เด็กสาวถือโทรศัพท์ด้วยมือข้างหนึ่งซึ่งสั่นเทา รู้ตัวอีกทีเธอก็กดรับสายแล้วยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูเสียแล้ว
“สวัสดี…” น้ำเสียงแหบแห้ง ทว่าเย็นจับจิตดุจแผ่นน้ำแข็งกรีดผ่าขั้วหัวใจ เธอจำเจ้าของเสียงได้ มันเป็นเสียงแหบพร่าของชายแก่ที่โทรเข้าเครื่องของเมษาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
“นาฬิกาชีวิตของคุณจะเดินอีกแค่สองรอบเท่านั้น หลังจากนั้นเราจะขอรับวิญญาณของคุณไป คุณเหลือเวลาอีกยี่สิบสี่ชั่วโมงเท่านั้น”
“นี่มันเรื่องอะไร?” มีนาถามเสียงสั่น
“ก็ตามโปรโมชั่นสุดพิเศษตอนนี้ไง”
“โปรโมชั่นอะไร ฉันไม่เห็นรู้เรื่อง”
ตื้ด… ดด ตื้ด… ดดด
สายนั้นถูกตัดไป
“เดี๋ยว!”
มีนาลดโทรศัพท์ลง
“ไอ้บ้า!” เธอเอ็ดใส่โทรศัพท์แล้วเขวี้ยงมันลงเตียง
เด็กสาวสีหน้าคร่ำเครียด นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมไอ้เบอร์โทรมรณะถึงโทรมาจะเอาชีวิตของเธอ หรืออาจมีใครบางคนที่ไม่ชอบเธอโทรไปที่เบอร์บริการส่งความตาย แล้วขอให้เอาชีวิตของเธอไป
ใครล่ะ? คนอย่างมีนาใครล่ะจะคิดอิจฉา! ถ้าเธอเป็นที่สนใจอย่างเมษาก็ว่าไปอย่าง เมื่อสักครู่ไอ้แก่บ้านั่นพูดถึงโปรโมชั่นอะไรของมันก็ไม่รู้ มีนาเกิดนึกอะไรขึ้นมาได้ กระโดดไปคว้าโทรศัพท์มือถือบนเตียงขึ้นมากด
0000
โทรออก
สวัสดีค่ะ เดธลิเวอรีบริการส่งความตายยินดีต้อนรับ ที่นี่สามารถทำให้คนที่คุณเกลียดตายได้ด้วยวิธีการที่คุณต้องการภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง ต้องการใช้บริการกดหนึ่ง หรือต้องการฟังโปรโมชั่นสุดพิเศษกดสองค่ะ!
ใช่จริง ๆ ด้วย เบอร์บริการส่งความตายมีโปรโมชั่นอย่างที่ชายแก่คนนั้นว่า
กดสอง
พิเศษ! ลูกค้าทุกท่านที่โทรมาใช้บริการกับเรา เรามีโปรโมชั่นสุดพิเศษมอบให้นั่นคือโปรโมชั่น “สั่งหนึ่งตายสอง” เมื่อคนที่ท่านไม่ชอบได้ตายไปแล้ว ท่านก็จะตายตามเขาไปในอีกเจ็ดวันถัดจากนั้น คุ้มมาก ๆ เลยกับโปรโมชั่นนี้ “สั่งหนึ่งตายสอง” ต้องการใช้บริการกดหนึ่งได้เลยค่ะ!
