ไอติมอ่าน

วิชาคนตัวเล็ก บทเรียนการทำงานกว่า 20 ปี ของผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ฮาวทูอันดับ 1 ในไทย

Share

การได้อ่านหรือได้ฟังประสบการณ์ของคนอื่น ถือเป็นทางลัดที่ทำให้เราได้เรียนรู้โดยไม่ต้องลงมือทำเอง ทั้งเรื่องราวที่พวกเขาประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว ล้วนมีประโยชน์ต่อเราทั้งนั้น เพื่อน ๆ ที่ชอบอ่านหนังสือแนวฮาวทูน่าจะคุ้นตากับสำนักพิมพ์วีเลิร์น สำนักพิมพ์แถวหน้าของเมืองไทยที่ผลิตหนังสือแนวฮาวทูคุณภาพดีออกมาอย่างต่อเนื่อง

ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือวิชาคนตัวเล็ก เขียนโดยพูนลาภ อุทัยเลิศอรุณ ผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์วีเลิร์นที่ย้ายสายอาชีพจากการเป็นวิศวกรมาเป็นบรรณาธิการ โดยเริ่มต้นล้มลุกคลุกคลานด้วยตัวเอง ประสบการณ์การทำงานกว่า 20 ปี ของเขามีข้อคิดมากมายหลายอย่างที่สอนเราได้ หนังสือเล่มนี้รวบรวมข้อคิด 33 ข้อที่คุณพูนลาภกลั่นกรองออกมา ผมหยิบบางข้อคิดมาเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังกันครับ


จงตัดสินหนังสือจากหน้าปก

หลายคนคงเคยได้ยินสำนวน “Don’t judge a book by its cover” อย่าตัดสินหนังสือจากหน้าปก สำนวนนี้เตือนให้เราอย่าตัดสินคนหรือสิ่งของจากแค่รูปลักษณ์ภายนอก เพราะสิ่งที่อยู่ข้างในอาจแตกต่างจากสิ่งที่เราเห็น สิ่งของที่หน้าตาดี ข้างในอาจดูแย่ สิ่งของที่หน้าตาแย่ ข้างในอาจดูดี

แต่ที่วีเลิร์นเชื่อกันว่าให้ตัดสินหนังสือจากหน้าปก พวกเขาทำงานกันอย่างหนัก เพื่อให้หน้าปกของหนังสือแต่ละเล่มออกมาดูดี เพราะความจริงอันโหดร้ายของวงการหนังสือคือ หนังสือขายดีไม่ได้ขายดีเพราะมีเนื้อหาดี แต่ขายดีเพราะมันมีหน้าปกที่สวยงามต่างหาก

แน่นอนว่าหนังสือจำเป็นต้องมีเนื้อหาที่ดี ถึงจะยืนระยะ สร้างกระแสปากต่อปาก จนกลายเป็นหนังสือขายดี แต่หากหน้าปกไม่สวย ลูกค้าก็จะไม่หยิบมันขึ้นมาดู ดังนั้นในการทำธุรกิจ เปลือกนอกแบบนี้แหละครับที่ช่วยจับความสนใจแรกของลูกค้าได้อยู่หมัด

เพื่อน ๆ คิดว่าอะไรที่อยู่บนปกดึงดูดลูกค้าให้หยิบหนังสือขึ้นมาดูมากที่สุด ดีไซน์ปก ชื่อหนังสือ หรือคำโปรย หลายคนคงคิดว่าต้องเป็นดีไซน์ปกแน่ ๆ แต่จากประสบการณ์การทำหนังสือของวีเลิร์น พวกเขาพบว่าลูกค้าเลือกหยิบหนังสือเพราะชื่อหนังสือครับ

วีเลิร์นขึ้นชื่อว่าเป็นสำนักพิมพ์ที่คิดชื่อหนังสือเก่ง หลายคนถามหาเคล็ดลับ แต่วีเลิร์นบอกว่าไม่มีเคล็ดลับ พวกเขาแค่คิดชื่อกันไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอชื่อที่โดนใจ ชื่อหนังสือบางเล่มใช้เวลาคิดถึง 6 เดือนเลยก็มี และหน้าที่คิดชื่อหนังสือโดน ๆ ก็ไม่ได้เป็นของใครคนใดคนนหนึ่ง แต่พวกเขาสร้างทีมครีเอทีฟขึ้นเพื่อหน้าที่นี้โดยเฉพาะ

ทุกคนในทีมจะใช้เวลาไปกับการคิดชื่อหนังสือตลอดทั้งสัปดาห์ และนำมาเสนอในที่ประชุมในวันศุกร์ ซึ่งมีคุณพูนลาภนั่งอยู่หัวโต๊ะเพื่อคอยให้คำแนะนำ ให้แนวทางปรับปรุง และเป็นคนอนุมัติชื่อหนังสือที่ใช่ การทำแบบนี้ทำให้วีเลิร์นมีต้นทุนในการคิดชื่อสูงกว่าสำนักพิมพ์ทั่วไป แต่ถึงยังไงพวกเขาก็จะยังทำแบบนี้ต่อไป เพราะนอกจากมันจะเป็นหัวใจสำคัญของการขายแล้ว ยังเป็นสิ่งที่พาสำนักพิมพ์วีเลิร์นอยู่มาถึงจุดนี้อีกด้วย


