เล่าจบเพื่อนนักศึกษาใหม่ก็ส่งเสียงฮือฮา ขนลุกขนพองไปกับเรื่องที่อัฐเล่า ไม่อยากจินตนาการเลยว่าหากเป็นต้องไปตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น จะประคองสติไว้กับตัวเช่นใด เหรียญหัวเราะหึในลำคอ แววตาส่องประกายเหมือนคนจับโกหกคนอื่นได้ เขาหันหน้าไปคุยกับเพื่อน ๆ
“นี่แบงก์ นายกลัวผีหรือเปล่า?”
“ไม่รู้สิว่ากลัวไหม ไม่เคยเจอเองกับตัว แต่ฉันไม่เชื่อหรอกว่าผีมีจริง และก็ไม่อยากเจอด้วย” แบงก์ตอบ
“ฉันก็ไม่เคยเจอ” หยวนบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ฉันก็ไม่เคยเจอและไม่เชื่อด้วยว่าผีมีจริง ฉันว่านายอัฐคนนี้มันแต่งเรื่องหลอกเราทุกคน ผีอะไรวะไปติดอยู่ในกระจกโต๊ะเครื่องแป้งออกมาไม่ได้ ปัญญาอ่อนไปฉันว่า” เหรียญสับเละเรื่องที่อัฐเพิ่งเล่าจบ
“แต่ฉันเชื่อนะ” ฟรังก์พูดด้วยน้ำเสียงฉะฉานมั่นอกมั่นใจ แล้วเธอก็ยกมือขึ้นเพื่อแสดงเจตนาว่าต้องการเป็นคนเล่าเรื่องในลำดับต่อไป
“เชิญครับ” รุ่นพี่คนหนึ่งผายมือเชิญให้ฟรังก์เล่าเรื่องของตนเอง เธอลดมือลงแล้วเริ่มเล่าเรื่อง
“เรื่องที่เรากำลังจะเล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเราเอง แต่ฟังมาจากพ่อเล่ามาอีกที”
เรื่องที่ฟรังก์เล่ามีอยู่ว่า พ่อของฟรังก์เป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ต้องตระเวนไปดูที่ดินตามที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ จึงมีเรื่องเล่าแนวนี้มาเล่าให้เธอฟังบ่อย ๆ พ่อของเธอไปเจอที่ดินที่ทำเลดีมาก บนที่ดินแห่งนั้นมีบ้านไม้สองชั้นตั้งอยู่ บ้านหลังนี้ประกาศขายพร้อมที่ดินในราคาถูกจนน่าเหลือเชื่อ
พ่อของเธอติดต่อทำการซื้อขายกับเจ้าของที่ดิน และถามว่าทำไมจึงขายที่ดินผืนนี้ถูกนัก เจ้าของบ้านตอบว่า แกขี้เกียจขึ้นไปปิดหน้าต่างบนชั้นสองทุกวัน ๆ พ่อของเธอนึกว่าเจ้าของที่ดินตอบทีเล่นทีจริงจึงหัวเราะขำออกมา แต่เมื่อเห็นใบหน้าเคร่งขรึมจริงจังก็หัวเราะไม่ออก
เจ้าของที่ดินเล่าว่า ทุกวันตอนเย็นแกต้องขึ้นไปปิดประตูหน้าต่างชั้นสอง ซึ่งแกไม่ได้เป็นคนเปิด แกอยู่บ้านหลังนี้คนเดียว และอาศัยอยู่แต่เพียงชั้นล่างเท่านั้น หาสาเหตุไม่ได้ว่าหน้าต่างชั้นสองเปิดเองทุกวันได้อย่างไร ตอนนี้ที่ดินผืนนั้นกลายเป็นห้างสรรพสินค้าไปแล้ว
เรื่องเล่าของฟรังก์ได้รับเสียงฮือฮาจากเพื่อน ๆ ไม่แพ้เรื่องเล่าของอัฐ
แบงก์หันไปคุยกับฟรังก์ “ที่เธอเล่าเป็นเรื่องจริงเหรอ?”
