วิทยาสัตว์ เรื่องวิทยาศาสตร์สนุก ๆ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสัตว์โลก

Share
Share

ผีเสื้อชอบกินน้ำตา มดมีนม แพนด้าชอบสปาขี้ แมลงสาบไซบอร์ก แบตเตอรี่จากกระดองปู ผมเพิ่งอ่านเรื่องแปลก ๆ เกี่ยวกับสัตว์เหล่านี้มาจากหนังสือ Ani-More วิทยาสัตว์ เขียนโดยป๋วย อุ่นใจ นักเขียนและนักวิจัยที่เขียนบทความแนว pop-sci มาแล้วกว่า 400 เรื่อง

ผมเพิ่งเคยอ่านงานของนักเขียนคนนี้เป็นครั้งแรกก็ชอบสไตล์การเขียนของเขาเลยครับ เขาเขียนได้กระชับ อธิบายเรื่องวิทยาศาสตร์ได้เข้าใจง่าย และเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน หนังสือเล่มนี้รวบรวมบทความที่พูดถึงนวัตกรรมด้านวิทยาศาตร์หรือองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่ได้แรงบรรดาใจมาจากสัตว์โลก ผมหยิบเนื้อหาบางส่วนที่เห็นว่าน่าสนใจมาให้เพื่อน ๆ ได้ฟังกันครับ


ผีเสื้อกินน้ำตาเป็นอาหารว่าง

นักชีววิทยาจากประเทศบราซิลคนหนึ่งเป็นคนที่พบความลับนี้ครับ ชื่อของเขายาวนิดหนึ่งนะครับ ชื่อของเขาคือ ลีแอนโดร โฌอา คาร์เนโร เดอ ลิมา มอเรส์ เขาได้ถ่ายฟุตเทจผีเสื้อกลางคืนสีน้ำตาลตัวใหญ่ ขณะที่มันกำลังยื่นงวงยาวสอดเข้าไปในดวงตาของนกที่กำลังหลับ เพื่อดูดกินน้ำในดวงตาของนกตัวนั้นครับ

พฤติกรรมผีเสื้อแอบกินน้ำตาของสัตว์ตัวอื่น เราอาจคิดว่ามันคงพบเจอได้ยาก แต่คืนนั้นคืนเดียว มอเรส์เจอเหตุการณ์แบบนั้นถึง 2 รอบ เขาเคยคิดว่าพฤติกรรมผีเสื้อแอบกินน้ำตาอาจจะไม่ได้พบยากขนาดนั้นในธรรมชาติ แต่เป็นมนุษย์เองที่ไม่ค่อยสังเกตเห็น เพราะเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นแค่ตอนดึกในป่าลึกที่เงียบสงัด

พฤติกรรมของแมลงที่กินน้ำตาจากสัตว์อื่นมีศัพท์เฉพาะทางวิชาการเรียกว่า Lachryphagy (ลา-คริ-ฟิจี) พฤติกรรมนี้พบเห็นได้ทั่วไปตามธรรมชาติ เพราะในน้ำตาอุดมไปด้วยโปรตีนมากมายหลายชนิด เป็นแหล่งเกลือหรือโซเดียมที่จำเป็นมากต่อแมลงในการดำรงชีวิตและสืบพันธุ์ เพราะโซเดียมนั้นหายาก และไม่มีในแหล่งอาหารทั่วไปที่แมลงกิน เช่น ในน้ำหวานจากดอกไม้ต่าง ๆ ไม่มีโซเดียม

periergeia.org

ความจริงอย่างหนึ่งคือนกหลายชนิดกินแมลงเป็นอาหาร ผีเสือเป็นแมลงจึงอาจกลายเป็นอาหารของนกได้ ดังนั้นการที่ผีเสื้อแอบไปกินน้ำตาตอนที่นกกำลังหลับอยู่ ก็ถือว่าเป็นอะไรที่บ้าบิ่นอยู่พอสมควร ซึ่งการทำแบบนั้นแสดงว่าพวกมันไม่มีแหล่งโซเดียมอื่น ๆ แล้ว