อย่าฟังเสียงลูกค้า

คำว่า “อย่าฟังเสียงลูกค้า” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเรื่องคุณภาพนะครับ เรื่องนั้นเป็นสิ่งที่ทุกธุรกิจต้องให้ความสำคัญอยู่แล้ว แต่หมายถึงเรื่องการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ต่างหาก เพราะถ้าเราถามลูกค้าว่าอยากได้อะไร พวกเขาก็จะตอบแค่ตามความคาดหวังของพวกเขา แล้วเราก็จะสร้างผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ลูกค้าพอใจ แต่ไม่สามารถทำให้ลูกค้าตื่นตะลึงได้

เฮนรี ฟอร์ด ผู้ก่อตั้งบริษัทรถยนต์ยี่ห้อฟอร์ดเคยกล่าวเอาไว้เมื่อเกือบร้อยกว่าปีก่อนว่า “ถ้าผมถามผู้คนว่าพวกเขาต้องการอะไร พวกเขาคงตอบว่าม้าที่วิ่งได้เร็วขึ้น” และเพราะเฮนรี ฟอร์ดไม่ได้ถามคำถามนั้น เราจึงมีรถยนต์ใช้กันอย่างทุกวันนี้

สิ่งที่วีเลิร์นทำคือการรวบรวมข้อมูลทางการตลาด วิเคราะห์ข้อมูลการซื้อของลูกค้า ยอดขายจากร้านหนังสือ และกลยุทธ์การเดินเกมของสำนักพิมพ์คู่แข่ง แต่สิ่งที่พวกเขาหลีกเลี่ยงคือการสำรวจความคิดเห็นของลูกค้าอย่างจริงจัง เพราะลูกค้าจะตอบคำถามตามประสบการณ์การอ่านของตัวเอง โดยอ้างอิงจากหนังสือที่เคยพิมพ์มาแล้ว อย่างดีที่สุดพวกเขาก็จะสร้างหนังสือที่ดีเท่ากับเล่มที่ลูกค้าเคยอ่าน แต่ไม่มีทางที่จะไปได้ไกลกว่านั้น ไม่สามารถทำให้ลูกค้าร้องว้าวได้

ถ้าเพื่อน ๆ อยากสร้างสินค้าที่ดังเปรี้ยงจริง ๆ สิ่งแรกที่ต้องทำคืออย่าฟังเสียงลูกค้า แต่ให้หันมาฟังเสียงข้างในตัวเองแทน ให้ประสบการณ์ที่เพื่อน ๆ สั่งสมมาและข้อมูลที่เพื่อน ๆ มีเป็นเข็มทิศนำทาง ใช้ความรู้สึกและสัญชาตญาณเป็นตัวบอกว่า “นี่แหละ เรามาถึงปลายทางแล้ว” แล้วเพื่อน ๆ จะทำให้ลูกค้าตื่นตะลึงได้ครับ


อย่าเอาเงินเป็นตัวตั้ง

เมื่อทำธุรกิจถึงจุดหนึ่งอย่าปล่อยให้เงินเข้ามาครอบงำการตัดสินใจทุกอย่าง จนลืมว่าจุดมุ่งหมายในการทำธุรกิจของเราคืออะไร จุดมุ่งหมายในการทำธุรกิจของวีเลิร์นคือการผลิตหนังสือที่มีคุณภาพสูง และพวกเขาก็ทำงานบนหลักการข้อนี้มาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

ที่วีเลิร์นมีทีมงานกว่า 40 คน ในจำนวนนั้นเป็นบรรณาธิการและพิสูจน์อักษรถึง 27 คน หมายความว่าต้นทุนค่าแรงของวีเลิร์น 70% หมดไปกับการควบคุมคุณภาพหนังสือ คุณพูนลาภบอกว่าช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ เขาเห็นหลายสำนักพิมพ์ปรับลดขนาดทีมงานตรงนี้ลง และหันไปจ้าง outsource ทำหน้าที่ตรงนี้แทน

แน่นอนว่าการจ้าง outsource ช่วยลดต้นทุนได้มหาศาล แต่ความเข้มข้นของการคุมคุณภาพหนังสือก็จะลดลงตาม คุณพูนลาภเคยถามตัวเองว่าจะทำแบบสำนักพิมพ์อื่นดีไหม หั่นเงินตรงนี้ไปลงกับการทำการตลาดแทน แต่เมื่อเขาทำธุรกิจโดยไม่ได้เอาเงินเป็นตัวตั้ง ดังนั้นเขาจึงเลือกทำแบบเดิมต่อไปครับ

สิ่งหนึ่งที่ทำให้เจ้าของธุรกิจโหยหาเงินมากที่สุดคือหนี้ ช่วงที่ธุรกิจกำลังไปได้ดี หนี้ไม่ได้สร้างปัญหาให้กับเรามากนัก แต่หากธุรกิจเจอกับวิกฤต หนี้จะสร้างความเครียดให้เจ้าของธุรกิจ มันจะกลืนกินจิตวิญญาณของเรา จากเดิมที่เคยตั้งใจว่าจะทำงานที่มีคุณค่า สร้างความประทับใจแก่ลูกค้า เราก็จะหันมาทำงานโดยเอาเงินเป็นตัวตั้งแทน

