เยียวยาซึมเศร้า รวมวิธีที่ได้ผลและไม่ได้ผล ในการรักษาซึมเศร้าจากประสบการณ์ตรง

Share
Share

หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งรู้สึกว่าการกินยาช่วยให้อาการดีขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เขาคิดว่าโรคซึมเศร้าไม่มีทางหายสนิทได้ด้วยยาเพียงอย่างเดียว จึงนำข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตประเภทที่ว่า “ถ้าเป็นซึมเศร้าให้ทำ… จะช่วยให้อาการดีขึ้น” หรือ “ถ้าเป็นซึมเศร้าอย่าทำ… ไม่งั้นอาการจะแย่ลง” ผู้เขียนได้นำวิธีการเหล่านั้นมาปฏิบัติตามและรวบรวมผลที่ได้ออกมาว่าเป็น “สิ่งที่ได้ผลดี” และ “สิ่งที่ไม่ได้ผล” ผู้เขียนกำกับเอาไว้ว่าในหนังสือไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง 100% บางวิธีที่ได้ผลกับผู้เขียน อาจไม่ได้ผลกับบางคน หรือบางวิธีผู้เขียนใช้ไม่ได้ผล แต่บางคนทำแล้วอาการซึมเศร้าดีขึ้น


วิธีการกลุ่มที่ 1 – ทำง่ายและได้ผลดี

1. เล่น Twitter

  • ข้อดี – ได้เห็นตัวอย่างประสบการณ์จริงและความเห็นจากคนจริง ๆ มากมาย
  • ข้อเสีย – เสี่ยงที่จะเจอดราม่า

หากลองค้นหาคำว่า “โรคซึมเศร้า” ในกูเกิล ผลลัพธ์ก็จะออกมาเป็นบทความจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา ข้อมูลทางการแพทย์เหล่านี้มักจะเที่ยงตรง ดังนั้นในแง่ของความน่าเชื่อถือกูเกิลทำได้ยอดเยี่ยม แต่ในมุมของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ

แต่หากเราค้นหาคำว่า “โรคซึมเศร้า” ในทวิตเตอร์จะพบบันทึกประสบการณ์ของคนจริง ๆ มากมาย ไม่ใช่ข้อมูลที่สรุปออกมาอย่างเรียบร้อย แต่เป็นข้อมูลในรูปแบบเสียงรำพึง แม้อาจจะไม่ถือว่าเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทั้งหมด แต่สำหรับผู้ป่วยซึมเศร้าที่จมอยู่กับความคิดว่า “คนที่ทนทุกข์บนโลกนี้มีแค่ฉันหรือเปล่า?” ข้อความเหล่านี้ช่วยให้ผู้ป่วยรู้ว่ามีคนแบบเดียวกันอยู่ก็จะรู้สึกสบายใจขึ้นมาได้

ทวิตเตอร์ให้ผู้ใช้เขียนข้อความได้จำกัด ผู้ป่วยซึมเศร้าไม่ต้องใช้สมองคิดทบทวนมากเพื่อทวีตข้อความ แค่เขียนระบายลงไปโดยไม่ต้องคิดอะไร ทวิตเตอร์เหมือนเป็นไดอารี่ ที่หากเรากลับไปอ่านอาจพบว่าเรื่องที่เราเคยกังวลมักไม่ใช่เรื่องที่หนักหนาสาหัสเท่าที่คิดไว้

ผลเสียอย่างหนึ่งของทวิตเตอร์คือการบูลลี่ที่เกิดขึ้นง่ายเมื่อมีประเด็นดราม่าอะไรสักอย่าง ใครสักคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอาจโผล่เข้ามาร่วมวงด้วยแล้วด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย แม้จะไม่รู้ว่าผิดจริงหรือเปล่า นอกจากนี้คำด่ามักมาในรูปแบบเดิมซ้ำ ๆ ทำให้รู้สึกเหมือนโดนคนจำนวนมากโจมตี เราไม่อาจรู้เลยว่าใครจะพูดอะไร และตัวคนพูดก็ไม่ได้เข้าใจสถานการณ์อย่างถ่องแท้

เพื่อให้ห่างจากการบูลลี่และดราม่า ผู้เขียนได้ตั้งกฏในการเล่นทวิตเตอร์ไว้ว่า

  • จะตอบกลับเฉพาะคนที่สนใจ
  • ไม่โจมตีบุคคล
  • ถ้าแนวคิดเข้ากันไม่ได้ก็กดซ่อนหรือบล็อกโดยไม่เกรงใจ

พอเข้ามาในโลกของทวิตเตอร์เรามักกังวลสายตาคนอื่นมากเกินไป จนลืมวัตถุประสงค์เริ่มแรกที่เข้ามาเล่นเพราะต้องการบันทึกความคิดของตัวเองและแบ่งปันประสบการณ์ที่เคยเจอมา เหนืออื่นใดสิ่งที่สำคัญที่สุดคือสนุกกับการเล่นทวิตเตอร์นั่นเอง

2. นอน

  • ข้อดี – เป็นวิธีที่ทำให้สมองปลอดโปร่งง่าย ๆ
  • ข้อเสีย – อาจทำให้นาฬิกาชีวิตผิดเพี้ยน

ไม่ว่าจะเป็นโรคซึมเศร้าประเภทไหนก็มีจุดร่วมกันอยู่นั่นคือ “การคิดมาก” พอเริ่มคิดอะไรแง่ร้ายแล้วจะหยุดไม่ได้ ความกังวลจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็นช่วงเวลาของปีศาจที่คนป่วยเป็นโรคซึมเศร้ารู้จักกันดี ยาที่แก้ได้รวดเร็วที่สุดคือการนอน เพราะเราสามารถปิดสวิตซ์ความคิดได้ทันที

