เรื่องที่แบกไว้เธอจะวางก็ได้นะ วิธีใช้ชีวิตให้สบายเหมือนกำลังนั่งจิบชา

Share

คุณรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่เอาแต่คิดเรื่องไม่เป็นเรื่อง, ชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น, กังวลกับสายตาของคนรอบข้าง, ฝืนยิ้มทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีความสุข รู้สึกว่าชีวิตนี้มีแต่เรื่องน่าเหนื่อยใจ คุณไม่ได้รู้สึกอย่างนี้อยู่คนเดียวครับ โลกเรายังมีคนที่เหนื่อยใจแบบเดียวกันคุณอีกหลายคน

ในหนังสือ “เรื่องที่แบกไว้เธอจะวางก็ได้นะ” ชวนให้ผู้อ่านมาสำรวจอุปนิสัยของตัวเอง และเสนอวิธีที่ช่วยบรรเทาความรู้สึกหนึกอึ้งเรานั้น หนังสือพูดถึงความเหนื่อยใจ 4 รูปแบบ มาเริ่มที่รูปแบบแรกกันเลยครับ


ความเหนื่อยใจรูปแบบที่ 1 – เหนื่อยใจกับนิสัยยึดติดกับความสมบูรณ์แบบ

การอยากยกระดับความสามารถหรือคุณภาพงานของตัวเองให้สูงขึ้น ถือเป็นความมุ่งมั่นอันแรงกล้า คนแบบนี้เป็นคนที่ไว้วางใจของคนอื่น และมักได้รับคำชมอย่างมาก ยิ่งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีก็จะยิ่งดึงศักยภาพของตัวเองออกมาได้เต็มที่ แต่หากคนแบบนี้ทำอะไรสักอย่างแล้วไม่ได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบก็จะห่อเหี่ยวใจ ทั้งนี้ความรู้สึกที่อยากทำทุกอย่างให้ออกมาสมบูรณ์นั้น เป็นเพราะว่ากลัวที่จะถูกปฏิเสธ ลองมาเช็คดูว่าคุณเป็นคนที่ยึดติดกับความสมบูรณ์แบบหรือเปล่า คุณมีนิสัยแบบนี้หรือไม่

  • ไม่รู้จักความพอดี
  • แก้ไขจุดบกพร่องซ้ำแล้วซ้ำเล่า
  • ติดใจกับรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ
  • ไม่ชอบการมีจุดบกพร่อง
  • ไม่ทำ หากคิดว่าทำแล้วจะออกมาไม่สมบูรณ์แบบ
  • คาดหวังสูง
  • ตั้งเป้าเกินตัว
  • กลัวคำวิจารณ์แย่ ๆ
  • ไม่กล้าทำอะไรใหม่

หากคุณฟังลักษณะนิสัยที่ผมได้บอกไปแล้วรู้สึกว่าตรงกับที่ตัวเองเป็นอยู่ และรู้สึกว่าการเป็นแบบนี้นั้นมันเหนื่อย มาฟังวิธีการคลายความเหนื่อยใจกับนิสัยยึดติดความสมบูรณ์แบบกันครับ

สำหรับคนที่หงุดหงิดง่าย เคยหงุดหงิดกับคนอื่นประมาณว่า “ปกติแล้วต้องพูดขอบคุณสิ” “ปกติแล้วต้องทำแบบนั้นนะ” บางทีคำว่าปกตินี้ อาจหมายถึงปกติของตัวคุณเอง ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถทำตามปกติของคุณ หรือความคิดของคุณได้ คนที่หงุดหงิดง่ายคือคนที่ตีกรอบให้ตัวเอง คิดว่าตัวเองต้องทำแบบนี้ ห้ามทำแบบนั้น

เมื่อทำแบบนี้นาน ๆ เข้า คุณจะคอยจ้องจับผิดการกระทำของตัวเองและคนอื่นโดยไม่รู้ตัว การหงุดหงิดและตำหนิคนอื่นจะทำให้คุณพานเกลียดตัวเองและตำหนิตัวเอง จากนั้นก็จะทุกข์อยู่ในวังวงของการโทษตัวเองและคนอื่น ทำให้เสียเวลาชีวิตไปโดยเปล่าประโยชน์

คุณสามารถคิดมุมกลับได้ หากคุณทำอะไรให้ใครแล้วไม่ได้รับคำขอบคุณ ให้คุณคิดกับตัวเองว่า “ฉันจะพยายามกล่าวขอบคุณคนอื่นเสมอ เพราะอยากให้คนอื่นขอบคุณฉันเหมือนกัน” ตอนที่หงุดหงิด ถ้าเราเข้าใจตัวเองก็จะทำให้ใจเย็นลง และตัดสินใจได้ว่าจะปล่อยผ่าน หรือบอกอีกฝ่ายตรง ๆ ถึงเรื่องที่เขาทำให้คุณไม่สบายใจ