คุณพูนลาภมีหลักการ 3 ข้อที่เขาใช้ปกป้องตัวเองจากการเป็นหนี้ และวางรากฐานที่มั่งคงให้กับธุรกิจ นั่นคือ

1. ขยายธุรกิจจากกำไรเท่านั้น

ถ้าไม่นับช่วงปีแรกที่กำลังล้มลุกคลุกคลาน คุณพูนลาภบอกว่าเขาขยายธุรกิจโดยใช้เงินจากกำไร ปีไหนได้กำไรมากก็ขยายมาก ปีไหนกำไรน้อยก็ขยายน้อย เขาไม่เคยกู้ยืมเงินเพื่อนำมาทำธุรกิจ และตลอดช่วงเวลาชีวิตของเขาก็เห็นเหตุการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนอย่างวิกฤตต้มยำกุ้ง การโจมตีตึกเวิลด์เทรนเซ็นเตอร์ และฟองสบู่ดอทคอมแตก เขาจึงเลือกบริหารธุรกิจอย่างระมัดระวัง และวางแผนรับมือกับเรื่องไม่คาดฝันไว้ตลอดทาง

2. ไม่เสี่ยงกับการเดิมพันที่ทำให้หมดตัว

เวลาที่ทำธุรกิจจะมีช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่าทุกอย่างช่างดูเป็นใจ เรากำลังมือขึ้นสุด ๆ แต่ช่วงเวลานี้เราควรต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะเรามีแนวโน้มที่จะชะล่าใจ มองข้ามความเสี่ยง และทุ่มหมดหน้าตักกับโอกาสทอง ที่ผ่านมาเราอาจชนะเดิมพันมาแล้วหลายครั้ง แต่การแพ้เดิมพันเพียงแค่ครั้งเดียวอาจทำให้เราล้มทั้งยืนได้ ดังนั้นอย่าปล่อยให้ความผิดพลาดครั้งเดียว ทำให้ทุกอย่างที่ทำมาสูญเปล่า

3. เก็บเงินสำรองไว้ให้พอใช้สำหรับ 1 ปี

คุณพูนลาภสำรองเงินสดให้เพียงพอหากบริษัทไม่มีรายได้เข้ามาเลยนาน 1 ปี เพื่อให้สำนักพิมพ์ของเขายังเดินหน้าไปในโหมดเดิมได้ เขาไม่เคยคาดคิดว่าจะได้หยิบเงินก้อนนี้มาใช้ จนกระทั่งเกิดสถานการณ์โควิดระบาด บริษัทหลายแห่งล้มละลาย หลายแห่งปรับโครงสร้างองค์กรและปลดคนออก แต่สำหรับวีเลิร์นมาตรการนี้ทำให้พวกเขาผ่านมาแบบไม่สาหัสนัก


สู้แบบฮันนีแบดเจอร์

ฮันนีแบดเจอร์เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่แอฟริกา อยู่ในวงศ์เพียงพอน ขนาดตัวประมาณหมาคอร์กี้ ลำตัวครึ่งบนเป็นสีขาว ครึ่งล่างเป็นสีดำ ผู้คนยกย่องให้มันเป็นสัตว์ที่กล้าหาญบ้าบิ่นและไม่กลัวใคร มีคลิปหนึ่งที่มันโดนสิงโต 6 ตัวรุม สิงโตทั้งกัดทั้งขย้ำ แต่ก็เอามันไม่ลง แถมสิงโตยังโดนกัดสวน จนต้องยอมแพ้และถอยหนีไป

เราเรียนรู้อะไรจากฮันนีแบดเจอร์ได้บ้าง อย่างแรกเลยคือให้หมั่นพัฒนาภูมิคุ้มกันตัวเองให้ถึกทน อย่าปฏิเสธความท้าทาย สำรวจความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ถ้าผิดพลาดล้มเหลวก็ไม่ต้องเสียใจ ให้คิดว่าเป็นบทเรียนที่จะช่วยให้เรามีภูมิแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

อย่างที่สอง อย่ากลัวที่จะใช้ชีวิตและทำธุรกิจในแบบของตัวเอง เราเลือกที่จะเป็นตัวเองได้เสมอ ถ้ามัวแต่กลัวจนต้องหลบซ่อน เราจะมีความสุขได้ยังไง

อย่างที่สาม อย่าเพิ่งถอดใจยอมแพ้หากยังไม่ได้ลองสู้ดูสักตั้ง เมื่อถูกศัตรูที่ตัวใหญ่กว่าจู่โจม เราต้องพร้อมโต้กลับอย่างเจ็บแสบ และทำให้อีกฝ่ายรู้ว่าเราไม่ใช่เหยื่อที่จะปล่อยให้ทำอะไรได้ง่าย ๆ

ทั้ง 3 ข้อนี้คือสิ่งที่วีเลิร์นพยายามทำมาตลอด พวกเขาไม่กลัวที่จะเป็นตัวของตัวเอง พยายามสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อรับมือกับคู่แข่งที่มีขนาดใหญ่กว่า พวกเขาเรียนรู้จากฮันนีแบดเจอร์ครับ