มีหลากวิธีที่คนทั่วไปใช้หลบจากโลกแห่งความจริง การดูอนิเมะหรืออ่านการ์ตูนอาจช่วยได้ แต่บางครั้งเราก็ไม่มีสมาธิจดจ่อมากพอที่จะหลุดเข้าไปในเรื่องราวสมมุติเหล่านั้น การนอนจึงเป็นการปิดกั้นโลกภายนอกได้ดีที่สุด แต่หากนอนมากเกินไปก็ไม่ดี เพราะจะทำให้กลางคืนนอนไม่หลับ และนาฬิกาชีวิตผิดเพี้ยนไปหมด

ผู้เขียนเล่าว่าเคยตื่นตอนตี 3 แล้วเล่นเกมยันเช้า และนอนอีกทีตอนกลางวัน ผลคือน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ผิวเสีย หงุดหงิดง่าย เหม่อลอยตลอด ชีวิตช่วงนั้นเหมือนถูกปล่อยผ่านไปโดยไม่เกิดประโยชน์ รู้สึกหงุดหงิดตัวเองที่นอนให้ดี ๆ ก็ยังไม่ได้ ผู้เขียนจึงรู้ว่านาฬิกาชีวิตที่ผิดเพี้ยนจะส่งผลให้จิตใจหม่นหมอง จึงตั้งปณิธานว่าจะไม่ทำให้มันผิดเพี้ยนไปจากเดิมอีก

3. เลี้ยงสุนัข

  • ข้อดี – ซื่อสัตย์ จงรักภักดี
  • ข้อเสีย – เป็นไปได้มากว่าจะตายก่อนเรา

เมื่อเราได้เล่นกับสุนัข ร่างกายเราจะหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซิน หรือที่เรียกกันว่าฮอร์โมนแห่งความสุข ซึ่งส่งผลให้ความเครียดลดลง เรามักพูดกับสุนัขด้วยเสียงที่ 2 ที่ 3 พร้อมกับทำสีหน้าเคลิบเคลิ้ม แน่นอนว่าสัตว์อื่น ๆ นอกจากสุนัขก็ให้ผลเช่นนี้เหมือนกัน

ผู้ป่วยซึมเศร้าจะตั้งคำถามกับตัวเองบ่อย ๆ ว่า “ตัวเราจำเป็นต่อโลกใบนี้หรือไม่?” แต่ถ้าไม่มีคนดูแล สัตว์เลี้ยงก็ไม่มีทางรอดชีวิตในโลกนี้ได้ สำหรับสัตว์เลี้ยงพวกเราคือคนที่จะทำให้มันมีชีวิตต่อไปได้ เราเป็นเสมือนพ่อแม่

มนุษย์เราทรยศหักหลังกันได้ง่าย ๆ เพราะมนุษย์ทุกคนย่อมมีความเห็นแก่ตัว และจิตใจของมนุษย์ซับซ้อนกว่าสัตว์เลี้ยงหลายเท่า ทุกคนต่างมีเป้าหมายในชีวิตต่างกัน แม้จะเป็นครอบครัวเดียวกันก็อาจมุ่งไปสู่เป้าหมายคนละทาง

แต่สัตว์เลี้ยงนั้นต้องการเพียงอยากให้เจ้านายรัก อยากได้อาหาร อยากเล่น พวกมันต้องการเพียงเท่านี้ เนื่องจากมีสติปัญญาด้อยกว่ามนุษย์จึงมีความต้องการพื้น ๆ พวกมันไม่เคยสนใจสายตาของคนรอบข้าง และดีใจกับสิ่งที่เรามอบให้อย่างที่สุด จิตใจที่แปดเปื้อนของมนุษย์ได้รับการชำระล้างด้วยความบริสุทธิ์เหล่านี้

4. ดูยูทูบ

  • ข้อดี – ดูได้ทุกที่ ทุกเวลาผ่านโทรศัพท์มือถือ
  • ข้อเสีย – เนื้อหาคุณภาพต่ำ ทำให้เบื่อง่าย

สื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ได้รับการประเมินว่าสร้างผลด้านบวกต่อสุขภาพจิตของคนหนุ่มสาวมากที่สุดคือยูทูบ ซึ่งช่วยให้ลืมความกังวล ความซึมเศร้า ความโดดเดี่ยวเป็นต้น ส่วนข้อเสียคือทำให้นอนไม่พอ เมื่อเทียบกับทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก หรือไอจี ยูทูบเป็นสื่อที่ผู้ใช้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นน้อยมาก องค์ประกอบที่เป็นสังคมมีเพียงตรงกล่องความคิดเห็นเท่านั้น ถ้าไม่เลื่อนลงไปดูก็จะไม่เห็นข้อความที่อาจจะเป็นการโต้เถียงกัน

ช่องยูทูบที่ติดตามควรเป็นช่องที่ไม่ก่อดราม่า ดูได้อย่างสบายใจ ไม่ใช้คำหยาบ เป็นช่องที่เรียกเสียงหัวเราะ

5. หางานอดิเรกทำ

  • ข้อดี – ทำให้คิดแง่บวกได้ง่าย
  • ข้อเสีย – งานอดิเรกบางประเภทอาจต้องใช้เงินมาก

