กว่าเวียดนามจะเป็นประเทศเนื้อหอมที่ต่างชาติสนใจเข้ามาลงทุน เวียดนามเคยมีช่วงเวลาที่เลวร้าย ซึ่งผู้คนต้องเสียเลือดเสียเนื้อมากมาย ในสงครามที่เวียดนามรบกับอเมริกา การมาเที่ยวเวียดนามครั้งนี้ ผมเลยอยากมาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของประเทศนี้สักหน่อย จึงจองทัวร์ไปเยี่ยมชมอุโมงค์กูจี๋
ผมตื่นแต่เช้า นั่งแท็กซี่มารอขึ้นรถตู้ที่จุดนัดพบเพื่อเดินทางไปอุโมงค์กูจี๋ ซึ่งห่างจากตัวเมืองโฮจิมินประมาณ 55 กม. รถตู้มารับตรงเวลา นอกจากผมและเพื่อน ๆ ยังมีลูกทัวร์กลุ่มอื่นที่มาจากสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย
ระหว่างทางรถตู้ได้แวะ ศูนย์หัตถกรรมเเละงานฝีมือ ที่กำกับดูแลโดยรัฐบาลของเวียดนาม ที่นี่เป็นสถานที่ฝึกอบรมผู้พิการให้มีความรู้ในการผลิตงานฝีมือออกมาขายเพื่อหารายได้จุนเจือตัวเองและครอบครัว
ผลงานศิลปะของที่นี่ล้วนเป็นของทำมือที่นำเปลือกไข่หรือเปลือกหอยมาเรียงให้เป็นรูปภาพต่าง ๆ ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของสังคมเวียดนาม ชิ้นงานมีทั้งชิ้นเล็ก ๆ สำหรับวางตกแต่งบนโต๊ะทำงาน ไปจนถึงชิ้นใหญ่ที่ประกอบด้วยผลงานหลายชิ้นสำหรับตกแต่งบ้าน ใครที่ชื่นชอบสามารถอุดหนุนสินค้าเพื่อสนับสนุนศูนย์หัตถกรรมนี้ได้
ไกด์ผู้ที่จะพาเราเที่ยววันนี้ชื่อคุณคิม ภาพลักษณ์ของเธอดูเรียบร้อยและขี้อาย แต่ตอนอยู่บนรถตู้เธอปล่อยมุกให้เราขำได้ตลอดทาง คุณคิมเล่าว่าอุโมงค์กูจี๋เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่ทหารเวียดนามใช้ในการเอาชนะทหารอเมริกาที่มีกำลังพลเยอะกว่าและมีอาวุธที่ทันสมัยกว่าได้
ปัจจัยที่ทำให้ทหารเวียดนามเลือกกู๋จีเพราะเป็นพื้นที่ป่าและเป็นภูเขาสูง เป็นจุดที่น้ำไม่ท่วม จึงเหมาะแก่การขุดเป็นอุโมงค์สำหรับซ่อนตัวและใช้ปฏิบัติการทางทหาร
การขุดอุโมงค์กู๋จีจะทำโดยแบ่งกำลังคนกันขุดจากแต่ละจุดทั่วภูเขา ขุดให้เป็นห้องต่าง ๆ ทั้งห้องนอน ห้องวางแผนรบ ห้องประชุม รวมไปจนถึงห้องครัว แต่ละจุดจะขุดเป็นชั้น ๆ ลึก 3 ชั้น และขุดอุโมงค์สำหรับเชื่อมต่อแต่ละจุดให้ไปมาหาสู่กันได้
ใครสายผจญภัยน่าจะชอบสถานที่นี้ ที่นี่เราจะได้มุดไปตามอุโมงค์ที่ทั้งมืดและแคบ ได้เห็นฉากจำลองวิถีชีวิตของคนสมัยนั้น