เมื่อสมองตีบตัน

สำหรับคนที่ทำงานสายสร้างสรรค์ สิ่งที่หนีไม่พ้นคือภาวะตีบตัน วันหนึ่งเราอาจมีความคิดที่ไหลลื่น ปิดงานดี ๆ ได้หลายชิ้น แต่วันต่อมากลับสมองตื้อ คิดอะไรไม่ออก งานที่ทำไม่คืบหน้าไปไหนเลย ภาวะตีบตันยิ่งเพิ่มความรุนแรงขึ้นหากเป็นงานที่มีความสำคัญ เพราะงานเหล่านี้เราจะพอใจกับไอเดียที่ “โอเค” หรือ “ดี” ไม่ได้ เราต้องการไอเดียที่ “ยอดเยี่ยม” ซึ่งเป็นงานที่สูบพลังความคิดและพลังชีวิตมหาศาล

เมื่อเกิดภาวะตีบตัน สิ่งที่ทีมครีเอทีฟของวีเลิร์นทำมีอยู่ 3 ข้อครับ คือ

1. หยุดพัก

ถ้ารู้สึกว่าทุ่มเทจนเต็มที่ แต่ยังคิดไอเดียไม่ออกจนเหนื่อยล้า ทางที่ดีคือให้หยุดพัก อย่าฝืน ดันทุรังไปไก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ให้แยกย้ายกันออกจากที่ประชุมแล้วพากันไปนอน เมื่อทิ้งเวลาเอาไว้ นอกจากสมองของเราจะได้พักผ่อน ยังเปิดโอกาสให้ได้รับข้อมูลใหม่ ๆ เข้ามา

หลายครั้งเมื่อจิตใต้สำนึกของเราของเราผ่อนคลาย ไม่ว่าจะเป็นตอนอาบน้ำ วิ่งจ็อกกิ้ง หรือกำลังเดินทาง บ่อยครั้งไอเดียเด็ด ๆ จะโผล่ขึ้นมาแบบคาดไม่ถึงครับ

2. ออกจากความจำเจ

ลองเปลี่ยนโจทย์ใหม่ ไปจับหัวข้อที่แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ถ้ากำลังคิดชื่อหนังสือสารคดี ให้เปลี่ยนไปคิดชื่อหนังสือนิยาย ถ้ากำลังคิดโฆษณารถยยนต์ ให้เปลี่ยนไปคิดโฆษณาอาหาร

อีกทางหนึ่งคือเปลี่ยนสภาพแวดล้อม จากที่เคยคุยกันในห้องประชุม ลองเปลี่ยนไปคุยกันที่ร้านกาแฟ หรือร้านอาหารแทน หรือเคยอยู่แต่ในออฟฟิศที่กรุงเทพ ลองเปลี่ยนไปจัดเวิร์คช็อปที่พัทยาหรือหัวหินแทน สถานที่ใหม่ ๆ สภาพแวดล้อมใหม่ ๆ จะฉุดให้เราหลุดจากวังวนเดิม ๆ และเริ่มมองเห็นปัญหาในภาพกว้างและกระจ่างชัดขึ้น

3. สร้างเสียงหัวเราะ

“อารมณ์ขันเป็นบ่อเกิดของความคิดสร้างสรรค์” เป็นคำพูดที่ไม่เกินจริงเลย เมื่อทีมเกิดไอเดียตีบตัน คุณพูนลาภจะชวนทีมคุยเรื่องอื่นแบบออกทะเลไปเลย ไม่ว่าจะเรื่องข่าวสารบ้านเมือง ข่าวดารา เรื่องส่วนตัว แผนเที่ยววันหยุดยาว ยิ่งไร้สาระและฮามากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี

การคุยนอกเรื่องจะทำให้ความคิดหลุดพ้นจากการคิดวนเวียนอยู่ที่เดิม ช่วยให้ทีมที่ใกล้หมดแรงกลับมาเดินหน้าต่อไปได้ และการคุยเรื่องเรื่อยเปื่อยจะพาเราไปแตะเรื่องที่คาดไม่ถึง ช่วยให้เราพบกับไอเดียเปรี้ยง ๆ ได้ ในตอนที่เรากำลังหัวเราะอย่างสนุกสนาน สมองจะหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟินที่ช่วยให้ผ่อนคลาย ทำให้เรามีแนวโน้มที่จะคิดไอเดียแปลกใหม่ออกมาได้ง่ายขึ้นครับ

3 ข้อนี้พาทีมวีเลิร์นฝ่าภาวะตีบตันมานับครั้งไม่ถ้วน คุณพูนลาภยกตัวอย่างตอนที่คิดชื่อไทยให้กับหนังสือ Survive ซึ่งเป็นเล่มต่อของหนังสือ Life ซึ่งเล่มแรกทุกคนในทีมที่ได้อ่านต้นฉบับแล้วชอบกันมาก หนังสือพูดถึงเกร็ดชีวิตของสัตว์โลกต่าง ๆ ที่เอามาประยุกต์ใช้กับชีวิตมนุษย์ ทางทีมเคาะชื่อภาษาไทยของหนังสือเล่มนี้ว่า Life: วิธีใช้ชีวิตที่มนุษย์ไม่รู้

พวกเขาตั้งความหวังว่าหนังสือที่มีเนื้อหาดีแบบนี้ต้องกลายเป็นหนังสือขายดีแน่ แต่ผลลัพธ์ยอดขายกลับออกมาพังพินาศ ทำสำนักพิมพ์ขาดทุน และคุณพูนลาภรู้สึกแย่ที่ทำให้หนังสือเนื้อหาดีกลายเป็นที่นิยมในไทยไม่ได้