คนยึดติดความสมบูรณ์แบบมักเป็นคนไม่ยอมพึ่งพาคนอื่น มีนิสัยพยายามทำอะไรด้วยตัวเอง ต่อให้มีคนอยากช่วยเหลือหรือมีคนที่พึ่งพาได้ แต่ก็เลือกทำอะไร ๆ ด้วยตัวเองโดยไม่รู้ตัว ความจริงแล้วในหลายสถานการณ์คุณสามารถขอความช่วยเหลือจากคนอื่นได้ เมื่อคุณเชื่อใจและพึ่งพาคนอื่น คุณจะได้กล่าวคำว่าขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือของคนอื่น

หลายคนมักจะพูดในสิ่งที่ตรงข้ามกับใจตัวเอง เช่น พูดว่า “เข้าใจแล้ว” ทั้งที่ยังไม่เข้าใจ “ตกลง” ทั้งที่ใจไม่อยากตกลง, “ทำได้” ทั้งที่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะทำไม่สำเร็จ, “ไม่เป็นไร” ทั้งที่รู้สึกไม่โอเค” คนที่แสร้งทำเป็นเข้มแข็ง มักจะทำแบบนี้จนติดเป็นนิสัย เพราะเข้าใจว่าการทำอะไรสักอย่างไม่ได้ คือจุดอ่อนที่ไม่อยากเปิดเผยให้คนอื่นรู้ การแสร้งทำเป็นเข้มแข็ง หรือพยายามทำให้ตัวเองดูสมบูรณ์แบบ เป็นเพราะกลัวว่าจะถูกปฏิเสธนั่นเอง

คุณต้องระวังว่าการแสร้งทำเป็นเข้มแข็งอาจส่งผลให้ตัวเองลำบาก หรือทำให้ความสัมพันธ์กับคนอื่นแย่ลงได้ ถ้าทำอะไรสักอย่างไม่ได้เพราะศึกษามาไม่มากพอ คุณแค่ขอโทษแล้วพูดว่า “ขอโทษนะ ฉันยังศึกษามาไม่มากพอ” หรือถ้ารู้สึกแย่ก็บอกไปเลยว่า “ฉันรู้สึกไม่โอเค” ถ้าคุณอยู่ในสภาพแวดล้อมที่จำเป็นต้องทำตัวเข้มแข็งอยู่ตลอดเวลา ผู้เขียนแนะนำให้คุณหลีกหนีออกมา

บางคนชอบคิดราวกับว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้เรื่องสักอย่าง ตัวอย่างเช่น “วันนี้สนุกมากเลย แต่ฉันพูดมากไปหรือเปล่านะ” “ลองทำดูแล้ว ถึงอย่างนั้นผลลัพธ์กลับไม่ค่อยน่าพอใจเท่าไหร่”

ความจริงแล้วหากมองอีกมุมคือเราทำได้แล้ว ถึงผลลัพธ์จะออกมาไม่ดี แต่เราได้ลองท้าทายอะไรใหม่ ๆ แล้ว ได้ค้นพบสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ และตระหนักว่าตัวเองสามารถผ่านมันมาได้ ให้คิดว่าชีวิตคือเกม ถ้าเจอเรื่องที่ทำได้ เราจะได้คะแนนเพิ่มและเลเวลอัพ

ถ้าคุณหาข้อดีของตัวเองไม่เจอ เพียงแค่เปลี่ยนมุมมอง ข้อเสียก็กลายเป็นพรสวรรค์ได้ เพื่อให้พิจารณาข้อเสียจากหลายมุมมองได้ คุณลองคิดว่าข้อเสียที่มีนั้นดีสำหรับตัวคุณอย่างไร

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเป็นคนอ่อนไหวง่ายและใส่ใจกับคนรอบข้างมากเกินไป หากมองจากอีกมุม นิสัยอ่อนไหวง่ายก็สามารถมองเป็นข้อดีได้ว่าเป็นคนละเอียดอ่อนได้เช่นกัน หรือการร้องไห้ก็สามารถมองเป็นข้อดีได้ว่าซื่อตรงต่อความรู้สึกของตัวเอง คนเรามีทั้งด้านดีและไม่ดีเหมือนเหรียญที่มีสองด้าน ด้านที่คุณไม่ชอบไม่ใช่สิ่งเลวร้ายหรือเป็นศัตรู ถ้าคุณลองพิจารณานิสัยนั้นในมุมกลับ คุณจะสามารถพบข้อดีของตัวเองได้

มนุษย์เรามักอยากได้รับความสบายใจเร็ว ๆ และอยากมีความสุขอยู่ตลอดเวลา จึงอยากได้คำตอบหรือผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในระยะเวลาที่สั้นที่สุด อาจกล่าวได้ว่านี่เป็นความปรารถนาที่เกินความสามารถของมนุษย์

สุดท้ายคำตอบสำหรับแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป คนเราแต่ละคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คุณอาจร้อนรนว่าการทำแบบนี้มันดีแน่หรือ แต่คุณไม่มีทางรู้ได้หรอกว่าอะไรคือคำตอบที่ถูกต้อง เมื่อยิ่งโตขึ้นคุณจะยิ่งเจอปัญหาที่แก้ได้ยากมากขึ้น สิ่งสำคัญคือการค้นหาคำตอบหรือผลลัพธ์ที่ดีนั้นต้องใช้เวลาในการค้นหามัน ถ้าผิดก็แค่แก้ไขไปเรื่อย ๆ

บางคนร้อนรนว่า “เรื่องนั้นก็ต้องทำ เรื่องนี้ก็ต้องทำ” เมื่อคุณรู้สึกว่ามีภาระหน้าที่ที่ต้องทำ จะรู้สึกไม่สบายใจและมีความคิดแง่ลบ จนส่งผลให้คุณลงมือทำได้ยาก เมื่อคุณร้อนรน คิดกังวลเรื่องหนึ่งขึ้นมาแล้วก็จะคิดเรื่องอื่น ๆ ตามมาจนสับสนมายิ่งขึ้น

สิ่งจำเป็นที่ต้องทำเป็นอย่างแรกคือการมองภาพรวม ให้คุณเขียนสิ่งที่รบกวนจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก จากนั้นเรียงลำดับความสำคัญว่าสิ่งไหนที่อยากทำ สิ่งไหนที่ทำได้ สิ่งไหนที่จะให้คนอื่นทำ และสิ่งที่ยังไม่ต้องทำตอนนี้ก็ได้ เมื่อคุณรู้ว่าสิ่งที่ต้องทำคืออะไร จากนั้นก็ปล่อยวางสิ่งที่ไม่อยากทำ แล้วเดินหน้าทำในสิ่งที่ตัวเองเลือก

คำแนะนำสำหรับคนที่เหนื่อยใจกับนิสัยยึดติดกับความสมบูรณ์แบบ

  1. เชื่อมั่นในตัวเอง คิดว่าตัวเองทำได้แน่นอน และเดินหน้าต่อไปโดยคิดว่าจะผ่านพ้นเรื่องราวต่าง ๆ ไปได้
  2. กล้าเผชิญกับความล้มเหลว ตระหนักถึงความไม่รู้และความผิดพลาดของตัวเอง คิดว่าความล้มเหลวเป็นทางผ่านไปสู่ความสำเร็จ รวมถึงคิดถึงเพื่อนที่สามารถหัวเราะและเดินหน้าไปด้วยกันได้
  3. กล้าเผชิญหน้ากับการถูกเกลียด ตระหนักว่าคนเราแตกต่างกัน จิตใจของคนเราจะได้รับการขัดเกลา เมื่อรู้สึกขอบคุณคนที่ยังอยู่ด้วยกัน
  4. พักผ่อนเมื่อรู้สึกล้า ถ้าพลังงานและความกล้าหาญถดถอยก็ควรพักผ่อนเติมพลังบ้าง
  5. คว้าโอกาสที่อยู่รอบตัว ไม่จำเป็นที่ต้องตั้งเป้าหมายไว้สูงตั้งแต่แรก ทำสิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ก็สามารถก้าวไปข้างหน้าได้เหมือนกัน สิ่งสำคัญคือสนุกกับสิ่งที่ทำ ไม่มีคู่มือบอกชัดเจนว่าอะไรถูกหรือผิด

ความเหนื่อยใจรูปแบบที่ 2 – เหนื่อยใจกับการใส่ใจคนอื่น

การปรับตัวให้เข้ากับคนอื่นเป็นเรื่องดี แต่ถ้าทำแบบนั้นอยู่ตลอดเวลา เราอาจสูญเสียความเป็นตัวเองได้ นอกจากนี้เรายังจะเก็บซ่อนความรู้สึก ความคิด และเรื่องสำคัญของตัวเองเอาไว้ จนส่งผลให้ไม่รู้ตัวว่ากำลังรู้สึกแย่ ลองมาเช็คดูว่าคุณเป็นคนที่ยึดติดกับการใส่ใจคนอื่นหรือเปล่า หากคุณมีนิสัยแบบนี้

  • ปฏิเสธคนอื่นไม่เป็น
  • ตัดสินใจด้วยตัวเองไม่ได้
  • คิดถึงความสุขของคนอื่นมากกว่าตัวเอง
  • คิดว่าแค่อดทนก็หมดเรื่อง
  • ถูกคนอื่นปั่นหัว เพราะมีภาพลักษณ์เป็นคนหัวอ่อน
  • คิดว่าชีวิตคือแบบทดสอบที่แสนทรมาน