นอกจากกินน้ำตาของนก ผีเสื้อยังกินน้ำตาจากสัตว์อื่น เช่น จระเข้ ซึ่งแน่นอนว่าจระเข้ไม่กินผีเสื้อ ดังนั้นผีเสื้อเลยไม่ต้องกลัวอะไร แล้วน้ำตาของมนุษย์ล่ะ ผีเสื้อมันกล้ากินไหม? จากการศึกษาในอดีตพบว่าผีเสื้อบางชนิดไม่ได้แค่ชอบ แต่พวกมันถึงขั้นพิศวาสน้ำตามนุษย์แบบสุด ๆ เลยครับ

ฮานส์ แบนซิเกอร์ นักกีฏวิทยาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ทดลองกับตัวเอง โดยนำผีเสื้อกลางคืน 3 ตัวที่อดอาหารและน้ำมาแล้ว 50 ชั่วโมง ไปใส่ไว้ในมุงที่เขานอนอยู่ พอถึงราว ๆ 6 โมงเช้า ผีเสื้อที่หิวโหยตัวหนึ่งก็พุ่งเข้าใส่เขา หาทางจะกินน้ำตาเขาให้ได้ แม้เขาจะปัดไล่ยังไงก็ตาม

สุดท้ายฮานส์ก็ยอมให้มันได้กินน้ำตาของเขา เขาเล่าว่าผีเสื้อชนิดนี้มีปากเหมือนฉมวก ความรู้สึกตอนที่โดนปากมันจะเจ็บแสบเหมือนโดนเข็มทิ่ม แค่โดนตรงเปลือกตาก็รู้สึกแสบไหม้แล้ว ถ้าโดนที่ผิวข้างในตาก็ถึงขั้นน้ำตาไหลอาบแก้มเลยทีเดียว

ปกติแล้วบรรดาผีเสื้อหรือแมลงมักหาโซเดียมกินจากโป่งดิน แต่ก็มีบางชนิดดูดกินจากเหงื่อของสัตว์ตัวอื่น บางชนิดดูดกินจากซากสัตว์เน่า หรือบางชนิดก็จัดมื้อใหญ่แบบบุฟเฟ่ต์จากกองอึที่สัตว์ตัวอื่นถ่ายทิ้งไว้ ได้ยินแบบนี้แล้ว การกินน้ำตาฟังดูมีรสนิยมดีไปเลย


มดมีนม

มดที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึงคนที่ชื่อมดนะครับ แต่หมายถึงมดที่เป็นแมลง อ้าว… มดไม่ใช่สัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมนี่ แล้วพวกมันจะมีนมไว้ไปทำไมล่ะ? ทีมนักวิจัยจากสหรัฐอเมริกานำโดย แดเนียล โครเนอร์ (Daniel Kronauer) ทำการศึกษาฝูงมดแล้วพบว่าที่จริงแล้วมดมีน้ำนม และน้ำนมของมดเป็นอาหารอันโอชะของมดทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นมดโตหรือมดระยะตัวอ่อน

น้ำนมมดไม่ได้มาจากเต้านม แต่มาจากดักแด้ซึ่งเป็นวงจรชีวิตขั้นที่ 3 ของมด ระยะดักแด้นี้พวกมันจะอยู่นิ่ง ๆ คอยให้มดงานโตเต็มวัยย้ายเปลี่ยนที่ไปเปลี่ยนที่มา รอเวลาที่จะลอกคราบออกมาเป็นมดโต งานวิจัยของแดเนียลพบว่าดักแด้ที่นอนนิ่งอยู่เฉย ๆ กลับผลิตน้ำนมมดที่ทั้งมดใหญ่และมดเล็กต่างนิยมมาปาร์ตี้ดูดกินกันจนเกลี้ยง

จากการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของน้ำนมมด พบว่าที่จริงแล้วมันคือของเหลวจากดักแด้ (moulting fluid) ซึ่งผสมกันระหว่างของเสียกับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ มีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น กรดอะมิโนจำเป็น คาร์โบไฮเดรต ฮอร์โมน รวมไปถึงวิตามินที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของตัวอ่อนมดอีกด้วย

หลังฟักออกมาจากไข่ในช่วง 2-3 วันแรก ตัวอ่อนมดต้องพึ่งพาสารอาหารจากน้ำนมมด ถ้าตัวอ่อนไม่ได้กินน้ำนม พวกมันจะแคระแกร็น กลายเป็นมดเด็กที่ขาดสารอาหาร หรือถ้าไม่ได้รับน้ำนมเลย พวกมันก็อาจขาดสารอาหารจนตายได้