เมื่อต้องพิมพ์เล่มที่ 2 ที่ชื่อ Survive ทางทีมไอเดียตีบตันไปหมด สุดท้ายจึงเลือกใช้กฎ 3 ข้อที่พูดถึงข้างต้น พวกเขาพักโครงการเล่มนี้ไว้นานข้ามปี ระหว่างนั้นก็ไปทำเล่มอื่นได้หลายเล่ม เมื่อต้องกลับมาทำต่อ คุณพูนลาภก็บอกให้ทีมละทิ้งทุกอย่างที่เคยทำกันมา ฉีกกรอบกันไปเลย จนทีมกล้าที่จะตั้งชื่อแปลก ๆ สนุก ๆ ตลก ๆ ออกมา จนได้ชื่อที่ได้ใช้จริงคือ Survive: โลกแม่งโหดสัตว์

จากตอนแรกที่แทบหมดหวัง พอหนังสือเล่มนี้วางขายกลับได้เสียงตอบรับเป็นอย่างดี ยอดขายทิ้งห่างเล่มแรกอย่างไม่เห็นฝุ่น แถมยังฉุดยอดขายเล่มแรกให้กระตื้อขึ้นอีกด้วย สำหรับหนังสือ Survive: โลกแม่งโหดสัตว์ ผมเคยทำพอดแคสต์ไว้แล้วนะครับ เพื่อน ๆ สามารถตามไปฟังกันได้ครับ


ฝึกซ้อมบนคู่แข่ง

ที่วีเลิร์นมีเทคนิคที่เรียกว่า “ฝึกซ้อมบนคู่แข่ง” โดยทุกสัปดาห์พวกเขาจะประชุมเพื่อวิเคราะห์ตลาด จะหยิบปกหนังสือของสำนักพิมพ์อื่นมาเป็นกรณีศึกษา ทั้งหนังเล่มที่ยอดขายดีและเล่มที่ยอดขายแย่ สำหรับการวิเคราะห์หนังสือขายดี พวกเขาใช้เวลาแค่ไม่นาน เพราะมันแค่ช่วยเน้นย้ำ best practice ที่พวกเขารู้อยู่แล้ว

แต่การวิเคราะห์หนังสือที่ยอดขายแย่กลับมีเรื่องให้พูดคุยมากกว่าและน่าสนุกกว่า มันคือสนามซ้อมทางความคิด ได้วิเคราะห์หาต้นตอที่ทำให้หนังสือเล่มนั้นขายไม่ดี และยิงคำถามเจาะลึกเพิ่มเติมว่า หนังสือเล่มนี้ตั้งชื่อไม่ดี ถ้าเป็นทีมวีเลิร์นจะตั้งว่าอะไร หนังสือเล่มนี้ออกแบบปกไม่ดี ถ้าเป็นทีมวีเลิร์นจะออกแบบปกยังไง

บางคำถามเจาะลึกลงไปถึงกระบวนการทำงานของคู่แช่ง เช่น ทำไมพวกเขาตัดสินใจแบบนั้นล่ะ? ถ้าชื่อดูแย่ขนาดนั้นทำไมพวกเขาถึงปล่อยหนังสือออกมาขาย? ปกที่แล้วพวกเขาทำไว้ดีมาก แต่ทำไมปกนี้ออกมาแย่ล่ะ เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรภายในองค์กรหรือเปล่า?

เทคนิคฝึกซ้อมบนคู่แข่งไม่มีผิดไม่มีถูก เราสามารถตอบคำถามตามใจเราได้เลย มันเป็นการทดลองทางความคิดเท่านั้น ลองใช้ประสบการณ์และความรู้ที่มีอยู่ทั้งหมดมาตอบคำถามอย่างจริงจัง คำถามเหล่านี้พาเราไปอยู่ในสถานการณ์ของคู่แข่ง และพยายามปรับปรุงผลิตภัณฑ์ของพวกเขาให้ดีขึ้น โดยที่เรารู้ผลลัพธ์ล่วงหน้าอยู่แล้ว

เทคนิคนี้ช่วยขัดเกลาให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า sense ซึ่งช่วยให้วีเลิร์นประเมินได้ว่าชื่อที่คิดออกมานี้เป็นชื่อที่ดีหรือเปล่า จะขายได้ไหม ขายได้ระดับไหน หากปราศจาก sense เราก็ไม่มีเครื่องมือที่ช่วยให้ตัดสินใจ คนที่มี sense ดีที่สุดจึงเป็นคนที่ตัดสินใจได้ดีที่สุด และพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้ครับ


ยิ้มให้ความล้มเหลว

เมื่อเจอกับความล้มเหลว บางครั้งมันก็แทบทำให้เราล้มทั้งยืน แต่เมื่อผ่านมาได้คุณพูนลาภบอกว่าเขาได้เห็นข้อดีหลายอย่างของความล้มเหลว

1. มันทำให้เรารู้ว่าตัวเองไม่ได้สุดยอดอย่างที่คิด

ความล้มเหลวจะดึงเราออกจากความเพ้อมันมาสู่โลกของความจริง จากที่เคยคิดว่าไอเดียของตัวเองสุดยอด เราก็จะถ่อมตัวมากขึ้น ความล้มเหลวทำให้คุณพูนลาภรู้ว่าในการทำงานสร้างสรรค์ การให้คนคนเดียวคิดไม่ใช่ทางเลือกที่ดี เพราะทุกคนมีช่องโหว่ทางความคิด สิ่งที่เราคิดว่ายอดเยี่ยมอาจยอดแย่สำหรับคนจำนวนมากก็ได้ เพียงแต่เราไม่รู้