มือข้างที่ถือโทรศัพท์อ่อนแรงลง แข้งขาปวกเปียกไม่สามารถพยุงร่ายกายได้ จึงทรุดลงนั่งกับพื้นเหมือนเรี่ยวแรงของมีนาหายไปอย่างฉับพลัน เธอร้องไห้ออกมาเสียงดัง น้ำหูน้ำตาไหลเลอะทั้งใบหน้า
มีนานอนไม่หลับเลยทั้งคืน เธอเอาแต่ร้องไห้ตั้งแต่บ่ายจนถึงตีสอง พอเริ่มมีสติคิดที่จะหาทางออก เธอก็เปิดคอมพิวเตอร์ ท่องอินเตอร์เน็ตเสาะหาข้อมูลที่จะทำให้ไม่ต้องโดนเบอร์โทรมรณะพรากชีวิตไปเหมือนอย่างเพื่อนสนิท แต่ต้องผิดหวังเพราะในอินเตอร์เน็ตมีแต่เรื่องเล่ากับคำวิจารณ์เกี่ยวกับเบอร์นั่นเท่านั้น ไม่ได้มีข้อมูลเจาะลึกว่ามันเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ โดยใคร ทำให้คนตายได้อย่างไร แล้วทำอย่างไรจึงจะไม่โดนมันเอาชีวิต
เธอกำลังจะร้องไห้อีกรอบให้กับทางตันที่กำลังประจันหน้า เพื่อนที่รู้จักก็หาว่าเธอเสียสติ เมื่อเธอเข้าไปขอความช่วยเหลือผ่านสังคมออนไลน์ นั่นทำให้เธอรู้ว่าเพื่อนแท้ในชีวิตของเธอคือใคร แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้คน ๆ นั้นไม่ได้อยู่กับเธอเสียแล้ว
ขณะกำลังสิ้นหวังที่สุดในชีวิต มีนาก็คิดได้ว่าตอนนี้ใครพอจะเป็นที่พึ่งให้เธอได้บ้าง ชื่อของสารวัตรตุลาปรากฏขึ้นมาในหัว เขาเป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่เธอสามารถใช้ต่อชีวิต คิดอย่างนั้นก็ลุกลี้ลุกลนหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาต่อสายถึงนายตำรวจทันที หลังจากปิดเครื่องไว้ทั้งคืน
สารวัตรหนุ่มนัดเด็กสาวไว้แปดโมงเช้าที่สถานีตำรวจ ซึ่งเขาจะต้องเข้าทำงานเวลานั้น เด็กสาวบอกเขาแต่เพียงว่าเธอมีเรื่องทุกข์ใจ ต้องการจะปรึกษาและให้ช่วยหาทางออก
ตอนนี้เพิ่งจะหกโมงเช้า เหลืออีกสองชั่วโมงกว่าจะถึงเวลานัด เวลาเพียงแค่นั้นกับการให้เธอต้องรออยู่เฉย ๆ ทำให้เธอร้อนรุ่มใจเป็นอย่างมาก ในเมื่อเธอเหลือเวลาอีกไม่ถึงสิบสองชั่วโมงก็จะโดนไอ้เบอร์เองซวยนั่นเอาชีวิตไปแล้ว ตอนนี้ทุกวินาทีล้วนมีค่า เธอเดินทางมารอพบนายตำรวจตั้งแต่เวลานั้น นายตำรวจมาถึงก่อนเวลานัดนิดหน่อย
ทันทีที่เห็นหน้านายตำรวจ สิ่งแรกที่เด็กสาวทำคือโผเข้ากอด พลางร้องไห้น้ำตาไหลท่ามกลางความฉงนของนายตำรวจ เขาพาเธอมาที่โต๊ะทำงาน ขณะนั้นสิงหาเข้างานแล้วเหมือนกัน สิงหาแปลกใจไม่น้อยไปกว่ารุ่นพี่ เมื่อเห็นเด็กสาวน้ำหูน้ำตาไหลขนาดนี้
“นั่งก่อนครับ” ตุลาเลื่อนเก้าอี้ให้เธอนั่ง
เธอทิ้งก้นลงนั่ง ตุลาหาเก้าอี้ใหม่นั่งได้ก็เขยิบเข้ามาใกล้ ถามไถ่เรื่องราวของเธอทันที
“เป็นอะไรถึงร้องไห้ฟูมฟายขนาดนี้?”
“หนูกำลังจะตายเพราะเบอร์โทรมรณะนั่น”
“หือ…” ตุลาแปลกใจ “มีคนโทรไปขอให้น้องตายอย่างนั้นเหรอ?”