ส่วนตัวดักแด้มดซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำนมก็ได้ประโยชน์จากการที่มดตัวอื่นมาดูดกินน้ำนมของมัน เพราะถ้าพวกมันสร้างน้ำนมออกมาแล้วไม่มีมดตัวไหนมากินเลย แบบนั้นไม่นานจะมีเชื้อจุลินทรีย์มาเจริญเติบโตและกลายเป็นราในที่สุด ดักแด้ตัวนั้นก็จะตายและไม่มีโอกาสได้ลอกคราบออกมาเป็นมดโตครับ


แพนด้าชอบสปาขี้

หลังจากผ่านวันที่ทำงานหนัก หลายคนเลือกผ่อนคลายร่างกายด้วยการสปา พอกหน้าพอกผิวด้วยโคลน สัตว์ก็ไม่ต่างจากเราครับ สัตว์หลายชนิดก็ชอบนอนชิลล์ ๆ ในปลัก ปล่อยให้โคลนเย็น ๆ พอกร่างกายให้สบาย ในปี 2020 มีงานวิจัยจากประเทศจีนพบว่าแพนด้าก็ชอบอะไรแบบนี้เหมือนกัน แต่พวกมันไม่ได้สปาโคลนน่ะสิครับ พวกมันสปาด้วยขี้กันครับ

แพนด้ามีพฤติกรรมประหลาดคือ เมื่อพวกมันเจอกองขี้สดใหม่จะลงไปกลิ้งทับให้ขี้พอกไปทั้งตัว จนขนเปลี่ยนเป็นสีกากี แต่ไม่ใช่จะเป็นขี้อะไรก็ได้นะครับ แพนด้าก็ช่างเลือกเหมือนกัน ขี้ที่ดีสำหรับการทำสปาของแพนด้าต้องเป็นขี้ม้าเท่านั้น

science.org

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น นักวิจัยจึงติดกล้องบันทึกภาพแพนด้าในเขตสงวนธรรมชาติฝอผิง ในระยะเวลาเพียงแค่ 1 ปี นักวิจัยถ่ายคลิปลับที่แพนด้าจัดปาร์ตี้สปาขี้ม้าไว้ได้มากถึง 38 คลิป แล้วคำถามคือแพนด้าทำสปาขี้ไปทำไม?

ดร. ฟุเหวิน เหว่ย (Fuwen Wei) นักชีววิทยาชาวจีนเริ่มสังเกตพฤติกรรมแพนด้าอย่างใกล้ชิดและวิเคราะห์คลิปลับที่ถ่ายมาได้อย่างละเอียด เขาพบว่าพฤติกรรมทำสปาขี้ของแพนด้าจะพบเจอเมื่ออากาศเริ่มเย็นลงตั้งแต่ 15 องศาเซลเซียส ไปจนถึง -5 องศาเซลเซียส และแพนด้าจะให้ความสนใจเป็นพิเศษกับขี้ม้าสดที่มีอายุไม่เกิน 10 วันเท่านั้น

ทีมวิจัยของ ดร. ฟุเหวินได้วิเคราะห์องค์ประกอบของขี้ม้าสด จนได้เจอกับสารที่น่าสนใจในกลุ่มเซสควิเทอร์พีน (sesquiterpene) จำนวน 2 ชนิด คือ เบต้าแคริโอฟิลลีน (beta-caryophyllene) และเบต้าแคริโอฟิลลีนออกไซด์ (beta-caryophyllene oxide)

สารทั้ง 2 ชนิดนี้นอกจากพบในขี้ม้าสดแล้ว ยังพบในพืชหลายชนิดด้วย ทั้งสองเป็นสารที่สลายตัวไว ปริมาณของสารจะค่อย ๆ ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป นั่นอาจเป็นสาเหตุที่แพนด้าไม่ค่อยให้ความสนใจกับขี้ม้าเก่าเท่าไหร่ครับ

