เด็กชายมาอยู่ในที่ไม่เคยคุ้น จำได้ว่าเมื่อครู่เขายังเล่นสนุกกับเพื่อนกลุ่มใหญ่ที่ลานกว้าง สถานที่ตรงนี้มีเพียงเขาคนเดียวโดดเดี่ยวในความมืด อากาศรอบข้างอบอ้าว แต่ภายในร่างกายกลับรู้สึกหนาวเหน็บ เขาหวาดวิตกจนตัวสั่น หาสาเหตุที่มาของอาการไม่ได้ คงกลัวความมืดล่ะมั้ง
ขณะกำลังหวั่นใจในความมืด เด็กชายก็ตกใจที่จู่ ๆ มีบางสิ่งสากกระด้างคล้ายแผ่นไม้ไม่ได้ขัดเสี้ยนออก ตบฉาดอย่างแรงเข้าที่แก้มข้างซ้าย จนตัวเขาลอยล่องสู่กลางอากาศ ไม่นานนักร่างผอมบางก็ตกสู่หนองน้ำเสียงดังตูมใหญ่
หนองน้ำแห่งนี้ไม่ได้ใสจนเห็นฝูงปลาแหวกว่าย ไม่ได้มีสีเขียวเนื่องด้วยตะไคร่น้ำ ไม่ได้มีสีขุ่นของดินที่ละลายมาปน ทว่าหนองน้ำแห่งนี้กลับมีสีแดงฉานคล้ายสีของเลือด ร่างที่ดูไม่น่าจะหนักของเด็กชาย จมดิ่งสู่ก้นหนองไวปานมีเครื่องยนต์ฉุด
เด็กชายพยายามตะเกียกตะกายหนีเอาตัวรอดจากมัจจุราชสุดชีวิต เขาตะโกนร้องขอความช่วยเหลือตามที่สัญชาตญาณสั่ง แต่กลับไร้ผล ฟองอากาศไหลออกจากปอด ผ่านปากพุ่งขึ้นเหนือน้ำ กลายเป็นว่ายิ่งเร่งนาทีตายให้มาถึงเร็วขึ้น เขาสำลักน้ำเข้าไปเต็มปอด
แค่ก แค่ก แค่ก
เฮือก ก ก!
ร่างล่ำสันสูงยาวเด้งขึ้นจากเตียง เขาไอเหมือนสำลักน้ำทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไรค้างอยู่ในลำคอ เพียงแค่ฝันไป ก็แค่ฝันร้ายเท่านั้น ตอนนี้เขาตื่นมาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว ไม่เห็นต้องกลัวอะไร ภายในห้องนอนร้อนอบอ้าวจนเหงื่อไหลท่วมกาย ทำเสื้อกล้ามที่สวมอยู่เปียกชุ่ม
เสียงเครื่องปรับอากาศเครื่องเก่าที่มักครางหึ่ง ๆ เวลาทำงาน กลับเงียบกริบในเวลานี้ ไฟฟ้าดับแน่เลย ตอนนี้ข้างนอกฝนกระหน่ำอย่างไม่ลืมหูลืมตา แถวบ้านเขาไฟฟ้ามักดับทุกทีที่พายุฝนเข้า
ชายหนุ่มควานหาโทรศัพท์มือถือที่มักวางไว้บนหัวเตียงเวลาเข้านอน หยิบมันขึ้นดูเวลา ตอนนี้ตีหนึ่งกว่า ๆ แล้ว ไม่รู้เจ้าหน้าที่จะแก้ไขให้ไฟฟ้ากลับมาใช้ได้เมื่อไหร่ อย่างเร็วสุดคงเช้ามืดอีก 4-5 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย
