คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

Share
Share

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ

ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ มาร์ติน (Steve Martin) และโรเบิร์ต ชัลดินี่ (Robert Cialdini) ทั้งสามคนเชี่ยวชาญในเรื่องจิตวิทยาการโน้มน้าวใจคนและพฤติกรรมศาสตร์ เนื้อหาในเล่มรวบรวม fun fact น่ารู้เกี่ยวกับจิตวิทยาจำนวน 60 ข้อ แต่ละข้ออธิบายไม่ยาวมาก บางข้อสรุปจากงานวิจัยที่มีคนเคยทำเอาไว้แล้ว บางข้อทีมผู้เขียนก็สร้างการทดลองขึ้นมาเองเลย ผมนำบางข้อที่น่าสนใจมาเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังครับ


ลำดับของการปรากฎตัวส่งผลต่อความสำเร็จ

ดร.อดัม กาลินสกี้ ได้ทำการวิจัยเพื่อหาคำตอบว่า ระหว่างได้สัมภาษณ์งานเป็นคนแรกกับได้สัมภาษณ์เป็นคนท้าย ๆ การได้สัมภาษณ์ตอนไหนมีโอกาสจะได้งานมากกว่ากัน ดอกเตอร์รวบรวมบันทึกการจ้างงานของมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันมา 5 ปี แล้วพบว่าคนที่ได้งานแทบทุกคนคือคนที่ถูกสัมภาษณ์เป็นคนสุดท้ายครับ

จากนั้นดอกเตอร์ทำการศึกษาเพิ่มเติม โดยวิเคราะห์ผลการแข่งขันยูโรวิชั่นซึ่งเป็นรายการแข่งขันประกวดร้องเพลงของทวีปยุโรป ตั้งแต่ปี 1953-2003 ผลลัพธ์ออกมาแบบเดียวกัน คนที่ชนะการประกวดส่วนใหญ่คือคนที่ได้ออกมาแสดงในลำดับท้าย ๆ และปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นกับรายการประกวดอื่น ๆ อย่าง American Idol และ The X Factor ด้วยเหมือนกันครับ

ดอกเตอร์บอกว่าบางทีพอถึงช่วงท้าย ๆ ของการแข่งขัน กรรมการอาจลืมผู้ประกวดคนแรก ๆ ไปแล้ว และผู้ประกวดคนท้าย ๆ มักได้เปรียบ ถ้ากรรมการต้องให้คะแนนเป็นรายคนทันทีหลังแต่ละคนแสดงจบ เพราะกรรมการมักเข้มงวดกับผู้ประกวดช่วงแรก ๆ โดยจะยังไม่ค่อยอยากให้คะแนนเยอะ เพราะอยากเว้นที่ไว้ให้คะแนนสูง ๆ เผื่อมีผู้ประกวดที่เก่งกว่าอยู่ช่วงท้าย ๆ

หากเพื่อน ๆ ต้องสัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกอะไรสักอย่าง หรือนำเสนองานให้ลูกค้า การเลือกปรากฎตัวเป็นคนท้าย ๆ จะช่วยให้เพื่อน ๆ มีโอกาสถูกเลือกมากกว่าครับ หรือหากเพื่อน ๆ ต้องรับหน้าที่เป็นกรรมการ เพื่อน ๆ ต้องพยายามเลี่ยงอคติเกี่ยวกับลำดับของการปรากฎตัวนี้ เพื่อไม่ให้มองข้ามผู้แข่งขันที่มีศักยภาพ ผู้เขียนแนะนำให้แบ่งครึ่งผู้สมัครออกเป็น 2 กลุ่ม แล้วจัดช่วงพักให้นานหน่อย ก่อนจะทำการสัมภาษณ์กลุ่มที่สองครับ


จิตวิทยาการจัดอันดับ หากไม่ได้เป็นอันดับที่ 1

การจัดอันดับส่งผลต่อธุรกิจมาก ลูกค้ามักเลือกสินค้าหรือบริการจากบริษัทที่ติดอันดับต้น ๆ และถ้าเราได้เป็นอันดับ 1 ที่ยอดเยี่ยมที่สุด เราย่อมอยากประกาศให้ทุกคนได้รู้ ส่วนการได้เป็นอันดับที่ 2 แม้จะน่าประทับใจ แต่ก็ไม่ได้น่าประกาศออกไปขนาดนั้น เพราะเหมือนเป็นการยอมรับกลาย ๆ ว่าเราไม่ได้เป็นที่หนึ่ง

