ไอติมเล่า

ประวัติศาสตร์ยูนิฟอร์ม เครื่องแต่งกายภายนอก บอกอะไรได้มากกว่าที่คิด

Share

เครื่องแต่งกายบอกอะไรได้มากกว่าที่คุณคิด ไอติมอ่าน ep นี้จะพาไปรู้จักประวัติศาสตร์ผ่านชุดยูนิฟอร์มและเครื่องแต่งกายต่าง ๆ โดยสรุปมาจากหนังสือ ชุดนี้ท่านได้แต่ใดมา โดยสำนักพิมพ์บันลือ พร้อมแล้วไปเริ่มต้นกันที่ชุดแรก

ชุดนักโทษ

แต่ละประเทศมีชุดนักโทษที่แตกต่างกันไป อย่างของไทยชุดนักโทษจะเป็นเสื้อแขนสั้น กางเกงขาสั้น สีของชุดต่างกันไปตามโอกาสและสถานะของนักโทษ เช่น นักโทษที่ผ่านการตัดสินอย่างถึงที่สุดแล้วจะสวมเสื้อสีฟ้า ถ้ายังอยู่ในกระบวนการตัดสินจะสวมเสื้อสีน้ำตาล ถ้าออกไปบำเพ็ญประโยชน์นอกเรือนจำจะสวมเสื้อสีน้ำเงินเข้ม ถ้าวันพบญาติจะสวมเสื้อสีเหลือง

หากพูดถึงชุดนักโทษที่หลายคนนึกถึงเพราะเคยเห็นผ่านตามสื่อต่าง ๆ คือชุดลายทางสีขาวสลับดำ เหตุผลที่ชุดนักโทษเป็นสีนี้เพราะเป็นสีที่เด่นสะดุดตา หากมีการหลบหนีเจ้าหน้าที่สามารถตามตัวได้ง่าย เพราะไม่มีใคฤรสวมเสื้อและกางเกงลายทางขาวสลับดำตลอดทั้งตัวอย่างแน่นอน

ว่ากันว่าอีกเหตุผลหนึ่งที่ลายทางขาวสลับดำถูกนำมาใช้เพราะเมื่อนักโทษเดินเรียงกันเป็นแถวยาว มองมาแล้วจะเหมือนซี่ลูกกรง เท่ากับว่าพวกเขาถูกจองจำอยู่ตลอดเวลา บนหน้าอกของเสื้อมีตัวเลขระบุตัวนักโทษ แทนที่ชื่อของพวกเขา เป็นการลงโทษทางจิตวิทยาไปด้วย

ความกดดันเหล่านี้เองที่ทำให้มีการหยิบสิทธิมนุษยชนมาพิจารณาในศตวรรษที่ 20 ว่าการให้นักโทษใส่ชุดลายทางขาวสลับดำทำให้รู้สึกหดหู่ไร้ค่า จึงมีการปรับชุดนักโทษเป็นแบบอื่น สอดรับกับนโยบายที่อยากให้นักโทษรู้สึกว่าเรือนจำไม่ได้กักขังคุณ แต่เป็นสถานที่บำบัดคุณมากกว่า

สีที่เราเห็นกันได้บ่อยในชุดนักโทษยุคหลังคือสีส้มตามสื่อต่าง ๆ เช่นซีรีส์ Netflix เรื่องดังอย่าง Orange is the new black ที่สะท้อนถึงปัญหาจำนวนผู้กระทำผิดที่เป็นผู้หญิงเพิ่มมากขึ้นในสหรัฐ ทำให้ชุดนักโทษสีส้มไม่ได้เป็นที่น่ารังเกียจ แต่ดูเท่และดูแข็งแรง จนผู้ไม่ได้กระทำผิดก็อยากใส่เป็นแฟชั่น

ด้วยเหตุนี้ชุดนักโทษจึงกลับมาเป็นลายทางสีขาวสลับดำอีกครั้งเพื่อความปลอดภัยของสังคม เพราะชุดสีส้มคนธรรมดาใส่กันเต็มไปหมด