ผู้เขียนยกตัวอย่างว่าตัวเองมีงานอดิเรกเป็นการเขียนบล็อก เวลามีคนมาอ่านและสนับสนุน ทำให้รู้สึกว่า “ฉันก็ทำประโยชน์ให้สังคมได้เหมือนกันนะ” อาจมีบางคนพูดจาทำนองว่า ถ้าเป็นโรคซึมเศร้าจริงต้องหมดอาลัยตายอยากกับทุกสิ่ง คนที่ยังทำอะไรสนุก ๆ ได้ต้องเป็นโรคซึมเศร้าปลอม ผู้เขียนก็แนะนำว่าอย่าไปสนใจ บางทีเราอาจอยู่ในระยะฟื้นตัวหรือโรคทุเลาแล้ว มีแรงใจและพลังงานพอที่จะเพลิดเพลินกับกิจกรรมต่าง ๆ ได้แล้ว

แต่หากไม่มีแรงทำอะไรเลยจริง ๆ เป็นเหมือนรถที่น้ำมันหมดก็อย่ากดดันตัวเองว่าถ้าไม่ทำงานอดิเรก อาการซึมเศร้าก็จะไม่ดีขึ้น เวลาที่อาการซึมเศร้ากำเริบ มีแต่ต้องกินยาและพักผ่อนเท่านั้น ไม่ควรฝืนทำงานอดิเรกในเวลาที่อารมณ์ห่อเหี่ยว

6. หายใจลึก ๆ

  • ข้อดี – ทำได้ทุกที่ทุกเวลา
  • ข้อเสีย – ลืมทำได้ง่าย

เวลามนุษย์รู้สึกตื่นเต้นหรือหวาดกลัวจะหายใจได้ไม่เต็มปอด เพราะสมองส่วนอะมิกดาลาที่ควบคุมความรู้สึกด้านลบ รับรู้ถึงอันตรายจึงส่งสัญญาณไปสมองส่วนไฮโปทาลามัสที่ทำหน้าที่ควบคุมระบบประสาทอัตโนมัติ เมื่อเรากังวลหรือเครียด ชีพจรจะเต้นเร็วขึ้นและหายใจถี่ขึ้น ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าการหายใจถี่จะทำให้เกิดอาการผิดปกติอื่น ๆ ตามมา

การหายใจด้วยหน้าท้องช่วยให้ผ่อนคลาย เมื่อหายใจเข้าทางจมูกลึก ๆ ท้องจะป่องออก หลังจากนั้นพ่นลมหายใจออกทางปาก ก็จะรู้สึกว่าความอึดอัดในใจคลายลงไปได้เล็กน้อย สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น ผู้เขียนแนะนำให้ลองทำจากท่านอนหงายดูก่อน เมื่อเริ่มคุ้นเคยแล้วจะทำได้ไม่ว่าอยู่ในท่าใด

7. จำกัดของหวาน

  • ข้อดี – ทำให้หายเพลียและลดความอ้วน
  • ข้อเสีย – หงุดหงิดง่ายขึ้น

ว่ากันว่าน้ำตาลมีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้า ทำให้ร่างกายหลั่งสารอินซูลิน เพิ่มสารเซโรโทนินในสมอง แต่การกินของหวานช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นเพียงแค่ชั่วคราว หากกินมากไปอาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มได้

เมื่ออ้วนขึ้นหลายคนอาจไม่มั่นใจในตัวเอง จนไม่กล้าออกไปข้างนอก ร่างกายไม่โดนแสงแดดที่เราควรออกไปรับบ้าง ถ้าเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านก็จะเอาแต่นอนเกลือกกลิ้ง ไม่มีอะไรทำ ส่งผลให้อ้วนกว่าเดิม ดังนั้นควรจำกัดของหวานให้น้อยลง และออกกำลังกายเพื่อให้มีสุขภาพและรูปร่างที่ดี ซึ่งส่งผลให้กลับมามั่นใจในตัวเองได้อีกครั้ง


วิธีการกลุ่มที่ 2 – ทำยากแต่ได้ผลดี

1. อ่านหนังสือ

  • ข้อดี – ช่วยคลายเครียดได้มาก
  • ข้อเสีย – อาจทำให้มีอารมณ์คล้อยตามมากเกินไป

การอ่านหนังสือธุรกิจหรือชีวประวัติ ทำให้เรารู้จักชีวิตหรือกิจการของใครสักคนได้ในราคาไม่กี่ร้อยบาท ไม่มีอะไรคุ้มค่ากว่านี้แล้ว ความจริงแล้วการออกไปพบปะผู้คนเป็นวิธีเก็บข้อมูลที่ดีที่สุด แต่พอเป็นโรคซึมเศร้าที่ทั้งแรงกายและแรงใจมีจำกัด ทำให้ออกไปข้างนอกบ่อย ๆ ไม่ได้

มีวิธีอะไรบ้างที่จะช่วยเราสะสมประสบการณ์ชีวิตได้แม้ตัวจะอยู่ในบ้าน คำตอบคือการอ่านหนังสือนั่นเอง มีงานวิจัยพิสูจน์แล้วว่าการอ่านหนังสือช่วยคลายเครียดได้ เวลาที่อ่านหนังสือเราจะจดจ่ออยู่กับโลกนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นโลกที่ดีหรือร้าย เหมือนได้พูดคุยถกปัญหากับผู้เขียน

นักเขียนนิยายมีความสามารถอันยอดเยี่ยมในการดึงผู้อ่านเข้าไปสู่เรื่องราวในหนังสือ ยิ่งคนเป็นซึมเศร้ามีอารมณ์คล้อยตามได้ง่าย จึงจำเป็นต้องระวังให้มาก เมื่อถลำลึกลงไปในเรื่องราวที่โศกเศร้า ก็จะรู้สึกว่าตัวเองกลับมามีชีวิตไม่ได้อีกต่อไป หนังสือที่เหมาะกับคนเป็นโรคซึมเศร้าควรเป็นหนังสือเนื้อหาฟีลกู๊ด