คุณใช้ชีวิตโดยการทำตามความคาดหวังหรือความต้องการของใครสักคนมากกว่าตัวเองโดยไม่รู้ตัวอยู่หรือเปล่า คุณอยากให้อีกฝ่ายดีใจ อยากมีความสัมพันธ์ที่ดี เลยทุ่มเทเพื่อคนอื่น และให้ความสำคัญกับคนอื่นมากกว่าตัวเอง

แต่คุณสามารถใส่ใจคนอื่นให้น้อยลง และทำให้ตัวเองมีความสุขมากขึ้นได้ ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดที่ไม่สามารถให้ความสำคัญกับคนอื่นมากกว่าตัวเอง เพราะคุณคือตัวเอกในชีวิตของตัวเอง คุณเป็นเจ้าของความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง มีคุณเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ตัดสินใจได้ว่าจะทำอะไร

ไม่ว่าคนรอบข้างจะมองคุณอย่างไร คุณค่าของตัวคุณไม่ได้ลดลงเลย

คนที่เอาใจใส่คนอื่นอย่างมากจะรู้สึกกังวล หากตัวเองไม่ได้ทำตัวให้เกิดประโยชน์แก่คนอื่น คุณอาจตั้งกฎกับตัวเองอย่างเข้มงวดว่า “ต้องเอาใจใส่คนอื่น” และตำหนิตัวเองในเวลาที่ไม่ได้ใส่ใจมากพอ ความเอาใจใส่ที่แท้จริงคือความอ่อนโยนที่เกิดขึ้นเองจากความอยากรักษาสัมพันธ์ที่ดีเอาไว้ หากคุณพยายามเอาใจใส่คนอื่นโดยที่ไม่อยากทำจากใจจริง คุณย่อมรู้สึกเหนื่อยใจ

คนที่ไม่มั่นใจในตัวเองมักจะรู้สึกท้อแท้ เมื่อเอาตัวเองไปเทียบกับคนอื่น พวกเขาจะรู้สึกว่าตัวเองในตอนนี้ยังใช้ไม่ได้ หรือฉันต้องเก่งให้เหมือนคนนั้นคนนี้ คุณอาจคิดว่าหากไม่ได้เป็นคนเก่งก็จะไม่ได้รับการยอมรับ คุณจึงไม่ยอมรับตัวเองและคิดว่าตัวเองยังดีไม่พอ

ความจริงคุณไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองไปเทียบกับคนอื่น แต่จงเรียนรู้จากคนอื่นแทน เมื่อย้อนมองตัวเองในอดีต คุณจะพบสิ่งที่ตัวเองทำได้และสิ่งที่ตัวเองก้าวผ่านมาได้

คนที่ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง ส่วนใหญ่พวกเขากลัวการเลือกคำตอบที่ผิด คิดในใจว่าเวลานี้คำตอบที่ถูกต้องคืออะไร พร้อมทั้งคอยสังเกตสีหน้าของคนอื่นและบรรยากาศ แล้วรอจังหวะที่เหมาะสมในการเลือก แต่ก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตัวเองเลือกนั้นถูกต้องหรือไม่ จึงถูกปั่นหัวจากความลังเล

การทำตามคำพูดของคนอื่นเป็นเรื่องง่าย เพราะเราไม่ต้องคิดเอง อีกทั้งยังสบายใจที่ได้ทำเหมือนกับคนอื่น แต่การทำแบบนี้จะส่งผลให้สูญเสียความเป็นตัวเอง

ความจริงแล้วไม่มีใครที่ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง คุณอาจแค่มองข้ามความคิดของตัวเองไป คุณต้องคิดว่าสิ่งนี้สนุกไหม ไม่ใช่คิดว่าสิ่งนี้ถูกต้องหรือไม่ ต้องคิดว่าอยากทำแบบนี้ แทนที่จะคิดว่าควรทำแบบนี้ แม้จะได้รับคำแนะนำจากคนอื่น แต่คุณต้องเป็นคนตัดสินใจเอง และคิดว่าสิ่งที่ตัวเองเลือกคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตอนนี้แล้ว เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องนึกเสียใจในภายหลัง

เราเติบโตมาพร้อมกับคำสอนที่ว่าให้ทำตัวสนิทสนม และให้ความสำคัญกับทุกคน ถ้าใครทำตามคำสอนนี้อย่างเคร่งครัดก็จะไม่สามารถรักษาความเป็นตัวของตัวเองไว้ได้ ยิ่งคนที่คิดว่าต้องปรับตัวให้เป็นที่ชื่นชอบของทุกคนก็จะทำให้กังวลกับคำพูด และการกระทำของคนอื่น จนส่งผลให้กลัวการเข้าสังคมไปเลยก็ได้

