝรั่งเศส, รัสเซีย และต่อมาสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมด้วย

ชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้สงครามปะทุ คือการลอบสังหารมกุฎราชกุมารแห่งออสเตรีย-ฮังการี ซึ่งคือ อาร์ชดยุกฟรานซิส เฟอร์ดินานด์ โดยผู้ลงมือคือกลุ่มชาวเซอร์เบียชาตินิยมที่ชื่อว่า กลุ่มแบล็กแฮนด์ เหตุการณ์ลอบสังหารเกิดในวันที่ 28 มิถุนายน 1914 เหตุการณ์นี้ทำให้ออสเตรีย-ฮังการีประกาศสงครามกับเซอร์เบีย และพันธมิตรของทั้งสองฝ่ายก็เริ่มเข้าร่วม ทำให้สงครามลุกลามไปทั่วทวีป ซึ่งในตอนนั้นคาดการณ์กันว่าสงครามจะจบลงภายใน 4 เดือน แต่เอาเข้าจริงกลับยืดเยื้อกินเวลาไปนานถึง 4 ปี

ในช่วงสงคราม ทั้งสองฝ่ายได้ปั้นแต่งเรื่องให้อีกฝ่ายเป็นผู้ร้าย ผู้คนถูกปลูกฝังให้เกลียดชังฝ่ายตรงข้าม อย่างในเยอรมัน เวลาที่ผู้คนเจอกันก็ไม่กล่าวทักทายกันว่าอรุณสวัสดิ์อีกต่อไป แต่เปลี่ยนมาทักทายกันด้วยประโยคว่า “ขอพระเจ้าลงโทษอังกฤษ” แทน ขณะเดียวกันในประเทศอังกฤษได้สั่งแบนเพลงที่แต่งโดยชาวเยอรมัน และเชื่อกันว่าพ่อค้าชาวเยอรมันที่อาศัยอยู่ในอังกฤษขายอาหารเจือยาพิษ เชื่อว่าช่างตัดผมชาวเยอรมันตัดคอลูกค้าแล้วเอาศพไปทิ้ง

สงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นสงครามแรกที่มีการใช้เครื่องบินในการรบ โดยการขับเครื่องบินขึ้นไปถ่ายภาพฐานที่ตั้งของศัตรูหรือทิ้งระเบิดใส่ ในขณะที่อีกฝ่ายก็จะนำเครื่องบินขึ้นมายิงขับไล่ การรบด้วยเครื่องบินแบบนี้ ทำให้ประชาชนที่อยู่แนวหลังไม่ปลอดภัยอีกต่อไป เพราะมีคนบริสุทธิ์โดนลูกหลงจากบินกลที่ยิงมาจากเครื่องบินรบ

britannica.com

เมื่อเข้าสู่ปี 1915 ที่สงครามยืดเยื้อมาเกิน 4 เดือน การรบก็เปลี่ยนมาเป็นการปักหลักรบอยู่กับที่ในสนามเพลาะ สมรภูมินี้รู้จักกันในชื่อแนวรบด้านตะวันตก (Western Front) ทางฝั่งประชาชนก็เกิดการหวาดระแวงคนต่างชาติ เพราะกลัวว่าอาจเป็นสายลับที่ฝ่ายศัตรูส่งมาแฝงตัวสอดแนม

สภาพของสนามเพลาะในตอนนั้นเต็มไปด้วยซากศพที่ไม่ได้ฝังกลบของทหารและสัตว์อย่างม้าหรือลา เมื่อศพเหล่านี้เน่าเปื่อยก็กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมลงและโรคระบาดต่าง ๆ มีทหารอังกฤษนายหนึ่งเคยบ่นถึงสถานการณ์ในตอนนั้นว่า

“ถ้าจะกินอาหาร คุณต้องโบกมือเหนืออาหารนั้นก่อน แล้วรีบกัดกินทันที ไม่เช่นนั้นแมลงวันจะเข้ามาตอมเต็มไปหมด เศษอาหารที่ไม่มีอะไรปิดไว้จะถูกพวกแมลงรุมตอมจนมองไม่เห็นภายใน 2 วินาที”