หนังสือบอกว่าถ้าเราเป็นอันดับที่ 2 จะดีกว่ามากถ้าประกาศออกไปว่าเราอยู่ 3 อันดับแรก (Top 3) เพราะเป็นการจัดอันดับที่คุ้นตา และเปิดช่องให้ตีความได้มากกว่าครับ

หลักจิตวิทยานี้ส่งผลต่ออันดับที่ต่ำกว่านั้นได้ด้วยครับ ธนาคารที่ได้อันดับที่ 16 จะดีกว่ามากถ้าประกาศว่าตัวเองติด Top 20 แทนประกาศว่าติด Top 16 หรือมหาวิทยาลัยที่ได้อันดับที่ 42 จะดีกว่ามากถ้าประกาศว่าติด Top 50 หรือ Top 100 เลยก็ยังได้

เคนท์ เกรย์สัน ศาสตราจารย์ด้านการตลาดพบว่า โดยทั่วไปคนเราชอบกับการจัดอันดับด้วยตัวเลขที่คุ้นเคย ตัวเลขอย่าง Top 92 หรือ Top 11 จะกลายเป็นการสร้างความไม่น่าไว้ใจให้คนที่ได้เห็นครับ เพราะฉะนั้นให้ตีเป็นตัวเลขกลม ๆ จะดีกว่าครับ


ความกลัวทำให้ฮึดสู้หรือใจฝ่อกันแน่?

ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 32 แฟรงคลิน ดีลาโน รูสเวลต์ (Franklin Delano Roosevelt) เคยกล่าวคำปราศรัยในช่วงที่คนอเมริกากำลังกังวลใจในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำเอาไว้ว่า “สิ่งเดียวที่เราควรกลัวก็คือความกลัวนั่นเอง” หลายงานวิจัยบอกว่าการสื่อสารที่ปลุกเร้าความกลัว มักกระตุ้นให้ผู้รับสารลงมือทำอะไรสักอย่าง เพื่อลดภัยคุกคามนั้น

แต่มีข้อยกเว้นคือ ถ้าข้อความนั้นบรรยายถึงอันตราย แต่ไม่ได้บอกวิธีที่ชัดเจนในการบรรเทาอันตรายนั้น ผู้รับสารจะจัดการกับความกลัวที่เกิดขึ้น โดยการปิดกั้นข้อความนั้น ผลคือพวกเขาจะชะงัก ไม่ลงมือทำอะไรเพื่อป้องกันอันตรายนั้นเลย

มีการทดลองครั้งหนึ่งที่แจกใบปลิวชวนให้คนมาฉีดวัคซีนบาดทะยัด ใบปลิวที่แจกมีทั้งใบที่ใส่ภาพสยดสยองของการติดเชื้อบาดทะยัดเพียงอย่างเดียว ใบที่มีภาพสยองและเนื้อหาที่เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก และอีกใบมีแต่เนื้อหาเกี่ยวกับวัคซีน โดยไม่มีภาพสยอง ผลคือกลุ่มคนที่ได้ใบปลิวที่มีภาพสยองพร้อมเนื้อหาเกี่ยวกับวัคซีนคือกลุ่มที่มารับการฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักมากที่สุดครับ

การสื่อสารเกี่ยวกับอันตราย ต้องมาพร้อมกับวิธีรับมือกับอันตรายนั้นด้วย หนังสือบอกว่าน่าจะดีกว่าถ้าเปลี่ยนคำพูดของรูสเวลต์เป็น “สิ่งเดียวที่เราควรกลัวก็คือความกลัวที่ไร้ทางสู้”


อุปกรณ์ออฟฟิศที่มีอิทธิพลต่อจิตใจคน

มีการทดลองครั้งหนึ่งเพื่อศีกษาว่ากระดาษโพสต์อิทสามารถเพิ่มพลังการโน้มน้าวใจได้หรือไม่ โดยส่งแบบสำรวจไปให้หลาย ๆ คนกรอก แบบสำรวจเหล่านั้นมีทั้งที่แปะโพสต์อิทที่เขียนคำขอความร่วมมือด้วยลายมือ แบบที่แปะโพสต์อิทเปล่า ๆ และแบบที่ไม่แปะโพสต์อิท

