ไอติมอ่าน

Hyperfocus โฟกัสถูกจุด ปักหมุด@ผลสำเร็จ แนะนำวิธีที่จะทำให้คุณโฟกัสได้อย่างสมบูรณ์

Share

การจะทำงานให้เสร็จและออกมาดีได้ ต้องอาศัยการใส่ใจกับงานนั้น คุณต้องโฟกัสกับสิ่งที่ทำอยู่ ลองคิดว่าหากคนเราโฟกัสได้ทีละหลายอย่าง เราคงทำงานหลาย ๆ งานให้เสร็จได้พร้อมกัน แต่น่าเสียดายที่จำนวนสิ่งที่คนเราสามารถโฟกัสได้นั้นมีจำกัด คุณไม่สามารถคุยกับคน 2 คน 2 เรื่องไปพร้อมกับตอบอีเมลไปด้วยได้

โลกแห่งความจริงเราทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีที่สุดเพียง 1-2 อย่างในเวลาเดียวกัน นั่นเป็นเพราะว่าเมื่อเราโฟกัสอะไรสักอย่าง สมองของเราสามารถจัดเก็บข้อมูลไว้ได้เพียงเล็กน้อยในหน่วยความจำระยะสั้น หรือ Short-Term Memory โดยสมองเราเก็บข้อมูลที่ไม่ซ้ำกันไว้ในความจำระยะสั้นได้มากสุดเพียงแค่ 7 อย่าง


ไอติมอ่าน ep นี้จะมาแนะนำหนังสือ Hyperfocus โฟกัสถูกจุด ปักหมุดผลสำเร็จ หนังสือได้แนะนำวิธีที่จะทำให้คุณโฟกัสได้อย่างสมบูรณ์ กลับมาพูดถึงสมองของเรากันต่อ ในหนังสือผู้เขียนเรียกปริมาณความจุที่สมองมีไว้สำหรับโฟกัสและประมวลผลสิ่งต่าง ๆ ว่า “พื้นที่ความใส่ใจ” โดยพื้นที่ความใส่ใจนี้ช่วยเราเก็บ จัดการ และเชื่อมต่อข้อมูลได้พร้อมกันอย่างรวดเร็ว เมื่อเราเลือกใส่ใจกับอะไร ข้อมูลนั้นจะเข้าไปอยู่ในความจำระยะสั้น

ถ้าสมองของคุณคือคอมพิวเตอร์ พื้นที่ความใส่ใจของคุณก็คือแรม ซึ่งช่วยให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้อย่างรวดเร็วและลื่นไหล แต่หากคุณเปิดหลายโปรแกรมหรือเปิดหน้าเว็บทิ้งไว้หลายหน้า พื้นที่แรมก็จะเต็ม คอมพิวเตอร์ของคุณจะทำงานช้าลง สมองของคุณก็เหมือนกับคอมพิวเตอร์เลยครับ ถ้ามีหลายงานอยู่ในหัวเรามากเกินไป สมองเราก็จะทำงานได้มีประสิทธิภาพน้อยลง ตอนนี้เรารู้แล้วว่าพื้นที่ความใส่ใจของเรามีขนาดเล็กและจำกัดเหลือเกิน ดังนั้นคุณจำเป็นต้องบริหารจัดการมันให้ดี


บทต่อมาผู้เขียนพูดถึง Hyperfocus หรือการโฟกัสอย่างสมบูรณ์ คุณเคยมีช่วงเวลาที่ทำงานได้อย่าง productive สูงสุดไหมครับ วันที่คุณทำงานเสร็จลุล่วงไปได้หลายงาน คุณอาจเสียสมาธิไปบ้าง แต่ก็กลับมาโฟกัสต่อได้อย่างรวดเร็ว คุณไม่มีความตื่นตระหนก ไม่สับเปลี่ยนงานไปมา รู้สึกเพลิดเพลินจนลืมเวลา เมื่อมองดูนาฬิกาก็พบว่าผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว แต่คุณกลับไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย แม้ทำงานมาอย่างต่อเนื่อง ในวันเช่นนี้คุณได้เปิดโหมด “การโฟกัสอย่างสมบูรณ์” แล้ว

โหมดนี้อาจเหมือนของล้ำค่าที่หาได้ยาก ในสภาพแวดล้อมอันยุ่งเหยิงที่พวกเราทำงานและใช้ชีวิตอยู่ แต่ก็ไม่ไกลเกินเอื้อม ผู้เขียนได้แนะนำ 4 ขั้นตอนในการโฟกัสอย่างสมบูรณ์ซึ่งมีดังนี้ครับ