เมื่อสงครามยังคงยืดเยื้อ ใบสั่งเกณฑ์ทหารได้ถูกส่งไปทั่วอังกฤษ เพื่อเรียกชายโสดทุกคนที่มีสุขภาพแข็งแรงมาเป็นทหาร และถูกส่งไปรบในสมรภูมิที่ชื่อว่า “ยุทธการที่แม่น้ำซอม” ซึ่งอยู่ทางเหนือของฝรั่งเศส การรบในครั้งนี้ตั้งใจให้เป็นการรบที่จะยุติสงครามตลอดไป แต่กลายเป็นว่าทั้งสองฝ่ายสูญเสียทหารไปทั้งสิ้น 1.3 ล้านชีวิต ส่วนคนที่รอดมาได้ก็ยังต้องร่วมรบในสงครามต่อไปอยู่ดี


ความหิวโหยช่วงสงคราม

ในช่วงนั้นเยอรมันสามารถผลิตอาหารภายในประเทศได้เพียง 80% และนำเข้าในส่วนของ 20% ที่เหลือ กองทัพเรืออังกฤษจึงได้ปิดล้อมประเทศเยอรมนี ช่วงแรกชาวเยอรมันหัวเราะเยาะการปิดล้อมของอังกฤษ แต่พอผ่านจนมาถึงช่วงปลายของสงครามชาวเยอรมันก็หัวเราะไม่ออกอีกแล้วเพราะขาดแคลนอาหาร ช่วงนั้นอาหารหลักของชาวเยอรมันคือหัวผักกาด เนื้อขาดแคลนจนต้องมากินเนื้อม้าหรือเนื้อหมา แม้แต่จิงโจ้ที่สวนสัตว์เยอรมนีก็ยังถูกฆ่าเอามากิน

lenathehyena.wordpress.com

เมื่ออาหารขาดแคลน คนเยอรมันจำเป็นต้องกินอาหารเทียมที่เรียกว่า อาหารแอร์ซัทซ์ (ersatz) ตัวอย่างของอาหารเทียม เช่น ขนมปังที่ใช้แป้งจากถั่วทำ และบ่อยครั้งมีการเติมขี้เลื่อยลงไปด้วยเพื่อเพิ่มบริมาณ, เนื้อที่ทำจากผักโขม มันฝรั่ง ถั่วลิงสง และไข่เทียม ซึ่งไข่เทียมก็ทำจากข้าวโพดผสมมันฝรั่ง แม้กระทั่งพริกไทยก็ถูกเติมขี้เถ้าลงไปเพื่อเพิ่มปริมาณ

ความหิวโหยนี้เองที่ทำให้ผู้คนหมดแรงใจที่จะสู้ นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ประเทศเยอรมนีแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 และชาวเยอรมันเจ็บปวดใจกับการแพ้ในครั้งนี้มาก


บทลงโทษในสนามรบ

กองทหารมีกฏมีระเบียบที่ทหารจะต้องปฏิบัติตาม ทหารนายไหนที่ฝ่าฝืนกฏหรือสร้างความวุ่นวายในกองก็จะถูกลงโทษ บทลงโทษมีตั้งแต่สถานเบา อย่างเช่นฝ่ายเยอรมันมีการลงโทษทหารที่สร้างปัญหาด้วยการให้ขัดพื้นห้องพักด้วยแปรงสีฟัน หรือให้กวาดหิมะออกจากออกจากสนามฝึกด้วยแปรงขนาดเล็กและที่ตักผง

ถ้าทหารหนีการรบ ทหารนายนั้นจะต้องขึ้นศาลทหาร ตัวอย่างคดีในช่วงนั้น เช่น คดีของพลทหารปีเตอร์ แอลเลน ที่ในเดือนมิถุนายน ปี 1915 กรมทหารที่เขาสังกัดถูกสั่งให้บุกไปยัง เบลเลวาร์ด ริดจ์ (Bellwarde Ridge) ในฝรั่งเศสซึ่งมีทหารเยอรมันป้องกันอยู่เข้มแข็ง พลทหารปีเตอร์ไม่อยากร่วมรบในครั้งนี้ จึงชักปืนไรเฟิลออกมายิงขาตัวเอง เขาถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล และถูกตัดสินจำคุก 2 ปี พร้อมถูกใช้แรงงานหนัก


สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1

เข้าสู่ปี 1918 สงครามดำเนินเข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว แต่ละฝ่ายต่างก็เหนื่อยล้า ฝ่ายเยอรมันจึงตัดสินใจรวบรวมกำลังพลเพื่อทำการบุกครั้งใหญ่ก่อนที่จะอดตาย ฝ่ายสัมพันธมิตรถูกตีจนถอยร่นไปเรื่อย ๆ จนดูเหมือนฝ่ายเยอรมันจะชนะ แต่ฝ่ายเยอรมันบุกตีคืบหน้าเร็วเกินไป จนเสบียงอาหารส่งตามไปไม่ทัน แล้วฝ่ายสัมพันธมิตรก็หยุดล่าถอยที่แม่น้ำมารืน และเป็นฝ่ายตีบุกกลับไปบ้าง จนบุกไปถึงประเทศเยอรมนี

บัลเกเรียที่อยู่ฝ่ายเดียวกับเยอรมันถอนตัวจากสงคราม และหันมาเรียกร้องสันติภาพ ฝ่ายเยอรมันต้านกำลังของฝ่ายสัมพันธมิตรไม่ไหวจึงขอเจรจาสงบศึก จากนั้นทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในสัญญาสงบศึกบนรถไฟ ณ เมืองคองเปียน ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 11 เดือน 11 เวลา 11 นาฬิกา 11 นาที ของปี 1918 ในสงครามโลกครั้งที่ 1 นี้ มีคนกว่า 65 ล้านคนที่ต้องเข้าร่วมต่อสู้ในสงคราม มีทหารมากกว่า 8.5 ล้านนาย และพลเรือนกว่า 6.6 ล้านคนต้องเสียชีวิตเพราะสงคราม

หลังจากนั้นในวันที่ 28 มิถุนายน ปี 1919 ที่พระราชวังแวร์ซาย ประเทศฝรั่งเศส เยอรมนีถูกบังคับให้เซ็นสนธิสัญญาแวร์ซาย ซึ่งในสนธิสัญญากำหนดให้เยอรมนีต้องรับผิดในฐานะผู้ก่อสงครามแต่เพียงผู้เดียว ถูกแบ่งแยกดินแดนและยกให้ประเทศอื่น กองทัพเยอรมนีถูกลดขนาด ห้ามมีกองทัพอากาศ ห้ามผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์หนัก และต้องชดใช้ค่าเสียหายจากการทำสงครามเป็นจำนวนเงินมหาศาล ซึ่งสนธิสัญญาแวร์ซายนี้สร้างความอับอายและความโกรธแค้นให้กับประชาชนเยอรมันเป็นอย่างมาก


ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 1

เยอรมนีในยุคสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 ต้องเผชิญกับระบบเศรษฐกิจที่พังทลาย เพราะการจ่ายค่าชดใช้สงครามทำให้เยอรมนีประสบปัญหาเงินเฟ้อแบบสุดขั้ว (Hyperinflation) ที่ทำให้ค่าเงินมาร์คเยอรมนีลดค่าลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สินค้าราคาสูงขึ้นมาก คนเยอรมันต้องใช้เงินจำนวนมากในการซื้อสิ่งของพื้นฐานในการดำรงชีวิต

และสงครามนำไปสู่การสิ้นสุดระบอบกษัตริย์ในเยอรมนี จักรวรรดิเยอรมันล่มสลาย ประเทศเข้าสู่ยุคสาธารณรัฐที่เรียกว่า “สาธารณรัฐไวมาร์” ซึ่งเป็นระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลภายใต้ระบอบใหม่ต้องเจอกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ, ด้านการเมือง และความไม่พอใจของประชาชนที่เห็นว่ารัฐบาลไวมาร์อ่อนแอ เพราะยอมรับเงื่อนไขสนธิสัญญาแวร์ซาย

bbc.co.uk

ก่อนไปพูดถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 มาดูกันหน่อยครับว่าสงครามโลกครั้งที่ 1 ทิ้งอะไรที่เป็นประโยชน์เอาไว้บ้าง หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 มีการก่อตั้งองค์กรสันนิบาตชาติ (League of Nations) ขึ้นในปี 1920 เพื่อส่งเสริมสันติภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศ แม้ว่าองค์กรนี้จะไม่สามารถป้องกันสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ แต่ถือเป็นก้าวแรกของการสร้างเวทีระหว่างประเทศเพื่อเจรจาความขัดแย้ง