ผลคือแบบที่แปะโพสต์อิทที่เขียนด้วยลายมือมีคนกรอกส่งกลับมาถึง 69% ส่วนแบบที่ไม่แปะโพสต์อิทมีคนกรอกส่งกลับมาแค่ 34% เท่านั้นเอง แถมแบบที่แปะโพสต์อิทที่เขียนด้วยลายมือยังทำให้คนกรอกส่งกลับคืนมาเร็วกว่า และเขียนคำตอบที่ละเอียดใส่ใจกว่าด้วยครับ

นักวิจัยอธิบายว่าการขอความร่วมมืออะไรสักอย่าง โดยเขียนด้วยลายมือลงบนกระดาษโพสต์อิท ผู้ที่ได้รับจะสัมผัสได้ถึงความทุ่มเทและรู้สึกใกล้ชิด รู้สึกว่าจำเป็นต้องตอบแทนด้วยการทำตามคำขอนั้น การหยิบโพสต์อิทมาแปะงานอะไรสักอย่างแล้วเขียนด้วยลายมือลงไปไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมานั้นคุ้มค่ามากครับ


วิธีสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ด้วยคำขอเล็ก ๆ

หลายคนไม่เคยบริจาคเงินเพราะมีเงินไม่มากนัก และคิดว่าเงินแค่น้อยนิดที่ตัวเองพอจะบริจาคได้ คงเอาไปทำอะไรไม่ได้มาก ผู้เขียนอยากกระตุ้นให้ผู้คนตระหนักว่าเงินบริจาคแม้จะน้อยนิด แต่ก็สามารถนำไปสร้างประโยชน์ได้

พวกเขาทดลองโดยการไปเคาะตามประตูบ้านคน และขอเงินบริจาคให้สมาคมโรคมะเร็งแห่งอเมริกา การทดลองมี 2 แบบ แบบแรกหลังจากแนะนำตัวกับเจ้าของบ้านเสร็จจะพูดว่า “คุณยินดีที่จะบริจาคไหมครับ?” แล้วจบแค่นั้น อีกแบบจะเพิ่มคำพูดต่อท้ายว่า “แค่เพนนีเดียวก็ช่วยได้นะครับ”

คำขอแบบแรกทำให้คนยอมบริจาคได้ 28.6% ของจำนวนบ้านที่ไปเคาะ คำขอแบบที่สองที่เพิ่มประโยคต่อท้ายทำให้คนยอมบริจาคได้ถึง 50% จำนวนคนบริจาคเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว แค่เพียงเพิ่มประโยคว่า “แค่เพนนีเดียวก็ช่วยได้นะครับ” ลงไปเท่านั้น ซึ่ง 1 เพนนี แปลงเป็นเงินบาทจะเท่ากับ 40 สตางค์ครับ

ก่อนการทดลองผู้เขียนก็กังวลว่าการขอเงินบริจาคแค่เพนนีเดียวจะทำให้ยอดรวมเงินบริจาคน้อยหรือเปล่านะ มันจะทำให้คนที่ตั้งใจบริจาคมากกว่านั้น เปลี่ยนใจมาบริจาคแค่เพนนีเดียวหรือเปล่า กังวลว่าแม้จำนวนคนบริจาคจะเพิ่มขึ้น แต่ยอดเงินที่ได้น้อยลง แต่พอนับยอดเงินที่ได้พบว่าการทดลองแบบที่สองได้เงินบริจาคมากกว่าแบบแรกครับ

เราสามารถนำเทคนิค “แค่เพนนีเดียวก็ช่วยได้นะครับ” มาประยุกต์ใช้กับการทำงานของเราได้ครับ ถ้าอยากชวนคนในชุมชนมาช่วยงานอาสาในหมู่บ้าน ก็สามารถพูดชวนได้ว่า “แค่สละเวลามาเพียงชั่วโมงเดียวก็ช่วยได้มากแล้วครับ” บอกเพื่อนที่เขียนลายมืออ่านยากว่า “เขียนให้ชัดขึ้นอีกนิดจะช่วยได้มากเลยนะ” หรือขอคุยกับลูกค้าที่ยุ่งมาก ๆ เช่น “อธิบายทางโทรศัพท์สั้น ๆ ก็ช่วยได้มากแล้วครับ” คำขอพวกนี้เป็นขั้นตอนเล็ก ๆ แต่ช่วยได้มากเลยครับ