  1. กำหนดความตั้งใจว่าจะโฟกัสเรื่องอะไร
  2. กำจัดสิ่งรบกวน เช่น ปิดแจ้งเตือนบนมือถือ
  3. กำหนดระยะเวลาว่าจะโฟกัสเรื่องนี้นานเท่าไหร่
  4. ดึงความสนใจกลับมาสู่เรื่องเดิม เมื่อเราใจลอย

ซึ่งข้อสุดท้ายนี้ผู้เขียนเน้นย้ำว่าสำคัญที่สุด มีงานวิจัยชี้ว่าคนเราใจลอยถึง 47% ในหนึ่งวัน และเราใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 22 นาทีถึงจะกลับมาใส่ใจกับงานได้อีกครั้ง หลังจากถูกเบี่ยงเบนความสนใจ แนวคิดสำคัญที่สุดในหนังสือเล่มนี้คือ วิธีดึงความสนใจกลับมาเมื่อใจลอยนี่แหละครับ


ทำไมเราถึงใจลอย ทำไมเราถึงชอบสิ่งเบี่ยงเบนความสนใจ?

เมื่อสมองของเราต่อต้านงานที่เรากำลังทำอยู่ แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม สมองจะพยายามมองหาเรื่องล่อใจใหม่ ๆ ผู้เขียนได้แบ่งสิ่งเบี่ยงเบนความสนใจเอาไว้ 4 ประเภท คือ

  1. สิ่งที่ควบคุมไม่ได้และน่ารำคาญ เช่น เพื่อนร่วมงานส่งเสียงดัง
  2. สิ่งที่ควบคุมไม่ได้แต่สนุก เช่น คนรักโทรมาหา
  3. สิ่งที่ควบคุมได้และน่ารำคาญ เช่น เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือ
  4. สิ่งที่ควบคุมได้และสนุก เช่น โซเชียลมีเดีย

สำหรับ 2 ข้อแรกเป็นการขัดจังหวะที่เราป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นไม่ได้ แต่เราเลือกการตอบสนองต่อมันได้ ผู้เขียนแชร์ว่าเขาเคยทุ่มเทตั้งใจกับการทำงานให้เสร็จ จนกลายเป็นคนเข้มงวด เขาเคยขี้โมโหเมื่อถูกขัดจังหวะ จนในที่สุดเขาได้เรียนรู้ว่าเรื่องขัดจังหวะแบบนี้ช่วยคลายเครียด การพักคุยกับเพื่อนร่วมงาน หรือรับสายที่คนรักโทรมาช่วยให้สมองผ่อนคลาย เขาอ้าแขนรับความสนุก แม้จะทำให้ productivity ของเขาลดลง ในขณะเดียวกันก็พยายามระลึกถึงความตั้งใจเดิมอยู่เป็นระยะ และหาโอกาสกลับเข้าที่เข้าทางตามเดิม

ส่วน 2 ข้อสุดท้ายเป็นสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ ทั้งเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือและโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ผู้เขียนแนะนำให้ตั้งมือถือไว้ในโหมดห้ามรบกวน ติดตั้งแอพที่ช่วยบล็อกสิ่งเบี่ยงเบนความสนใจ เช่น แอพ Forest Stay Focus หรือ Focus Traveller และใส่หูฟังตัดเสียงรบกวนเพื่อไม่ให้ถูกเบี่ยงเบนจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง

การเปลี่ยนสถานที่ทำงานอาจทำให้คุณพบว่าตัวเองโฟกัสกับการทำงานได้ดีขึ้น คุณอาจลองเปลี่ยนไปนั่งที่ร้านกาแฟ หรือไปนั่งคนเดียวในห้องประชุม

ดนตรีเป็นอีกหนึ่งสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อการโฟกัส ดนตรีที่ช่วยเพิ่ม productivity ได้ดีที่สุดต้องเป็นแบล็กกราวน์ที่ไม่มีเนื้อร้อง มีทำนองซ้ำ ๆ และเปิดค่อนข้างเบา หากเทียบกันแล้วดนตรีสู้สภาพแวดล้อมที่เงียบเชียบไม่ได้ แต่ดนตรีช่วยกลบบทสนทนารอบตัวคุณได้ มีงานวิจัยพบว่าการแอบได้ยินบทสนทนาทางโทรศัพท์นั้นเบี่ยงเบนความสนใจของเรามากกว่าการได้ยินบทสนทนาของคนสองคนตามปกติ เพราะสมองของคุณต้องทำงานมากขึ้น เพื่อพยายามเติมเต็มบทสนทนาที่ขาดหายไป