สงครามครั้งนี้เป็นตัวเร่งความก้าวหน้าทางการแพทย์ มีการพัฒนาวิธีการรักษาบาดแผล, การพัฒนาการใช้ยาปฏิชีวนะ และพัฒนาเทคโนโลยีด้านการผ่าตัด นอกจากนี้ยุคหลังสงครามเป็นยุคที่สิทธิสตรีเพิ่มมากขึ้น เพราะช่วงที่ผู้ชายไปรบ ผู้หญิงก็มาทำงานโรงงานแทนในช่วงสงคราม ซึ่งนำไปสู่การขยายสิทธิสตรี ให้ผู้หญิงมีสิทธิในการเลือกตั้ง


จุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2

ก่อนหน้านี้เราทราบกันแล้วว่า สงครามโลกครั้งที่ 1 จบลงแบบสร้างความอับอายให้แก่คนเยอรมันมาก พรรคนาซีได้ใช้ประโยชน์จากความคับแค้นใจของคนในชาติ จนได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาลภายใต้การนำของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ซึ่งมีความคิดชาตินิยมสุดขั้ว ต้องการฟื้นฟูศักดิ์ศรีของประเทศหลังจากสงครามครั้งก่อนและอยากขยายอำนาจไปทั่วโลก สงครามครั้งนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายสัมพันธมิตรใหม่ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิก เช่น สหรัฐอเมริกา, สหภาพโซเวียต และอังกฤษ ต่อสู้กับฝ่ายอักษะที่มีเยอรมนี, อิตาลี และญี่ปุ่น สงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มต้นในวันที่ 3 กันยายน 1939

Sub – German troops marching through occupied Warsaw during World War Two, Poland, circa 1939. (Photo by FPG/Getty Images)

ครั้งนี้จะเห็นว่าประเทศในเอเชียอย่างญี่ปุ่นเข้าร่วมสงครามด้วย จริง ๆ แล้วช่วงทศวรรษที่ 1930 ญี่ปุ่นทำการรุกรานประเทศใกล้เคียงเพราะต้องการขยายอาณาจักรของตนให้กลายเป็นมหาอำนาจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ในปี 1931 ญี่ปุ่นได้บุกยึดแมนจูเรียซึ่งเป็นแคว้นหนึ่งทางตอนเหนือของประเทศจีน และบุกยึดจีนมากขึ้น จนในปี 1937 ก็เกิดสงครามระหว่างญี่ปุ่นกับจีน และในปี 1940 ญี่ปุ่นลงนามใน ข้อตกลงไตรภาคี (Tripartite Pact) กับเยอรมนีและอิตาลี นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการกับฝ่ายอักษะ ภายใต้ข้อตกลงนี้ ญี่ปุ่นจะได้ครองภูมิภาคแปซิฟิก ส่วนเยอรมนีและอิตาลีจะได้ครองยุโรป

สงครามโลกครั้งที่ 2 แตกต่างจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ตรงที่ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็ไม่ปลอดภัย เพราะมีการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ที่มีพลังทำลายล้างเป็นวงกว้าง ไม่ว่าจะหลบอยู่ตรงไหนก็ไม่รอด นอกจากนี้สงครามครั้งนี้กระจายไปทั่วทุกมุมโลกจริง ๆ หลายประเทศในเอเชียถูกญี่ปุ่นยึดครอง เช่น ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย และพม่า อย่างประเทศไทยของเราก็ถูกญี่ปุ่นใช้เป็นฐานทัพและเส้นทางในการขนส่งกำลังพลไปบุกประเทศอื่น


ไม่มีที่ให้ศีลธรรมในสงคราม

ในหนังสือ “ประวัติศาสตร์โหด มัน ฮา: สงครามโลกครั้งที่สองสยองขวัญ” ได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์จริงมาให้ลองจินตนาการดูว่าถ้าเป็นคุณจะแก้ไขสถานการณ์นี้ยังไง