คุณควรออกห่างจากคนที่หัวเราะเยาะคุณ คนที่ตำหนิความตั้งใจของคุณ คนที่ทำเหมือนคุณเป็นสิ่งของ ไม่ให้เกียรติคุณ คนที่ไม่ยินดีกับความสุขของคุณ และคนที่ทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยล้า คุณควรเลี่ยงการพบเจอและเลิกคบกับคนเหล่านี้ เพราะคนเราไม่สามารถสนิทสนมกับทุกคนได้

การใจดีกับตัวเองคือการให้ความสำคัญกับตัวเอง หนังสือแนะนำ 3 วิธีใจดีกับตัวเองไว้ว่า

1. ไม่ตำหนิ

เลิกตำหนิตัวเองว่า “เป็นความผิดของฉันเอง” และไม่โทษคนอื่นว่า “นี่เป็นความผิดของคุณ”

2. ยอมรับ

ยอมรับคำชมและคำขอบคุณจากคนอื่นที่กล่าวถึงด้านดีของคุณ ซึ่งเปรียบเสมือนของขวัญ ในทางกลับกัน คำนินทาว่าร้ายก็เปรียบเสมือนก้อนหินที่คนอื่นขว้างใส่คุณ คุณไม่จำเป็นต้องรับเอาไว้

3. ทำสิ่งที่อยากทำ

เลิกทำสิ่งที่ไม่อยากทำและเลิกอดทน จากนั้นให้เลือกทำสิ่งที่ชอบและรู้สึกสนุก


ความเหนื่อยใจรูปแบบที่ 3 – เหนื่อยใจกับความคิดของตัวเอง

ถึงจะไม่มีปัญหากลุ้มใจที่หนักหนาสาหัส แต่คุณยังรู้สึกเหนื่อยใจกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวันใช่ไหมครับ เวลาคุยกับคนอื่นก็กังวลว่าเขาจะมองคุณยังไง จนทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า ลองมาเช็คดีว่าคุณเป็นคนที่เหนื่อยใจกับความคิดของตัวเองหรือเปล่า คุณมีนิสัยเหล่านี้ไหม

  • ด่วนสรุปหรือมีความคิดแบบสุดโต่ง
  • ใจร้อนและขี้โมโห
  • คิดเองเออเอง และประเมินคุณค่าจากข้อดีข้อเสีย
  • ความคิดตีกันอยู่ในหัวตลอดเวลา
  • ตำหนิตัวเอง
  • ฝืนยิ้ม
  • รู้สึกท้อแท้เป็นเวลานาน
  • ยึดติดกับการแพ้ชนะ และความถูกต้อง
  • รู้สึกไม่สบายใจ และไม่พอใจ
  • เอาใจใส่เรื่องต่าง ๆ มากเกินไป
  • ขี้เกรงใจ
  • หลงไหลไปกับสิ่งที่ทำให้มีความสุขแค่ชั่วคราว

คนที่ไม่ปริปากบ่นหรือไม่ปรับทุกข์กับคนอื่นเลย คือคนที่ไม่กล้าพูดความรู้สึกออกมาตรง ๆ แม้คนอื่นจะบอกกับคุณว่า “เข้มแข็งจังเลย” แต่ในใจคุณกลับคิดว่าไม่ใช่อย่างนั้น อีกทั้งเมื่อคุณเอาความลำบากของตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น คุณอาจเลือกที่จะอดทนต่อไป

จริง ๆ แล้วคุณไม่จำเป็นต้องอดทน และควรเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดของตัวเอง ถ้าคุณแกล้งทำเป็นไม่เห็นความเจ็บปวดต่อไปเรื่อย ๆ คุณจะยิ่งเจ็บปวดมากขึ้น แต่หากคุณยอมรับมัน เล่าให้คนอื่นฟัง คุณก็จะก้าวไปข้างหน้าได้ พยายามพูดความรู้สึกของตัวเองออกมา

เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีตก็รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองเลือก แล้วนึกกลุ้มใจว่า “ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะทำแบบนี้ดีกว่า” ถึงคุณจะกลุ้มใจด้วยเรื่องแบบนี้ก็ไม่เป็นไร เพราะไม่มีใครไม่เคยนึกเสียใจในภายหลัง

ตราบใดที่ยังมีทางเลือกอื่นอยู่ด้วย เรามีโอกาสที่จะเสียใจภายหลังอยู่เรื่อย ๆ แต่อย่าลืมว่าตอนที่ตัดสินใจ เราล้วนเลือกสิ่งที่ดีที่สุดไปแล้ว ไม่มีอะไรรับประกันได้ในตอนนั้นว่าไม่ควรเลือก A แต่ควรเลือก B มากกว่า

เวลาที่เราเจ็บปวดกับผลลัพธ์ที่ไม่เป็นไปตามคาด เรามักตำหนิการตัดสินใจของตัวเอง นั่นเป็นพฤติกรรมที่ไม่ดีเท่าไหร่ ลองคิดว่า “ฉันพยายามบนเส้นทางที่เลือกไปแล้ว” คุณจะได้เรียนรู้อะไรมากมายอย่างแน่นอน เคารพการตัดสินใจของตัวเองว่าได้เลือกสิ่งที่เหมาะสม ณ ขณะนั้นแล้ว

