ถ้าพูดถึงเรื่องการเงิน หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องซับซ้อน มีหลายอย่างที่ต้องทำความเข้าใจมากเกินไป แต่จริง ๆ แล้วแก่นหลักที่จะทำให้ใครสักคนมั่งคั่งมีแค่ไม่กี่ข้อเองครับ และเป็นเหมือนสัจธรรมด้านการเงินที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัย หลักการเหล่านี้ก็ยังใช้ได้ดีอยู่
ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Richest Man in Babylon ชื่อไทยมีหลายชื่อเลยครับ แล้วแต่ว่าตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ไหน ชื่อที่เห็นบ่อยคือเศรษฐีชี้ทางรวย หรือบุรุษผู้มั่งคั่งที่สุดในบาบิโลน เขียนโดยจอร์จ ซามูเอล คลาสัน (George Samuel Clason)
เล่มนี้เป็นนิทานอุปมาอุปไมยที่แบ่งเป็นตอน ๆ ครับ มีฉากหลังเป็นนครบาบิโลน ดินแดนโบราณยุคเมโสโปเตเมียเมื่อ 4,000 ปีก่อน เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องความมั่งคั่ง การค้าขาย และสถาปัตยกรรมครับ เพื่อน ๆ คงเคยได้ยินชื่อสวนลอยแห่งบาบิโลนใช่ไหมครับ สวนแห่งนี้ถูกจัดเป็น 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณเลยครับ
ในตอนแรกนิทานชุดนี้ไม่ได้ออกมาเป็นหนังสือเล่ม จอร์จ คลาสันเริ่มต้นแต่งนิทานการเงินเป็นตอนสั้น ๆ ตีพิมพ์เป็นแผ่นพับแจกให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการธนาคาร ช่วงปี 1920–1924 ปรากฏว่าคนชอบนิทานพวกนี้มาก จอร์จเลยรวมเล่มตีพิมพ์เป็นหนังสือขายในปี 1926 ครับ
ปีนี้หนังสือเล่มนี้มีอายุครบ 100 ปีแล้วครับ แต่หลักการในเล่มยังมีกูรูด้านการเงินยุคใหม่หยิบมาพูดถึงอยู่ตลอด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารากฐานสำคัญของการสร้างความมั่งคั่งไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย ถ้ารู้หลักการพื้นฐานด้านการเงินเหล่านี้ ไม่ว่าใครก็สามารถสร้างความมั่งคั่งเหมือนคนเมื่อร้อยปีที่แล้วที่ได้อ่านนิทานแผ่นพับ หรือรวยเหมือนเศรษฐีบาบิโลนเมื่อสี่พันปีที่แล้วได้ครับ
ตัวละครเอกของเรื่องนี้ที่ได้ฉายาว่าบุรุษผู้มั่งคั่งที่สุดในบาบิโลนคืออาร์คัด เขามาจากครอบครัวธรรมดา เริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการเป็นเสมียนในหอสมุด คอยแกะสลักเอกสารลงแผ่นดินเหนียว วันหนึ่งอัลกามิชเศรษฐีปล่อยกู้จ้างให้เขาคัดลอกเอกสารทางกฎหมายให้ อาร์คัดไม่ขอรับค่าจ้างเป็นเงิน แต่ขอเคล็ดลับจากอัลกามิชว่าทำยังไงถึงจะรวย?
