Hyperfocus โฟกัสถูกจุด ปักหมุด@ผลสำเร็จ แนะนำวิธีที่จะทำให้คุณโฟกัสได้อย่างสมบูรณ์

Share
Share

การจะทำงานให้เสร็จและออกมาดีได้ ต้องอาศัยการใส่ใจกับงานนั้น คุณต้องโฟกัสกับสิ่งที่ทำอยู่ ลองคิดว่าหากคนเราโฟกัสได้ทีละหลายอย่าง เราคงทำงานหลาย ๆ งานให้เสร็จได้พร้อมกัน แต่น่าเสียดายที่จำนวนสิ่งที่คนเราสามารถโฟกัสได้นั้นมีจำกัด คุณไม่สามารถคุยกับคน 2 คน 2 เรื่องไปพร้อมกับตอบอีเมลไปด้วยได้

โลกแห่งความจริงเราทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีที่สุดเพียง 1-2 อย่างในเวลาเดียวกัน นั่นเป็นเพราะว่าเมื่อเราโฟกัสอะไรสักอย่าง สมองของเราสามารถจัดเก็บข้อมูลไว้ได้เพียงเล็กน้อยในหน่วยความจำระยะสั้น หรือ Short-Term Memory โดยสมองเราเก็บข้อมูลที่ไม่ซ้ำกันไว้ในความจำระยะสั้นได้มากสุดเพียงแค่ 7 อย่าง


ไอติมอ่าน ep นี้จะมาแนะนำหนังสือ Hyperfocus โฟกัสถูกจุด ปักหมุดผลสำเร็จ หนังสือได้แนะนำวิธีที่จะทำให้คุณโฟกัสได้อย่างสมบูรณ์ กลับมาพูดถึงสมองของเรากันต่อ ในหนังสือผู้เขียนเรียกปริมาณความจุที่สมองมีไว้สำหรับโฟกัสและประมวลผลสิ่งต่าง ๆ ว่า “พื้นที่ความใส่ใจ” โดยพื้นที่ความใส่ใจนี้ช่วยเราเก็บ จัดการ และเชื่อมต่อข้อมูลได้พร้อมกันอย่างรวดเร็ว เมื่อเราเลือกใส่ใจกับอะไร ข้อมูลนั้นจะเข้าไปอยู่ในความจำระยะสั้น

ถ้าสมองของคุณคือคอมพิวเตอร์ พื้นที่ความใส่ใจของคุณก็คือแรม ซึ่งช่วยให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้อย่างรวดเร็วและลื่นไหล แต่หากคุณเปิดหลายโปรแกรมหรือเปิดหน้าเว็บทิ้งไว้หลายหน้า พื้นที่แรมก็จะเต็ม คอมพิวเตอร์ของคุณจะทำงานช้าลง สมองของคุณก็เหมือนกับคอมพิวเตอร์เลยครับ ถ้ามีหลายงานอยู่ในหัวเรามากเกินไป สมองเราก็จะทำงานได้มีประสิทธิภาพน้อยลง ตอนนี้เรารู้แล้วว่าพื้นที่ความใส่ใจของเรามีขนาดเล็กและจำกัดเหลือเกิน ดังนั้นคุณจำเป็นต้องบริหารจัดการมันให้ดี


บทต่อมาผู้เขียนพูดถึง Hyperfocus หรือการโฟกัสอย่างสมบูรณ์ คุณเคยมีช่วงเวลาที่ทำงานได้อย่าง productive สูงสุดไหมครับ วันที่คุณทำงานเสร็จลุล่วงไปได้หลายงาน คุณอาจเสียสมาธิไปบ้าง แต่ก็กลับมาโฟกัสต่อได้อย่างรวดเร็ว คุณไม่มีความตื่นตระหนก ไม่สับเปลี่ยนงานไปมา รู้สึกเพลิดเพลินจนลืมเวลา เมื่อมองดูนาฬิกาก็พบว่าผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว แต่คุณกลับไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย แม้ทำงานมาอย่างต่อเนื่อง ในวันเช่นนี้คุณได้เปิดโหมด “การโฟกัสอย่างสมบูรณ์” แล้ว

โหมดนี้อาจเหมือนของล้ำค่าที่หาได้ยาก ในสภาพแวดล้อมอันยุ่งเหยิงที่พวกเราทำงานและใช้ชีวิตอยู่ แต่ก็ไม่ไกลเกินเอื้อม ผู้เขียนได้แนะนำ 4 ขั้นตอนในการโฟกัสอย่างสมบูรณ์ซึ่งมีดังนี้ครับ

  1. กำหนดความตั้งใจว่าจะโฟกัสเรื่องอะไร
  2. กำจัดสิ่งรบกวน เช่น ปิดแจ้งเตือนบนมือถือ
  3. กำหนดระยะเวลาว่าจะโฟกัสเรื่องนี้นานเท่าไหร่
  4. ดึงความสนใจกลับมาสู่เรื่องเดิม เมื่อเราใจลอย