คุณเป็นทหารอังกฤษนายหนึ่งซึ่งปฏิบัติการอยู่ในประเทศพม่า กำลังเดินทะลุผ่านป่าไปหาญี่ปุ่นซึ่งเป็นข้าศึก หน่วยลาดตระเวนของคุณจับชาวบ้านพม่าผู้ใหญ่ได้ 3 คน และเด็กอายุ 10 ขวบ 1 คน ดูแล้วแทบจะมั่นใจได้เลยว่าชาวบ้านกลุ่มนี้เป็นสายสืบให้ฝ่ายญี่ปุ่น ถ้าคุณปล่อยคนกลุ่มนี้ไป พวกเขาจะไปรายงานตำแหน่งของคุณให้ทหารญี่ปุ่นรู้ ชีวิตของคุณและเพื่อนทหารจะต้องตกอยู่ในอันตราย ถ้าคุณเป็นทหารอังกฤษที่อยู่ในเหตุการณ์และได้รับคำสั่งให้ยิงเป้าชาวบ้านที่จับได้ คุณจะเลือกทำอะไรจาก 3 ตัวเลือกนี้

  1. ไม่รับคำสั่ง ให้ทหารนายอื่นทำหน้าที่นี้แทน
  2. ยิงผู้ใหญ่และขอให้ไว้ชีวิตเด็ก
  3. รับคำสั่ง โดยการยิงชาวบ้านทั้งหมด

ในสถานการณ์จริงคุณไม่มีโอกาสเลือกเลยครับ เพราะถ้าคุณไม่ยอมทำตามคำสั่ง ผู้บัญชาการก็จะสั่งยิงคุณโทษฐานขัดคำสั่ง และชาวบ้านที่ถูกจับก็ไม่รอดชีวิตอยู่ดี ถ้าเลือกขอให้ไว้ชีวิตเด็กแล้วปล่อยไป ก็ไม่แน่ว่าอาจโดนเด็กหักหลัง โดยการไปบอกทหารญี่ปุ่น หนทางเดียวที่ทหารอังกฤษผู้ได้รับคำสั่งคนนั้นต้องทำคือ ยิงผู้ใหญ่ทั้ง 3 คนและเด็ก เหตุการณ์นั้นกลายเป็นฝันร้ายที่หลอกหลอนทหารนายนั้นมาตลอด 50 ปี เขายังจำประสบการณ์วันนั้นได้แจ่มชัด โดยได้เล่าให้ฟังว่า

“เด็กชายผู้นั้นหันหน้ามาทางพวกเราโดยไม่มีผ้าปิดตา เนื่องจากเด็กชายเป็นคนที่ 2 ซึ่งจะถูกยิงเป้า ก็แปลว่าเขาจะต้องได้เห็นคนอื่นถูกยิงก่อน เมื่อถึงคราวของเขา เด็กชายก็หวาดกลัวเอามาก ๆ การยิงด้วยปืนไรเฟิลในระยะใกล้อย่างนั้น ทำให้สภาพศพเละเทะเอาการ ผมไม่เคยลืมเรื่องนี้ลงได้เลย”


การสังหารหมู่ชาวยิว

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่นับว่าโหดเหี้ยมที่สุดที่มนุษย์จะทำกับมนุษย์ด้วยกันคือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว สาเหตุที่เหยื่อของเรื่องนี้เป็นชาวยิว เพราะหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จบ และเยอรมนีตกอยู่ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ชาวเยอรมันตำหนิว่าชาวยิวเป็นต้นเหตุของทุกปัญหา

macleans.ca

ฮิตเลอร์ ผู้นำของเยอรมันในขณะนั้น ใช้แนวคิดเพื่อปลุกระดมคนในชาติว่าชาวเยอรมันคือชาวอารยันซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ที่สูงส่ง และชาวยิวเป็นเผ่าพันธุ์ที่ตำ่ต้อย เป็นตัวการที่จะทำลายล้างชาวเยอรมัน ชาวยิวคือศัตรู เราต้องกำจัดศัตรูให้สิ้นซาก

นาชีได้ทดลองจับชาวยิวใส่เข้าไปในรถตู้ที่ปิดผนึกสนิท แล้วปล่อยไอเสียจากเครื่องยนต์เข้าไป วิธีนี้ใช้เวลา 8 นาทีกว่านักโทษจะตาย ซึ่งนาซีเห็นว่าช้าเกินไป

จนในที่สุดนาซีก็คิดแผนการใช้แก๊สพิษขึ้นมา จากนั้นได้ตั้งค่ายกักกันและค่ายสังหารขึ้นมามากกว่า 40,000 แห่งทั่วยุโรป

