ปัดพาเพื่อนมานั่งที่โต๊ะรับแขกข้างในสำนักงาน เห็นความเปลี่ยนแปลงของเพื่อนก็ทักขึ้น
“เดี๋ยวนี้แกสวยขึ้นนะยะยายเกด ตกลงที่เคยบอกฉันว่าพอจบปีสี่จะบินไปทำศัลยกรรมที่เกาหลี นี่ไปมาแล้วใช้หรือเปล่า?”
เกดชูนิ้วชี้ขึ้นมาปรามความคิดเพื่อน
“เปล่าจ้า… ไม่จำเป็นต้องไปเจ็บตัวขนาดนั้น เดี๋ยวนี้โลกหมุนไหวจนศัลยกรรมเป็นของเชยไปเสียแล้ว”
ปัดพยักพเยิดให้ท่าทีมั่นอกมั่นใจของเพื่อน หันมาทักเพื่อนอีกคนบ้าง
“แกก็ดูเปลี่ยนไปนะ หน้าดูมีความสุขไม่ได้อมทุกข์เหมือนเมื่อก่อน ถามจริงตอบตรง แกมีความรักหรือเปล่ายะ?”
“เปล่าย่ะ สถานะฉันยังขึ้นว่าโสด คงเป็นเพราะฉันได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น เข้าใจชีวิตมากขึ้น แล้วก็กินอาหารเสริมอีกนิดหน่อย”
“นี่! ขอเข้าเรื่องเลยนะ” เกดแทรกขึ้น “ที่มาวันนี้ฉันอยากจะให้เพื่อนรักอย่างแกช่วยอุดหนุนสินค้าสักชิ้นสองชิ้น นี่ก็ใกล้จะถึงวันปิดยอดแล้ว ฉันยังทำได้ไม่ถึงเป้าเลย” พูดพร้อมหยิบแคตาล็อกเล่มหนาออกมาจากกระเป๋าถือ “ที่เห็นว่าฉันสวยขึ้นเป็นเพราะใช้ผลิตภัณฑ์ยี่ห้อนี้แหละ”
“เอ็กวายซี คอสเมโทโลจี” ปัดอ่านหน้าปกซึ่งเป็นชื่อบริษัท “เดี๋ยวนี้แกขายตรงบริษัทเครื่องสำอางเหรอ?”
“ใช่ ฉันลองใช้เองดูก่อน แล้วเห็นว่าดีเลยอยากแนะนำคนอื่นให้ได้ใช้บ้าง ถ้าแกสั่งซื้อฉันมีส่วนลดราคาสมาชิกให้ หรือถ้าแกสนใจสมัครมาเป็นเครือข่ายฉันจะยินดีมาก”
ปัดพลิกไปพลาง พูดไปพลาง โดยไม่ละสายตาจากแคตาล็อก “แกรู้ไหม? กว่าจะได้เครื่องสำอางพวกนี้มาใครต้องเจ็บตัวบ้าง”
ลัดดาและเกดสบตากัน เป็นอันรู้กันว่าปัดได้เข้าสู่โหมดแม่ชีอย่างสมบูรณ์แล้ว
“พวกสัตว์ไง นักวิจัยที่คิดค้นเครื่องสำอางพวกนี้ ใช้สัตว์มาทดลองว่ามีผลระคายเคืองหรือสารตกค้างอะไรไหม แล้วกว่าเครื่องสำอางแต่ละตัวจะสมบูรณ์ พวกสัตว์ต้องตายในห้องทดลองไปกี่ตัว รกแกะก็อีก แม่แกะเกิดมามีเพียงหน้าที่เดียวคือตั้งท้องเพื่อให้มนุษย์เอารกมันไปทาหน้า แกะเป็นสัตว์ไม่ใช่เครื่องจักร ร่างกายมันทรุดโทรมและทรมานได้เหมือนกัน” ปัดชี้แจงหน้าตาเป็นจริงเป็นจัง