2. จดบันทึก

  • ข้อดี – มองตัวเองอย่างเป็นกลางได้ง่ายขึ้น
  • ข้อเสีย – ยุ่งยาก

พอเป็นโรคซึมเศร้าและจมอยู่กับความรู้สึกแง่ลบ สายตาจะแคบและมองไม่เห็นตัวเอง จิตแพทย์หลายคนแนะนำให้ผู้ป่วยเขียนไดอารี่ เพราะนั่นเป็นวิธีที่ทำให้มองตัวเองอย่างเป็นกลางได้ การทิ้งระยะห่างกับตัวเองในความคิด และเฝ้ามองอารมณ์ตัวเองอย่างมีสติเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก

พอเริ่มเขียนไดอารี่ ช่วงแรกอาจเขียนแต่เรื่องแง่ลบ ซึ่งก็ไม่ต้องคิดมาก ความหมายของไดอารี่อยู่ที่การได้เขียนออกมา ถ้าอยากเขียนเรื่องแง่บวกด้วย จะเขียนแค่เรื่องเดียวก็ได้ เช่น วันนี้ได้กินข้าวหน้าเนื้อ อร่อยจัง, วิดีโอที่ดูในยูทูบไร้สาระมากจนขำ, วันนี้นอนหลับสนิทกว่าปกติ

ในชีวิตประจำวันมีความสุขเล็ก ๆ กระจายอยู่มากกว่าที่คิด แต่พอเป็นโรคซึมเศร้าแล้วมักไม่ทันสังเกต เพราะความคิดวนอยู่แต่เรื่องลบ การเขียนไดอารี่จะช่วยฝึกให้สังเกตความสุขเล็ก ๆ เหล่านั้น เจอแค่อย่างเดียวก็เพียงพอ ไม่ต้องบังคับให้ตัวเองเจอหลาย ๆ อย่าง

3. ไปหานักจิตบำบัด

  • ข้อดี – มีคนให้คุยด้วย
  • ข้อเสีย – ค่าใช้จ่ายสูง

สิ่งที่แตกต่างจากจิตแพทย์คือนักจิตบำบัดเป็นมืออาชีพด้านการพูดคุย ส่วนมากจิตแพทย์มักมีคนไข้ล้นมือ หากอาการไม่ได้แย่เป็นพิเศษก็จะตรวจเสร็จภายในไม่กี่นาที ในฐานะผู้ป่วยอาจคิดได้ว่าจิตแพทย์ไม่ค่อยรับฟัง แต่กับนักจิตบำบัดที่มีวิธีรักษาเป็นการพูดคุย ส่วนใหญ่จึงยอมรับฟังสิ่งที่เราพูดเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ชม.

หลายคนอาจนึกภาพไม่ออกว่านักจิตบำบัดทำอะไรกันแน่ ผู้เขียนคิดว่าให้มองง่าย ๆ ว่าเป็นเหมือนเพื่อนสนิทที่คอยเข้าใจเราจริง ๆ ไม่เพียงแค่นั้น หากคนที่ไม่ได้ป่วยเป็นโรคด้านจิตเวช การไปพบนักจิตบำบัดก็อาจทำให้ค้นพบตัวเองด้านใหม่ ๆ จากการพูดคุย ทำให้ใช้ชีวิตได้สบายขึ้น

ข้อเสียเพียงอย่างเดียวของการไปพบนักจิตบำบัดคือราคาค่าปรึกษาค่อนข้างแพง แต่ถ้าได้ลองสัมผัสกับความดีงามของการปรึกษานักจิตบำบัดสักครั้งจะรู้ว่าไม่ได้แพงขนาดนั้น

4. เดินเล่น

  • ข้อดี – เป็นวิธีรักษาสุขภาพที่มีผลข้างเคียงน้อย และทุกคนทำได้
  • ข้อเสีย – ทำต่อเนื่องได้ยาก

สิ่งหนึ่งที่มีผลช่วยรักษาซึมเศร้าคือการออกกำลังกาย และวิธีที่ง่ายที่สุดคือการเดินเล่น เรื่องนี้คนส่วนใหญ่คงได้ยินกันจนเบื่อแล้ว แต่อย่างไรการเดินเล่นก็ทำง่ายและได้ผลจริง ๆ แต่การจะออกไปเดินเล่นต่อเนื่องเป็นประจำในระยะยาวได้นั้นค่อนข้างยาก

หากเดินเล่นแล้วรู้สึกเบื่อ อุปกรณ์ที่ช่วยเราได้ดีคือโทรศัพท์มือถือและหูฟัง เราจะสามารถเดินเล่นพร้อมกับฟังเพลงที่ชอบไปด้วยได้ มีผลการวิจัยพบว่าคนที่ไม่ออกกำลังกายเลยมีความเสี่ยงจะเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าคนออกกำลังกายสัปดาห์ละ 1-2 ชม. ถึง 44% และพิสูจน์แล้วว่าการออกกำลังกายทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 ชม. ช่วยลดอัตราการเกิดโรคซึมเศร้าได้ 12%

หากให้ออกกำลังกายแค่สัปดาห์ละ 1 ชม. แม้จะออกไปเดินเล่นวันเว้นวันยังไงก็น่าจะสำเร็จได้ การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอซึ่งขยับกล้ามเนื้อในจังหวะสม่ำเสมอ เช่น การเดิน วิ่งเหยาะ หรือปั่นจักรยาน ช่วยกระตุ้นร่างกายให้หลั่งสารเซโรโทนินซึ่งเป็นสารสื่อประสาทชนิดหนึ่งที่ช่วยสร้างสมดุลของอารมณ์