เคล็ดลับแรกอัลกามิชแนะนำให้อาร์คัดเก็บออมเงิน 1 ใน 10 ของรายได้เป็นอย่างน้อย อาร์คัดลองทำตาม เขาพบว่าแม้จะเหลือเงินใช้แค่ 9 ใน 10 ชีวิตของเขาก็ไม่ได้ลำบากขึ้นแม้แต่น้อย เพราะคนเราปรับค่าใช้จ่ายให้พอดีกับรายได้เสมอ การตัดเงินออก 1 ใน 10 จึงไม่เปลี่ยนคุณภาพชีวิต
ปีถัดมาอัลกามิชแวะมาถามอาร์คัดว่าเอาเงินเก็บไปทำอะไร อาร์คัดตอบอย่างภาคภูมิใจว่าให้เอาให้อัซมูร์ ช่างทำอิฐที่วางแผนเดินทางไปซื้ออัญมณีจากอีกเมืองมาขายต่อที่บาบิโลน เพื่อกินกำไรแล้วเอามาแบ่งกัน
อัลกามิชได้ยินก็หัวเราะใส่ แล้วสอนว่าทำไมไปไว้ใจช่างทำอิฐในเรื่องอัญมณี ถ้าไปถามคนทำขนมปังเรื่องดาราศาสตร์ คนทำขนมปังจะตอบได้ไหม ทำไมไม่เลือกเชื่อใจเฉพาะคนที่มีความรู้ มีประสบการณ์ และประสบความสำเร็จในเรื่องนั้น
กลายเป็นว่าเรื่องเป็นอย่างที่อัลกามิชว่าจริง ๆ ช่างทำอิฐอย่างอัซมูร์ไม่มีความรู้เรื่องอัญมณี เลยโดนพ่อค้าอัญมณีจากอีกเมืองหลอกขายเศษแก้วให้ เงินออมที่อาร์คัดเก็บสะสมมาตั้งหนึ่งปีหายไปในพริบตา เขาได้บทเรียนว่าควรเลือกฟังเฉพาะคนที่เคยทำสิ่งนั้น และทำได้สำเร็จเท่านั้น
แม้จะขาดทุนจนเงินออมหมดเกลี้ยง แต่อาร์คัดก็ไม่ท้อ เขาเก็บออมเงินใหม่อีกครั้ง จากคำสอนของอัลกามิชที่ให้เก็บเงิน 1 ใน 10 ของเงินที่หามาได้ เมื่อเก็บออมได้ครบหนึ่งปี คราวนี้อาร์คัดเอาเงินก้อนนั้นไปปล่อยกู้ให้อักการ์ ช่างทำโล่ที่อยากได้เงินไปเหมาโลหะจำนวนมาก ซึ่งพอสำหรับเอามาทำโล่ขายได้ทั้งปี
โดยอักการ์จะเอารายได้จากการขายโล่มาจ่ายคืนอาร์คัดทุกสี่เดือน รวมเงินต้นและดอกเบี้ย อาร์คัดไม่ได้เอาเงินส่วนนี้มาใช้เลย เขานำเงินก้อนนี้ที่เพิ่มขึ้นเพราะรวมดอกเบี้ยไปปล่อยกู้ต่อ เงินจึงทบต้นทบดอกไปเรื่อย ๆ ครับ
อัลกามิชกลับมาเยี่ยมอาร์คัดอีกครั้ง ครั้งนี้เขาชื่นชมอาร์คัดว่ามาถูกทางแล้ว และบอกว่า “เหรียญทุกเหรียญที่ท่านออมไว้คือทาสที่ทำงานให้ท่าน ดอกเบี้ยที่มันหาได้คือลูกของมันที่จะทำงานให้ท่านต่อ”
การเก็บเงินเอาไว้เฉย ๆ ไม่เรียกว่าความมั่งคั่ง มันเป็นการแช่แข็งโอกาส ความมั่งคั่งจะเกิดขึ้นเมื่อเงินทำงานแทนเรา เงินก้อนนั้นจะสร้างเงินเพิ่มในตอนที่เรานอนหลับ ท่องเที่ยว หรือทำงานอื่น ๆ อยู่