“ค่ะ!” เกดพูดเสียงเจื่อน ไปไม่ถูกเท่าไหร่กับอารมณ์นี้ของเพื่อน “ตกลงแกจะไม่ช่วยอุดหนุนใช่ไหม ไม่เป็นไร ก็แค่เดือนหน้าทั้งเดือนเพื่อนแกคนนี้ไม่มีเงินซื้อข้าวกินเท่านั้นเอง”
“อย่ามาดราม่าใส่นะยะ ไหน ๆ สัตว์มันก็อุตส่าห์ตายไปแล้ว ช่วยอุดหนุนสินค้าแกสักอย่างก็แล้วกัน”
“แหม รักที่สุดเลยเพื่อนคนนี้ อย่าลืมชวนเพื่อนในที่ทำงานแกมาดูแคตาล็อกฉันด้วยล่ะ” เกดพูดพลางกวาดสายตามองเพื่อนร่วมงานของปัด
ในที่สุดวันที่ลัดดารอคอยก็มาถึง 3 วันต่อจากนี้ชีวิตของเธอจะไม่ได้มีแค่กินกับนอนหน้าโทรทัศน์ นี่เป็นการไปเที่ยวทะเลครั้งที่สองของเธอ ครั้งแรกไปกับโรงเรียนสมัยประถมหก ห่างจากตอนนี้ไม่กี่ปีเองมั้ง
ลัดดามารอยังที่นัดหมาย สามแยกหน้าตลาดเทศบาล ที่ซึ่งเจ้าหน้าที่สาวบอกว่าจะมีรถมาจอดรับเวลา 9 นาฬิกาตรง ระหว่างที่รอลัดดาก็พยายามนึกว่าเธอลืมเตรียมอะไรใส่กระเป๋ามาหรือเปล่า คิดไปคิดมารถทัวร์ปรับอากาศลวดลายการ์ตูนน่ารักสีสันสดใสที่มีเฉพาะในประเทศไทยก็มาจอดตรงหน้า ประตูเปิดออกพร้อมเสียงเพลงคึกคักดังลอดออกมา
เธอหิ้วกระเป๋าสองใบไว้ในมือ ก้าวขึ้นรถที่มีเสียงเพลงดังระทึกผิดแผกจากคันอื่น ๆ บนท้องถนน ข้างในนี้มีแต่คนรูปร่างเหมือนเธอนั่งหน้าสลอนอยู่เกือบเต็มคัน ทุกสายตาจับจ้องมาที่เธอ นั่นสร้างความประหม่าให้อย่างมาก เธอไม่รู้จะไปนั่งไหนดี จนกระทั่งมีหญิงสาวทรวดทรงงามเข้ามาคุยเสียงหวานด้วย ถ้าเดาไม่ผิดเธอคงเป็นคนเดียวกับในโทรศัพท์ที่โทรมาเมื่อหลายวันก่อน
“สวัสดีค่ะคุณลัดดา” เธอไหว้เสียสวย “ดิฉันชื่อแหม่มนะคะ เป็นผู้ประสานงานกิจกรรมนี้ ที่นั่งของคุณอยู่ทางนี้ตามมาเลยค่ะ”
แหม่มเดินนำลัดดามายังที่นั่งแถวเกือบสุดท้าย แต่แถวนี้เป็นแถวสุดท้ายที่มีคนนั่ง ลัดดารู้ตำแหน่งที่นั่งของเธอทันทีโดยไม่ต้องรอให้แหม่มบอก ก็ทั้งแถวเหลือที่นั่งเพียงที่เดียว เธอยกกระเป๋าใบใหญ่ยัดใส่ช่องสัมภาระโดยได้รับการช่วยเหลือจากแหม่ม เสร็จแล้วก็ทิ้งก้นลงเบาะที่นั่งนุ่ม ๆ
“ออกรถได้เลยค่ะ” แหม่มตะโกนบอกคนขับ แล้วรถคันใหญ่ก็เคลื่อนที่ไปข้างหน้า เธอหันมาพูดกับลัดดา “ดิฉันขอตัวก่อนนะคะคุณลัดดา” เธอรอให้ลัดดาพยักหน้าให้ก่อนจะเดินไปที่นั่งโดยสารหน้าสุด