แพนด้าเป็นสัตว์ที่ไม่จำศีลในฤดูหนาว และอาหารที่พวกมันกินก็มีแต่ใบไผ่ ทำให้มีไขมันสะสมไว้ไม่มากพอที่จะให้ความอบอุ่นในฤดูหนาว สารทั้ง 2 ในขี้ม้าสดที่พูดถึงข้างต้นมีคุณสมบัติช่วยปิดการทำงานของเซลล์ประสาทรับความรู้สึกหนาว แพนด้าจึงสามารถนั่งชิลล์ท่ามกลางอากาศติดลบ โดยที่ไม่รู้สึกถึงความหนาวเย็นนั่นเองครับ

กิจกรรมสปาขี้ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่เหล่าแพนด้าต้องรับไว้ เพราะขึ้นชื่อว่าขี้ก็ย่อมมีเชื้อโรคปะปนอยู่ นอกจากนี้สารทั้ง 2 ตัวที่ว่านี้ยังมีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบและลดความเจ็บปวดได้เมื่อทา สารแคริโอฟิลลีนเป็นหนึ่งในสารที่พบได้ในน้ำมันกัญชา ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจมีผลิตภัณฑ์ทางเลือก นอกเหนือจากน้ำมันกัญชาที่สกัดมาจากขี้ม้าสดก็เป็นได้ครับ


แมลงสาบไซบอร์ก

พูดถึงแมลงสาบ เราต้องยกอันดับหนึ่งให้มันเลยในด้านความอึด ถึก ทน ตายยาก บางครั้งแม้มันจะถูกกระทืบไปเต็ม ๆ แต่ก็ยังลุกขึ้นมาวิ่งต่อได้ นักวิจัยจากหลายสำนักทำการศึกษาเจ้าแมลงตัวจิ๋วนี้กันมากมายเลยครับ

โรเบิร์ต ฟูลล์ (Robert Full) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ (University of California Berkley) ได้ทำการทดลองเพื่อศึกษาว่าร่างกายของแมลงสาบสามารถทนต่อแรงกดทับได้มากแค่ไหน โดยพวกเขาได้ออกแบบเครื่องบี้แมลงสาบระบบไฮดรอลิกส์ขึ้นมา ผลคือแมลงสาบสายพันธุ์อเมริกันที่เอามาทดลองสามารถทนต่อแรงกดได้มากถึง 900 เท่าของน้ำหนักตัวของมันเอง โดยไม่มีอาการบาดเจ็บใด ๆ เลย

โรเบิร์ตได้บอกว่า “แมลงสาบคือสิ่งมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดบนพื้นพิภพ พวกมันกระจายไปได้ทุกหนทุกแห่ง เราจึงควรใช้พวกมันเป็นต้นแบบในการสร้างหุ่นยนต์รุ่นใหม่ที่มีความสามารถเช่นเดียวกับที่พวกมันทำได้”

โรเบิร์ตได้ลงมือศึกษาโครงสร้างร่างกายของแมลงสาบ ถึงกลไกที่พวกมันใช้เดินและวิ่ง เขาได้รู้ว่าทำไมแมลงสาบถึงไถลผ่านช่องแคบ ๆ ที่มีความสูงไม่ถึง 1 ใน 4 ของตัวมันได้ ความลับอยู่ที่การที่พวกมันมีกลไกขาที่สามารถบิดออกมาไว้ข้างตัวได้ และแม้ขาจะอยู่ในท่าผิดรูปผิดร่าง แต่พวกมันยังเคลื่อนที่ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้บริเวณหน้าแข้งของมันยังเต็มไปด้วยขนเล็ก ๆ ที่ทำหน้าที่แทนขาเพื่อสร้างแรงผลักให้พวกมันเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้

จากนั้นโรเบิร์ตได้ประดิษฐ์หุ่นยนต์ที่เลียนแบบโครงสร้างของแมลงสาบ ที่แม้จะถูกบี้ให้แบนก็ยังสามารถบิดตัวเคลื่อนที่ได้รวดเร็วเหมือนเดิม โรเบิร์ตหวังว่าหุ่นยนต์แมลงสาบตัวนี้คือมิติใหม่ของหุ่นยนต์กู้ภัย ที่สามารถแทรกตัวเข้าไปในพื้นที่ภัยพิบัติเพื่อช่วยผู้ประสบภัยได้