หลักจากให้เงินทำงาน ใช้เงินต่อเงิน อาร์คัดก็สะสมความมั่งคั่งขึ้นเรื่อย ๆ จนได้ชื่อว่าบุรุษผู้มั่งคั่งที่สุดในบาบิโลน กษัตริย์ของเมืองบาบิโลนอยากให้ชาวเมืองคนอื่น ๆ มีความมั่งคั่งแบบเดียวกับอาร์คัดบ้าง จึงขอให้อาร์คัดเปิดสอนเรื่องการเงินให้ชาวเมืองที่สนใจ อาร์คัดตอบตกลง และนี่คือ…
7 วิธีในการทำให้เงินของเราเพิ่มพูน
1. เริ่มเก็บออมเงินเข้ากระเป๋า
ถ้าหาเงินได้ต้องแบ่ง 10% ของเงินที่หามาได้เก็บสะสมไว้ก่อนเลย แล้วค่อยเอาเงินที่เหลือหลังจากนั้นไปใช้จ่ายเรื่องอื่น ๆ เงินก้อนนี้ที่เราเก็บสะสมไว้จะกลายเป็นต้นทุนในอนาคตครับ
2. ควบคุมค่าใช้จ่ายของตัวเอง
ใช้จ่ายเงินไปกับสิ่งที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น หลีกเลี่ยงการซื้อของฟุ่มเฟือยเกินฐานะ คนส่วนใหญ่มีนิสัยใช้จ่ายตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น ยิ่งหาได้เยอะก็ยิ่งใช้เยอะ ทำให้ไม่เหลือเงินเก็บ พฤติกรรมนี้เรียกว่า Lifestyle Inflation ซึ่งหลีกเลี่ยงได้โดยการควบคุมรายจ่ายครับ
3. นำเงินไปต่อเงิน
หากมีเงินออมก็อย่าเก็บไว้เฉย ๆ ให้หาทางนำเงินออมไปลงทุนต่อยอด เพื่อให้มันทำงาน และออกดอกออกผลเป็นกำไร ดอกเบี้ย หรือเงินปันผลครับ
4. ปกป้องทรัพย์สินไม่ให้สูญหาย
ก่อนจะตัดสินใจเอาเงินออมไปลงทุน ต้องมั่นใจว่าเงินต้นของเราจะปลอดภัย อย่าหลงเชื่อคำชวนลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดูเกินจริง หรือเอาเงินไปลงทุนในสิ่งที่ตัวเองไม่มีความรู้ การสูญเงินก้อนใหญ่ไปเพราะความโลภหรือการลงทุนที่เสี่ยงเกินไปจะทำให้เราต้องกลับไปเริ่มเก็บเงินออมแบบนับหนึ่งใหม่ครับ
5. ทำให้บ้านเป็นทรัพย์สินที่สร้างกำไร
แทนที่จะเช่าบ้านคนอื่นไปเรื่อย ๆ การเป็นเจ้าของบ้านเองจะช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะยาว ไม่ต้องจ่ายค่าเช่าบ้านทิ้งไปเปล่า ๆ ทุกเดือน และบ้านหรือที่ดินที่ซื้อนั้นอาจมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต
6. ประกันรายได้ในวัยชรา
คนที่จะดูแลตอนเราแก่คือเราตอนวัยหนุ่มสาวครับ เริ่มต้นวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้เพื่อชีวิตในวัยเกษียณ ในตอนที่เราไม่ได้ทำงานหาเงินเหมือนเดิมแล้ว การสร้างความมั่งคั่งคือการมองการณ์ไกลถึงอนาคตระยะยาวครับ
7. พัฒนาความสามารถในการหารายได้
เรียนรู้เพิ่มเติ่ม ฝึกฝนทักษะใหม่ ๆ ทำงานที่ทำอยู่ให้เชี่ยวชาญ ยิ่งมีความรู้และความสามารถมากเท่าไหร่ เรายิ่งเป็นที่ต้องการในตลาด ซึ่งจะสะท้อนกลับมาเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วยครับ