ชายหนุ่มรำคาญเนื้อตัวเหนียวเหนอะหนะของตนเอง เขาเปิดแอปพลิเคชั่นบนมือถือให้เปลี่ยนแฟลชเป็นไฟฉาย สำหรับใช้ส่องนำทางฝ่าความมืด เดินไปหยิบผ้าขนหนูที่แขวนไว้หน้าตู้เสื้อผ้า แล้วเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำชำระร่างกายอีกสักรอบ คืนนี้เขาคงหลับตานอนไม่ลงอีกแล้ว พยายามสลัดภาพฝันร้ายในหัวให้ไหลไปตามสายน้ำ แต่กลับทำไม่ได้
ไฟฟ้ากลับมาใช้ได้ไวกว่าที่คิด ประมาณตีสามเครื่องปรับอากาศบุโรทั่งก็ครางหึ่ง ๆ ขึ้นมาเอง ชายหนุ่มที่นอนไม่หลับพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงจำต้องลุกขึ้นมาปิดมัน ตอนนี้อากาศเย็นจนแทบต้องเอาผ้านวมมาห่มตัวแล้ว ฝนยังคงตก ไม่มีทีท่าจะหยุดลงง่าย ๆ
ชายหนุ่มเปิดไฟให้แสงสว่างทั่วถึงทั้งห้อง คว้ารีโมทโทรทัศน์แล้วกลับมานอนที่เตียง กดปุ่มเปิด ไม่นานภาพก็ฉายขึ้นบนจอ เป็นภาพยนตร์ไล่ล่าภาคต่อสุดมัน เขากดเพิ่มเสียงให้ลำโพงดังขึ้น กระนั้นก็ยังสู้เสียงฝนกระหน่ำด้านนอกไม่ได้อยู่ดี สายตาจับจ้องภาพเคลื่อนไหวตรงหน้า ทว่าจิตใจกลับคิดเหม่อลอย ไม่ได้จดจ่อกับเนื้อหาภาพยนตร์เลย
เครดิตท้ายเรื่องของภาพยนตร์ปรากฏขึ้นบนจอ หลังจากเนื้อหาคลี่คลายจนคนดูกระจ่าง พอดีกับฝนที่ขาดเม็ดลง ตอนนี้ตีห้าแล้ว เมฆหนาทึบสลายไปพร้อมฝน เผยแสงรำไรของวันใหม่ที่ขอบฟ้าทางทิศตะวันออก
ชายหนุ่มได้ยินเสียงก๊องแก๊งดังมาจากในครัวชั้นล่าง แม่ของเขาตื่นเช้าขึ้นมาหุงข้าวสำหรับทุกคนในบ้านที่มีกันอยู่ถึงหกคน มีตัวเขา พ่อ แม่ ตา ยาย และน้องชายร่วมท้องเดียวกันที่อายุห่างกันถึง 13 ปี
ชายหนุ่มกดปิดโทรทัศน์ที่รีโมท เดินออกจากห้องลงไปที่ชั้นล่างมุ่งตรงสู่ห้องครัว เห็นแม่ของเขากำลังซาวข้าวสำหรับหุงเช้านี้ ที่เตาอั้งโล่มีถ่านสีแดงลุกโชน แม้ครัวบ้านนี้จะมีเตาแก๊สแบบสมัยนิยม แต่แม่ของเขาไม่นิยมสมัย ยังชอบเสน่ห์ของเตาถ่าน กลิ่นควันไฟจาง ๆ ที่ติดอยู่กับเม็ดข้าว
ชายหนุ่มโอบกอดแม่จากด้านหลัง โน้นตัวแนบแก้มไว้ตรงไหล่ของแม่
“อุ้ย! ตั้วทำแม่ตกใจหมด อะไรกัน วันนี้ตื่นเช้าผิดกับทุกทีนะ”
“ตกใจเสียงฟ้าร้องน่ะแม่ เลยนอนไม่หลับจนถึงเช้า”
ผู้เป็นแม่ยิ้ม นึกถึงวัยเด็กของลูกชายคนนี้ก็อดเอ็นดูขึ้นมาเสียไม่ได้ สัก 5-6 ขวบ เธอและสามีพาเขาไปเที่ยวงานวัดครั้งแรก ในงานนั้นมีการปล่อยโคมลอยที่มีประทัดพ่วงท้าย เมื่อสิ้นสายฉนวนประทัดก็เผาผลาญตัวเอง ระเบิดเสียงดังตูมตาม เมื่อโคมหลาย ๆ ลูกถูกปล่อยขึ้นฟ้าพร้อมกันก็ประสานเสียงระเบิดกึกก้องกัมปนาททั่วฟ้า เขย่าขวัญเด็กชายตัวน้อยจนร้องไห้โยเยน้ำตาไหล