เปิดราคาสูงกับเปิดราคาต่ำ แบบไหนทำให้คนซื้อมากกว่ากัน

มีนักวิจัยทดลองว่าระหว่างการประมูลที่เปิดราคาเริ่มต้นไว้ต่ำกับเปิดราคาเริ่มต้นไว้สูง ตอนจบการประมูล การเปิดราคาแบบไหนจะขายได้ราคาสุดท้ายสูงกว่ากัน ผลคือการเปิดราคาเริ่มต้นไว้ต่ำ นำไปสู่ราคาสุดท้ายที่สูงกว่าครับ ทีมวิจัยอธิบายเหตุผลไว้ 3 ข้อ ดังนี้ครับ

  1. การเปิดราคาเริ่มต้นไว้สูงเป็นเหมือนกำแพงกันให้คนเข้าร่วมประมูลน้อยลง แต่การตั้งราคาเริ่มต้นไว้ต่ำจะช่วยให้คนเข้าร่วมประมูลกันมากขึ้น
  2. เมื่อมีคนร่วมประมูลจำนวนมากจะทำให้รู้สึกว่าสินค้าชิ้นนั้นมีคุณค่า เพราะเป็นที่สนใจของใครหลายคน จึงกระตุ้นให้คนแข่งราคากันอย่างจริงจัง
  3. คนร่วมประมูลช่วงแรก ๆ ที่เสนอราคาไว้ต่ำ มีแนวโน้มจะเสนอราคาสู้ เพราะรู้สึกเสียดายเวลาที่อุตส่าห์เฝ้าติดตามการประมูลมาตั้งแต่ต้น

ถ้าเพื่อน ๆ ขายสินค้าหรือบริการแบบอาศัยการประมูล การเปิดราคาเริ่มต้นเอาไว้ต่ำ ๆ อาจช่วยเพิ่มยอดขายสุดท้ายได้ครับ


อวดยังไงไม่ให้โดนมองว่าขี้อวด

เรื่องอะไรที่เรารู้ดีที่สุด เราย่อมอยากบอกให้ทั้งโลกได้รู้ แต่ถึงแม้เราจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ตอนที่เราพยายามอธิบายให้คนอื่นรู้ อาจทำให้เราดูเหมือนอวดตัวเองอยู่ก็ได้ครับ ผลที่ตามมาคือคนอื่นจะชอบเราน้อยลง ไม่อยากเอาคำแนะนำของเราไปใช้

แล้วถ้าอย่างนั้นเราควรอวดตัวเองยังไงไม่ให้ดูเป็นคนขี้อวด?

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้คนอื่นมาอวยเราแทนครับ มีงานวิจัยหนึ่งทดลองเสนอต้นฉบับหนังสือไปให้บรรณาธิการสำนักพิมพ์พิจารณา พร้อมกับแนบจดหมายขอเบิกเงินค่าต้นฉบับล่วงหน้า โดยบรรณาธิการกลุ่มหนึ่งจะได้จดหมายที่เขียนโดยตัวแทนของนักเขียน ส่วนอีกกลุ่มจะได้จดหมายที่เขียนโดยตัวนักเขียนเจ้าของผลงานเอง ผลคือบรรณาธิการที่ได้อ่านจดหมายที่ตัวแทนของนักเขียนเป็นคนเขียน รู้สึกชื่นชอบผลงานที่ส่งมามากกว่าครับ

เราสามารถใช้ประโยชน์จากเทคนิคยืมมือคนอื่นมาอวยคนในบริษัทของเราได้ครับ ผู้เขียนยกตัวอย่างพนักงานต้อนรับหน้าบริษัทที่ทำหน้าที่รับแขกและรับโทรศัพท์จากลูกค้า ปกติถ้ามีใครถามอะไรมา พนักงานต้อนรับก็จะส่งเรื่องให้คนที่เกี่ยวข้อง เช่น