“เปล่าค่ะ ไม่มีใครโทรไปที่เบอร์นั่นนอกจากหนู”
“ห๊ะ!” สิงหาอุทานอย่างประหลาดใจ “อย่าบอกนะว่าน้องโทรไปขอให้ตัวเองตาย”
“ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ หนูจะโทรไปขอให้ตัวเองตายทำไม หนูขอสารภาพเลยนะคะว่าเป็นหนูเองที่โทรไปขอให้ยายเมษาตาย” สิ้นเสียงมีนาก็ร้องไห้อีกครั้งอย่างคนสำนึกผิด
“น้องทำแบบนั้นทำไม?” ตุลาเป็นคนถามทั้ง ๆ ที่พอจะเดาเหตุผลออก
“หนูแค่ไม่อยากให้ยายเมษาเด่นดังไปกว่าหนู แต่ก่อนเราสนิทและรักกันมาก มีอะไรก็ช่วยเหลือกันตลอด จนเมื่อยายเมษาเข้าทีมเชียร์ลีดเดอร์ก็ห่างเหินหนูไปทุกที แถมยังกลายเป็นที่รัก ที่ชื่นชอบของใครต่อใครอีก หนูรับไม่ได้ที่ยายเมษาเปลี่ยนไป ก็เลยโทรไปขอให้ยายเมษาตาย”
สองนายตำรวจมองหน้ากัน เป็นอันรู้ว่าไม่ผิดไปจากข้อสันนิษฐาน
มีนาพูดต่อ
“หนูโทรไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ แค่ต้องการหาที่ระบาย ตอนนั้นหนูยังไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าเบอร์บริการส่งความตายจะฆ่าคนได้จริง หนูเลยขอให้ยายเมษาตายแบบแปลก ๆ”
“น้องขอไปว่ายังไง?” ตุลาถาม
“ขอให้ยายเมษาตกจากที่สูง แล้วโดนของแหลมเสียบตาย แต่ไม่น่าเชื่อว่ายายเมษาจะตายแบบนั้นจริง ๆ หนูผิดไปแล้ว หนูรู้แล้วว่าหนูทำพลาดไป หนูฆ่าเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิตเพียงคนเดียวของหนูไป และหนูก็กำลังจะตายในเวลาเดียวกับที่ยายเมษาตาย ยายเมษาฉันขอโทษ… ฮือ…”
“แล้วทำไมน้องถึงต้องตายด้วยล่ะ?” ตุลาถาม
“เพราะเบอร์บ้านั่นมีโปรโมชั่นอะไรของมันไม่รู้”
“โปรโมชั่น?” สองนายตำรวจอุทานอย่างประหลาดใจ
“มันมีโปรโมชั่นกับเขาด้วยเหรอไอ้เบอร์แบบนั้น?” สิงหาถามบ้าง
“ค่ะ! โปรโมชั่นสั่งหนึ่งตายสอง ถ้าคนที่เราขอให้ตายได้ตายไปแล้ว หลังจากนั้นหนึ่งสัปดาห์เราก็จะตายตามเขาไป ซึ่งวันนี้ก็ครบหนึ่งสัปดาห์ที่ยายเมษาตายพอดี พี่ช่วยหนูด้วยนะคะ หนูยังไม่อยากตายตอนนี้” น้ำเสียงของเด็กสาวเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย
“ใจเย็น ๆ ครับ อยู่ที่นี่ปลอดภัย ไม่มีใครมาทำอะไรน้องได้แน่ พี่รับรองเลย” ตุลาจับไหล่ปลอบใจเธอ
“เราไปหาอะไรกินกันหน่อยดีไหม?” ตุลาชักชวน “น้องมีนากินอะไรมาหรือยังครับ?”
“หนูไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เมื่อเย็นวานแล้วค่ะ”
“โห… งั้นคงหิวแย่ เราออกไปกินอะไรเสียหน่อยดีกว่า มื้อนี้พี่ตุลาเลี้ยงไม่อั้น” สิงหาพูดน้ำเสียงแหย่เย้ารุ่นพี่
“อ้าว… ทำไมต้องเป็นฉันล่ะ?”
“ไม่ได้หรือพี่?”