ซึ่งข้อสุดท้ายนี้ผู้เขียนเน้นย้ำว่าสำคัญที่สุด มีงานวิจัยชี้ว่าคนเราใจลอยถึง 47% ในหนึ่งวัน และเราใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 22 นาทีถึงจะกลับมาใส่ใจกับงานได้อีกครั้ง หลังจากถูกเบี่ยงเบนความสนใจ แนวคิดสำคัญที่สุดในหนังสือเล่มนี้คือ วิธีดึงความสนใจกลับมาเมื่อใจลอยนี่แหละครับ


ทำไมเราถึงใจลอย ทำไมเราถึงชอบสิ่งเบี่ยงเบนความสนใจ?

เมื่อสมองของเราต่อต้านงานที่เรากำลังทำอยู่ แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม สมองจะพยายามมองหาเรื่องล่อใจใหม่ ๆ ผู้เขียนได้แบ่งสิ่งเบี่ยงเบนความสนใจเอาไว้ 4 ประเภท คือ

  1. สิ่งที่ควบคุมไม่ได้และน่ารำคาญ เช่น เพื่อนร่วมงานส่งเสียงดัง
  2. สิ่งที่ควบคุมไม่ได้แต่สนุก เช่น คนรักโทรมาหา
  3. สิ่งที่ควบคุมได้และน่ารำคาญ เช่น เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือ
  4. สิ่งที่ควบคุมได้และสนุก เช่น โซเชียลมีเดีย

สำหรับ 2 ข้อแรกเป็นการขัดจังหวะที่เราป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นไม่ได้ แต่เราเลือกการตอบสนองต่อมันได้ ผู้เขียนแชร์ว่าเขาเคยทุ่มเทตั้งใจกับการทำงานให้เสร็จ จนกลายเป็นคนเข้มงวด เขาเคยขี้โมโหเมื่อถูกขัดจังหวะ จนในที่สุดเขาได้เรียนรู้ว่าเรื่องขัดจังหวะแบบนี้ช่วยคลายเครียด การพักคุยกับเพื่อนร่วมงาน หรือรับสายที่คนรักโทรมาช่วยให้สมองผ่อนคลาย เขาอ้าแขนรับความสนุก แม้จะทำให้ productivity ของเขาลดลง ในขณะเดียวกันก็พยายามระลึกถึงความตั้งใจเดิมอยู่เป็นระยะ และหาโอกาสกลับเข้าที่เข้าทางตามเดิม

ส่วน 2 ข้อสุดท้ายเป็นสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ ทั้งเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือและโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ผู้เขียนแนะนำให้ตั้งมือถือไว้ในโหมดห้ามรบกวน ติดตั้งแอพที่ช่วยบล็อกสิ่งเบี่ยงเบนความสนใจ เช่น แอพ Forest Stay Focus หรือ Focus Traveller และใส่หูฟังตัดเสียงรบกวนเพื่อไม่ให้ถูกเบี่ยงเบนจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง

การเปลี่ยนสถานที่ทำงานอาจทำให้คุณพบว่าตัวเองโฟกัสกับการทำงานได้ดีขึ้น คุณอาจลองเปลี่ยนไปนั่งที่ร้านกาแฟ หรือไปนั่งคนเดียวในห้องประชุม

ดนตรีเป็นอีกหนึ่งสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อการโฟกัส ดนตรีที่ช่วยเพิ่ม productivity ได้ดีที่สุดต้องเป็นแบล็กกราวน์ที่ไม่มีเนื้อร้อง มีทำนองซ้ำ ๆ และเปิดค่อนข้างเบา หากเทียบกันแล้วดนตรีสู้สภาพแวดล้อมที่เงียบเชียบไม่ได้ แต่ดนตรีช่วยกลบบทสนทนารอบตัวคุณได้ มีงานวิจัยพบว่าการแอบได้ยินบทสนทนาทางโทรศัพท์นั้นเบี่ยงเบนความสนใจของเรามากกว่าการได้ยินบทสนทนาของคนสองคนตามปกติ เพราะสมองของคุณต้องทำงานมากขึ้น เพื่อพยายามเติมเต็มบทสนทนาที่ขาดหายไป


แน่นอนว่าสิ่งรบกวนไม่ได้มาจากภายนอกเพียงอย่างเดียว บางครั้งในหัวของเราก็มีเรื่องคาราคาซังให้กังวล เช่น คุณกำลังจดบันทึกการประชุมอยู่ แล้วจู่ ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่าก่อนกลับบ้านต้องแวะซื้อขนมปัง การทำหัวให้โล่งจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