ตัวอย่างค่ายที่มีชื่อเสียงเช่น เทรบลิงคา (Treblinka) ค่ายสังหารแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในแถบชนบทของประเทศโปแลนด์ ซึ่งอยู่ภายใต้การยึดครองของเยอรมนี ที่นี่มีคนตายประมาณ 1 ล้านคน ภายในเวลาเพียง 13 เดือน เหยื่อทั้งหมดถูกฆ่าโดยเจ้าหน้าที่ชาวเยอรมันเพียง 50 คนกับพันธมิตรชาวยูเครนอีกเพียง 150 คน นอกจากค่ายสังหารที่นำชาวยิวไปฆ่าแล้ว ยังมีค่ายทดลองทางการแพทย์ที่ใช้สำหรับทดลองทางการแพทย์ที่ทารุณ เช่น ค่ายเอาชวิทซ์ ซึ่งนำชาวยิวและเชลยศึกมาทดลองโดยไม่คำนึงถึงชีวิตและความเจ็บปวด


สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

สงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มต้นวันที่ 1 กันยายน ปี 1939 และสิ้นสุดวันที่ 2 กันยายน ปี 1945 กินเวลาถึง 6 ปี กับอีก 1 วัน โดยสาเหตุของการสิ้นสุดสงครามคือเยอรมนีถูกกองทัพสัมพันธมิตรปิดล้อม โดยสหภาพโซเวียตบุกมาจากด้านตะวันออก และสหรัฐอเมริกากับอังกฤษบุกมาจากด้านตะวันตก กรุงเบอร์ลินซึ่งเป็นเมืองหลวงของเยอรมนีถูกยึด ฮิตเลอร์ไม่อยากตายด้วยน้ำมือของฝ่ายศัตรู จึงชิงยิงตัวเองตาย โดยได้สั่งเจ้าหน้าที่ไว้ก่อนว่าให้จัดการเผาศพของเขา เพื่อไม่ให้ศัตรูเอาไปแห่ประจาน

bbc.co.uk

ฝั่งยุโรปสิ้นสุดสงครามแล้ว แต่ญี่ปุ่นยังสู้ต่อแม้จะเสียเปรียบมากก็ตาม จนกระทั่งวันที่ 6 สิงหาคม 1945 สหรัฐอเมริกาได้ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ชื่อ Little Boy ลงเมืองฮิโรชิมะ แรงระเบิดของ Little Boy เทียบเท่ากับระเบิดทีเอ็นทีประมาณ 15 กิโลตัน ทำให้เมืองถูกทำลายอย่างรุนแรงภายในรัศมี 2 กิโลเมตรจากจุดระเบิด มีคนประมาณ 70,000–80,000 คนเสียชีวิตในทันที

จากนั้นอีก 3 วันต่อมาในวันที่ 9 สิงหาคม สหรัฐอเมริกาได้ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์อีกลูกชื่อว่า Fat Man ลงที่เมืองนางาซากิ แรงระเบิดของ Fat Man เทียบเท่ากับระเบิดทีเอ็นทีประมาณ 21 กิโลตัน ซึ่งมากกว่าลูกที่แล้ว แต่เนื่องจากเมืองนางาซากิตั้งอยู่ในพื้นที่ภูเขา ทำให้การระเบิดไม่สามารถแพร่ได้กว้างเท่าที่ฮิโรชิมะ แต่ก็ยังมีผลกระทบอย่างรุนแรงในรัศมี 1.6 กิโลเมตรจากจุดระเบิด ทำให้ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงครามในวันที่ 15 สิงหาคม และลงนามในเอกสารยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไขต่อกลุ่มสัมพันธมิตร เป็นการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ


ความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 2

สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นสงครามที่สร้างความเสียหายและมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ โดยจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดคาดว่าอยู่ระหว่าง 70-85 ล้านคน หรือประมาณ 3-4% ของประชากรโลกในขณะนั้น สาเหตุของการเสียชีวิตมีทั้งจากการสู้รบโดยตรง, โดนลูกหลง, ความหิวโหย, โรคภัย และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

โดยมีทหารจากทั้งสองฝ่ายเสียชีวิตประมาณ 21-25 ล้านคน ทหารจากสหภาพโซเวียตเสียชีวิตมากที่สุด ซึ่งสูญเสียทหารไปมากกว่า 8.7 ล้านคน ตามมาด้วยเยอรมนีที่สูญเสียทหารประมาณ 5 ล้านคน