ถ้าคุณคิดว่าตัวเองไม่ได้เรื่อง คุณจะคอยจ้องจับผิดตัวเอง เพื่อหาหลักฐานที่แสดงว่าตัวเองไม่ได้เรื่อง ความจริงแล้วคุณไม่ได้มีแต่ส่วนที่ไม่ได้เรื่อง อย่าลบส่วนดี ๆ ของตัวเองทิ้งไป ลองมองย้อนกลับไป คุณจะพบว่าตัวเองมีเรื่องที่ทำได้ และเรื่องที่น่าประทับใจ คุณมีคุณค่าในตัวเองอยู่แล้ว แค่นึกถึงคุณค่าที่ตัวเองมีอยู่ก็พอแล้วครับ


ความเหนื่อยใจรูปแบบที่ 4 – เหนื่อยใจกับความคิดที่มาจากความกังวลและความกลัว

ความกังวลทำให้เรารู้สึกแย่ก็จริง แต่มันไม่ใช่ความรู้สึกที่เลวร้ายอะไร เพราะมันทำให้เราระมัดระวังและเตรียมตัวอย่างรอบคอบ แต่ปัญหาคือ ความกังวลอาจทำให้เรามีความคิดหรือพฤติกรรมที่ทำให้เหนื่อยใจโดยไม่รู้ตัว ลองมาเช็คดูว่าคุณเป็นคนที่เหนื่อยใจกับความคิดที่มาจากความกังวลและความกลัวหรือเปล่า คุณมีนิสัยแบบนี้ไหม

  • ไม่ชอบการรอและการอยู่เฉย ๆ
  • ชอบวิจารณ์หรือประเมินคนอื่น
  • คิดมาก ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
  • โกรธง่าย
  • ตื่นตระหนกง่าย
  • เครียดอยู่ตลอดเวลา
  • คิดวนเวียนอยู่กับเรื่องบางอย่าง
  • จัดการความรู้สึกตัวเองไม่ได้
  • ระบายอารมณ์ในคนที่อ่อนแอกว่า

คุณเคยกังวลกับสายตาของคนรอบข้างไหม ความจริงแล้วคนที่กังวลกับสายตาคนอื่นคือคนที่ชอบมองและตัดสินคนอื่นนั่นเอง เรามักตัดสินคนอื่นด้วยกฏของตัวเองว่าต้องทำอย่างนั้น ห้ามทำอย่างนี้ ลองลดการมองและตัดสินคนอื่น และไม่จำเป็นต้องกังวลกับสายตาคนอื่นว่าจะมองคุณยังไง

ยิ่งคุณมีความกังวลมากเท่าไหร่ คุณจะยิ่งไม่มีอารมณ์ร่วม หรือไม่คิดถึงความรู้สึกของคนอื่น การมีอารมณ์ร่วมคือการสนใจสิ่งที่อีกฝ่ายสนใจ อย่ามองเพียงผิวเผิน ให้มองในมุมเดียวกับอีกฝ่าย มนุษย์เราจะรู้สึกสบายใจ เมื่อรู้ว่าคนอื่นยอมรับ ดังนั้นการทำให้อีกฝ่ายสบายใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ความกลัวทำให้เรารู้สึกกังวล เวลาที่เรากลัวมักจะเกิดความไม่สบายใจและรู้สึกไม่ปลอดภัย แต่เราไม่สามารถทำให้ความกลัวหมดไปได้ ความกลัวเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องมีเพื่อช่วยให้หนีได้เมื่อมีอันตราย

ความกังลกับความกลัวนั้นต่างกัน ความกังวลเป็นความรู้สึกที่คลุมเครือ ไม่รู้สาเหตุแน่ชัด ส่วนความกลัวเป็นความรู้สึกที่เรารู้แน่ชัดว่ามีสาเหตุมาจากอะไร คุณอาจตื่นตระหนกไม่รู้จะทำยังไงเมื่อรู้สึกกลัว แต่พอระบุได้ว่ากำลังกลัวอะไร ความสามารถในการตัดสินใจจะกลับคืนมา

ลองพิจารณาว่าคุณกลัวอะไร แทนที่จะเอาแต่กังวลจนไม่เป็นอันทำอะไร การยอมรับว่าตัวเองกลัวจะทำให้รับมือกับความรู้สึกของตัวเองได้ง่ายขึ้น ค้นหาว่าตัวเองกำลังกลัวอะไร จากนั้นตัดสินใจว่าจะเดินหน้าเอง หันไปขอความช่วยเหลือ หาเครื่องมือช่วย หรือถอนตัวออกมา