คนที่เลี้ยงสุนัขก็สามารถพาสุนัขออกไปเดินเล่นด้วยได้ คุณจะมีคู่หูที่ยอดเยี่ยม แถมสุนัขยังช่วยจุดประกายให้เริ่มบทสนทนา คนรอบข้างอาจเข้ามาทักถามว่าสุนัขชื่ออะไร อายุเท่าไหร่ ส่วนใหญ่เป็นบทสนทนารูปแบบเดิม จึงไม่มีอะไรต้องเกร็ง และเป็นโอกาสที่เราจะได้ปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ถือเป็นการฝึกเพื่อกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้ด้วย

5. คุยเล่นกับเพื่อน

  • ข้อดี – ช่วยเปิดมุมมองให้กว้างขึ้น
  • ข้อเสีย – เครียดง่าย

ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคซึมเศร้า การถูกข่มเหงรังแก การถูกคุกคามทางเพศ การไม่มีความสัมพันธ์กับคนในที่ทำงาน ทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว อัลเฟรด แอดเลอร์ นักจิตวิทยาชื่อดังเคยกล่าวเอาไว้ว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ทำให้เกิดความทุกข์ทั้งมวล” แต่หลังจากผู้เขียนผันตัวมาเป็นบล็อกเกอร์และได้คลุกคลีกับคนที่ให้กำลังใจ คนที่รู้จักในที่ทำงาน ตัวเขาก็เติบโตขึ้นและเริ่มรู้สึกว่าโลกนี้น่าอยู่ขึ้น

บางคนอาจไม่มีเพื่อนเลย แต่ยุคสมัยนี้เราไม่ต้องมีเพื่อนจริง ๆ ก็ได้ หาเพื่อนในอินเตอร์เน็ตก็ได้ การเล่นทวิตเตอร์ทำให้ได้ผู้ติดตามที่คิดคล้ายกัน และอาจพัฒนาความสัมพันธ์จนได้มาเป็นเพื่อนกันในชีวิตจริง

ถ้าเจอคนที่คิดเห็นไม่ตรงกัน หรือคุณรู้สึกไม่ชอบอีกฝ่ายโดยไม่มีเหตุผล ก็ควรเลิกคบกันโดยไม่ต้องเกรงใจ นั่นจะดีต่อทั้ง 2 ฝ่ายมากกว่า ซึ่งอีกฝ่ายอาจจะคิดแบบเดียวกับเราก็ได้ การที่ทั้ง 2 ฝ่ายต่างไม่ชอบใจ แต่ยังยิ้มหัวเราะและคบกันต่อ มีแต่จะทำให้เหนื่อยทั้งคู่ การเลือกคบคนไม่ใช่เรื่องผิด เพื่อเป็นการรักษาเวลาอันมีค่าของทั้ง 2 ฝ่ายนั่นเอง

6. ปรับเปลี่ยนวิธีคิด

  • ข้อดี – ใช้ชีวิตง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • ข้อเสีย – อาจทำไม่ได้ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ

ความคิดผิดเพี้ยนเป็นทฤษฏีที่สร้างขึ้นโดย เดวิด ดี. เบินส์ มันคือการคาดเดาไปแบบผิด ๆ เช่น อุตส่าห์ทักแต่เขาไม่ทักกลับ เราก็ทึกทักคิดว่าโดนเขาเกลียด โดยไม่รู้ว่าโดนเกลียดจริง ๆ หรือเปล่า แต่เราคิดอย่างนั้นไปแล้ว ความคิดผิดเพี้ยนมี 10 ประการ

6.1 วิธีคิดแบบ All-or-Nothing

เป็นวิธีคิดว่าทุกเรื่องเป็นสีขาวกับดำ ถ้ามีข้อผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ก็จะคิดว่าทุกอย่างผิดพลาดทั้งหมด เป็นวิธีคิดที่กดดันตัวเอง ไม่มีพื้นที่สำหรับสีเทาเลย บางคนเป็นพวกรักความสมบูรณ์แบบ แต่ความสมบูรณ์แบบนั้นไม่มีอยู่จริง นั่นทำให้เรายอมรับตัวเองไม่ได้ ใช้ชีวิตแบบนี้มีแต่จะทุกข์

6.2 เหมารวม

พอมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นจะคิดว่าโลกทั้งใบเป็นแบบนี้หมด สมมุติว่าคุณโดนดราม่าจนถูกรุมโจมตี มีคนบางกลุ่มมาร่วมวงด่าคุณ คุณก็คิดไปว่าคนทั้งโลกนี้เกลียดฉัน ทั้งที่คนที่มาด่าเป็นจำนวนไม่ถึง 0.01% ของคนที่เล่นอินเตอร์เน็ต

6.3 มีฟิลเตอร์ในใจ

พอติดใจกับเรื่องไม่ดีบางเรื่องก็เอาแต่คิดถึงแต่เรื่องนั้น จนทำให้มองความเป็นจริงตรงหน้ามืดบอด ผู้เขียนบอกว่าบางครั้งเผลอติดฟิลเตอร์ตัวเองว่าเป็นโรคซึมเศร้าแล้วมองโลกใบนี้เป็นสีเทา ทั้งที่ความจริงก็แค่เป็นโรคซึมเศร้า ไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปอย่างใหญ่หลวง