“ปล่อยก่อนลูก ให้แม่หุงข้าวก่อน” ผู้เป็นแม่เกาะแขนลูกชายที่รัดเอวเธอไว้
ชายหนุ่มคลายมือออกอย่างว่าง่าย
“มีอะไรให้ช่วยไหมแม่?” ชายหนุ่มถามห้วน ๆ แต่แฝงน้ำเสียงออดอ้อนเอาใจ
“เราหุงข้าวเป็นเหรอ ไว้เดี๋ยวแม่หุงข้าวเสร็จไปจ่ายตลาดเป็นเพื่อนแม่นะ”
“ครับ”
ข้าวร้อน ๆ ใช้เวลาหุงสุกไม่นาน นงเยาว์หิ้วตะกร้าหวายออกมานอกบ้าน ลูกชายสุดที่รักของเธอนั่งควบบนรถจักรยานแม่บ้าน จอดรอเธอขึ้นซ้อนท้าย พร้อมปั่นพาไปตลาดสดใกล้บ้านที่อยู่ละแวกเดียวกัน
ฟ้าเริ่มสว่าง มองเห็นหนทางที่รถจักรยานจะผ่านไป ไม่นานสองแม่ลูกก็มาถึงตลาดสด แหล่งซื้อขายที่มีชีวิตชีวา ต่อรองราคาได้ ซื้อหรือไม่ซื้อค่อยว่ากัน ตอนนี้จวนหกโมงเช้าแล้ว ช่วงเวลาประมาณนี้คนจะพลุกพล่านที่สุด จะเริ่มซาลงตอนแปดโมงเช้าและตลาดวายในที่สุด ตลาดสดแห่งนี้เปิดแป๊บเดียวเอง เมื่อเทียบกับห้างสรรพสินค้า
ตั้วจอดรถจักรยานชิดถนนเหมือนคนอื่น ๆ อาจเกะกะขวางทางจราจรไปบ้างแต่รถรายังสัญจรกันได้อยู่ เพราะคนที่นี่นิยมใช้รถจักรยานเป็นพาหนะ รถจักรยานยนต์พอมีให้เห็นบ้าง ส่วนรถยนต์ในตอนเช้านั้นไม่มีเลย
“เช้านี้แม่จะทำกับข้าวอะไรบ้าง?” ตั้วถาม ระหว่างเดินเข้าตลาดไปพร้อมแม่
“แม่ว่าจะทำคะน้าน้ำมันหอย แกงเทโพและน้ำพริกกะปิ คุณตาแกบ่นอยากกินน้ำพริกกะปิมาหลายวันแล้ว”
“ผมถือให้นะแม่”
พูดแล้วตั้วก็คว้าตะกร้าหวายในมือแม่ไปถือแทน
“ขอบใจจ้ะ รีบเข้าไปกันเถอะเดี๋ยวคนแย่งซื้อหมด”
ตลาดสดแห่งนี้คึกคักด้วยร้านรวงแผงลอยและลูกค้า ที่นี่มีครบครันทั้งของสดของแห้ง ไม่ว่าจะผักนานาชนิดสำหรับทำผัดทำแกง เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ ไข่สารพัดขนาด เครื่องปรุง กะปิ ปลาร้า พริกแกง ปลาแห้ง กุ้งแห้ง เนื้อแดดเดียว และอื่น ๆ อีกมากมายสารพัด
สองแม่ลูกมาหยุดที่แผงขายผักเป็นร้านสุดท้าย หลังจากเดินรอบตลาดไปแล้วหนึ่งรอบได้ของสำหรับทำมื้อเช้ามาเกือบเต็มตะกร้าหวาย ผักที่ต้องซื้อจากร้านนี้ก็มีผักคะน้าและผักบุ้ง แม่ค้าเจ้าของแผงทักนงเยาว์อย่างคุ้นเคย