“ฉันฟังพ่อเล่ามาอีกที คิดว่าเป็นเรื่องจริงนะ พ่อไม่น่าโกหกฉัน”
“แต่ฉันว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องจริงนะ พ่อเธออาจไม่ได้เป็นคนโกหก แต่โดนคนอื่นโกหกมาอีกที ตาลุงเจ้าของบ้านไงล่ะ คงกุเรื่องหน้าต่างบ้านเปิดเองได้ มาหลอกให้พ่อของเธอเชื่อ” เหรียญพูดในสิ่งที่เขาคิด
ฟรังก์ยักไหล่ “ไม่รู้สินะ”
คนถัดไปที่เป็นผู้ยกมือขึ้นเพื่อเสนอตัวจะเล่าเรื่องสยองขวัญคนต่อไปคือ ลูกคิด ชายหนุ่มร่างผมกะหร่อง ไว้ผมทรงรากไทรยาวลงมาปิดหน้าปิดตา แลดูลึกลับ ไม่เป็นมิตร ไม่น่าคบค้าสมาคมด้วยเท่าไร
“เรื่องนี้เกิดขึ้นกับผมเอง อันที่จริงเรียกว่าเกิดขึ้นกับพ่อของผมจะถูกกว่า”
เรื่องที่ลูกคิดกำลังเล่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาเป็นสิบปีแล้ว พ่อของเขาประกอบกิจการส่วนตัว ในสมัยนั้นขณะกำลังเริ่มกิจการใหม่ ๆ มีภาระหน้าที่หลายอย่างที่พ่อของเขาต้องดูแลและจัดการให้เรียบร้อย ท่านเลยต้องกลับบ้านดึกเป็นประจำ
คืนหนึ่งขณะที่พ่อของเขากลับมาถึงบ้าน ตอนนั้นเป็นเวลาเข้านอนของลูกคิดพอดี ผู้เป็นพ่อเดินมุ่งมายังห้องนอนของลูกชาย โดยหวังจะส่งลูกชายตัวน้อยเข้านอน เห็นลูกชายนอนตัวสั่นลืมตาโพลงอยู่บนเตียง
ผู้เป็นพ่อประหลาดใจ ถามลูกชายไปว่าเป็นอะไร ลูกชายตอบกลับมาว่า
มีใครไม่รู้แอบอยู่ใต้เตียง
ผู้เป็นพ่อยิ้มปลอบใจ คิดว่าลูกชายคงกลัวฝันร้ายแบบเด็ก ๆ พลางตอบกลับไปว่า
ไม่มีใครอยู่ใต้เตียงลูกได้หรอก เดี๋ยวพ่อจะดูให้
จากนั้นผู้เป็นพ่อก้มลงไปดูใต้เตียงที่ลูกชายนอนอยู่ สิ่งที่เขาเห็นทำเอาสติที่เคยมีอยู่กระเจิงหนีหาย เขาเห็นลูกชายของตนเองนอนหมอบอยู่ใต้เตียง ตัวสั่นงันงกด้วยความกลัว ลูกชายกระซิบเสียงสั่นกับผู้เป็นพ่อว่า
พ่อครับ มีใครไม่รู้นอนอยู่บนเตียงของผม
ชายผู้เป็นพ่อนิ่งอึ้งอย่างไม่เข้าใจว่าตอนนี้กำลังเกิดบ้าอะไร และควรจัดการกับเหตุการณ์นี้อย่างไร จังหวะนั้นภรรยาของเขาก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมลูกชายที่เธอแปรงฟันให้เรียบร้อยแล้ว ผู้เป็นพ่อหันมาดูที่ทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันกลับมามองที่บนเตียงและใต้เตียง แต่ไม่มีใครทั้งนั้นไม่ว่าจะบนเตียงหรือใต้เตียง บ้านทั้งหลังมีเพียงพวกเขาสามคนพ่อแม่ลูก