ผลจากการสู้รบทำให้ประชาชนคนธรรมดาพลอยเสียชีวิตไปด้วย ซึ่งมีจำนวนประมาณ 50-55 ล้านคน มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวและกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ รวมทั้งหมดประมาณ 11 ล้านคน มีผู้เสียชีวิตทันทีและได้รับผลกระทบจากการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่นทั้งสองครั้งประมาณ 200,000 คน นอกจากนี้ยังมีคนจำนวนมากเสียชีวิตเพราะอดอยาก เช่น ประเทศจีนมีผู้เสียชีวิตจากความอดอยากประมาณ 15-20 ล้านคน


การเปลี่ยนแปลงหลังสงครามจบ

แม้สงครามโลกทั้งสองครั้งจะนำมาซึ่งความสูญเสียและความทุกข์ยากอย่างมาก แต่ก็ทิ้งมรดกและการเปลี่ยนแปลงที่มีประโยชน์ต่อโลกในบางด้าน เช่น การก่อตั้งสหประชาชาติ (United Nations) ขึ้นในปี 1945 เพื่อเป็นเวทีสำหรับการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศและการส่งเสริมสันติภาพ องค์กรนี้มีบทบาทสำคัญในการรักษาความมั่นคงของโลกและป้องกันความขัดแย้งใหญ่ ๆ ในระดับนานาชาติ

มีการพัฒนาเทคโนโลยีหลายด้านระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่น นิวเคลียร์, เครื่องบินเจ็ท, จรวด และคอมพิวเตอร์ การพัฒนาเหล่านี้นำไปสู่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสำหรับมนุษยชาติหลังสงครามจบลง

เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและสิทธิมนุษยชน ความโหดร้ายของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ทำให้โลกตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชนมากขึ้น หลังสงครามจบ สหประชาชาติได้ประกาศ “ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน” ในปี 1948 ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการปกป้องสิทธิมนุษยชนทั่วโลก และหลังสงครามจบลง หลายประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมได้รับการปลดปล่อยสู่อิสรภาพ เช่น ประเทศอินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 1947 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการปลดปล่อยอาณานิคมทั่วโลก


สงครามโลกอาจจบลงแล้ว แต่บาดแผลที่ทิ้งไว้ในใจของผู้คน และร่องรอยที่ปรากฏบนแผ่นดินจะอยู่กับเราตลอดไป เป็นเครื่องเตือนใจว่าไม่มีชัยชนะใดที่คุ้มค่ากับการสูญเสียชีวิตและความเป็นมนุษย์ หากเราไม่เรียนรู้จากอดีต มันอาจกลับมาซ้ำรอยในอนาคต และนั่นเป็นราคาที่เราทุกคนไม่ควรต้องจ่ายอีกต่อไป

สนใจหนังสือ ประวัติศาสตร์โหด มัน ฮา: สงครามโลกครั้งที่หนึ่งน่าสะพรึง

สั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/1B3zk7wxpd
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

สนใจหนังสือ ประวัติศาสตร์โหด มัน ฮา: สงครามโลกครั้งที่สองสยองขวัญ

สั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/7Ked5UqtiW
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a Reply

What's New

365 วิธี สมองดีขึ้นได้ในทุก ๆ วัน เรื่องง่าย ๆ ที่หมอสมองอยากให้คุณทำทันที

สมองของมนุษย์มีความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลเทียบเท่าหนังสือพิมพ์ 6 ล้านฉบับ กาแล็กซีทางช้างเผือกมีดาวประมาณ 100,000 ล้านดวง และสมองในกะโหลกเล็ก ๆ ของเรามีเซลล์สมองประมาณ 100,000 ล้านเซลล์พอ ๆ กันเลยครับ เซลล์สมองแต่ละเซลล์มีการเชื่อมต่อกับเซลล์อื่น ๆ บางเซลล์มีแค่ไม่กี่จุด แต่บางเซลล์อาจมีมากถึง 10,000 จุดเลยครับ เมื่อรวมกันแล้วเซลล์สมองของเรามีการเชื่อมต่อกันมากถึง 100 ล้านล้านจุด แต่ละเซลล์สื่อสารกันตลอดเวลา...