“สวัสดีจ้ะ พี่ชื่อแก้วนะ หนูชื่อลัดดาล่ะสิ ยินดีที่ได้รู้จักนะ” ผู้หญิงที่นั่งข้าง ๆ ติดหน้าต่างทักทายลัดดาอย่างเป็นกันเอง เธอแต่งตัวเชย ๆ ดูวัยล่วงเลยไปวัยป้าแล้ว แต่ยังเรียกแทนตัวเองว่าพี่อยู่
“ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะพี่แก้ว” ลัดดายิ้มให้ไม่กว้างนัก เออออเรียกพี่ตามไปด้วย
“ส่วนฉันชื่อผกา มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ” หญิงวัยเดียวกันกับป้าแก้วแนะนำตัวเอง เธอนั่งที่นั่งอีกฝั่ง แต่งตัวชุดคลุมยาวสไตล์สาวยิปซี ผมดัดเป็นลอนเล็กมีผ้าโพกศีรษะไว้ แต่งหน้าจัด ลมหายใจมีกลิ่นบุหรี่โชยออกมา เธอดูไม่อ้วนเท่าไหร่นัก
“หนูชื่อพจมานค่ะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะพี่ลัดดา” คนนี้เป็นเด็กสาว ดูแล้วน่าจะเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย ใน 4 คนนี้เธออ้วนสุด ตาตี่เล็กจนเหมือนไม่ได้ลืมตา ผมยาวถักเปียมาถึงข้อศอก ชุดที่ใส่ก็เป็นแนววินเทจ เธอคงไม่คิดว่าตัวเองคือพจมาน สว่างวงศ์หรอกนะ
เวลาเที่ยงวันกว่า ๆ รถทัวร์พาคณะผู้โชคดีมาจอดรับประทานอาหารกันที่ร้านอาหารอีสานแห่งหนึ่ง ผู้ประสานกิจกรรมประกาศให้ทุกคนทราบว่าใกล้ถึงที่พักแล้ว ขณะนี้ถึงเวลาอาหารกลางวันและประกาศรายละเอียดกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นคร่าว ๆ ดังนี้
วันแรกเมื่อถึงที่พักให้ทุกคนนำสัมภาระเข้าไปเก็บในห้องพักและในตอนเย็นจะมีกิจกรรมสานสัมพันธ์ วันที่สองมีกิจกรรมกลางแจ้งบนชายหาด ตอนเย็นมีปาร์ตี้ปิ้งย่างริมหาด วันสุดท้ายเป็นการตะลอนชิมอาหารร้านดังต่าง ๆ และเดินทางกลับในเวลาบ่าย 3 โมง
ประกาศจบก็เชิญผู้โชคดีทุกท่านลงไปรับประทานอาหาร ร้านอาหารอีสานร้านนี้เป็นร้านริมทางที่มีโต๊ะยี่สิบกว่าตัว โต๊ะแต่ละตัวมีเก้าอี้นั่งได้สี่ที่ สี่สาวแถวท้ายสุดนั่งร่วมโต๊ะกัน ไม่นานอาหารหน้าตาน่าอร่อยก็มา พร้อมส่งกลิ่นหอมอยู่บนโต๊ะ บรรยากาศของร้านเย็นสบายมีลมโกรกเพราะร้านไม่มีผนังใด ๆ กั้น
ลัดดานึกตะหงิดอยู่ในใจ การมาเที่ยวฟรีครั้งนี้เป็นเที่ยวทุนต่ำอย่างที่เคยสันนิษฐานเอาไว้อย่างแน่นอน ที่พักที่แหม่มพูดถึงคงหนีไม่พ้นบังกะโลเหมาโหลจ่ายครึ่งราคา รู้อย่างนี้นอนอยู่บ้านดีกว่า เสียเวลาจัดกระเป๋าเปล่า ๆ