6.4 คิดลบ

เอาแต่มองข้ามเรื่องดี ๆ อย่างไร้เหตุผล ทำให้ชีวิตทุกวันมีแต่เรื่องแย่ ๆ เมื่อคิดลบ พอเจอเรื่องที่ควรจะเป็นเรื่องดี ๆ ก็โดนเปลี่ยนให้เป็นเรื่องแย่ ความสัมพันธ์กับคนอื่นก็อาจพัง

6.5 ด่วนสรุป

สรุปเอาเองว่าเรื่องจะจบลงอย่างน่าผิดหวัง โดยไม่พิจารณาข้อเท็จจริงใด ๆ ด่วนตัดสินว่าคนอื่นมองเราในแง่ไม่ดี คิดอยู่เสมอว่าสถานการณ์จะเป็นไปในทางเลวร้าย

6.6 ตีความใหญ่เกินไปและเล็กเกินไป

มองเห็นข้อผิดพลาดของตัวเองยิ่งใหญ่ ส่วนข้อดีของตัวเองนั้นเล็กน้อย ในทางกลับกัน ให้ค่าความสำเร็จของคนอื่นยิ่งใหญ่ มองข้ามข้อเสียของเขาไปหมดสิ้น

6.7 ใช้ความรู้สึกตัดสิน

คิดว่าความโศกเศร้าที่ตัวเองสัมผัสคือความจริงทั้งหมด คิดว่า “ฉันรู้สึกแบบนี้ มันต้องเป็นแบบนี้แน่ ๆ”

6.8 คิดว่า “ต้องทำ”

คือการพยายามโน้มน้าวตัวเองให้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยคิดว่าฉันควรทำหรือต้องทำสิ่งนี้ ความคิดดังกล่าวส่งผลให้เกิดความกดดันหรือคับแค้นใจ และหากความคิดนั้นเกิดขึ้นกับการกระทำของคนอื่น ก็จะโกรธและหงุดหงิดขึ้นมาได้

6.9 ตีตรา

เหมารวมแบบสุดโต่ง เมื่อตัวเองทำพลาดก็จะตัดสินไปเลยว่า “ฉันนี่มันแย่” ไม่ได้มองว่า “ฉันแค่ทำพลาด”

6.10 สรุปเหตุการณ์เข้าหาตัวเอง

เมื่อเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น ต่อให้ไม่ใช่เรื่องที่ตัวเองต้องรับผิดชอบก็ยังโทษว่าเป็นความผิดของตัวเอง

ความคิดผิดเพี้ยนทั้ง 10 ข้อ หลายคนอาจรู้สึกว่าตัวเองก็มีอยู่บ้าง การรู้ตัวนี้สำคัญมาก ทุกอย่างจะคลี่คลายได้ถ้าเรารู้ตัวว่าทำไมจึงเกิดความคิดผิดเพี้ยนเช่นนั้นขึ้นมา

7. เลิกเปรียบเทียบกับคนอื่น

  • ข้อดี – รู้สึกยอมรับตัวเองได้มากขึ้น
  • ข้อเสีย – ความมุ่งมั่นอาจลดลงได้

การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นเป็นไปได้ยาก เพราะเราพิจารณาจากข้อมูลของอีกฝ่ายที่มีอยู่ในมือน้อยนิด ทำให้อาจประเมินสูงหรือต่ำเกินไป เราไม่รู้เบื้องหลังของคนอื่น จึงมองเฉพาะส่วนที่เขาดูเหมือนจะดีกว่าเรา บางครั้งเขาอาจดีกว่าเพราะเรื่องของจังหวะเวลา บางครั้งก็โชคดี เราทุกคนล้วนพยายามในรูปแบบของตัวเองอยู่ทั้งนั้น

ความสุขไม่ได้เกิดขึ้นจากการเปรียบเทียบกับคนอื่น หากคอยเปรียบเทียบตัวเองกับคนนั้นคนนี้ คุณจะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อสามารถเอาชนะเขาในระดับที่คุณตั้งเป้าไว้ หากมีมาตรฐานความสุขของตัวเอง ต่อให้ต้องเข้าไปอยู่ในสังคมที่มีการแข่งขันสูง คุณก็จะอดทนและผ่านมันไปได้

8. เข้าใจตัวเอง

  • ข้อดี – รู้ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะใช้ชีวิตต่อไปได้
  • ข้อเสีย – ถ้าคิดเชิงปรัชญามากเกินไป อาจเกิดผลเสีย

ในการทำความเข้าใจตัวเอง เราต้องมีเวลาให้ตัวเองอยู่ลำพังบ้าง ต่อให้พบนักจิตบำบัดบ่อยแค่ไหน เราก็ยังต้องจัดการข้อมูลต่าง ๆ ในหัว ดังนั้นการหาเวลาอยู่ตามลำพังจึงสำคัญมาก

เวลาอยู่ตามลำพัง เผชิญหน้ากับตัวเองมาก ๆ เข้า บางครั้งอาจเกิดความคิดเชิงปรัชญาขึ้นมา เช่น “ชีวิตที่เจ็บปวดแบบนี้ ทำไมยังต้องหายใจต่อไปนะ” เรื่องแบบนี้ไม่ว่าใครก็ตอบไม่ได้ ถ้าเราไม่มีจุดมุ่งหมาย ไม่มีภารกิจใด ๆ เราก็กำหนดมันขึ้นมาเองได้ ในฐานะบล็อกเกอร์ผู้เขียนกำหนดภารกิจให้ตัวเองว่า จะแสวงหาแนวทางการใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย แล้วเผยแพร่ให้คนอื่นได้รับรู้