แน่นอนว่าสิ่งรบกวนไม่ได้มาจากภายนอกเพียงอย่างเดียว บางครั้งในหัวของเราก็มีเรื่องคาราคาซังให้กังวล เช่น คุณกำลังจดบันทึกการประชุมอยู่ แล้วจู่ ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่าก่อนกลับบ้านต้องแวะซื้อขนมปัง การทำหัวให้โล่งจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

เดวิด อัลเลน กล่าวไว้ว่า “สมองของเรามีไว้ให้คิดไม่ใช่มีไว้เพื่อจำ สมองที่ว่างเปล่าเป็นสมองที่มี productivity สูง” หากคุณต้องแบ่งพื้นที่ในหัวให้กับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นตลอดเวลา แบบนี้คุณจะเครียดมาก ดังนั้นคุณควรเอาสิ่งเหล่านั้นออกมาจากหัว แล้วจดลงในกระดาษ

ผู้เขียนบอกว่าหลังจากเขาทำงานเสร็จและเหน็ดเหนื่อยไปกับโหมด hyperfocus เขาจะให้รางวัลตัวเองเป็นชาเขียวมัตฉะหรือกาแฟสักแก้ว

งานแต่ละอย่างของคุณอาศัยความใส่ใจแตกต่างกันไปตามความซับซ้อนของงาน ผู้เขียนได้เสนอข้อมูลน่าสนใจว่า เรามีแนวโน้มจะเข้าสู่สภาวะลื่นไหล เมื่องานที่กำลังทำมีความท้าทายพอฟัดพอเหวี่ยงกับความสามารถของเรา แต่หากงานใดไม่ท้าทายทักษะของเราเลย เราจะรู้สึกเบื่อ หรือหากงานใดยากเกินทักษะของเรา เราจะวิตก

ลองสังเกตตัวเองว่าคุณเบื่อบ่อย ๆ หรือไม่ ลองพิจารณาดูว่างานที่ทำใช้ประโยชน์จากทักษะของคุณหรือไม่ ถ้าคุณใจลอยบ่อย ๆ ก็ถึงเวลาที่ต้องทำงานที่ยากขึ้นแล้ว หรือถ้าคุณวิตกอยู่ตลอดตอนทำงาน ก็ถึงเวลาพิจารณาแล้วว่าทักษะการทำงานที่คุณมีอยู่ตอนนี้นั้นเหมาะสมกับงานที่ได้รับมอบหมายหรือไม่

ถึงตรงนี้เพื่อน ๆ น่าจะเข้าใจคอนเซปต์ของ hyperfocus หรือการโฟกัสอย่างสมบูรณ์ กันแล้วนะครับ นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้นำเสนอเนื้อหาที่เป็นด้านตรงข้ามกับ hyperfocus ด้วย เขาเรียกมันว่า scatterfocus ซึ่งเป็นภาวะที่ความใส่ใจของเรากระจายไปโดยไม่ได้มุ่งไปที่อะไรเป็นพิเศษ ซึ่งตรงข้ามกับ hyperfocus ที่เราทุ่มความใส่ใจให้กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ

หลายคนอาจมองว่า scatterfocus เป็นผู้ร้ายที่ขโมยช่วงเวลา productive ของคุณไป แต่ผู้เขียนอยากให้คุณกำจัดความคิดแบบนั้น เพราะการที่เราใจลอยหรือฝันกลางวันก็มีพลังมหาศาลเมื่อเราอยากคิดอย่างสร้างสรรค์ หรืออยากได้ไอเดียใหม่ ๆ

ลองคิดย้อนไปถึงครั้งล่าสุดที่คุณเกิดไอเดียเยี่ยม ๆ เป็นไปได้ว่าตอนนั้นคุณไม่ได้จดจ่อกับสิ่งใดเลย คุณไม่ได้โฟกัสอยู่ด้วยซ้ำ ตอนนั้นคุณอาจกำลังอาบน้ำเพลิน ๆ กำลังเดินเล่น หรือนั่งพักผ่อน แล้วจู่ ๆ ความคิดดี ๆ ก็แล่นเข้ามาในหัว เป็นไอเดียบรรเจิดที่มาจากไหนก็ไม่รู้