“วันนี้ลูกชายตามแม่มาจ่ายตลาดด้วยเหรอ เดี๋ยวนี้โตเป็นหนุ่มแล้วแทบจำไม่ได้” หันมาพูดกับตั้ว “สมัยก่อนที่มาวิ่งเล่นกับลูกชายน้า ยังตัวกะเปี๊ยกอยู่เลย แล้วนี่จะแต่งงานแต่งการเมื่อไหร่ล่ะ ลูกชายน้ามันมีหลานให้น้าอุ้มตั้งสองคนแล้วนา”
สารภาพว่าตั้วจำคุณน้าที่พูดจาสนิทสนมกับเขาคนนี้ไม่ได้แล้ว ตั้งแต่เขาเข้าเรียนมัธยมที่โรงเรียนในเมืองก็ไม่ได้ไปมาหาสู่เพื่อนบ้านเรือนเคียงอีกเลย เพื่อนที่เล่นด้วยกันสมัยเด็กก็ต่างแยกย้ายไปมีสังคมใหม่ของใครของมัน
“อ๋อ ผมยังไม่รีบแต่งหรอกครับ ไว้รอร้านที่เพิ่งเปิดเข้าที่เข้าทางกว่านี้ แล้วค่อยว่ากันอีกที”
“นั่นแน่ พูดอย่างนี้แสดงว่ามีแฟนอยู่แล้วใช่ไหม” แม่ค้าแผงผักพูดขึ้นอย่างรู้ทัน
ตัวยิ้มเขินอาย ไม่ได้เขินที่ถูกแซวว่ามีแฟนแล้ว แต่อายเพราะป่านนี้ยังหาคนรู้ใจไม่ได้ต่างหาก
“อิจฉาเธอนะแม่เยาว์ มีลูกเอาการเอางานแบบนี้ รู้จักทำธุรกิจก่อร่างสร้างตัว จนตอนนี้เธอไม่ต้องหาเช้ากินค่ำเหมือนฉันอีกแล้ว ดูลูกชายฉันสิ ดีแต่ทำเรื่องขายหน้าแม่มัน ตั้งแต่เกิดมามันไม่เคยหาเงินมาให้ฉันใช้เลยสักแดงเดียว มีแต่มันมาขอเงินฉันเอาไปซื้อนมซื้อผ้าอ้อมให้ลูก สงสัยฉันต้องขายผักเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานจนตายคาแผงนี้แน่เลยเชียว”
อาหารปรุงสุกใหม่ ๆ หอมกรุ่นพร้อมอยู่บนโต๊ะ สมาชิกทุกคนในบ้านทยอยมารวมตัวกันเพื่อรับประทานมื้อเช้าอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ตั้วปลื้มใจที่ครอบครัวของเขาเป็นครอบครัวในฝันของใครหลายคน
“โห… วันนี้มีน้ำพริกกะปิด้วย” ตาของตั้วเดินมาพร้อมกับยาย ร้องทักเมื่อเห็นกับข้าวบนโต๊ะที่ตนเองอยากกินมาหลายวัน
“เห็นคุณพ่อบ่นอยากกินมาหลายวัน วันนี้เลยทำให้กิน” นงเยาว์พูดพลางตักข้าวใส่จานให้ครบคน
“ไหน ๆ วันนี้มีอะไรกินบ้าง” หัวหน้าครอบครัวเดินเข้ามาร่วมโต๊ะเป็นคนสุดท้ายด้วยท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใส ผิดกับรูปร่างสมบุกสมบันน่าเกรงขาม
เมื่อทุกคนในครอบครัวได้รับจานข้าวครบก็เริ่มลงมือตักมื้อเช้าเข้าปาก อาหารฝีมือนงเยาว์อร่อยไม่เคยเปลี่ยน สมกับเคยเปิดร้านอาหารตามสั่งมากว่ายี่สิบปี
“ช่วงนี้การเรียนเป็นไงบ้าง” ตั้วหันไปถามน้องชาย
ตั้มกลืนอาหารในปากที่เคี้ยวจนละเอียดลงคอ ก่อนจะเอ่ยปากตอบคำถามของพี่ชาย