2. มันทำให้เราเก่งขึ้น

คนที่ล้มเหลวคือคนที่กล้าออกจากพื้นที่ที่ตัวเองสบายใจ และก้าวไปสู่สิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำมาก่อน ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาแบบไหน อย่างน้อยมันก็ทำให้เราเก่งขึ้นบ้าง ทำให้เรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ไม่ควรทำ

3. มันทำให้เราแกร่งขึ้น

ความล้มเหลวทำให้เรามีภูมิต้านทาน เราจะล้มยากขึ้น หรือหากล้มก็จะกลับมาลุกขึ้นใหม่ได้ง่ายขึ้น การฝึกล้มไปทีละนิดทำให้เราแกร่งขึ้นได้ครับ

4. มันเปิดโอกาสให้เราได้สร้างตำนาน

เรื่องราวของคนที่ล้มเหลวแล้วพลิกกลับมาประสบความสำเร็จ น่าสนใจกว่าเรื่องราวของคนที่ประสบความสำเร็จมาตลอดเส้นทางของชีวิต เพราะเรื่องราวของคนที่ล้มแล้วลุกสร้างความประทับใจได้มากกว่า เชื่อมโยงด้วยได้มากกว่า คนที่ล้มแล้วลุกจะมีภาพจำเป็นคนที่มีจิตวิญญาณของนักสู้ พร้อมชนทุกปัญหา คนแบบนี้แหละครับที่คุณพูนลาภบอกว่าเป็นคนที่จะพาองค์กรก้าวไปข้างหน้าได้

ในการทำงานสร้างสรรค์ ความล้มเหลวคือส่วนหนึ่งของชีวิต ไอเดียที่อุตส่าห์ใช้เวลาคิดทั้งสัปดาห์ อาจถูกหัวหน้าปัดตกในเวลาไม่กี่วินาที ไอเดียที่เรามั่นใจว่าผ่านแน่นอน แต่พอเสนอแล้วลูกค้ากลับไม่ซื้อ โลกแห่งความจริงความล้มเหลวพร้อมเข้ามาทักทายเราตลอดเวลาแบบไม่รู้สึกจบสิ้น

เวลาที่เราล้มเหลวมักถูกซ้ำเติมด้วยคำพูดของคนอื่น คำแนะนำของคุณพูนลาภคืออย่าไปสนใจคำพูดของคนอื่นมากนัก คนเหล่านั้นไม่ได้ใส่ใจเรามากเท่าที่เราคิด ให้เราเรียนรู้ที่จะช่างแม่งกับความคิดของคนอื่น แล้วหันมาใส่ใจกับความรู้สึกของตัวเองแทนครับ

ทางเดียวที่ล้มแล้วจะลุกขึ้นมาใหม่ได้คือการรู้จักยิ้มให้กับความล้มเหลว แม้เราจะล้มเหลวในสายตาของคนอื่นยังไงก็ช่าง แต่อย่างล้มเหลวในสายตาของตัวเอง เพราะหากเป็นอย่างนั้น การลุกขึ้นใหม่จะทำได้ยากครับ


โลกนี้มันกลมกว่าที่เราคิด

หลายเหตุการณ์ในชีวิตการทำธุรกิจของคุณพูนลาภ ทำให้เขาพบสัจธรรมข้อหนึ่งว่า “โลกนี้มันกลมกว่าที่เราคิด” คนที่เราทำแย่ ๆ ใส่ เพราะคิดว่าชีวิตนี้คงไม่มีทางได้เจอกันอีก สุดท้ายต้องมาเจอกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ถ้าสร้างมิตรไม่ได้ก็อย่างสร้างศัตรู จงทำดีกับทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตครับ

คุณพูนลาภได้ให้ข้อคิดสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน คนที่กำลังทำงานอยู่ และคนที่ได้ขึ้นเป็นผู้บริหาร สำหรับที่คนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน คุณพูนลาภได้ให้ข้อคิดว่าจงทำวันนี้ให้ดีที่สุด แม้เราจะยังคนหาตัวตนอยู่ ยังไม่แน่ใจว่างานสายไหนหรืออาชีพอะไรเหมาะสมกับตัวเราจริง ๆ แต่เราสามารถเต็มที่กับทุกงานที่ได้รับมอบหมาย

สำหรับเด็กจบใหม่ สิ่งที่หัวหน้ายังมองเห็นไม่ชัดคือความสามารถ มันเป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์ด้วยเวลาและประสบการณ์ แต่สิ่งที่มองเห็นชัดเจนทันทีคือความทุ่มเทและความพยายาม ซึ่งมันจะกลายเป็นความประทับใจ เราจะถูกจดจำในฐานะคนที่ทุ่มเทเต็มร้อยให้กับทุกสิ่งที่ทำ

ในเมื่อโลกนี้มันกลม บางทีหัวหน้าอาจเป็นคนแนะนำให้เราพบเจอกับโอกาสดี ๆ ในอนาคตก็เป็นได้ คุณพูนลาภบอกว่าจะมีใครบ้างที่ไม่อยากแนะนำคนที่ทุ่มเทเต็มร้อยให้กับทุกสิ่งที่ทำให้เพื่อนฝูงในวงการได้รู้จัก