แต่ปัญหาใหญ่ของหุ่นยนต์แมลงสาบตัวนี้คือมันกินแบตเตอรี่กระจุยกระจาย วิ่งกู้ภัยได้แปบเดียวก็แบตหมด ต้องรอคนไปเก็บมาชาร์จไฟ แทนที่จะเป็นประโยชน์ พวกมันกลับเป็นภาระ นักวิจัยจำนวนมากจึงมองหาลู่ทางอื่น ๆ ในการประดิษฐ์หุ่นยนต์แมลงสาบในเวอร์ชันที่ดีขึ้น

ฮิโรทากะ ซาโต้ ผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานหยาง (Nanyang Technological University) มองว่า “ในเมื่อธรรมชาติสร้างระบบสุดเจ๋งมาให้เราแล้ว ทำไมเรายังต้องไปพยายามสร้างมันขึ้นมาใหม่” ซาโต้นำแมลงสาบสายพันธุ์มาดากัสการ์ (Madagascar hissing cockroach) ที่มีขนาดใหญ่และยาว ตัวโตเต็มวัยอาจยาวได้ถึง 7.6 ซม. อีกทั้งพวกมันยังทนรังสีได้มากกว่ามนุษย์ถึง 10 เท่า และอยู่ได้นานถึง 7 วันแม้จะไม่มีหัว

ทีมวิจัยของซาโต้ได้ออกแบบกระเป๋าติดหลังอันเล็กจิ๋ว สำหรับนำไปติดบนหลังของแมลงสาบ เพื่อเปลี่ยนแมลงสาบธรรมดาให้กลายเป็นแมลงสาบไซบอร์ก กระเป๋าอันนั้นน้ำหนักเพียง 5.5 กรัม ภายในมีอุปกรณ์มากมาย เช่น เซ็นเซอร์ตรวจจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กล้องอินฟราเรดสำหรับสแกนหาสัญญาณสิ่งมีชีวิต ระบบควบคุมการเคลื่อนที่ และชิพส่งสัญญาณวิทยุกลับมาที่ศูนย์บัญชาการ

วิธีการคือปล่อยทีมแมลงสาบไซบอร์กเข้าไปลาดตระเวนบริเวณพื้นที่ประสบภัยก่อน พวกมันจะวิ่งวุ่นทั่วทั้งพื้นที่ ปีนป่ายหลบหลีกสิ่งกีดขวาง เข้าถึงได้ทุกซอกทุกมุม เมื่อพวกมันเจอสัญญาณของสิ่งมีชีวิตก็จะส่งข้อมูลระบุตำแหน่งไปให้ศูนย์บัญชาการ จากนั้นทีมกู้ชีพก็จะเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ซาโต้บอกว่าในพื้นที่ประสบภัยราว ๆ 5 ตารางกิโลเมตร ต้องใช้แมลงสาบไซบอร์กประมาณ 500 ตัว เพื่อให้ปฏิบัติการสำเร็จลุล่วงได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่มีข้อกังวลอย่างหนึ่งครับ คือซาโต้ไม่ได้บอกว่าหลังจากเสร็จภารกิจ พวกเขาตามไปเก็บแมลงสาบไซบอร์กเป็นร้อย ๆ ตัวยังไง ไม่แน่นะครับ ครั้งหน้าถ้าเพื่อน ๆ เจอแมลงสาบ อย่าลืมส่องดูดี ๆ ว่าบนหลังของมันมีกระเป๋าไฮเทคติดอยู่หรือเปล่า


แบตเตอรี่จากกระดองปู

แบตเตอรี่อยู่ในแทบทุกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่สมาร์ทโฟน แท็ปเล็ต ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า ตลาดแบตเตอรี่ในปัจจุบันเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ว่าการผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนซึ่งเป็นชนิดที่นิยมมากที่สุดในเวลานี้ กลับไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเอามาก ๆ ตั้งแต่มลพิษที่ปนเปื้อนออกมาจากการขุดเหมือง การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามากเกินไปจากขั้นตอนการผลิต