เดวิด อัลเลน กล่าวไว้ว่า “สมองของเรามีไว้ให้คิดไม่ใช่มีไว้เพื่อจำ สมองที่ว่างเปล่าเป็นสมองที่มี productivity สูง” หากคุณต้องแบ่งพื้นที่ในหัวให้กับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นตลอดเวลา แบบนี้คุณจะเครียดมาก ดังนั้นคุณควรเอาสิ่งเหล่านั้นออกมาจากหัว แล้วจดลงในกระดาษ

ผู้เขียนบอกว่าหลังจากเขาทำงานเสร็จและเหน็ดเหนื่อยไปกับโหมด hyperfocus เขาจะให้รางวัลตัวเองเป็นชาเขียวมัตฉะหรือกาแฟสักแก้ว

งานแต่ละอย่างของคุณอาศัยความใส่ใจแตกต่างกันไปตามความซับซ้อนของงาน ผู้เขียนได้เสนอข้อมูลน่าสนใจว่า เรามีแนวโน้มจะเข้าสู่สภาวะลื่นไหล เมื่องานที่กำลังทำมีความท้าทายพอฟัดพอเหวี่ยงกับความสามารถของเรา แต่หากงานใดไม่ท้าทายทักษะของเราเลย เราจะรู้สึกเบื่อ หรือหากงานใดยากเกินทักษะของเรา เราจะวิตก

ลองสังเกตตัวเองว่าคุณเบื่อบ่อย ๆ หรือไม่ ลองพิจารณาดูว่างานที่ทำใช้ประโยชน์จากทักษะของคุณหรือไม่ ถ้าคุณใจลอยบ่อย ๆ ก็ถึงเวลาที่ต้องทำงานที่ยากขึ้นแล้ว หรือถ้าคุณวิตกอยู่ตลอดตอนทำงาน ก็ถึงเวลาพิจารณาแล้วว่าทักษะการทำงานที่คุณมีอยู่ตอนนี้นั้นเหมาะสมกับงานที่ได้รับมอบหมายหรือไม่

ถึงตรงนี้เพื่อน ๆ น่าจะเข้าใจคอนเซปต์ของ hyperfocus หรือการโฟกัสอย่างสมบูรณ์ กันแล้วนะครับ นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้นำเสนอเนื้อหาที่เป็นด้านตรงข้ามกับ hyperfocus ด้วย เขาเรียกมันว่า scatterfocus ซึ่งเป็นภาวะที่ความใส่ใจของเรากระจายไปโดยไม่ได้มุ่งไปที่อะไรเป็นพิเศษ ซึ่งตรงข้ามกับ hyperfocus ที่เราทุ่มความใส่ใจให้กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ

หลายคนอาจมองว่า scatterfocus เป็นผู้ร้ายที่ขโมยช่วงเวลา productive ของคุณไป แต่ผู้เขียนอยากให้คุณกำจัดความคิดแบบนั้น เพราะการที่เราใจลอยหรือฝันกลางวันก็มีพลังมหาศาลเมื่อเราอยากคิดอย่างสร้างสรรค์ หรืออยากได้ไอเดียใหม่ ๆ

ลองคิดย้อนไปถึงครั้งล่าสุดที่คุณเกิดไอเดียเยี่ยม ๆ เป็นไปได้ว่าตอนนั้นคุณไม่ได้จดจ่อกับสิ่งใดเลย คุณไม่ได้โฟกัสอยู่ด้วยซ้ำ ตอนนั้นคุณอาจกำลังอาบน้ำเพลิน ๆ กำลังเดินเล่น หรือนั่งพักผ่อน แล้วจู่ ๆ ความคิดดี ๆ ก็แล่นเข้ามาในหัว เป็นไอเดียบรรเจิดที่มาจากไหนก็ไม่รู้

ขณะที่คุณกำลังพักและเติมพลัง สมองได้เลือกจังหวะนั้นในการปะติดปะต่อไอเดียหรือข้อมูลหลาย ๆ ชิ้นที่วนเวียนอยู่ในหัวของคุณ ผู้เขียนกล่าวว่า hyperfocus เป็นโหมดสำหรับทำงานที่สร้าง productivity ส่วน scatterfocus เป็นโหมดสำหรับไอเดียสร้างสรรค์

เมื่อเราใจลอย ใจของเราจะเดินทางไป 3 สถานที่ด้วยกัน นั่นคือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต สมองของคุณจะเชื่อมโยงสิ่งที่ได้เรียนรู้เข้ากับสิ่งที่คุณกำลังทำ หรือสิ่งที่คุณกำลังจะทำในอนาคต