9. มีเงิน

  • ข้อดี – ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันน่าหลงไหล
  • ข้อเสีย – มีเยอะไปก็อาจกลุ้มใจ

เงินคือสิ่งจำเป็น มีคนกล่าวเอาไว้ว่า “จนเงินก็จนความคิด” คนเราถ้าขาดเงิน จะคิดจะทำอะไรก็ติดขัดไปเสียหมด ไม่ว่าเราอยากทำอะไรต้องมีเรื่องเงินมาเกี่ยวข้องเสมอ ถ้าความสุขของคุณอยู่กับการเล่นเกม ก็ต้องมีเงินซื้อเกมมาเล่น ขนาดเป็นโรคซึมเศร้าไปหาหมอยังต้องจ่ายค่าหมอค่ายาเลย

มีงานวิจัยทดสอบโดยให้เงินกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง 1,000 คน เป็นเวลา 7 เดือน พบว่าอาการซึมเศร้า ความรู้สึกไม่มั่นคง และความรู้สึกรักตัวเองดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความสุขของคนเรามีหลากหลาย แต่เป็นเรื่องเข้าใจได้ว่าเงินช่วยนำความสุขมาให้คน เงินไม่ได้มีมนตร์วิเศษ แต่เงินทำให้เรามีตัวเลือกในชีวิตมากขึ้น


วิธีการกลุ่มที่ 3 – ทำง่ายแต่ได้ผลไม่ดี

1. ใช้เงิน

  • ข้อดี – คลายเครียดได้ชั่วขณะ
  • ข้อเสีย – อาจทำให้หมดตัว

เวลากดปุ่มซื้อของออนไลน์ เราจะรู้สึกดีมาก และจะรู้สึกอย่างนั้นต่อไปจนกว่าจะได้แกะพัสดุ พอมารู้ตัวอีกทีของที่ซื้อมาก็วางจมกองฝุ่นเสียแล้ว พอใจเย็นลงแล้วกลับมาคิดดู เราจะรู้ทันทีว่าของสิ่งนั้นจำเป็นต้องซื้อหรือไม่ ทางที่ดีควรกดของที่อยากได้ลงตะกร้า แต่ยังไม่ต้องซื้อ รออีกสัก 3-5 วัน ถ้ายังอยากได้สิ่งนั้นอยู่และมีเงินจึงค่อยซื้อ แม้การซื้อของจะทำให้มีความสุข แต่ก็สุขได้แค่ชั่วขณะ ถ้าทำจนติดเป็นนิสัยอาจจะไม่เหลือเงินสำหรับซื้อสิ่งของจำเป็น

2. ดูโทรทัศน์

  • ข้อดี – มีเรื่องไว้ไปคุยกับคนอื่น
  • ข้อเสีย – อาจรู้สึกแย่เมื่อเห็นข่าวลบ ๆ

โทรทัศน์นำเสนอให้คนจำนวนมากดู ดังนั้นจึงต้องเร้าอารมณ์เข้าไว้ ทั้งคดีสะเทือนขวัญ ข่าวการนอกใจ เรื่องส่วนตัวของคนอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับชีวิตเรา ถูกนำมาเสนอราวกับว่าความทุกข์ของคนอื่นมีรสหวานราวกับน้ำผึ้ง

การเห็นคนอื่นเจอเรื่องลำบาก ไม่ได้ทำให้เราสูงส่งขึ้น ดูเผิน ๆ อาจเหมือนเราจะดีกว่าเขา แต่จริง ๆ ชีวิตเราไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย การเสพแต่เรื่องไม่ดีของคนอื่นทำให้เวลาของเราผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ แถมเรายังซึมซับข้อมูลด้านลบเข้ามาโดยไม่รู้ตัว


วิธีการกลุ่มที่ 4 – ทำยากและได้ผลไม่ดี

1. เปลี่ยนนิสัยการกิน

  • ข้อดี – ร่างกายอาจแข็งแรงขึ้น
  • ข้อเสีย – วุ่นวายและใช้เงินเยอะ

เราอาจได้ยินว่าการปรับเปลี่ยนอาหารการกินนั้นดีต่อโรคซึมเศร้า จริง ๆ แล้วการเปลี่ยนอาหารการกินนั้นดีกับทุกคน ไม่ใช่แค่เฉพาะคนป่วยเป็นโรคซึมเศร้า แต่อาหารเพื่อสุขภาพนั้นไม่อร่อย รสชาติจืดชืด ถ้าของโปรดของคุณคืออาหารสุขภาพก็ดีไป แต่ถ้าไม่ใช่ การกินอาหารสุขภาพทุกวันก็เหมือนชีวิตขาดอะไรไป

การเปลี่ยนนิสัยการกินนั้นยากมาก ผู้เขียนให้ความเห็นว่าการปรับเปลี่ยนเครื่องดื่มทำได้ง่ายกว่า การดื่มชาสมุนไพรนั้นสะดวกมาก การดื่มของอุ่น ๆ ช่วยให้ผ่อนคลาย จิตใจสงบ การนั่งจิบชาชิล ๆ ทำให้เราได้จดจ่อกับช่วงเวลานี้ เป็นการฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง

2. เล่นกล้าม

  • ข้อดี – ร่างกายแข็งแรง มีกล้ามเนื้อ
  • ข้อเสีย – ถ้าทำไม่ได้ก็อาจจะรู้สึกผิดกับตัวเอง