เมื่อใต้ดินคือที่หลบซ่อน บนดินคือพื้นที่สำหรับวางกับดัก กับดักของทหารเวียดนามล้วนโหด ๆ ทั้งนั้น ทั้งประตูกลที่เหยียบแล้วจะตกลงไปในหลุมที่มีไม้ไผ่แหลม เหยื่อจะตายก่อนได้ทันส่งเสียงร้องเตือนเพื่อน หรือหลุมกับดักที่เหยียบแล้วเหยื่อจะอยู่กับที่ ทหารเวียดนามที่แผงตัวอยู่ใต้ดินค่อยขึ้นมาจัดการเหยื่อในภายหลัง
พื้นที่นี้คือพื้นที่สงคราม เรายังเห็นเศษซากจากช่วงเวลานั้นยังคงอยู่ที่นี่ เช่น รถถังคันนี้ที่ตอนนี้กลายเป็นจุดถ่ายรูปให้นักท่องเที่ยวได้ปีนป่ายและเช็คอิน
ด้วยความที่กองทัพเวียดนามไม่ได้มีงบประมาณเยอะ จึงมีการนำอาวุธของฝ่ายศัตรูมารีไซเคิลสร้างเป็นอาวุธใหม่
อีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่ทหารเวียดนามใช้หลอกศัตรูคือรองเท้าแตะ นวัตกรรมนี้มีชื่อเรียกว่า โฮจิมินห์ สแกนดอล เป็นรองเท้าแตะที่ทิ้งรอยเท้าเหมือนรองเท้าทั่วไป คือด้านหน้าจะกว้างกว่าด้านหลัง แต่รองเท้าแตะของลุงโฮสวมได้ 2 ด้าน คนใส่เลือกได้ว่าจะให้ด้านที่รอยเท้ากว้างชี้ไปทางไหน ยุทธศาสตร์นี้จะใส่รองเท้าให้ด้านกว้างชี้ไปทางที่เป็นกับดัก ศัตรูที่เห็นรอยเท้าก็จะตามรอยเท้าไปจนติดกับในที่สุด ส่วนหากทหารจะเดินกลับทางเข้าอุโมงค์ก็จะใส่ด้านกว้างให้ชี้ไปด้านหลัง ศัตรูที่ตามรอยเท้ามาก็จะตามไปทางที่ทหารเวียดนามจากมา ไม่มีทางมาถึงทางเข้าอุโมงค์ได้
คุณคิมเล่าว่าสมัยสงครามมีผู้คนอาศัยอยู่ในอุโมงค์นี้ถึง 16,000 คน น่าเศร้าที่คนเหล่านี้เสียชีวิตที่นี่ไปถึง 12,000 คน ส่วนใหญ่ตายเพราะถูกอีกฝั่งยิง รองลงมือคือตายด้วยโรคมาลาเลีย มีคนเพียง 4,000 คน เท่านั้นที่รอดชีวิตออกไปจากพื้นที่นองเลือดแห่งนี้ได้
รายการสุดท้ายของทัวร์ในครั้งนี้ คุณคิมพาเรามากินอาหารแบบที่คนที่นี่กินในช่วงระหว่างสงคราม อาหารของพวกเขาเป็นมันสำปะหลังต้ม จิ้มกับน้ำตาลให้พอมีรสชาติ กินกับน้ำต้มใบเตยแก้ฝืดคอ
สงครามไม่เคยให้ประโยชน์กับประชาชนตัวเล็กตัวน้อย ร่องรอยจากสงครามจะกลายเป็นบาดแผลฝังอยู่ในใจประชาชนตลอดไป ใครที่กำลังวางแผนมาเที่ยวเวียดนาม อย่าลืมแวะมาเที่ยวสถานที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้ อุโมงค์กูจี๋กันนะครับ สำหรับอีพีหน้า ไอติมจะพาเพื่อน ๆ ไปเที่ยวที่ไหนอีก ก็กดติดตามช่องนี้ไว้ด้วยนะครับ
Leave a comment