ผู้เป็นพ่อเดินมากอดลูกชายแน่น แล้วเดินออกจากห้องไปโดยไม่พูดอะไร กว่าจะเปิดปากเล่าเรื่องประหลาดที่เกิดกับตัวเองให้ลูกชายและภรรยาฟัง เวลาก็ล่วงเลยจากวันนั้นมาเป็นสิบปี
ลูกคิดเล่าจบคนทั้งห้องก็ฮือฮา เรื่องเล่าทั้งสามเรื่อง ความสยองกินกันมันลงเลย
“เรื่องนี้หลอนกว่าเรื่องของพ่อฉันอีก” ฟรังก์พึมพำ
“ฉันว่าอารมณ์คล้ายหนังผีฮอลลีวูด” หยวนออกความเห็น
“เรื่องแต่งอีกแหง เหมือนฉันเคยอ่านเรื่องอะไรทำนองนี้ผ่านตามาแล้วทางอินเตอร์เน็ต นายคนนั้นต้องจำมาเล่าแน่ ๆ” เป็นความเห็นของเหรียญเจ้าเก่าคนเดิม ผู้ไม่เคยเชื่อเรื่องผีสาง หรือสิ่งลี้ลับใด
“ฟังเอาเพลิน ๆ ก็สนุกดีนะฉันว่า” แบงก์พูด
“เรื่องผีทุกเรื่องก็มีไว้ฟังเอาเพลินทั้งนั้นแหละ” เหรียญพูดกับเพื่อน แล้วเหยียดยิ้มมุมปาก
คนต่อไปที่ยกมือขึ้นเพื่อขอเล่าเรื่องสยองคือ ครีม สาวร่างบาง ผู้ไว้ผมสีดำขลับยาวถึงกลางหลัง ใบหน้าภายใต้แว่นสายตาของเธอดูอมทุกข์ เหมือนคนที่แบกโลกทั้งใบเอาไว้บนบ่า
“เรื่องที่เราจะเล่า เชื่อว่าทุกคนที่อาศัยอยู่แถบนี้น่าจะเคยได้ยินกันแล้ว เราขอเล่าให้เพื่อน ๆ ที่มาจากต่างถิ่นได้รู้ไว้เพื่อเป็นคำเตือนแล้วกัน”
เรื่องที่ครีมเล่าเป็นเรื่องที่กำลังอยู่ในกระแสตอนนี้ ทั้งวัยรุ่น วัยทำงาน คนแก่คนเฒ่าในจังหวัดนี้และจังหวัดใกล้เคียง ล้วนเคยได้ฟังหรือได้ร่วมวงสนทนากันในประเด็นนี้ เรื่องเล่าผีผู้หญิงผมยาวสวมชุดสีขาวที่มักโผล่ออกมากลางดึก ตามจุดต่าง ๆ ทั่วเมือง มีเพื่อนผู้ชายของครีมที่โรงเรียนเก่าคนหนึ่งเคยเจอ เขาเห็นแล้วตกใจ หักรถหนีจนรถยนต์ที่ขับพลิกคว่ำ โชคดีที่ไม่ถึงกับชีวิต แต่บาดเจ็บจนอดสอบเข้ามหาวิทยาลัย บางคนโชคร้ายก็พิการหรือถึงขั้นเสียชีวิตไปเลยก็มี จนผู้คนแถบนี้เหมารวมว่าทุกอุบัติเหตุบนท้องถนน ล้วนเกิดขึ้นเพราะน้ำมือผีตนนี้
ผู้คนลือกันว่าเป็นผีแม่ม่ายมาเอาวิญญาณผู้ชายไปอยู่ด้วย บ้างก็ว่าเป็นผีผู้หญิงที่ถูกข่มขืนแล้วฆ่าทิ้งศพไว้ข้างทาง หรือบ้างก็ว่าเป็นเจ้าป่าเจ้าเขา แปลงกายมาลงโทษมนุษย์ที่ทำธรรมชาติเสื่อมโทรม
“ฉันขอเตือนเพื่อน ๆ ทุกคน กลางดึกอย่าออกไปไหน ใครเจอผีตนนั้น สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวไปหลายวัน และอย่าได้ริไปลองของเด็ดขาด เราเตือนแค่นี้แหละ”
ครีมเล่าจบทั้งห้องก็เงียบกริบ อาจเพราะหลายคนในนี้รู้และเคยได้ยินเรื่องที่เธอเล่า จนมีประสบการณ์ร่วม หรืออาจเพราะเรื่องที่เธอเล่าไม่น่ากลัวพอจะทำให้ใครขนลุกขึ้นได้