ผู้เขียนบอกว่าในชีวิตประจำวันเรามีโอกาสมากมายที่จะได้ scatterfocus ตัวอย่างเช่น

  • ตัดขาดจากอินเตอร์เน็ตตั้งแต่ 2 ทุ่ม ถึง 8 โมงเช้า
  • ใช้เวลาอาบน้ำให้นานกว่าเดิม
  • หาเรื่องให้ตัวเองเบื่อสัก 5 นาที และสังเกตว่ามีอะไรแวบเข้ามาในหัวบ้าง
  • ทำอาหารไปพร้อมกับเสียงเพลง
  • ไปเดินเล่นท่ามกลางธรรมชาติ
  • ไปเยี่ยมชมแกลเลอรีงานศิลป์
  • ออกกำลังกายโดยไม่ฟังเพลงหรือพอดแคสต์

คุณควรสลับใช้ทั้งสองโหมด ทั้ง hyperfocus และ scatterfocus คุณควรพักสมองทุกๆ 90 นาที ออกไปเดินเล่นบ้าง พักฟังเพลงบ้าง อย่าใช้พื้นที่สมาธิจนเต็ม เหลือพื้นที่ให้สมองได้แล่นไปที่อื่นได้บ้าง และ scatterfocus ยังเป็นการชาร์จพลังให้สมองที่เหน็ดเหนื่อย ช่วยให้คุณกลับมา hyperfocus อีกครั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ


นี่คือเนื้อหาหลัก ๆ ของหนังสือ Hyperfocus โฟกัสถูกจุด ปักหมุดผลสำเร็จ ใครที่ฟังแล้วสนใจอยากรู้รายละเอียด สามารถหาหนังสือมาอ่านได้ครับ แปลไทยโดยสำนักพิมพ์เชนจ์พลัส ราคา 250 บาท

สนใจหนังสือ Hyperfocus โฟกัสถูกจุด ปักหมุด @ ผลสำเร็จ

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/60M9wkhjvA
หรือซื้อแบบ ebook:
https://www.mebmarket.com
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” เขียนโดยแกรี เคลเลอร์ แก่นหลักของหนังสือเล่มนี้คือ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการทำหลายอย่างพร้อมกัน แต่เกิดจากการเลือกสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด แล้วทำมันให้ดีที่สุดจนสำเร็จครับ แกรีย้อนไปดูผลงานในอดีตของตัวเอง เขาพบรูปแบบสำคัญที่เกิดขึ้นซ้ำเหมือนกันทุกครั้ง นั่นคือช่วงที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุด...

Related Articles

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing...

ทำไม USJ ถึงทำรถไฟเหาะให้วิ่งถอยหลัง เบื้องหลังวิธีคิดที่พาธุรกิจผ่านวิกฤต ด้วยการใช้ไอเดียแทนเงิน

หากพูดถึงสวนสนุกระดับโลก นอกจาก Disneyland แล้ว ชื่อที่ตีคู่มาด้วยกันคือ Universal Studios ซึ่งในทวีปเอเชียของเรามีอยู่ 3 แห่ง คือในญี่ปุ่น สิงคโปร์...

Effortless คนเก่งคิดง่าย ไม่คิดยาก วิธีลงมือทำแบบง่ายดาย เหนื่อยน้อยลง แต่ผลลัพธ์มากขึ้น

หลายคนที่มุ่งมั่นพัฒนาตัวเอง พยายามสร้างความก้าวหน้าโดยการทำงานอย่างหนัก ช่วงแรกเราอาจพบว่าการทำงานหนักให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า ยิ่งพยายามมากก็ยิ่งได้ผลลัพธ์มาก แต่พอถึงจุดหนึ่งเราจะรู้สึกว่าผลลัพธ์เริ่มออกมาไม่คุ้มค่ากับแรงที่ลงไป แม้จะพยายามมาก แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมานั้นน้อย ในสถานการณ์แบบนี้ สิ่งที่เราพอจะคิดออกคือพยายามให้มากขึ้นไปอีก ทำงานให้มากขึ้น เรื่องพักผ่อนช่างมันไปก่อน แต่มีหนังสือเล่มหนึ่งบอกว่าการคิดแบบนี้เป็นการคิดที่ผิดครับ...

วิชาคนตัวเล็ก บทเรียนการทำงานกว่า 20 ปี ของผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ฮาวทูอันดับ 1 ในไทย

การได้อ่านหรือได้ฟังประสบการณ์ของคนอื่น ถือเป็นทางลัดที่ทำให้เราได้เรียนรู้โดยไม่ต้องลงมือทำเอง ทั้งเรื่องราวที่พวกเขาประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว ล้วนมีประโยชน์ต่อเราทั้งนั้น เพื่อน ๆ ที่ชอบอ่านหนังสือแนวฮาวทูน่าจะคุ้นตากับสำนักพิมพ์วีเลิร์น สำนักพิมพ์แถวหน้าของเมืองไทยที่ผลิตหนังสือแนวฮาวทูคุณภาพดีออกมาอย่างต่อเนื่อง ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือวิชาคนตัวเล็ก...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!