ข้อคิดจากนายทุนปล่อยกู้แห่งบาบิโลน
โรดานมีอาชีพเป็นช่างทำหอก เขาเพิ่งได้ทอง 50 เหรียญจากกษัตริย์เพราะขายหอกให้ท่าน พอน้องสาวของเขารู้ก็มาขอร้องโรดานให้ปล่อยกู้เงินก้อนนั้นแก่สามีของเธอ เพราะเขาอยากได้เงินทุนไปเปิดกิจการค้าขาย โรดานตัดสินใจไม่ถูกเลยมาขอคำปรึกษาจากมาทอน นายทุนปล่อยกู้รายใหญ่แห่งบาบิโลน
มาทอนได้เล่านิทานเรื่องหนึ่งให้โรดานฟัง เป็นนิทานเกี่ยวกับวัวและลา วันหนึ่งวัวมาบ่นกับลาว่ามันต้องไถนาทั้งวัน หนักก็หนัก เหนื่อยก็เหนื่อย ลาจึงแนะนำให้วัวแกล้งป่วยเพื่อจะได้พัก แต่กลายเป็นว่าชาวนาเอาลามาไถนาแทน หลังจากนั้นลาต้องทุกข์ทรมานทุกวัน เพราะช่วยเพื่อนแล้วกลายเป็นต้องมารับภาระแทน
มาทอนผู้เป็นนายทุนบอกโรดานผู้เป็นช่างทำหอกว่า “ถ้าท่านอยากช่วยเหลือใคร จงช่วยด้วยวิธีที่ท่านไม่ต้องแบกภาระแทนคนนั้น”
มาทอนสอนวิธีที่เขาใช้พิจารณาในการปล่อยกู้ เขาแบ่งคนกู้เป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นคนที่มีทรัพย์สินมาค้ำประกัน มีการตกลงกันว่าถ้าไม่คืนเงินตามสัญญา มาทอนสามารถยึดทรัพย์สินนั้นไปได้เลย คนกลุ่มนี้ไม่เคยสร้างปัญหาให้มาทอน เขาได้เงินคืนตรงเวลาพร้อมกับดอกเบี้ยเสมอ
คนกู้กลุ่มที่สองเป็นคนที่มีรายได้สม่ำเสมอ เป็นคนที่มีความสามารถในการหาเงิน ถ้าพวกเขาไม่เจอกับเรื่องร้าย ๆ ซะก่อน คนกลุ่มนี้จะหาเงินมาคืนพร้อมดอกเบี้ยได้แน่นอน
คนกู้กลุ่มที่สามเป็นคนที่ไม่มีทั้งทรัพย์สินและไม่มีรายได้ ชีวิตของพวกเขาลำบากไปทุกเรื่อง มาทอนไม่ค่อยปล่อยกู้ให้คนกลุ่มนี้ เว้นแต่ว่าพวกเขาจะหาคนที่ไว้ใจได้มาเป็นคนค้ำประกันให้
สุดท้ายมาทอนสอนว่า ถ้าโรดานอยากช่วยน้องสาว ให้หาวิธีอื่นที่เขาไม่ต้องเสี่ยงสูญเสียเงินที่อุตส่าห์หามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง ให้โรดานเอาเงินก่อนนั้นไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ยังดีกว่ายกให้คนอื่นเอาไปผลาญจนหมด ถ้าโรดานอยากช่วยน้องสาวและสามีของเธอจริง ๆ ก็ให้เงินเป็นของขวัญแค่จำนวนที่เขาไม่เสียดายก็พอแล้ว
วิธีเดียวที่จะชนะหนี้คือการเผชิญหน้ากับมัน
ในหนังสือมีตอนหนึ่งที่พูดถึงเรื่องหนี้ครับ อาร์คัดในวัยหนุ่มเคยเจอดาบาซีร์ พ่อค้าอูฐแห่งบาบิโลน ดาบาซีร์เล่าเรื่องของตัวเองให้อาร์คัดฟังว่า ตัวเขาแต่งงานเร็ว ใช้จ่ายเกินตัว ติดหนี้พ่อค้าทุกร้านในเมือง จนภรรยาอยู่ด้วยไม่ไหว เธอเลยกลับไปอยู่กับพ่อ