ชุดแพทย์ผ่าตัด

แพทย์ยุคก่อนศตวรรษที่ 19 นั้นสวมชุดสีดำทำงาน บ้างว่าเพราะเป็นสีทางการ บ้างก็ว่ายุคนั้นการแพทย์ยังไม่เจริญ กว่าคนไข้จะมาถึงมือหมอก็ใกล้ลาโลกแล้ว ชุดสีดำจึงเข้ากับสถานการณ์ที่สุด ก่อนที่ภายหลังบุคคลากรทางการแพทย์เปลี่ยนมาสวมชุดสีขาวที่แสดงถึงความสะอาด ยกเว้นบุคคลากรที่ทำงานในห้องผ่าตัด

เหตุผลเพราะชุดสีขาวนั้นจ้าเกินไป ขณะทำการผ่าตัด แพทย์ต้องใช้สายตาจ้องเลือดและอวัยวะของคนไข้เป็นเวลานาน หากเงยหน้ามาเห็นชุดสีขาวอาจทำให้แสบตาจนประสิทธิภาพในการมองเห็นลดลงและอาจทำงานพลาดได้ แต่หากเป็นชุดสีเขียวหรือสีฟ้าแพทย์จะได้พักสายตาจากการจ้องสีแดงเป็นเวลานาน สายตาจึงไม่ล้าเกินไป

ชุดผ่าตัดแบบนี้ในภาษาอังกฤษเรียกว่า scrub เพราะเป็นชุดที่ใส่แล้วต้องเจอกับเลือดที่แห้งเป็นคราบ หลังจากใช้งานต้องทำความสะอาดชุดใหญ่ ทั้งขัด ทั้งขยี้ เป็นที่มาของ scrub ที่แปลว่าขัดนั่นเอง


จีวร

ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าสมัยพุทธกาลที่พระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่ พระภิกษุในสมัยนั้นนุ่งห่มอย่างไร แต่พอจะเดาที่มาที่ไปได้จากคำว่า ผ้าบังสุกุล ซึ่งเป็นคำบาลีว่า ปํสุ แปลว่า ฝุ่น และ กูล แปลว่าเปื้อน รวมกันจึงแปลว่าเปื้อนฝุ่น ใช้เรีกกผ้าที่ใช้ห่อศพ ซึ่งการจะได้มาพระต้องดึงผ้าออกมาจากศพ เพราะยุคนั้นพระพุทธเจ้าไม่อนุญาตให้พระรับเครื่องนุ่งห่มจากฆราวาส อีกนัยหนึ่งคาดว่าการนุ่งผ้าที่มาจากร่างไร้ชีวิตจะทำให้ลดกิเลสได้และมองความไม่เที่ยงของสังขารได้

สภาพแรกของผ้าห่อศพมักมีคราบน้ำเหลืองเป็นดวง ๆ พระสมัยนั้นจึงมีการย้อมผ้าก่อนนำมาห่มโดยเปลือกไม้ สีของจีวรสมัยนั้นจึงออกมาไม่สม่ำเสมอกัน เพราะมาจากเปลือกได้คนละพันธุ์ หรือแม้แต่พันธุ์เดียวกันก็ให้สีที่ต่างกันได้ นอกจากนี้การย้อมด้วยเปลือกไม้ที่เรียกว่าย้อมฝาดนี้ ยังช่วยรักษาผ้าที่ทำจากฝ้ายไม่ให้เปื่อยง่าย ไม่เปื้อนง่ายและยังช่วยลดเชื้อราอีกด้วย


ชุดลิเก

จริง ๆ แล้วการแสดงลิเกไม่ใช่ศิลปะของไทยแท้ แต่ได้รับอิทธิพลมาจากการสวดสรรเสริญพระเจ้าของชาวอาหรับ ซึ่งประกอบพิธีนั่งล้อมกันสวดเป็นวงกลมพร้อมโยกตัวไปมา เรียกว่า ซิกร (Zikr) หรือ ซิกิร (Zikir) การสวดลักษณะนี้เข้ามาทางภาคใต้ของไทย ชื่อก็เพี้ยนกลายเป็น ดิเก หรือ จิเก ต่อมาชาวมุสลิมได้นำดิเกเข้ามาสู่งกรุงเทพในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น คำว่าดิเกก็เพี้ยนอีกกลายเป็น ยี่เก และ ลิเกอย่างในทุกวันนี้