นอกจากนี้วัสดุที่นำมาผลิตอย่างลิเทียม โคบอลต์ ทองแดง และนิกเกิลก็เป็นโลหะหายาก ถ้าเรายังคิดค้นเทคโนโลยีแบตเตอรี่ชนิดใหม่ออกมาไม่สำเร็จ แบบนั้นอีกไม่นานมนุษยชาติอาจต้องเจอกับวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่

ในเดือนกันยายน ปี 2022 มีการเปิดตัวนวัตกรรมแบตเตอรี่ชนิดใหม่ที่สั่นสะเทือนไปทั่วโลก เหลียงปิง หู่ (Liangbing Hu) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนวัตกรรมวัสดุจากมหาวิทยาลัยแมริแลนด์ (Center for Materials Innovation, University of Maryland) ได้เปิดตัวแบตเตอรี่จากกระดองปูที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยแบตเตอรี่ชนิดนี้สามารถชาร์จได้เป็นพันครั้ง และย่อยสลายได้ในระยะเวลาแค่ 5 เดือน

แบตเตอรี่ของเหลียงปิงสร้างขึ้นมาจากไคโตซานซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของกระดองปู โดยไคโตซานเป็นพอลิเมอร์ชีวภาพ ปัจจุบันถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลายด้านเลยครับ ทั้งทางการแพทย์ที่นำไปทำกระจกตาเทียม ทางการเกษตรที่นำไปทำปุ๋ย หรือทางอุตสาหกรรมอาหารที่นำไปทำฟิล์มถนอมอาหาร รวมถึงมีคนนำมาใช้เป็นสารช่วยลดความอ้วนด้วย เรียกว่าไคโตซานนั้นสารพัดประโยชน์มาก ๆ ในหลายวงการ

แบตเตอรี่จากกระดองปูจะนำเอาไคโตซานมาผสมกับสังกะสี แล้วทำให้เป็นเจลเพื่อใช้เป็นสารอิเล็กโทรไลต์ ซึ่งคือตัวถ่ายทอดประจุไปมาระหว่างขั้วบวกกับขั้วลบเพื่อสร้างกระแสไฟฟ้า โดยใช้สังกะสีเป็นขั้วไฟฟ้าแทนลิเทียมหรือตะกั่วที่ใช้กันทั่วไปในแบตเตอรี่ตามท้องตลาด

เหลียงปิงบอกว่าสังกะสีพบได้มากมายในชั้นผิวโลก ต่างจากลิเทียมที่หายากกว่า และแบตเตอรี่ที่ทำจากสังกะสีนั้นจะมีราคาถูกกว่าและปลอดภัยกว่า แม้ตอนนี้แบตเตอรี่จากกระดองปูนี้จะอยู่ในขั้นโปรโตไทป์ แต่ก็ดูมีศักยภาพพอที่จะไปต่อ เพราะมันสามารถเก็บพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะผ่านการชาร์จไปแล้วถึงพันครั้ง ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่น่าจะตามองมาก ๆ เลยครับ

เมื่อแบตเตอรี่จากกระดองปูนี้หมดอายุการใช้งาน เวลาจะกำจัดมันก็สามารถทิ้งไปได้เลยโดยไม่ต้องกังวลครับ เพราะจุลินทรีย์ในธรรมชาติสามารถย่อยสลายไคโตซานซึ่งเป็นองค์ประกอบ 2 ใน 3 ส่วนของแบตเตอรี่ โดยใช้เวลาย่อยสลายภายใน 5 เดือน ส่วนที่ย่อยไม่ได้อย่างสังกะสีก็สามารถเอามารีไซเคิลเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกครับ


นี่คือเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ Ani-More วิทยาสัตว์ ในเล่มยังมีเรื่องราวอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกเพียบ เช่น อึของวอมแบตทำไมถึงออกมาเป็นก้อนทรงลูกเต๋า นกมีพิษที่ถ้าจับโดนตัวมันเราจะเกิดแผลแสบไหม้ หมูสามารถฝึกให้เป็นเกมเมอร์ชั้นยอดได้ หรือแมลงที่สามารถนำมาใช้ตรวจหามะเร็งในร่างกายมนุษย์ เพื่อน ๆ คนไหนสนใจสามารถหามาอ่านกันได้ครับกับหนังสือ Ani-More วิทยาสัตว์ เขียนโดย ป๋วย อุ่นใจ ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ sundogs ในเครือมติชนบุ๊ค ราคา 220 บาท