จากนั้นดาบาซีร์ตัดสินใจออกจากเมืองบาบิโลนไปเป็นโจรปล้นกองคาราวาน จนในที่สุดถูกจับขายไปเป็นทาสในซีเรีย ดาบาซีร์ทำหน้าที่เป็นคนเลี้ยงอูฐให้กับเมียหลวงของนายทาส เขาเล่าที่มาที่ไปชีวิตของตัวเองให้เธอฟัง เขาบอกเธอว่าทุกอย่างเริ่มต้นจากการเป็นหนี้
เมียนายทาสสอนดาบาซีร์ว่าหนี้คือศัตรู เขาไม่เคยลุกขึ้นสู้กับหนี้ ทำเพียงแค่หนีจากหนี้ก้อนหนึ่งไปสู่อีกก้อน ผลสุดท้ายศัตรูที่ชื่อว่าหนี้ก็โตขึ้น ๆ จนมันมีอำนาจเหนือเขา และเขากลายเป็นทาสของมันในที่สุด
เมียนายทาสถามดาบาซีร์ว่าเขามีจิตวิญญาณของอิสรชนไหม ถ้ามีก็ให้กลับไปสู้กับหนี้ เธอแอบมอบอูฐสองตัวให้ดาบาซีร์ใช้หลบหนี ดาบาซีร์ข้ามทะเลทรายนานหลายวัน จนกลับมาถึงบาบิโลนในที่สุด
ดาบาซีร์ตัดสินใจจะใช้หนี้ทุกก้อนให้หมด ตอนนี้เขาไม่มีเงินจึงเริ่มต้นโดยการไปหาเจ้าหนี้ทุกคน บอกพวกเขาว่าขอเวลาอีกหน่อย และจะจ่ายหนี้ตามที่สัญญา เจ้าหนี้บางคนด่า เจ้าหนี้บางคนเข้าใจ ดาบาซีร์ไม่อยากหลบหน้าเจ้าหนี้อีกแล้ว เขาวางแผนจัดการหนี้อย่างเป็นระบบ
มาทอน นายทุนปล่อยกู้รายใหญ่แห่งบาบิโลน แนะนำแผน 3 ข้อให้ดาบาซีร์เอาไว้จัดการหนี้ดังนี้
- เก็บออมเงิน 1 ใน 10 ของรายได้เผื่อไว้สำหรับอนาคต
- ใช้จ่ายเงิน 7 ใน 10 สำหรับอาหาร ที่อยู่ และความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ
- เอาเงิน 2 ใน 10 ไปทยอยใช้หนี้ทุกเดือน
ดาบาซีร์ทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ไม่นานเขาก็มีเงินเก็บ ปิดหนี้ได้หมด ภรรยามองเขาใหม่และกลับมาใช้ชีวิตด้วยกัน เขาใช้เงินเล็ก ๆ น้อย ๆ จ่ายเพื่อความสุขของตัวเองบ้าง ชีวิตจะได้ไม่อัตคัดจนเกินไป และในที่สุดจิตวิญญาณของอิสรชนก็พาเขามาสู่อาชีพพ่อค้าอูฐ และได้แบ่งปันเรื่องราวชีวิตให้อาร์คัดฟัง
ความสามารถในการหาเงินคือสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุด
อาร์คัดเล่าตัวอย่างจากตัวเองว่า ตอนเขาเป็นเสมียนในหอสมุด เขาสังเกตว่าเพื่อนร่วมงานบางคนทำงานได้มากกว่าและได้เงินมากกว่า เขาเลยตั้งใจมากขึ้น พยายามมากขึ้น เพื่อทำงานให้ได้มากที่สุด จนในที่สุดเขาก็ได้ขึ้นเงินเดือน