“ดีมากเลยครับพี่ ข้อสอบที่โรงเรียนไม่ยากเลย แถมโรงเรียนกวดวิชาที่พี่ตั้วให้ตั้มไปเรียนก็สอนละเอียดเข้าใจง่าย ตั้มมั่นใจว่าสอบติดโรงเรียนที่พี่อยากให้ตั้มเข้าแน่นอน” ตั้มน้องชายของตั้วพูดด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจ
“ไว้นายสอบติดโรงเรียนที่พี่ว่าได้ พี่จะซื้อมือถือรุ่นล่าสุดให้เป็นของขวัญ”
“ซื้อวันนี้เลยก็ได้ ของแบบนี้มันแน่นอนอยู่แล้ว ตั้มสอบติดที่นั่นแน่ ๆ น้องพี่ตั้วซะอย่าง”
“อย่าเพิ่งมั่นอกมั่นใจไปตาตั้ม เกิดสอบไม่ติดขึ้นมา พ่อจะให้มือถือรุ่นกระติกน้ำเครื่องเก่าของพ่อให้เป็นของขวัญปลอบใจแทน” พ่อแซวลูกชาย ดูแล้วน่ารักน่าอิจฉาในความอบอุ่นของครอบครัวนี้
“เอาไปขายให้พิพิธภัณฑ์เถอะครับ มือถือเครื่องนั้น” ตั้มว่า
“เออ… วันนี้ตั้วจะเข้าร้านกี่โมงล่ะลูก?” นงเยาว์ถามลูกชาย
“วันนี้จะเข้าเช้าหน่อยแม่ เดี๋ยวกินข้าวเสร็จสักแปดโมงก็จะไปเลย”
“ดี ๆ งั้นลูกแวะบ้านลุงเชิดให้แม่หน่อยนะ แม่จะฝากมะม่วงสุกไปให้ป้าจันทร์หน่อย รายนั้นทำขนมหวานอร่อย จะได้เอามะม่วงสวนหลังบ้านเราไปทำข้าวเหนียวมะม่วง”
“ครับ แม่เอาไปใส่ไว้หลังรถกระบะผมเลย”
หลังจากรับประทานมื้อเช้าแสนอร่อยจนอิ่มแปล้ ตั้วก็เตรียมตัวไปทำงานที่ร้าน เขาขับรถกระบะสีบรอนซ์ทองออกจากบ้าน งวดหน้าเป็นงวดสุดท้ายที่จะผ่อนรถคันนี้หมด เป็นรถคันแรกในชีวิตที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรง จากอาชีพสุจริต ไม่ได้กู้หนี้ยืมสินจากใครมาซื้อ
ก่อนจะเข้าไปที่ร้าน ตั้วไม่ลืมแวะนำมะม่วงมาให้ป้าจันทร์ถึงที่บ้าน ป้าจันทร์เป็นภรรยาของลุงเชิด ลุงเชิดเป็นพี่ชายของพ่อตั้วและตั้ม สองสามีภรรยามีลูกชายสองคน คนหนึ่งเป็นวิศวกรทำงานอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ อีกคนกำลังเรียนปริญญาโทอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ทั้งสองอายุมากกว่าตั้วห้าปีและสามปีตามลำดับ เมื่อก่อนพวกเขาเคยมาเล่นด้วยกันบ่อย ๆ แต่หลังพ้นวัยวิ่งเล่นห้อยโหนโจนทะยาน ลูกพี่ลูกน้องทั้งสองบ้านก็เลิกไปมาหาสู่ และห่างเหินกันในที่สุด จะเจอหน้ากันแค่ปีละครั้งคือวันสงกรานต์ตอนไปดำหัวที่บ้านคุณย่า
Leave a comment