บางคนคิดว่า “ฉันไม่ได้เป็นที่ต้องการของที่นี่” จึงรู้สึกกังวลและโดดเดี่ยว ไม่ว่าจะอยู่ที่โรงเรียนหรือที่ทำงานก็รู้สึกอ้างว้าง ขมขื่น และรู้สึกว่าไม่มีที่สำหรับตัวเอง ถ้าตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ มาดูสาเหตุของปัญหา และวิธีการแก้ไข 3 ข้อกันครับ


สาเหตุข้อแรกคือ การคาดหวังไว้สูงว่าจะสามารถเข้ากับคนอื่นได้

คนเราไม่สามารถเข้าใจกันได้ทุกเรื่อง ดังนั้นถ้าคุณอยากให้คนอื่นเข้าใจคุณอย่างถ่องแท้ คุณจะรู้สึกทรมาน คุณสามารถแบ่งปันความรู้สึกและอารมณ์ร่วมไปกับคนอื่นได้ แต่ไม่สามารถเข้าใจกันทุกเรื่องได้ คนเราล้วนแตกต่างกัน อย่าเรียกร้องให้คนอื่นเข้าใจเรา

สาเหตุข้อที่ 2 คือการสื่อสารไม่ชัดเจนเนื่องจากขาดทักษะการสื่อสาร

ก่อนตัดสินใจออกจากความสัมพันธ์กับใครสักคน คุณลองคิดดูก่อนว่าได้แสดงความเป็นตัวเองออกมาแล้วหรือยัง และคุณได้มองโลกแบบเดียวกับที่อีกฝ่ายมองไหม ได้รับฟังอีกฝ่ายบ้างไหม

เพราะผู้คนมีความหลากหลาย การสื่อสารก็ไม่ได้มีวิธีตายตัว สิ่งสำคัญคือการขีดเส้นแบ่งระหว่างตัวเองกับคนอื่น พร้อมกับให้เกียรติกันทั้งสองฝ่าย จากนั้นหาข้อตกลงร่วมกันหรือไม่ก็แยกทางกัน เมื่อคิดว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องเป็นคนสำคัญก็ได้ ความกดดันที่คุณมีจะหายไป ส่งผลให้จดจ่อเฉพาะกับเรื่องของตัวเองว่าอยากทำอะไร

สาเหตุข้อสุดท้าย การมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าว่าอยากได้รับการยอมรับและอยากถูกมองว่าเป็นคนสำคัญ

แม้คุณจะมีความสามารถติดตัว แต่กว่าคนอื่นจะรับรู้ได้ก็ต้องใช้เวลา คุณต้องพิสูจน์ตัวเองอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำสิ่งต่าง ๆ โดยไม่กดดันตัวเอง

ตอนที่รู้สึกกังวล เราจะพะวงกันอนาคต ดังนั้นลองมองปัจจุบันและหันกลับไปมองอดีตดู คุณอาจเห็นว่าที่ผ่านมาได้พยายามอย่างเต็มที่ตามในแบบของตัวเองแล้ว คุณสามารถผ่านพ้นสิ่งต่าง ๆ มาได้ คุณมาได้ไกลขนาดนี้เพราะมีความสามารถมากพอ

เวลาที่กังวลคุณไม่ต้องทำอะไร แค่ขอบคุณตัวเองที่พยายามมาตลอดก็พอ ถ้ามีเรื่องที่ทำไม่ได้ก็ให้ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าฉันทำไม่ได้ ก่อนจะหาทางแก้ไข คุณควรทำจิตใจให้สงบก่อน ทำสิ่งที่ตัวเองทำได้ในตอนนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป

ผู้เขียนได้ทิ้งท้ายว่า “คนเราจะเป็นยังไงก็ขึ้นอยู่กับวิธีคิด” เราล้วนมีนิสัยเสียซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เรารู้สึกขมขื่น แต่การจะเลิกทำนิสัยเสียนั้นไปเลยทันทีเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เราจำเป็นต้องใช้ทั้งเวลา ประสบการณ์ และการลงมือทำ

ผู้เขียนสรุปการฟื้นฟูจิตใจและทำจิตใจให้แข็งแกร่งเอาไว้ 3 ข้อ คือ 1. เข้าใจและยอมรับสิ่งที่ตัวเองเป็น 2. ขีดเส้นแบ่งระหว่างตัวเองกับคนอื่น 3. ทำตามสิ่งที่ตัวเองตัดสินใจ

ไม่จำเป็นต้องเป้าไว้สูงแต่แรกว่าจะเปลี่ยนตัวเองแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ทางที่ดีควรตั้งเป้าว่าจะพยายาม โดยไม่คิดว่าต้องทำให้ได้สมบูรณ์แบบ เมื่อทำสำเร็จให้ชมตัวเอง เชื่อมั่นว่าตัวเองมีความสามารถในการแก้ปัญหา