ขณะที่คุณกำลังพักและเติมพลัง สมองได้เลือกจังหวะนั้นในการปะติดปะต่อไอเดียหรือข้อมูลหลาย ๆ ชิ้นที่วนเวียนอยู่ในหัวของคุณ ผู้เขียนกล่าวว่า hyperfocus เป็นโหมดสำหรับทำงานที่สร้าง productivity ส่วน scatterfocus เป็นโหมดสำหรับไอเดียสร้างสรรค์

เมื่อเราใจลอย ใจของเราจะเดินทางไป 3 สถานที่ด้วยกัน นั่นคือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต สมองของคุณจะเชื่อมโยงสิ่งที่ได้เรียนรู้เข้ากับสิ่งที่คุณกำลังทำ หรือสิ่งที่คุณกำลังจะทำในอนาคต

ผู้เขียนบอกว่าในชีวิตประจำวันเรามีโอกาสมากมายที่จะได้ scatterfocus ตัวอย่างเช่น

  • ตัดขาดจากอินเตอร์เน็ตตั้งแต่ 2 ทุ่ม ถึง 8 โมงเช้า
  • ใช้เวลาอาบน้ำให้นานกว่าเดิม
  • หาเรื่องให้ตัวเองเบื่อสัก 5 นาที และสังเกตว่ามีอะไรแวบเข้ามาในหัวบ้าง
  • ทำอาหารไปพร้อมกับเสียงเพลง
  • ไปเดินเล่นท่ามกลางธรรมชาติ
  • ไปเยี่ยมชมแกลเลอรีงานศิลป์
  • ออกกำลังกายโดยไม่ฟังเพลงหรือพอดแคสต์

คุณควรสลับใช้ทั้งสองโหมด ทั้ง hyperfocus และ scatterfocus คุณควรพักสมองทุกๆ 90 นาที ออกไปเดินเล่นบ้าง พักฟังเพลงบ้าง อย่าใช้พื้นที่สมาธิจนเต็ม เหลือพื้นที่ให้สมองได้แล่นไปที่อื่นได้บ้าง และ scatterfocus ยังเป็นการชาร์จพลังให้สมองที่เหน็ดเหนื่อย ช่วยให้คุณกลับมา hyperfocus อีกครั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ


นี่คือเนื้อหาหลัก ๆ ของหนังสือ Hyperfocus โฟกัสถูกจุด ปักหมุดผลสำเร็จ ใครที่ฟังแล้วสนใจอยากรู้รายละเอียด สามารถหาหนังสือมาอ่านได้ครับ แปลไทยโดยสำนักพิมพ์เชนจ์พลัส ราคา 250 บาท

สนใจหนังสือ Hyperfocus โฟกัสถูกจุด ปักหมุด @ ผลสำเร็จ

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/60M9wkhjvA
หรือซื้อแบบ ebook:
https://www.mebmarket.com
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a Reply

What's New

Frankenstein: แฟรงเกนสไตน์ – เมื่อมนุษย์ทะเยอทะยาน ฝืนอยากเล่นบทพระเจ้า

ปีศาจสยองขวัญยุคคลาสสิก นอกจากแดร็กคูล่า มนุษย์หมาป่า และมัมมี่ ยังมีปีศาจจากเรื่องแฟรงเกนสไตน์ที่มีภาพจำเป็นปีศาจตัวยักษ์สีเขียว ทั้งตัวมีแต่รอยเย็บ ตรงขมับมีหมุดเหล็กปักอยู่ ไอติมบุ๊คคลับ ep นี้จะมาเล่าเรื่องจากนิยายไซไฟสยองขวัญเรื่องแฟรงเกนสไตน์ (Frankenstein) ผลงานเขียนของแมรี เชลลีย์ (Mary Shelley) ซึ่งเรื่องราวชีวิตส่วนตัวของเธอก็น่าสนใจมาก ไว้ผมจะเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังในตอนท้ายครับ ตัวละครหลักของเรื่องนี้คือวิกเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ (Victor Frankenstein)...

Suddenly Talented วิชาเก่งปุบปับ เทคนิคเรียนรู้จนกลายเป็นคนเก่ง แบบไม่ต้องพึ่งพรสวรรค์

ตั้งแต่เด็กเรามักถูกปลูกฝังว่า คนเราเกิดมามีพรสวรรค์ไม่เท่ากัน หรือ ถ้าไม่เก่งตั้งแต่เด็กก็คงไม่มีวันเก่ง แต่มีหนังสือเล่มหนึ่งครับที่บอกว่า ความเก่งสร้างได้จากศูนย์ หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Suddenly Talented: วิชาเก่งปุบปับ เขียนโดย ฌอน เดอซูซา (Sean D’Souza) ก่อนเข้าเนื้อหาของหนังสือ ผมขออธิบายความหมายของคำว่า Talented ก่อนนะครับ ความหมายแรกของคำนี้ที่คนมักนึกถึงคือ พรสวรรค์ แต่คำนี้ยังหมายถึงความสามารถได้ด้วยครับ เหมือนรายการโชว์ความสามารถ...