ในยุคที่ยังเป็นดิเก เรียกกันอีกอย่างว่า สวดแขก ยังถือเป็นการแสดงที่ธรรมดาเอามาก ๆ ทั้งเรื่องเครื่องดนตรีและการแต่งกาย ในยุคต้นมีเพียงนักแสดงผู้ชายนั่งล้อมวงสวดพร้อมตีกลองรำมะนาด มีบทโต้ตอบกันบ้างแต่ไม่มาก พอถึงยุคถัดมาพัฒนาเป็นลิเกออกภาษาที่ดูแล้วเป็นการแสดงตลกซะมากกว่า เพราะเนื้อร้องเป็นการล้อเลียนสำเนียงภาษาของชาวต่างชาติในพระนคร ไม่มีเส้นเรื่องหรือการแต่งกายจริงจัง

หลังจากนั้นทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อเข้าสู่ยุคลิเกทรงเครื่อง ที่พัฒนามาเป็นละครจริงจัง มีส่วนผสมของบทพูดและการร้องรำ ส่วนดนตรีมีวงปี่พาทย์มาบรรเลงเพลงประกอบ เนื้อเรื่องมีความเป็นละครมากขึ้น มีการชิงรักหักสวาท มีการแบ่งตัวละครเป็นพระเอก พระรอง นางเอก นางรอง ตัวอิจฉา ผู้ร้ายอย่างชัดเจน การแต่งกายก็ถอดแบบมาจากราชสำนักที่ตัวละครในเรื่อง ส่วนมากเป็นเจ้าชายเจ้าหญิง ส่วนการติดเพชรลงไปในชุดนั้นเพราะต้องการให้ดูหรูหราและเพชรเล่นกับแสงไฟตามธรรมชาติตอนแสดงในเวลากลางคืน ทำให้ดึงดูดสายตา


ผ้าขาวม้า

เป็นผ้ารูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความกว้างประมาณ 2 ศอก ยาวประมาณ 3-4 ศอก ทอเป็นลายตารางหมากรุกที่คนไทยคุ้นเคยกันดี แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าคนไทยเป็นคนคิดค้นผ้าขาวม้า แม้จะใช้กันจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยไปแล้ว แนวคิดเกี่ยวกับการริเริ่มใช้ผ้าขาวม้ามีหลายแนวคิด แต่เป็นการเล่ากันปากต่อปาก ซึ่งอาจจะคลาดเคลื่อนได้

บ้างสันนิษฐานว่าเพี้ยนมาจากผ้าคาดเอวของชาวอิหร่านที่เรียกว่า “คามาร์ บันด์” และเพราะสเปนติดต่อค้าขายกับอิหร่านเช่นกัน ทำให้ชาวสเปนรับเอาผ้าคามาร์ บันด์ มาคลุมบ่าหรือคาดเอวและเอามาใช้ในไทยด้วย ไทยก็รับมาใช้ต่ออีกที

บ้างสันนิษฐานว่ามาจากผ้านุ่งชั้นในของญี่ปุ่นที่เรียกว่า “ผ้ากาม่า” โดยมีการพบผ้าทอลายตารางหมากรุกที่เก่าแก่ในญี่ปุ่นจากสมัยยุคอยุธยาอีกด้วย

บ้างว่าผ้าขาวม้าเป็นของไทยแท้ โดยเพี้ยนมาจากคำว่า “ผ้าขอขมา” เป็นส่วนหนึ่งของประเพณีรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ เราต้องซื้อผ้าชนิดนี้มาให้ผู้ใหญ่ที่บ้านเพื่อขอโทษในสิ่งที่เราล่วงเกินท่านเอาไว้ รวมถึงใช้ในพิธีแต่งงาน แต่ในแต่ละภาคของไทยก็ไม่ได้เรียกผ้าชนิดนี้ว่าผ้าขอขมา ในภาคอีสานเรียกว่าผ้าแพรบ้าง ผ้าแพรวาบ้าง

ซึ่งแนวคิดผ้าขอขมาผู้ใหญ่นี้ไปคล้ายกับแนวคิดของผ้ากรรมาของชาวเขมรที่เอาไว้ใช้มอบให้ผู้ใหญ่เพื่อขอล้างกรรม แม้จะไม่รู้ต้นกำเนิดแน่ชัดและอาจไม่ได้เป็นของคนไทย แต่คุณสมบัติของผ้าขาวม้าที่สะดวกต่อการใช้งานและทำจากผ้าฝ้ายที่เหมาะกับอาการบ้านเรา ทำให้ผ้าขาวม้าได้รับความนิยมในหมู่คนไทยเสมอมา