“อ๋อ ติดต่อแผนกการขาย เดี๋ยวจะโอนสายให้คุณปีเตอร์ครับ”

ถ้าเพิ่มข้อความอวยเข้าไปจะช่วยให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจว่าปีเตอร์คือมืออาชีพ ลูกค้ามาปรึกษาถูกบริษัทแล้ว เช่น

“เดี๋ยวผมจะโอนสายให้คุณปีเตอร์ หัวหน้าแผนกการขายของเรานะครับ คุณปีเตอร์มีประสบการณ์ขายบ้านมา 20 ปีแล้ว ไม่นานนี้ก็เพิ่งขายบ้านหลังที่เหมือนของคุณไปได้หลังหนึ่งด้วยครับ”

การโฆษณาเพื่อนร่วมงานแบบนี้ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายอะไร และคนในบริษัทรู้จักเพื่อนร่วมงานของตัวเองดีอยู่แล้ว มีแค่คนเดียวที่ยังไม่รู้ก็คือลูกค้าครับ แต่พอลูกค้าได้รู้อย่างนี้แล้วก็ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับพวกเขาได้มากครับ


ความผิดพลาดกับความถูกต้อง อย่างไหนสอนเราได้มากกว่า

นักวิจัยทีมหนึ่งศึกษาว่า ในการอบรมระหว่างยกตัวอย่างที่คนทำผิดพลาดมาสอนกับยกตัวอย่างคนที่ทำถูกต้องมาสอน อย่างไหนทำให้ผู้เข้าร่วมอบรมตัดสินใจได้ถูกต้อง ไม่ผิดพลาดมากกว่ากัน

นักวิจัยทีมนี้ทำการทดลองในนักดับเพลิง 2 กลุ่ม กลุ่มแรกได้เรียนเรื่องจริงของนักดับเพลิงในอดีตที่ตัดสินใจผิดพลาด จนนำไปสู่ผลลัพธ์เชิงลบ อีกกลุ่มได้เรียนเรื่องจริงของนักดับเพลิงในอดีตที่ตัดสินใจถูกต้อง จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์และพบว่านักดับเพลิงกลุ่มที่เรียนรู้จากข้อผิดพลาดมีการพัฒนาสูงกว่ากลุ่มที่เรียนรู้จากความถูกต้องอย่างเห็นได้ชัด

การอบรมเป็นเรื่องของการโน้มน้าวใจคน ถ้าอยากมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของพนักงานในอนาคต ควรฝึกอบรมโดยให้ความรู้ถึงสิ่งที่เคยมีคนทำผิดพลาด ย้ำให้ระวัง แล้วพูดถึงแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมในสถานการณ์ดังกล่าว รวมถึงสถานการณ์ที่คล้าย ๆ กัน

แนวทางนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะในห้องอบรมของบริษัทเท่านั้น ทุกคนไม่ว่าจะเป็นโค้ช คุณครู หรือพ่อแม่ก็สามารถเอาแนวทางนี้ไปใช้ได้ เช่น ถ้าพ่อแม่อยากสอนให้ลูกระวังคนแปลกหน้า ให้สมมุติสถานการณ์ที่มีเด็กโดนคนแปลกหน้าลักพาตัวไป พร้อมกับสอนวิธีให้เด็ก ๆ หนีห่างจากสถานการณ์เหล่านั้น แล้วพวกเขาจับรับมือได้ดีขึ้นหากเจอสถานการณ์ที่คล้าย ๆ กันในอนาคตครับ


ชื่อที่อ่านง่ายมักทำยอดขายได้มากกว่า

นักสังคมศาสตร์สองคนคืออดัม อัลเตอร์ และแดเนียล ออปเพนไฮเมอร์ บอกว่าคนเรามักชอบชื่อที่อ่านแล้วคล่องปาก ออกเสียงตามได้ง่าย และพวกเขายังบอกอีกว่าคนเราจะรู้สึกแง่บวกต่อบริษัทและตัวย่อหุ้นที่อ่านง่าย ยิ่งอ่านออกเสียงได้ง่ายเท่าไหร่ หุ้นตัวนั้นก็ยิ่งมีมูลค่าสูง