ส่วนตัวผมว่าหนังสือเล่มนี้ชี้ให้ผมเห็นนิสัยบางข้อของตัวเองที่ไม่น่ารัก นิสัยที่คอยสร้างความกังวลใจให้ตัวเอง พอเรารู้จุดที่สามารถแก้ไขได้ เราก็จะสังเกตตัวเอง และขัดเกลานิสัยเหล่านั้นให้หายไปได้ เป็นหนังสือที่ค่อนข้างมีประโยชน์ แต่เนื้อหาในเล่มวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา พูดถึงแล้วพูดถึงอีก ไม่ก้าวข้ามประเด็นไปสักที ทั้งที่เป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ หนาเพียง 180 หน้าเท่านั้นเอง แต่เนื้อหาที่เป็นเนื้อเน้น ๆ น้อยกว่านั้นมาก

ใครสนใจอยากหาหนังสือเล่มนี้ “เรื่องที่แบกไว้ เธอจะวางก็ได้นะ” สามารถหาซื้อได้ตามร้านหนังสือ ราคา 185 บาท จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ WeLearnเรื่องที่แบกไว้เธอจะวางก็ได้นะ วิธีใช้ชีวิตให้สบายเหมือนกำลังนั่งจิบชา

สนใจหนังสือ เรื่องที่แบกไว้เธอจะวางก็ได้นะ

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/7fIo8ZAc1z
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” เขียนโดยแกรี เคลเลอร์ แก่นหลักของหนังสือเล่มนี้คือ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการทำหลายอย่างพร้อมกัน แต่เกิดจากการเลือกสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด แล้วทำมันให้ดีที่สุดจนสำเร็จครับ แกรีย้อนไปดูผลงานในอดีตของตัวเอง เขาพบรูปแบบสำคัญที่เกิดขึ้นซ้ำเหมือนกันทุกครั้ง นั่นคือช่วงที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุด...

พระ เฟอร์รารี่ และความหมายของชีวิต – 7 หลักการสู่ความสุขและความสมดุล ที่คุณนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต

ไอติมฮีลใจ ep นี้ มาแนะนำหนึ่งในหนังสือที่หลายสื่อยกย่องกันว่าโด่งดังที่สุดในศตวรรษที่ 21 ตีพิมพ์ครั้งแรกตอนปี 1999 และขายดีต่อเนื่องมานานกว่า 25 ปี ยอดขายรวมมากกว่า 15 ล้านเล่ม แปลไปแล้วกว่า 92 ภาษา หนังสือเล่มนี้ผมรู้จักมาพักหนึ่งแล้วครับ เคยเห็นแต่ฉบับภาษาอังกฤษ พอเห็นว่ามีฉบับแปลไทยก็ซื้อเลยทันที หนังสือเล่มที่ว่านี้คือ The Monk Who...

Related Articles

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม...

พระ เฟอร์รารี่ และความหมายของชีวิต – 7 หลักการสู่ความสุขและความสมดุล ที่คุณนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต

ไอติมฮีลใจ ep นี้ มาแนะนำหนึ่งในหนังสือที่หลายสื่อยกย่องกันว่าโด่งดังที่สุดในศตวรรษที่ 21 ตีพิมพ์ครั้งแรกตอนปี 1999 และขายดีต่อเนื่องมานานกว่า 25 ปี ยอดขายรวมมากกว่า 15...

บทเรียนจากคนเหล็ก 7 ข้อคิดการใช้ชีวิตให้ประสบความสำเร็จฉบับอาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์

การได้อ่านหรือได้ฟังเรื่องราวของคนที่ประสบความสำเร็จ ถือเป็นทางลัดอย่างหนึ่งในการเรียนรู้ชีวิต โดยที่เราไม่ต้องรอให้พบเจอด้วยตัวเอง ยิ่งคนนั้นเป็นคนที่ใช้ชีวิตมานาน มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ บทเรียนจากชีวิตของพวกเขาก็ยิ่งมีคุณค่า ไอติมอ่าน ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ Be Useful: Seven...

วิชาคนตัวเล็ก บทเรียนการทำงานกว่า 20 ปี ของผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ฮาวทูอันดับ 1 ในไทย

การได้อ่านหรือได้ฟังประสบการณ์ของคนอื่น ถือเป็นทางลัดที่ทำให้เราได้เรียนรู้โดยไม่ต้องลงมือทำเอง ทั้งเรื่องราวที่พวกเขาประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว ล้วนมีประโยชน์ต่อเราทั้งนั้น เพื่อน ๆ ที่ชอบอ่านหนังสือแนวฮาวทูน่าจะคุ้นตากับสำนักพิมพ์วีเลิร์น สำนักพิมพ์แถวหน้าของเมืองไทยที่ผลิตหนังสือแนวฮาวทูคุณภาพดีออกมาอย่างต่อเนื่อง ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือวิชาคนตัวเล็ก...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!