ผ้าถุง

ผ้าถุงคล้ายกับผ้าซิ่นของลาวมาก สมัยก่อนไม่ได้เป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาวไทย เช่น สมัยเจ้าดารารัศมีที่เป็นเจ้าหญิงจากล้านนามาถวายตัวเป็นสนมแก่รัชกาลที่ 5 เจ้าดารารัศมีทรงโปรดการนุ่งผ้าถุงและไม่ยอมสวมโจงกระเบน จนถูกคนในวังค่อนแคะว่าเป็น ลาวนุ่งซิ่น

ผ้าถุงเพิ่งจะได้รับการบัญญัติให้เป็นเอกลักษณ์ของไทยในสมัยของจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม ที่มีประกาศชัดว่าการนุ่งโจงกระเบนนั้นล้าสมัย ไม่เป็นอารยะ และแนะนำว่าการจะเป็นอารยะนั้นผู้ชายต้องนุ่งกางเกง ผู้หญิงต้องนุ่งผ้าถุง ผ้าถุงจึงได้รับการยอมรับและมีคนใช้มากมายมาจนถึงทุกวันนี้


มัมมี่

ต้นกำเนิดมัมมี่ในอียิปต์มาจากการเสียชีวิตของเทพเจ้าโอซิริส ที่เมื่อโอซิริสยังครองบัลลังก์อยู่ทรงถูกทรยศโดย เซต น้องชายของพระองค์ เซตสังหารโอซิริสแล้วฉีกร่างพระองค์ออกเป็นชิ้น ๆ ทำให้ไอซิสพระชายาและอะนูบิสข้าราชบริพารต้องพยายามรวบรวมชิ้นส่วนร่างกายของโอซิริสเท่าที่จะหาได้มาห่อไว้ด้วยผ้าลินิน ตำนานนี้เองที่ถูกเล่าต่อกันมาจนเป็นที่มาให้ชาวไอยคุปต์เริ่มถนอมร่างผู้เสียชีวิตด้วยวิธีนี้

กระบวนการทำมัมมี่แบ่งเป็น 2 ขั้นตอนใหญ่ ๆ คือส่วนของการดองศพและส่วนของการพันศพ ขั้นตอนการดองศพจะทำบนแท่นที่เรียกว่า “อีบู” ซึ่งแปลว่าชำระล้าง แล้วเริ่มล้างศพด้วยไวน์ที่ทำมาจากปาล์มและสมุนไพรที่ให้กลิ่นหอม ล้างอีกรอบด้วยน้ำจากแม่น้ำไนล์ ผ่าท้องข้างซ้ายเอาอวัยวะภายในออกมาเพื่อไม่ให้ศพเน่าเสียเร็ว เหลือเพียงหัวใจเอาไว้เพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องใช้ในโลกหลังความตาย

ศพที่ถูกเอาเครื่องในออกหมดแล้วจะถูกหมักไว้ด้วยเกลือ “นาตรอน” ส่วนเครื่องในที่ควักออกมาจะถูกทำความสะอาดด้วยเกลือนาตรอนแล้วเก็บไว้ใน “โถคาโนปิก” จากนั้นรอให้ศพแห้งสนิท เนื้อสมองฟีบเล็กลงแล้วนำเหล็กตีเนื้อสมองให้กลายเป็นของเหลวจึงนำออกมาได้ ก่อนจะถูกห่อด้วยผ้าลินินและกลบเอาไว้ด้วยเกลือนาตรอนนาน 70 วัน เคลือบร่างด้วยน้ำยาอาบศพเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียจนร่างดำปี๋สมกับชื่อมัมมี่ที่แปลว่า ศพที่ถูกดองจนเป็นสีดำ

จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนของการพันศพ ผู้ทำมัมมี่จะเริ่มพันผ้าจากศีรษะและคอ ไล่ไปถึงแขน ขา นิ้วมือ นิ้วเท้า ซึ่งทุกชิ้นส่วนถูกทาด้วยเรซิ่นยึดติดเหมือนกาว และวางเครื่องรางเอาไว้ให้ผู้ตายเดินทางไปยังปรโลกได้อย่างปลอดภัย การพันมัมมี่ด้วยผ้าลินินกลายมาเป็นชุดของมัมมี่ที่เราคุ้นตากันทุกวันนี้