พวกเขาทดลองโดยสมมุติชื่อหุ้นขึ้นมาสองชุด ชุดแรกเป็นชื่ออ่านง่าย เห็นแล้วอ่านออกเสียงได้ทันที อีกชุดอ่านยาก ใช้ตัวอักษรที่ไม่นิยมเอามาตั้งชื่อ แล้วให้กลุ่มทดลองทำนายผลประกอบการในอนาคตของหุ้นสมมุติเหล่านี้ ผลคือกลุ่มทดลองประเมินหุ้นชื่อที่อ่านง่ายว่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ส่วนหุ้นชื่อที่อ่านยากจะมีมูลค่าลดลง

พวกเขาค้นคว้าต่อว่าในโลกแห่งความจริงจะเป็นไปตามการทดลองนี้หรือไม่ โดยไปสุ่มหุ้น 89 ตัวที่ซื้อขายจริงในตลาดหุ้นนิวยอร์ก แล้วย้อนดูผลประกอบการตั้งแต่ปี 1990-2004 ผลคือคนที่ลงทุนในหุ้นที่ชื่ออ่านง่าย ทำกำไรได้สูงกว่าคนที่ลงทุนในหุ้นที่ชื่ออ่านยากถึง 33% เลยครับ

การทดลองนี้บอกเราว่าอย่าประเมินพลังของความเรียบง่ายต่ำเกินไป ถ้าปัจจัยอื่น ๆ ไม่ได้แตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญ แต่หากชื่อบริษัท หรือชื่อสินค้าที่เราตั้งอ่านง่ายกว่าของคู่แข่ง ก็มีแนวโน้มที่นักลงทุนหรือลูกค้าจะมองบริษัทเราในแง่บวกมากกว่าครับ


โปรโมชันสะสมแต้มแบบไหนกระตุ้นลูกค้าได้มากกว่ากัน

บริษัทหลายแห่งพยายามเพิ่มความภักดีของลูกค้าที่มีต่อบริษัท โดยการเสนอรางวัลเป็นกาแฟฟรี คูปองส่วนลดสำหรับการซื้อครั้งหน้า หรือสินค้าราคาพิเศษเฉพาะสมาชิก มีนักวิจัยสองคนคือโจเซฟ นูเนส และเซเวียร์ เดรซ ทำการทดลองเพื่อหาว่าต้องทำยังไงให้ลูกค้าอยากสะสมแต้มให้ครบได้ไว ๆ

พวกเขาคิดว่าถ้าบริษัทให้แต้มสะสมล่วงหน้ากับลูกค้าไปก่อนจะทำให้ลูกค้าอยากสะสมแต้มให้ครบเร็วขึ้น พวกเขาเลยทดลองให้ร้านล้างรถแจกบัตรสะสมแต้มให้กับลูกค้า 300 คน โดยบอกว่าทุกครั้งที่ลูกค้ามาใช้บริการจะได้ 1 แต้ม เมื่อสะสมครบจะได้ล้างรถฟรี 1 ครั้ง

พวกเขาสุ่มแจกบัตรให้ลูกค้า 2 แบบครับ แบบแรกต้องสะสมให้ครบ 8 แต้มถึงจะได้ล้างรถฟรี อีกแบบต้องสะสมให้ครบ 10 แต้มถึงจะได้ล้างรถฟรี แต่บัตรแบบนี้ร้านให้แต้มลูกค้าไว้ล่วงหน้าแล้ว 2 แต้ม สรุปคือบัตรทั้ง 2 แบบต้องสะสมให้ครบ 8 แต้มเหมือนกัน ลูกค้าถึงจะได้ล้างรถฟรี 1 ครั้ง

ผ่านไปหลายเดือนพวกเขาเอาข้อมูลมาวิเคราะห์ พบว่าลูกค้าที่ได้บัตรแบบแรกที่ต้องสะสมให้ครบ 8 แต้ม มีคนสะสมแต้มครบจนได้ล้างรถฟรีแค่ 19% ในขณะที่ลูกค้าที่ได้บัตรแบบที่สองที่ต้องสะสมให้ครบ 10 แต้ม แต่ได้ล่วงหน้ามาแล้ว 2 แต้ม มีคนสะสมแต้มครบจนได้ล้างรถฟรีถึง 34% แถมลูกค้ากลุ่มนี้ยังใช้เวลาสะสมแต้มครบได้ไวกว่ากลุ่มแรก โดยสะสมครบได้ไวกว่าถึง 2.9 วัน