ผู้ป่วยซึมเศร้ามักทำอะไรติดต่อกันได้ไม่นานนัก แต่คนที่จะมีกล้ามได้ต้องเล่นกล้ามอย่างต่อเนื่อง การเล่นกล้ามช่วยให้เราเกิดความมั่นใจ เพราะเมื่อมีกล้ามก็สามารถโชว์คนอื่นได้ ได้รับคำชมและพยายามเล่นกล้ามต่อไป เป็นวงจรเชิงบวกที่เกิดซ้ำไปมา

หากได้คุยกับคนเล่นกล้ามเหมือนกัน แน่นอนว่าต้องคุยกันสนุก ความสัมพันธ์ของคนที่มีความชอบแบบเดียวกันนั้นเข้มแข็งมาก การรู้สึกว่าได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ทำให้ความโดดเดี่ยวที่เคยมีหายไปด้วย

หลายคนที่ได้ฟังแล้วอาจรู้สึกว่ามีแต่อะไรที่เราทำไม่ได้ทั้งนั้นเลย สิ่งสำคัญคือต้องเริ่มจากวิธีที่คุณจะทำสำเร็จได้โดยไม่ต้องพยายามมาก แม้วิธีนั้นจะส่งผลดีต่อโรคเพียงเล็กน้อยก็ตาม บางทีทำไปแล้วอาจได้ผลช้า ทำไปก็ไม่รู้ว่าจะหายเมื่อไหร่ แต่ไม่ว่ายังไงเราก็ต้องพยายาม เพราะไม่มีวิธีไหนที่ทำครั้งเดียวแล้วหายจากโรคซึมเศร้าได้

วิธีที่ได้ผลดีคือลองทำอะไรที่ง่าย ๆ เมื่อทำสำเร็จคุณจะเกิดความมั่นใจในตัวเอง ทำให้ค่อย ๆ เพิ่มความยากได้เรื่อย ๆ ไม่ต้องรีบ ทำไปในจังหวะของตัวเอง เมื่อเริ่มทำและทำต่อไปเรื่อย ๆ ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น ใครที่อยากอ่านวิธีในการรักษาซึมเศร้าเพิ่มเติม สามารถติดตามอ่านต่อได้ในหนังสือ “Mapping เยียวยาซึมเศร้ากับเรื่องเล่าของมนุษย์เศร้าซึม” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ ราคา 265 บาท

สนใจหนังสือ Mapping เยียวยาซึมเศร้ากับเรื่องเล่าของมนุษย์เศร้าซึม

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/8KYUvRCptu
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

Related Articles

จิตวิทยาไม่เป็นคนหัวร้อน เทคนิคจัดการอารมณ์ที่ช่วยให้กลายเป็นคนอารมณ์ดีในทุก ๆ วัน

ในแต่ละวันเราต้องเจอกับความโกรธในสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ต้องเจอกับคนที่ไม่ชอบในที่ทำงาน ตอนที่ถูกคนอื่นทำให้เดือดร้อน หรือตอนที่อะไรต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เมื่อนานวันเข้าความโกรธที่สะสมไว้ก็จะกลายเป็นความทุกข์ที่ทำให้ชีวิตหาความสุขไม่ได้ แต่ความโกรธเป็นอารมณ์ปกติตามธรรมชาติของมนุษย์ครับ ไม่ว่าใครก็มีความโกรธได้ โดยไม่เกี่ยวกับเพศกับวัยแต่อย่างใด...

จ้างให้ก็ไม่โกรธ หนังสือจัดการความโกรธที่ปฏิบัติได้จริง

เขียนโดย ชุนซุเกะ อันโดะ กรรมการสมาคมการจัดการกับความโกรธแห่งประเทศญี่ปุ่น เขาศึกษาหลักสูตรการจัดการอารมณ์มาจากอเมริกา และเป็นคนแรกที่นำแนวคิดเรื่องการจัดการความโกรธมาเผยแพร่ในญี่ปุ่น ซึ่งแต่ละปีมีผู้มาเข้าอบรมกับเขามากถึง 20,000 คน ทุกคนล้วนมีความเคยชิน ไม่ว่าจะชอบหมุนปากกา กัดเล็บ...

เรื่องที่แบกไว้เธอจะวางก็ได้นะ วิธีใช้ชีวิตให้สบายเหมือนกำลังนั่งจิบชา

คุณรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่เอาแต่คิดเรื่องไม่เป็นเรื่อง, ชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น, กังวลกับสายตาของคนรอบข้าง, ฝืนยิ้มทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีความสุข รู้สึกว่าชีวิตนี้มีแต่เรื่องน่าเหนื่อยใจ คุณไม่ได้รู้สึกอย่างนี้อยู่คนเดียวครับ โลกเรายังมีคนที่เหนื่อยใจแบบเดียวกันคุณอีกหลายคน ในหนังสือ “เรื่องที่แบกไว้เธอจะวางก็ได้นะ” ชวนให้ผู้อ่านมาสำรวจอุปนิสัยของตัวเอง...

ฉันเป็น “โรคซึมเศร้า” ไหมนะ มาเช็คอาการว่าคุณเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าหรือเปล่า

หลายคนคงรู้จักอาการของโรคซึมเศร้า ผู้ป่วยบางคนพอตกตอนเย็นอาจเริ่มรู้สึกไม่ดี น้ำตาไหลออกมาง่าย ๆ แม้จะมีเรื่องเพียงเล็กน้อยก็กังวลใจ เศร้าเสียใจ รู้สึกว่าร่างกายหนัก จนไม่อยากขยับตัวหรือออกไปไหน อยากนอนตลอดเวลา ทั้งที่นอนมาทั้งวันแล้ว กังวลว่าคนอื่นจะมองตัวเองด้วยสายตาแปลก ๆ...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!