ความสามารถในการหาเงินไม่ได้ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่เป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนครับ คนที่ขยันเรียนรู้เกี่ยวกับงานของตัวเอง หาที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น และไม่หยุดพัฒนาตัวเองจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนคนที่หยุดนิ่งอยู่กับที่จะถูกแซงหน้า และถูกแทนที่ในที่สุดครับ
งานคือเพื่อนที่ดีที่สุด ไม่ใช่ภาระของทาส
ชาร์รู นาดา พ่อค้าแห่งบาบิโลนกำลังเดินทางนำกองคาราวาน ข้าง ๆ เขาคือฮาดาน กูลา หลานชายของเพื่อนผู้ล่วงลับไปแล้ว ฮาดานโตมาพร้อมความสุขสบาย เลยติดนิสัยขี้เกียจ ชาร์รูอยากช่วยหลานชายคนนี้ให้ตั้งตัวได้ แต่ฮาดานมีความคิดว่า งานมีไว้สำหรับพวกทาส
ชาร์รูตัดสินใจเปิดเผยความลับว่า ในอดีตตัวเขาและปู่ของฮาดานเคยเป็นทาสในบาบิโลนมาก่อน เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ชาร์รูถูกล่ามโซ่จูงเข้ามาในเมืองเพื่อขายเป็นทาส มีชายอีกสามคนถูกนำมาขายเหมือนกันคือ ชาวนา โจรขโมยแกะ และโจรสลัด
ทั้งสี่คนกำลังถูกพาไปขายในตลาดทาส ถ้าใครไม่มีเจ้านายคนไหนมาซื้อ ก็จะถูกขายไปเป็นทาสแบกอิฐสร้างกำแพงเมืองบาบิโลน ซึ่งเป็นงานหนักและทาสส่วนใหญ่ตายภายในไม่กี่เดือน
แต่ละคนมองชะตากรรมที่กำลังจะต้องเผชิญต่างกัน โจรสลัดบอกว่าเขาจะทำร้ายใครก็ตามที่เข้ามาใกล้ โจรขโมยแกะบอกว่าจะหาทางอู้งานให้ได้ แต่ชาวนามีความคิดต่างออกไป เขาพูดว่า “งานคือเพื่อนที่ดีที่สุดที่ข้าเคยรู้จัก มันนำสิ่งดี ๆ ทุกอย่างมาให้ข้า ไม่ว่าจะเป็นไร่นา ฝูงวัว และพืชผล”
โจรขโมยแกะหัวเราะเยาะ แล้วถามว่าตอนนี้ของพวกนั้นอยู่ที่ไหน ชาวนาตอบว่าเขาเสียทุกอย่างไปเพราะการพนัน เขาเชื่อว่าถ้าได้ทำงานก็สามารถหาสิ่งเหล่านั้นกลับมาได้อีก
ชาวนาสอนชาร์รูว่า “เวลามีคนมาซื้อเจ้า เจ้าต้องบอกเขาว่าเจ้าเป็นคนงานที่ดี ชอบทำงานหนัก ๆ ให้เจ้านาย เขาจะได้ซื้อตัวเจ้า ถ้าเจ้าขายไม่ออก เจ้าจะถูกขายไปเป็นทาสขนหิน และถ้าเจ้าได้ทำงานก็จงทำงานให้หนัก จงจำไว้ว่างานที่ตั้งใจทำเป็นอย่างดีจะเป็นประโยชน์ต่อตัวคนทำ”
มีเจ้าของร้านขนมปังคนหนึ่งมาเลือกซื้อทาส ชาร์รูพยายามนำเสนอตัวเองว่าสามารถทำอะไรให้เจ้านายได้บ้าง จนในที่สุดเจ้าของร้านขนมปังก็ซื้อเขาไปเป็นผู้ช่วย เจ้านายคนใหม่สอนชาร์รูโม่แป้ง สอนผสมและนวดแป้ง สอนให้อบขนมแบบต่าง ๆ
ชาร์รูอยากหาเงินมาไถ่อิสระภาพให้ตัวเอง ร้านที่เขาทำงานเปิดขายในตอนเช้า พอตอนบ่ายขนมปังหมดก็จะปิดร้าน ชาร์รูคิดว่าถ้าเอาช่วงเวลาที่เหลือของวันมาอบขนมเพิ่ม แล้วนำไปเดินเร่ขายในเมือง ก็จะสร้างรายได้เพิ่มอีก