สนใจหนังสือ Ani-More วิทยาสัตว์

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/9f5OLf3jrV
หรือซื้อแบบ ebook:
https://www.mebmarket.com
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” เขียนโดยแกรี เคลเลอร์ แก่นหลักของหนังสือเล่มนี้คือ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการทำหลายอย่างพร้อมกัน แต่เกิดจากการเลือกสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด แล้วทำมันให้ดีที่สุดจนสำเร็จครับ แกรีย้อนไปดูผลงานในอดีตของตัวเอง เขาพบรูปแบบสำคัญที่เกิดขึ้นซ้ำเหมือนกันทุกครั้ง นั่นคือช่วงที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุด...

Related Articles

รอยตายไม่โกหก เรื่องจริงในวงการนิติวิทยาศาสตร์ที่นักสืบยุคเชอร์ล็อก โฮล์มส์ใช้ไล่ล่าคนร้าย จนถึงยุคพิสูจน์ดีเอ็นเอ

ในที่เกิดเหตุ ไม่ว่าอาชญากรจะระวังตัวมากแค่ไหน ก็มักจะทิ้งร่องรอยหรือหลักฐานบางอย่างไว้ ไม่ว่าจะเป็นรอยเท้า รอยนิ้วมือ เส้นผม คราบเลือด เมล็ดพืช หรือสภาพศพ เมื่อนำหลักฐานเหล่านั้นมาผนวกเข้ากับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ก็ได้ให้กำเนิดหลักนิติวิทยาศาสตร์ที่ช่วยให้นักสืบสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวย้อนกลับไปได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในที่เกิดเหตุบ้าง นิติวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าและแม่นยำขึ้นทุกวัน...

นวัตกรรมสัตว์ ๆ สัตว์โลกกับความสามารถสุดมหัศจรรย์ ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดนวัตกรรมเปลี่ยนโลก

โลกของเราใบนี้เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่ผ่านการวิวัฒนาการมากว่า 750 ล้านปี จนมีความสามารถพิเศษเฉพาะตัวที่ทำให้มันเอาชีวิตรอดมาจนถึงปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์มากมายเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของสัตว์นานาชนิด พยายามถอดพิมพ์เขียวความสามารถของสัตว์มาสร้างเป็นนวัตกรรมเจ๋ง ๆ ที่ช่วยให้ชีวิตของพวกเราสะดวกสบายขึ้น ไอติมเล่า ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ สัตว์มหัศจรรย์...

อร่อยลวงตาย เบื้องหลังความอร่อยที่ทำให้เราหยุดกินไม่ได้ หนังสือที่จะทำให้เราตาสว่างเรื่องอาหารแปรรูป

โลกเราทุกวันนี้มีอาหารการกินที่สะดวกสบาย เทคโนโลยีอย่างอาหารแปรรูปทำให้เราเก็บอาหารเอาไว้ได้นานโดยไม่เน่าเสีย อุ่นซ้ำง่ายแค่ใช้เตาไมโครเวฟ มีรสชาติอร่อย ทำให้อยากกินบ่อย ๆ และราคาถูกกว่าการไปกินอาหารปรุงสดที่ร้านอาหาร นอกจากนี้ยังมีอาหารให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย อาหารญี่ปุ่น อาหารเกาหลี หรืออาหารอิตาลีก็มีให้หยิบจากตู้แช่แข็งในห้างสรรพสินค้า...

กลิ่นไหนใครทำ แกะรอยที่มาของแต่ละกลิ่น ตั้งแต่กลิ่นฝน ไปจนถึงกลิ่นจักรวาลอันไกลโพ้น

กลิ่นเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวและเป็นสิ่งที่เราพบเจอในทุก ๆ วัน กลิ่นมีหลายชนิด ทั้งกลิ่นหอม กลิ่นเหม็น มีบางกลิ่นเป็นกลิ่นที่บางคนชอบ แต่บางคนเข้าขั้นเกลียด ยกตัวอย่างกลิ่นทุเรียนเป็นต้น แล้วเพื่อน ๆ เคยสงสัยถึงที่มาของแต่ละกลิ่นบ้างไหมครับว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!