ทั้งสี่คนรับประทานอาหารอย่างมีมารยาท ตักคำพอดีปาก ไม่เคี้ยวเสียงดัง ไม่ใช้มือหยิบ แม้จริง ๆ แต่ละคนเป็นคนตะกละตะกลามกันจนเป็นนิสัย บนโต๊ะไม่มีเสียงสนทนาปราศรัย จนกระทั่งเดินขึ้นรถมานั่นแหละลัดดาก็เปิดประเด็นที่ค้างคาอยู่ในใจ
“หนูว่านะ ไอ้ทัวร์นี้ไม่ลงทุนแน่นอน กลัวว่าเราจะได้รับประทานอาหารแบบนี้ไปเสียทุกมื้อ ที่พักอาจเป็นบังกะโลเก่า ๆ โทรม ๆ ไกลจากชายหาดแน่เลย” เธอพูดเสียงเบาให้พอได้ยินกันเฉพาะแค่ในกลุ่ม
“นั่นสิคะ รู้อย่างนี้พจมานไม่มาตามคำแนะนำของคุณนายแม่ก็คงดี” สาวมัธยมคนเดียวในกลุ่มสนับสนุนคำพูดของลัดดา ไม่ว่าใครได้ยินคำพูดคำจา ศัพท์แสง น้ำเสียงจีบปากจีบคอ คงมีอาการหมั่นไส้อยู่ในใจไปตาม ๆ กัน
ลัดดาพูดต่อ
“บริษัทนี้ไม่มีชื่อเสียงเลยนะคะ ขนาดหนูชอบดูทีวีมาก ยังไม่ค่อยเห็นสินค้าบริษัทนี้ออกโฆษณาบ่อยเท่าบริษัทอื่น ไม่รู้มีแต่เรา ๆ หรือเปล่าที่อุดหนุน”
“บริษัทเขาคงกำลังโตมั้ง ลดงบจัดกิจกรรมเอาไปลงทุนส่วนอื่น” ป้าแก้วแก้ต่าง
“แหม… ถ้าจะประหยัดขนาดนี้ งดไปเลยดีกว่า จัดแค่นี้ให้เป็นขี้ปากเรา ๆ เอาไปนินทาเสียเปล่า” ป้าผกาจิก
“เกิดสมมุติวันใดพวกเราเลิกอุดหนุนไป บริษัทนี้มีหวังเจ๊งล้มละลายแน่เลยค่ะ” ลัดดาแซว แล้ว 4 สาวแถวหลังสุดก็ปล่อยเสียงหัวเราะครืนใหญ่ คนจ้ำม้ำทั้งรถหันมามองเป็นตาเดียว สงสัยนักว่าพวกหล่อนขำอะไรกัน
หนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน เมื่อรถเคลื่อนออกจากร้านอาหารอีสานมาได้สักพัก ผู้โดยสารก็เริ่มทยอยพับเปลือกตาลง อากาศในรถเย็นสะใจ ถ้าตอนนี้ลัดดาอยู่ที่บ้านหลังมื้ออาหารเช่นนี้เธอคงนอนจ่อพัดลมอยู่หน้าโทรทัศน์ สภาพไม่ต่างจากตอนนี้
คนขับรถทัวร์ตัวผอมกะหร่องก็รับประทานอาหารกลางวันจนหนังท้องตึงด้วยเหมือนกัน บรรยากาศเย็นสบายอย่างนี้ แถมแดดข้างนอกไม่แรงขนาดสะท้อนกับพื้นถนนเข้าตาแล้วแสบ ทุกอย่างทำให้เขานึกถึงชีวิตที่บ้านนอก เมื่อเสร็จจากมื้อกลางวัน เขามักมานอนหนุนตักเมียบนแคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นมะม่วง มองออกไปเห็นต้นข้าวที่ลงแรงปลูกเอง เขียวขจีเต็มท้องทุ่ง คิดถึงช่วงเวลานั้นเสียจริง
ฟุบ!
Leave a comment