การจะเป็นมัมมี่ได้ไม่ใช่แค่ตาย แต่ต้องเป็นผู้ที่มีฐานะด้วย เพราะกระบวนการทำมัมมี่นั้นยุ่งยากซับซ้อนและค่าใช้จ่ายสูง ในขณะที่กษัตริย์และชนชั้นสูงในอียิปต์มีสุสานสวยงามอลังการ ศพชาวอียิปต์ที่ยากไร้จะถูกฝังไว้กลางทะเลทรายแล้วอาศัยความร้อนทำให้ศพแห้งไปเองตามกาลเวลา


นักบินอวกาศ

ชุดนักบินอวกาศปรับแต่งมาจากชุดของนักขับเครื่องบินเจ็ตซึ่งส่วนมากจะบินกันที่ความสุงกว่า 15,000 ฟุต ซึ่งมีความดันบรรยากาศน้อย ปริมาณออกซิเจนที่ใช้ในการหายใจต่ำ ในชุดของนักบินจำเป็นต้องมีระบบจ่ายออกซิเจนเพื่อช่วยนักบินหายใจ และมีระบบปรับความดันในชุดเพื่อไม่ให้ของเหลวในร่างการเดือด

เริ่มแรกจากชุดนักขับเครื่องบินเจ็ตถูกดัดแปลงให้เป็นชุดนักบินอวกาศโดยใช้ผ้าชั้นนอกเป็นผ้าไนลอนเคลือบด้วยฟิล์มอะลูมิเนียม ผ้าชั้นในทำจากไนลอนเคลือบยางนีโอพรีน สามารถปรับความดันภายในชุดได้ถึง 5 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว แต่ยังไม่มีระบบทำความเย็น และต้องเชื่อมต่อท่อหายใจระหว่างชุดกับยานอวกาศ

ปัจจุบันชุดนักบินอวกาศได้เพิ่มรายละเอียดจนมีถึง 14 ชั้น มีกล่องติดหน้าอกเป็นแผงควบคุมแรงดัน ควบคุมระบบสื่อสารและระดับอากาศภายในชุด มีเป้ด้านหลังที่สามารถจ่ายออกซิเจนให้นักบินได้ 7 ชม. มีแบตเตอรีและน้ำสำหรับระบบหล่อเย็นของเสื้อ มีหมวกที่บรรจุหูฟังและไมโครโฟนไว้ด้านใน ด้านนอกสุดของหมวกติดกล้องและไฟฉาย

ชุดนักบินอวกาศเวอร์ชั่นล่าสุดผลิตโดยบริษัท ไอแอลซี โดเวอร์ ซึ่งผลิตและพัฒนาชุดนักบินอวกาศให้นาซ่ามาเป็นเวลานาน สนนราคาอยู่ที่ชุดละประมาณ 12 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ


แอร์โฮสเตส

ในอดีตหน้าที่ดูแลผู้โดยสารบนเครื่องบินเป็นหน้าที่ของผู้ชาย เพราะธุรกิจการบินตั้งต้นมาจากทหารอากาศ หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 พยาบาลสาวชาวอเมริกันชื่อ “เอลเลน เซิร์ซ” ตัดสินใจเรียนขับเครื่องบินและสมัครเป็นนักบินที่สายการบินโบอิ้ง แต่สมัยนั้นผู้หญิงยังไม่ได้รับความไว้วางใจให้ขับเครื่องบิน เธอจึงขอสมัครเป็นสจ๊วตแทนและยืนยันว่าเธอทำหน้าที่ได้ดีกว่าผู้ชายแน่นอน เพราะเคยเป็นพยาบาลมาก่อน

สายการบินโบอิ้งให้โอกาสเธอ ปรากฏว่าเธอทำหน้าที่ได้ดีกว่าจริง ๆ เพราะการบินสมัยนั้นไม่ได้ราบรื่น ผู้โดยสารจึงมักเมาเครื่อง ทำให้เอลเลนได้ใช้ทักษะด้านการพยาบาลมาดูแลผู้โดยสารจนเกิดความประทับใจ กลายเป็นอาชีพแอร์โฮสเตสตั้งแต่นั้นมา