“ทำไมต้องเป็นผีผู้หญิงผมยาวสวมชุดสีขาวด้วยวะ ฉันเคยเห็นหนังกี่เรื่องต่อกี่เรื่องก็มีผีสไตล์นี้ มีทั้งหนังไทย หนังจีน หนังฝรั่ง มันไม่โหลไปหน่อยเหรอ เรื่องที่แม่คนนั้นเล่าน่ะ” เหรียญวิจารณ์เรื่องเล่าที่เพิ่งจบไป เพื่อนในกลุ่มหันมายิ้มเห็นด้วย
“ไม่น่ากลัวเลยสักนิด” หยวนว่าด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“แต่เรื่องนี้ดังมากนะในจังหวัดละแวกนี้ พวกนายมาจากที่อื่นคงยังไม่เคยได้ยินกัน” แบงก์บอก ทั้งกลุ่มมีเขาแค่คนเดียวเป็นคนในพื้นที่ เพื่อนที่เหลือล้วนมาจากที่อื่น ยังไม่เชื่อเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดา
“ฉันอยากเจอผีดูสักครั้งจัง อยากรู้ว่าถ้าเจอผีแบบจะ ๆ จัง ๆ ตัวเองจะทำตัวยังไง?” ฟรังก์พูดทีเล่นทีจริง
เหรียญได้หอพักอยู่หลังมหาวิทยาลัย การเดินทางแสนสะดวกสบาย เดินเท้าเพียงห้านาทีก็มาถึงสถานีรถชัตเตอร์บัสวิ่งรับส่งนักศึกษาฟรีรอบมหาวิทยาลัย อาหารการกินอุดมสมบูรณ์
วันนี้เป็นวันเปิดเรียนวันแรกวันแรก เขามีเรียนตั้งแต่งแปดโมงเช้า ปีหนึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตารางเรียนแน่นที่สุดในชีวิตการเป็นนักศึกษา ไม่สามารถจัดสรรเวลาเรียนเองได้ เนื่องจากทางคณะเป็นผู้กำหนดมาให้เสร็จสรรพ เมื่อขึ้นชั้นปีที่สูงขึ้นจึงจะสามารถเลือกเองได้ว่าจะเรียนวิชาอะไรบ้าง
หลังอิ่มจากมื้อเช้าที่โรงอาหารประจำคณะ เหรียญก็เดินมาเข้าห้องเรียน ใกล้เวลาเรียนตามที่แจ้งในตารางแล้ว มีนักศึกษาใหม่มารออาจารย์ประจำวิชากันเกือบเต็มห้อง วันนี้เป็นครั้งแรกที่ทุกคนได้เห็นเพื่อนใหม่ของตนแต่งตัวชุดนักศึกษาเต็มยศ
แบงก์ยังดูเป็นคนขี้เล่น แม้กำลังแต่งเครื่องแบบอยู่ก็ตาม สายตาซุกซนของเขาวอกแวกมองนั่นมองนี่ไปเรื่อยเหมือนเดิม ดูเหมือนบุคคลผู้นี้จะรู้จักไปเสียทุกคนในคณะ ไม่ว่าใครผ่านไปมาเขาก็เอ่ยปากทักทายอย่างเป็นกันเอง
หยวนหนุ่มตี๋มาดนิ่ง ผิวพรรณผ่องใสและรูปร่างสมส่วนของเขา ช่วยขับให้ชุดที่สวมใส่ดูดีมีราคากว่าคนอื่นในนี้ทั้งที่ซื้อมาจากร้านค้าสหกรณ์เหมือนกัน คงไม่มีเสื้อผ้าชุดใดในโลกที่ชายผู้นี้ใส่แล้วจะไม่ดูดี และฟรังก์หนึ่งสาวสวยคนเดียวในกลุ่มที่สวมกระโปรงดำยาวถึงตาตุ่ม เธอไม่ปรารถนาจะอวดเรียวขา ด้วยการใส่เสื้อผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยเหมือนเพื่อนบางกลุ่ม
Leave a comment