โจเซฟและเซเวียร์ให้ความเห็นว่า แทนที่จะให้ลูกค้าเริ่มจากศูนย์ ควรเปลี่ยนไปเป็น “เริ่มไปแล้วแต่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์” จะช่วยให้ลูกค้าอยากทำให้เสร็จสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และยิ่งใกล้ถึงเป้าหมาย ลูกค้าจะยิ่งทุ่มความพยายามมากขึ้นเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายครับ

สรุปคือคนเรามีแนวโน้มที่จะแน่วแน่กับภารกิจที่ได้รับ หากถูกทำให้เห็นว่ายังไม่ทันได้เริ่ม พวกเขาก็เข้าใกล้ความสำเร็จแล้ว วิธีการนี้มีพลังในการโน้มน้าวใจคนได้มากเลยครับ


ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ในเล่มมีเกร็ดความรู้ด้านจิตวิทยาถึง 60 ข้อ เพื่อน ๆ สามารถซื้อมาอ่านให้ครบทุกข้อได้ครับ ตีพิมพ์เป็นภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น ราคา 275 บาทครับ

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/3LMWWCfAUT
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

Related Articles

จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เปลี่ยนคนที่ยังลังเลให้ซื้อทันที

สินค้าดี มีคนสนใจ แต่ทำไมไม่มีคนซื้อ? บางทีอาจเป็นเพราะสมองของลูกค้าไม่ยอมให้ซื้อก็เป็นได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Brain Audit จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง...

ดำดิ่งสู่โลกกลับทิศ จิตวิทยาที่ซ่อนอยู่ในซีรีส์ “สเตรนเจอร์ ทิงส์”

หากพูดถึงซีรีส์ที่คนทั้งโลกรอคอย ซีรีส์ที่ปั้นเด็กไม่มีชื่อเสียงให้มายืนแถวหน้าของวงการบันเทิงได้ ซีรีส์ที่เป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดให้คนมาสมัครบริการ Netflix จะเป็นซีรีส์เรื่องไหนไม่ได้นอกจากเรื่องสเตรนเจอร์ ทิงส์ ที่ตอนนี้มีมาถึงซีซัน 5 ซึ่งเป็นซีซันสุดท้ายแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ผลงานท้ายสุดของจักรวาลในซีรีส์นี้ เพราะในปี 2026...

จิตวิทยาต่อรอง จะต้องพูดและทำอะไรในการต่อรองที่แพ้ไม่ได้

ในชีวิตประจำวันเราต้องพบเจอกับเรื่องมากมายที่ต้องอาศัยการเจรจาต่อรอง ไม่ว่าจะเป็นการต่อรองขอลดราคาสินค้า ต่อรองกับลูกค้า หรือต่อรองเพื่อขอขึ้นเงินเดือน เทคนิคการต่อรองมีสอนกันมานานแล้ว แต่เทคนิคเหล่านั้นเน้นไปที่การท่องจำประโยคสำเร็จรูป ทั้งที่จริง ๆ แล้วการเจรจาต่อรองเป็นเรื่องที่คาดการณ์ไม่ได้ เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับอารมณ์มากกว่าเหตุผลครับ ดังนั้นการต่อรองต้องมุ่งเน้นไปที่การจัดการกับอารมณ์ของอีกฝ่าย แทนที่จะยกเหตุผลต่าง...

เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมฉบับย่อยง่าย เทคนิคหลอกป้ายยา ขายอะไรก็มีคนซื้อ

เพื่อน ๆ สงสัยกันไหมครับว่าทำไมร้านกาแฟถึงตั้งราคาสินค้าเป็นแก้วเล็ก แก้วกลาง แก้วใหญ่ ทำไมร้านต่าง ๆ ถึงเขียนราคาที่ลดแล้ว แต่ไม่ยอมลบราคาเต็มออก ทำไมคนถึงยอมต่อแถวนาน ๆ เพื่อซื้ออะไรสักอย่างหนึ่ง...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!