ชุดแอร์โฮสเตสยุคแรกมีความเป็นทหารสูงมาก เป็นสูทกระดุมสองแถวสีเขียวและกระโปรงยาว ก่อนจะปรับให้กระโปรงสั้นลงเพื่อประหยัดวัตถุดิบตัดเย็บในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จนปัจจุบันแต่ละสายการบินปรับเปลี่ยนรูปแบบชุดแอร์โฮสเตสตามใจชอบ ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของสายการบินนั้น และหมวกของแอร์โฮสเตสไม่ได้ใส่เพื่อความสวยงาม แต่ใส่เพื่อให้แยกแยะได้ว่าใครคือแอร์โฮสเตส เพราะผู้โดยสารเครื่องบินยุคแรกมักใส่สูทเหมือน ๆ กันนั่นเอง


ชุดสีกากี

รัฐบาลประเทศแรกที่ใช้สีกากีมาใช้เป็นชุดข้าราชการคือประเทศอินเดีย โดยสีกากีเป็นสีเครื่องแบบทหารแคว้นปัญจาบเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ซึ่งเหมาะกับอากาศของอินเดียที่ค่อนข้างร้อนเพราะสีกากีเป็นสีที่ดูดความร้อนน้อย ต่อมาเมื่อทหารอังกฤษเข้าไปประจำการที่อินเดียก็ใส่ชุดสีกากีตามไปด้วย

เมื่อประเทศไทยติดต่อกับชาติตะวันตกมากขึ้นในช่วงล่าอาณานิคม ทำให้เราได้เห็นว่าทหารอังกฤษใส่ชุดสีกากี จึงปรับมาใช้เป็นชุดข้าราชการบ้านเราเพื่อสะท้อนให้เห็นว่า บ้านเราก็สวมเสื้อผ้าแบบเดียวกับข้าราชการชาวตะวันตก เราเท่าเทียมกับเขา เพื่อป้องกันการรุกรานนั่นเอง

นอกจากข้อดีด้านความมั่นคงแล้ว ข้าราชการบางหน่วยอาจต้องลงพื้นที่ด้วย เช่น การไปพบปะกับชาวบ้านในที่กันดารหรือท้องไร้ท้องนา สีกากีเป็นสีที่เหมาะสมเพราะไม่เลอะง่าย นอกจากนี้ตามรากศัพท์แล้ว สีกากี แปลว่า สีดิน สีฝุ่น การใส่ชุดที่มีสีเหมือนดินทำงานก็เหมาะสมกับการเป็น “ข้าของแผ่นดิน” อยู่เหมือนกัน

สนใจหนังสือ ชุดนี้ท่านได้แต่ใดมา

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/4ff8EgXg00
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a Reply

What's New

365 วิธี สมองดีขึ้นได้ในทุก ๆ วัน เรื่องง่าย ๆ ที่หมอสมองอยากให้คุณทำทันที

สมองของมนุษย์มีความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลเทียบเท่าหนังสือพิมพ์ 6 ล้านฉบับ กาแล็กซีทางช้างเผือกมีดาวประมาณ 100,000 ล้านดวง และสมองในกะโหลกเล็ก ๆ ของเรามีเซลล์สมองประมาณ 100,000 ล้านเซลล์พอ ๆ กันเลยครับ เซลล์สมองแต่ละเซลล์มีการเชื่อมต่อกับเซลล์อื่น ๆ บางเซลล์มีแค่ไม่กี่จุด แต่บางเซลล์อาจมีมากถึง 10,000 จุดเลยครับ เมื่อรวมกันแล้วเซลล์สมองของเรามีการเชื่อมต่อกันมากถึง 100 ล้านล้านจุด แต่ละเซลล์สื่อสารกันตลอดเวลา...