Million Dollar Weekend ธุรกิจเงินล้าน สร้างได้ภายใน 48 ชั่วโมง

ช่วงนี้หลายคนสนใจการเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียว ภาษาอังกฤษบางคนเรียกว่า Solopreneur บางคนเรียกว่า One-Person Business ความหมายของทั้งสองคำนี้คือ ธุรกิจที่เจ้าของเป็นคนลงมือทำ บริหาร และตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเองแบบไม่จ้างใครเลย โดยเน้นใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลมาช่วยครับ ผู้ประกอบการตัวคนเดียวเป็นโมเดลธุรกิจที่จัดการง่าย มีความคล่องตัวสูงเพราะทำคนเดียว และใช้เงินลงทุนไม่มาก บางธุรกิจอาจเริ่มต้นได้ด้วยเงิน 0 บาทเลยด้วยซ้ำครับ และธุรกิจตัวคนเดียวสามารถทำไปพร้อมกับงานประจำได้ โดยไม่จำเป็นต้องลาออก ผมสนใจแนวคิดนี้และกำลังเริ่มศึกษา ได้ไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เหมาะสำหรับคนอยากเริ่มต้นเรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียวครับ หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Million...

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

Related Articles

4 ปี นรกในเขมร เรื่องจริงจากบันทึกของภรรยาท่านทูต ที่ชีวิตเหมือนตกนรกในช่วงยุคเขมรแดง

ไอติมเล่า ep นี้ มาสรุปเนื้อหาจากหนังสือ 4 ปี นรกในเขมร เนื้อหาในเล่มเป็นเรื่องจริงในยุคเขมรแดงจากบันทึกของยาสึโนะ นาอิโต หญิงชาวญี่ปุ่นที่เกิดในตระกูลซามูไร แต่งงานกับโศ ทันลัน...

จดหมายเหตุขนาดจิ๋ว สำรวจประวัติศาสตร์ที่บันทึกอยู่ในแสตมป์ ที่พิพิธภัณฑ์ไปรษณีย์ไทย

ครั้งหนึ่งจดหมายและแสตมป์คือเครื่องมือที่ช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ของผู้คนมาอย่างยาวนาน แต่ทุกวันนี้เราสามารถส่งข้อความถึงกันได้เพียงเสี้ยววินาที ผ่านสมาร์ทโฟนที่ล้วนมีใช้กันแทบทุกคน การส่งจดหมายเลยเป็นเรื่องล้าสมัย เด็กเจนใหม่ ๆ ไม่เคยมีประสบการณ์ส่งจดหมายถึงกันแล้ว การเข้าไปเที่ยวในพิพิธภัณฑ์แสตมป์ไทย (Thai Stamp Museum) เหมือนเป็นการได้เดินทางย้อนเวลาดูประวัติศาสตร์ผ่านแสตมป์...

ไปทำบะหมี่ถ้วยเดียวในโลกกัน! ส่องตำนานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารขวัญใจสายรีบที่ Cup Noodles Museum

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเมนูขวัญใจสายรีบอย่างพวกเราเป็นมากกว่าแค่อาหารจานด่วนครับ มันถือว่าเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนทั่วโลกเลยทีเดียว เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือเรื่องราวของชายผู้เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นที่ชื่อว่า โมโมฟุกุ อันโด (Momofuku Ando) ผู้ก่อตั้งบริษัท Nissin Foods Group ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อนิชชินนั่นเองครับ...

คิดมากไปทำไม ขนาดพระพุทธเจ้ายังเคยทำพลาดเลย แค่รู้ประวัติศาสตร์ ก็หายขาดจากความกลุ้มใจได้แล้ว

เพื่อน ๆ กำลังทุกข์ใจและเหนื่อยที่ต้องแบกรับความกดดันเอาไว้มากเกินไปอยู่หรือเปล่าครับ กำลังรู้สึกแย่ที่ชีวิตไม่ประสบความสำเร็จเหมือนคนอื่นอยู่หรือเปล่า สังคมทุกวันนี้มีสารพัดเรื่องให้กลุ้มใจ แล้วเพื่อน ๆ เคยคิดบ้างไหมครับว่าปัญหาที่กำลังเจออยู่นี้ เคยมีคนอื่นเจอมาก่อนเราหรือเปล่า แม้ประวัติศาสตร์จะเต็มไปด้วยเรื่องราวของบุคคลที่ประสบความสำเร็จ แต่เบื้องหลักชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นล้วนผ่านเรื่องราวมากมาย พวกเขาเป็นคนธรรมดาเหมือนกับพวกเรานี่แหละครับ...

error: Content is protected !!