365 วิธี สมองดีขึ้นได้ในทุก ๆ วัน เรื่องง่าย ๆ ที่หมอสมองอยากให้คุณทำทันที

สมองของมนุษย์มีความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลเทียบเท่าหนังสือพิมพ์ 6 ล้านฉบับ กาแล็กซีทางช้างเผือกมีดาวประมาณ 100,000 ล้านดวง และสมองในกะโหลกเล็ก ๆ ของเรามีเซลล์สมองประมาณ 100,000 ล้านเซลล์พอ ๆ กันเลยครับ เซลล์สมองแต่ละเซลล์มีการเชื่อมต่อกับเซลล์อื่น ๆ บางเซลล์มีแค่ไม่กี่จุด แต่บางเซลล์อาจมีมากถึง 10,000 จุดเลยครับ เมื่อรวมกันแล้วเซลล์สมองของเรามีการเชื่อมต่อกันมากถึง 100 ล้านล้านจุด แต่ละเซลล์สื่อสารกันตลอดเวลา...

Million Dollar Weekend ธุรกิจเงินล้าน สร้างได้ภายใน 48 ชั่วโมง

ช่วงนี้หลายคนสนใจการเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียว ภาษาอังกฤษบางคนเรียกว่า Solopreneur บางคนเรียกว่า One-Person Business ความหมายของทั้งสองคำนี้คือ ธุรกิจที่เจ้าของเป็นคนลงมือทำ บริหาร และตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเองแบบไม่จ้างใครเลย โดยเน้นใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลมาช่วยครับ ผู้ประกอบการตัวคนเดียวเป็นโมเดลธุรกิจที่จัดการง่าย มีความคล่องตัวสูงเพราะทำคนเดียว และใช้เงินลงทุนไม่มาก บางธุรกิจอาจเริ่มต้นได้ด้วยเงิน 0 บาทเลยด้วยซ้ำครับ และธุรกิจตัวคนเดียวสามารถทำไปพร้อมกับงานประจำได้ โดยไม่จำเป็นต้องลาออก ผมสนใจแนวคิดนี้และกำลังเริ่มศึกษา ได้ไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เหมาะสำหรับคนอยากเริ่มต้นเรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียวครับ หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Million...

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

Related Articles

Suddenly Talented วิชาเก่งปุบปับ เทคนิคเรียนรู้จนกลายเป็นคนเก่ง แบบไม่ต้องพึ่งพรสวรรค์

ตั้งแต่เด็กเรามักถูกปลูกฝังว่า คนเราเกิดมามีพรสวรรค์ไม่เท่ากัน หรือ ถ้าไม่เก่งตั้งแต่เด็กก็คงไม่มีวันเก่ง แต่มีหนังสือเล่มหนึ่งครับที่บอกว่า ความเก่งสร้างได้จากศูนย์ หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Suddenly Talented: วิชาเก่งปุบปับ เขียนโดย ฌอน...

Million Dollar Weekend ธุรกิจเงินล้าน สร้างได้ภายใน 48 ชั่วโมง

ช่วงนี้หลายคนสนใจการเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียว ภาษาอังกฤษบางคนเรียกว่า Solopreneur บางคนเรียกว่า One-Person Business ความหมายของทั้งสองคำนี้คือ ธุรกิจที่เจ้าของเป็นคนลงมือทำ บริหาร และตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเองแบบไม่จ้างใครเลย โดยเน้นใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลมาช่วยครับ ผู้ประกอบการตัวคนเดียวเป็นโมเดลธุรกิจที่จัดการง่าย...

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing...

ทำไม USJ ถึงทำรถไฟเหาะให้วิ่งถอยหลัง เบื้องหลังวิธีคิดที่พาธุรกิจผ่านวิกฤต ด้วยการใช้ไอเดียแทนเงิน

หากพูดถึงสวนสนุกระดับโลก นอกจาก Disneyland แล้ว ชื่อที่ตีคู่มาด้วยกันคือ Universal Studios ซึ่งในทวีปเอเชียของเรามีอยู่ 3 แห่ง คือในญี่ปุ่น สิงคโปร์...

error: Content is protected !!