Million Dollar Weekend ธุรกิจเงินล้าน สร้างได้ภายใน 48 ชั่วโมง

ช่วงนี้หลายคนสนใจการเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียว ภาษาอังกฤษบางคนเรียกว่า Solopreneur บางคนเรียกว่า One-Person Business ความหมายของทั้งสองคำนี้คือ ธุรกิจที่เจ้าของเป็นคนลงมือทำ บริหาร และตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเองแบบไม่จ้างใครเลย โดยเน้นใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลมาช่วยครับ ผู้ประกอบการตัวคนเดียวเป็นโมเดลธุรกิจที่จัดการง่าย มีความคล่องตัวสูงเพราะทำคนเดียว และใช้เงินลงทุนไม่มาก บางธุรกิจอาจเริ่มต้นได้ด้วยเงิน 0 บาทเลยด้วยซ้ำครับ และธุรกิจตัวคนเดียวสามารถทำไปพร้อมกับงานประจำได้ โดยไม่จำเป็นต้องลาออก ผมสนใจแนวคิดนี้และกำลังเริ่มศึกษา ได้ไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เหมาะสำหรับคนอยากเริ่มต้นเรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียวครับ หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Million...

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

Related Articles

4 ปี นรกในเขมร เรื่องจริงจากบันทึกของภรรยาท่านทูต ที่ชีวิตเหมือนตกนรกในช่วงยุคเขมรแดง

ไอติมเล่า ep นี้ มาสรุปเนื้อหาจากหนังสือ 4 ปี นรกในเขมร เนื้อหาในเล่มเป็นเรื่องจริงในยุคเขมรแดงจากบันทึกของยาสึโนะ นาอิโต หญิงชาวญี่ปุ่นที่เกิดในตระกูลซามูไร แต่งงานกับโศ ทันลัน...

จดหมายเหตุขนาดจิ๋ว สำรวจประวัติศาสตร์ที่บันทึกอยู่ในแสตมป์ ที่พิพิธภัณฑ์ไปรษณีย์ไทย

ครั้งหนึ่งจดหมายและแสตมป์คือเครื่องมือที่ช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ของผู้คนมาอย่างยาวนาน แต่ทุกวันนี้เราสามารถส่งข้อความถึงกันได้เพียงเสี้ยววินาที ผ่านสมาร์ทโฟนที่ล้วนมีใช้กันแทบทุกคน การส่งจดหมายเลยเป็นเรื่องล้าสมัย เด็กเจนใหม่ ๆ ไม่เคยมีประสบการณ์ส่งจดหมายถึงกันแล้ว การเข้าไปเที่ยวในพิพิธภัณฑ์แสตมป์ไทย (Thai Stamp Museum) เหมือนเป็นการได้เดินทางย้อนเวลาดูประวัติศาสตร์ผ่านแสตมป์...

ไปทำบะหมี่ถ้วยเดียวในโลกกัน! ส่องตำนานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารขวัญใจสายรีบที่ Cup Noodles Museum

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเมนูขวัญใจสายรีบอย่างพวกเราเป็นมากกว่าแค่อาหารจานด่วนครับ มันถือว่าเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนทั่วโลกเลยทีเดียว เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือเรื่องราวของชายผู้เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นที่ชื่อว่า โมโมฟุกุ อันโด (Momofuku Ando) ผู้ก่อตั้งบริษัท Nissin Foods Group ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อนิชชินนั่นเองครับ...

คิดมากไปทำไม ขนาดพระพุทธเจ้ายังเคยทำพลาดเลย แค่รู้ประวัติศาสตร์ ก็หายขาดจากความกลุ้มใจได้แล้ว

เพื่อน ๆ กำลังทุกข์ใจและเหนื่อยที่ต้องแบกรับความกดดันเอาไว้มากเกินไปอยู่หรือเปล่าครับ กำลังรู้สึกแย่ที่ชีวิตไม่ประสบความสำเร็จเหมือนคนอื่นอยู่หรือเปล่า สังคมทุกวันนี้มีสารพัดเรื่องให้กลุ้มใจ แล้วเพื่อน ๆ เคยคิดบ้างไหมครับว่าปัญหาที่กำลังเจออยู่นี้ เคยมีคนอื่นเจอมาก่อนเราหรือเปล่า แม้ประวัติศาสตร์จะเต็มไปด้วยเรื่องราวของบุคคลที่ประสบความสำเร็จ แต่เบื้องหลักชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นล้วนผ่านเรื่องราวมากมาย พวกเขาเป็นคนธรรมดาเหมือนกับพวกเรานี่แหละครับ...

error: Content is protected !!