สำหรับคนที่กำลังทำงานอยู่ คุณพูนลาภได้ให้ข้อคิดว่าอย่าทิ้งขยะไว้เบื้องหลัง อย่าเอาผลประโยชน์มาแลกกับความดีที่เคยทำมา เพราะมันไม่คุ้มค่าเลย ตลอดชีวิตการทำงานของคูณพูนลาภ เขาได้เห็นคนจำนวนมากที่ทำงานในบริษัทหนึ่งมาอย่างยาวนาน สร้างชื่อเสียงเอาไว้มากมาย แต่กลับทำให้ทุกอย่างด่างพร้อยในช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่จะออกจากบริษัท ทิ้งไว้แต่คำด่าของเพื่อนร่วมงานเอาไว้เบื้องหลัง

เจอร์เกน คล็อปป์ อดีตผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลเคยพูดไว้ว่า “มันไม่สำคัญว่าพวกเขาคิดอย่างไรตอนคุณเดินเข้ามา มันสำคัญกว่าว่าพวกเขาคิดอย่างไรตอนคุณเดินออกไป”

สำหรับผู้บริหาร ในวันที่เรามีอำนาจ ในวันที่ทุกคนให้ความเคารพนับถือ จงทำตัวให้เล็กเข้าไว้ ใจดีกับทุกคน และใช้อำนาจที่เรามีช่วยเหลือผู้อื่นอย่างเต็มที่ ตำแหน่งเป็นเพียงหัวโขน วันที่เราสวมมันอยู่คนย่อมเคารพนับถือ แต่วันที่เราถอดมันออกหรือต้องก้าวลงจากตำแหน่ง ผู้คนจะยังคงนับถือเราอยู่หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราเคยปฏิบัติกับพวกเขาไว้ยังไง

ชีวิตคนเรามันสั้นครับ แถมโลกยังกลมกว่าที่คิดอีก เวลาที่มีอยู่เราควรเอาไปใช้สร้างมิตรมากกว่าศัตรู คิดถึงใจคนอื่นเข้าไว้ เพราะสุดท้ายมนุษย์เราก็ถูกสร้างมาให้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทำแบบนี้แล้วนอกจากชีวิตจะราบรื่นและมีความสุขมากขึ้นแล้ว เรายังจะไม่พลาดสายลมแห่งโอกาสที่อาจพัดผ่านเข้ามาในชีวิตอีกด้วย


ทั้งหมดนี้คือบางส่วนที่ผมสรุปมาจากหนังสือวิชาคนตัวเล็ก ซึ่งเขียนโดยผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์วีเลิร์น สำนักพิมพ์ที่เรียกได้ว่าเป็นอันดับหนึ่งด้านการผลิตหนังสือฮาวทูในประเทศไทย แม้จะเป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ แต่ก็อัดแน่นไปด้วยประสบการณ์การทำงานกว่า 20 ปี ของผู้เขียน เล่มนี้อ่านง่าย แต่ละบทสั้น ๆ มีสอดแทรกเบื้องหลังการทำงานของสำนักพิมพ์เอาไว้ด้วย เพื่อน ๆ สามารถติดตามอ่านทั้ง 33 ข้อได้ในหนังสือเล่มนี้ครับ วิชาคนตัวเล็ก เขียนโดย พูนลาภ อุทัยเลิศอรุณ ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น ราคา 200 บาท

สนใจหนังสือ วิชาคนตัวเล็ก (Small Rules)

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/3AvqbXgYSG
หรือซื้อแบบebook:
https://www.mebmarket.com
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a Reply

What's New

The Wonderful Wizard of Oz: พ่อมดมหัศจรรย์แห่งออซ – หัวใจ สมอง ความกล้า และการเดินทางกลับบ้าน

The Wonderful Wizard of Oz ชื่อไทยคือพ่อมดมหัศจรรย์แห่งออซ วรรณกรรมเยาวชนชิ้นเอกของแอล. แฟรงก์ บอม (L. Frank Baum) ตีพิมพ์ครั้งแรกปี 1900 ครับ ผลงานอายุ 100 กว่าปีแล้ว แต่ยังถูกหยิบมาดัดแปลงเป็นสื่อบันเทิงแขนงต่าง ๆ มากมายจนถึงปัจจุบัน อย่างล่าสุดมีภาพยนตร์เรื่อง Wicked...

จากบ้านช่างเซรามิค สู่พิพิธภัณฑ์ภูมิปัญญาเครื่องปั้นดินเผาจากจีน

หากพูดถึงจังหวัดลำปาง หลายคนคงนึกถึงรถม้า แต่รู้ไหมว่าที่นี่ยังเป็นเมืองหลวงแห่งเซรามิกของประเทศไทย โดยเฉพาะชามตราไก่ที่เราคุ้นเคยกันดีตามร้านก๋วยเตี๋ยว วันนี้ไอติมจะพาเพื่อน ๆ ไปเจาะลึกประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญา และศิลปะที่ถูกส่งต่อมานับร้อยปีที่ พิพิธภัณฑ์เซรามิกธนบดี (Dhanabadee Ceramic Museum) ซึ่งดัดแปลงบ้านของช่างเซรามิกยุคบุกเบิก ให้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ “อาปาอี้” ชายชาวจีนผู้หนีภัยสงคราม สู่ผู้บุกเบิกเซรามิกลำปาง เซรามิกเมืองลำปางเริ่มต้นจากชายชาวจีนชื่อ อาปาอี้ (นายอี้ ซิมหยู แซ่ฉิน)...