เขาเอาไอเดียนี้ไปปรึกษาเจ้านาย ขอให้เจ้านายช่วยออกค่าต้นทุนวัตถุดิบ และกำไรที่ขายได้ก็จะแบ่งให้เจ้านาย เจ้านายเห็นด้วย แล้วชาร์รูก็เริ่มต้นอบขนมปังเอาออกไปเดินเร่ขายหารายได้เพิ่ม
ชาร์รูได้เห็นชะตากรรมของเพื่อนทาสอีกสามคนที่ถูกนำมาขายพร้อมกัน ชาวนาถูกขายให้กับเจ้าของสวนผัก เขาตั้งใจทำงานจนตอนนี้กลายเป็นหัวหน้าคนงาน และเจ้านายไว้ใจให้เขาดูแลการซื้อขายผักทั้งหมด
โจรขโมยแกะที่คิดจะอู้งานถูกขายมาเป็นกรรมกรแบกอิฐสร้างกำแพงเมือง ร่างกายของเขาผอมซูบ หลังโก่งเพราะแบกของหนัก ตามตัวเต็มไปด้วยรอยแผลจากการโดนแส้ฟาด ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็ตายในไซต์ก่อสร้าง ส่วนโจรสลัดถูกขายไปเป็นทาส แต่หนีออกมา แถมลงมือฆ่าราชองครักษ์ เลยถูกตัดสินประหาร
ชาร์รูเร่ขายขนมปังช่วงบ่ายจนมีลูกค้าประจำ หนึ่งในนั้นคืออารัด กูลา ผู้เป็นปู่ของฮาดานนั่นเอง อารัดเป็นพ่อค้าขายพรม เขาชอบความกระตือรือร้นในการเสนอขายของชาร์รู จนพวกเขาทั้งสองคนกลายเป็นเพื่อนกัน วันหนึ่งอารัดบอกชาร์รูว่าตัวเขาเองก็เคยเป็นทาสเหมือนกัน
หลังจากเจ้านายของชาร์รูสบายขึ้นเพราะมีผู้ช่วย แถมมีรายได้เพิ่มขึ้นเพราะความขยันของชาร์รู เจ้านายคนนั้นเลยมีเวลาไปเล่นพนันจนหมดตัว ต้องขายชาร์รูให้ไปเป็นทาสขุดคลอง
ชาร์รูใช้แรงงานหนักจนป่วยเป็นไข้ เขาหมดหวังที่จะได้ไถ่ตัวเองกลับมาเป็นอิสรชน แต่แล้วอารัดก็มาไถ่ตัวเขา และชวนมาทำงานด้วยในฐานะหุ้นส่วน พวกเขาไปสร้างธุรกิจที่เมืองดามัสกัส จนกลายเป็นคนมีหน้ามีตาในเมืองนั้น
ชาร์รูสรุปบทเรียนให้ฮาดานฟังว่า งานดึงดูดมิตรสหายหลายคนที่ชื่นชมความอุตสาหะของปู่เจ้า ความสำเร็จที่มาจากงาน ช่วยสร้างเกียรติยศและศักดิ์ศรี และงานนำสิ่งที่ถูกต้องคู่ควรมาให้ปู่ของเจ้า
ทั้งหมดนี้คือเนื้อหาคร่าว ๆ จากนิทานการเงินชื่อ The Richest Man in Babylon ผมอ่านฉบับของสำนักพิมพ์ซีเอ็ด ชื่อไทยคือเศรษฐีชี้ทางรวย หนังสือเป็นเล่มเล็ก ๆ ความยาว 160 หน้าเท่านั้นเองครับ ราคา 175 บาทครับ

The Richest Man in Babylon เศรษฐีชี้ทางรวย
สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee: https://s.shopee.co.th/111NDQE8P4
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