เศรษฐีชี้ทางรวย ปรัชญาสร้างความมั่งคั่งจากบุรุษผู้ร่ำรวยที่สุดแห่งบาบิโลน

ถ้าพูดถึงเรื่องการเงิน หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องซับซ้อน มีหลายอย่างที่ต้องทำความเข้าใจมากเกินไป แต่จริง ๆ แล้วแก่นหลักที่จะทำให้ใครสักคนมั่งคั่งมีแค่ไม่กี่ข้อเองครับ และเป็นเหมือนสัจธรรมด้านการเงินที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัย หลักการเหล่านี้ก็ยังใช้ได้ดีอยู่ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Richest Man in Babylon ชื่อไทยมีหลายชื่อเลยครับ แล้วแต่ว่าตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ไหน ชื่อที่เห็นบ่อยคือเศรษฐีชี้ทางรวย หรือบุรุษผู้มั่งคั่งที่สุดในบาบิโลน เขียนโดยจอร์จ ซามูเอล...

Frankenstein: แฟรงเกนสไตน์ – เมื่อมนุษย์ทะเยอทะยาน ฝืนอยากเล่นบทพระเจ้า

ปีศาจสยองขวัญยุคคลาสสิก นอกจากแดร็กคูล่า มนุษย์หมาป่า และมัมมี่ ยังมีปีศาจจากเรื่องแฟรงเกนสไตน์ที่มีภาพจำเป็นปีศาจตัวยักษ์สีเขียว ทั้งตัวมีแต่รอยเย็บ ตรงขมับมีหมุดเหล็กปักอยู่ ไอติมบุ๊คคลับ ep นี้จะมาเล่าเรื่องจากนิยายไซไฟสยองขวัญเรื่องแฟรงเกนสไตน์ (Frankenstein) ผลงานเขียนของแมรี เชลลีย์ (Mary Shelley) ซึ่งเรื่องราวชีวิตส่วนตัวของเธอก็น่าสนใจมาก ไว้ผมจะเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังในตอนท้ายครับ ตัวละครหลักของเรื่องนี้คือวิกเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ (Victor Frankenstein)...

Suddenly Talented วิชาเก่งปุบปับ เทคนิคเรียนรู้จนกลายเป็นคนเก่ง แบบไม่ต้องพึ่งพรสวรรค์

ตั้งแต่เด็กเรามักถูกปลูกฝังว่า คนเราเกิดมามีพรสวรรค์ไม่เท่ากัน หรือ ถ้าไม่เก่งตั้งแต่เด็กก็คงไม่มีวันเก่ง แต่มีหนังสือเล่มหนึ่งครับที่บอกว่า ความเก่งสร้างได้จากศูนย์ หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Suddenly Talented: วิชาเก่งปุบปับ เขียนโดย ฌอน เดอซูซา (Sean D’Souza) ก่อนเข้าเนื้อหาของหนังสือ ผมขออธิบายความหมายของคำว่า Talented ก่อนนะครับ ความหมายแรกของคำนี้ที่คนมักนึกถึงคือ พรสวรรค์ แต่คำนี้ยังหมายถึงความสามารถได้ด้วยครับ เหมือนรายการโชว์ความสามารถ...

365 วิธี สมองดีขึ้นได้ในทุก ๆ วัน เรื่องง่าย ๆ ที่หมอสมองอยากให้คุณทำทันที

สมองของมนุษย์มีความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลเทียบเท่าหนังสือพิมพ์ 6 ล้านฉบับ กาแล็กซีทางช้างเผือกมีดาวประมาณ 100,000 ล้านดวง และสมองในกะโหลกเล็ก ๆ ของเรามีเซลล์สมองประมาณ 100,000 ล้านเซลล์พอ ๆ กันเลยครับ เซลล์สมองแต่ละเซลล์มีการเชื่อมต่อกับเซลล์อื่น ๆ บางเซลล์มีแค่ไม่กี่จุด แต่บางเซลล์อาจมีมากถึง 10,000 จุดเลยครับ เมื่อรวมกันแล้วเซลล์สมองของเรามีการเชื่อมต่อกันมากถึง 100 ล้านล้านจุด แต่ละเซลล์สื่อสารกันตลอดเวลา...

Related Articles

Million Dollar Weekend ธุรกิจเงินล้าน สร้างได้ภายใน 48 ชั่วโมง

ช่วงนี้หลายคนสนใจการเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียว ภาษาอังกฤษบางคนเรียกว่า Solopreneur บางคนเรียกว่า One-Person Business ความหมายของทั้งสองคำนี้คือ ธุรกิจที่เจ้าของเป็นคนลงมือทำ บริหาร และตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเองแบบไม่จ้างใครเลย โดยเน้นใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลมาช่วยครับ ผู้ประกอบการตัวคนเดียวเป็นโมเดลธุรกิจที่จัดการง่าย...

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม...

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing...

error: Content is protected !!