ตุลาหันไปมองมีนา นึกสงสารอยู่ในใจ
“ได้ ๆ แต่เอารถแกไปนะ”
“ครับ! งั้นผมไปเอารถออกมารับก่อนนะ” พูดแล้วสิงหาก็ลุกพลุนพลันออกไป
“ไปกันเถอะน้องมีนา” ตุลาลุกขึ้นพลางเชื้อเชิญมีนาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม หวังให้เธอมีกำลังใจขึ้นมาบ้าง
มีนาเงยหน้ามองเขา รู้สึกขอบคุณโชคชะตาที่ยังเหลือนายตำรวจอยู่เป็นที่พึ่ง เธอเค้นยิ้มส่งให้เขา มันเป็นยิ้มที่ไม่สดใสเสียเลย ก่อนจะลุกเดินออกไปพร้อมกับเขา
ร้านข้าวมันไก่อยู่ไม่ไกลจากสถานีตำรวจนัก สองนายตำรวจพาเด็กสาวมากินมื้อเช้าและกินชดเชยมื้อเย็นของเมื่อวานด้วย ตอนสาย ๆ แบบนี้คนไม่ค่อยเยอะ ร้านก็เป็นร้านขนาดเล็ก จุได้แค่ไม่กี่โต๊ะ แต่ความอร่อยนี่แน่นคับร้าน
“น้องมีนาอยากกินอะไรสั่งได้เต็มที่เลยนะ พี่ตุลาเขากระเป๋าหนา”
“หนูกินอะไรก็ได้ค่ะ”
สองนายตำรวจพาเด็กสาวมานั่งที่โต๊ะ หลังจากสั่งไปได้ไม่นาน อาหารก็มาพร้อมที่โต๊ะ ไม่รู้ว่าภาพที่เห็นเกิดขึ้นจริงหรือคิดไปเองกันแน่ เธอรู้สึกเหมือนเด็กผู้ชายวัยเดียวกับเธอที่เอาน้ำมาเสิร์ฟ ส่งสายตาอำมหิตให้เธอแวบหนึ่ง
เธอคงคิดไปเอง ก็ไม่ได้นอนตั้งคืนหนึ่งนี่นา
เด็กสาวตักข้าวมันไก่คำแรกเข้าปาก เธอค่อย ๆ ละเลียดเคี้ยวมันอย่างเชื่องช้า ใครจะไปรู้ว่านี่อาจเป็นอาหารมื้อสุดท้ายในชีวิตของเธอก็ได้ แม้จะไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เมื่อเย็นวาน แต่เธอกลับไม่รู้สึกหิวสักเท่าไหร่ ความเครียดมันลงกระเพาะจนแทบจะอาเจียนออกมาแล้วกระมัง
โป๊ก!
ฉับ! ฉับ! ฉับ!
เด็กสาวสะดุ้งตัวโก่งกับเสียงดังที่เกิดขึ้น เธอหันขวับไปยังต้นกำเนิดเสียงก็ถึงบางอ้อ ที่แท้เป็นเจ้าของร้านยืนสับไก่อยู่หน้าร้าน เจ้าของร้านเงื้ออีโต้จะสับไก่ต้มอีกหนึ่งที
ฉับ!
เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นเต็มตัวของเจ้าของร้านผู้มีรอยยิ้มแสยะแยกเขี้ยว
“กรี๊ด!” มีนาแผดเสียงร้องพร้อมเบนหน้าหนี สองนายตำรวจหันมาให้ความสนใจในทันที
“เป็นอะไรไปน้องมีนา?” ทั้งสองเอ่ยขึ้นแทบจะเป็นเสียงเดียวกัน
“ไก่ ละ… เลือด” มีนาตะกุกตะกัก หันมามองที่เจ้าของร้านอีกที ยังเห็นเขายืนสับไก่อยู่เหมือนเดิมด้วยใบหน้าเรียบเฉย ไม่มีเลือดอะไรติดตัวเขาสักหยด ทุกอย่างปกติดี มีแต่เธอเท่านั้นที่คิดไปเอง
“น้องมีนา?” ตุลาเรียกสติเด็กสาว “เป็นอะไรไป? ร้องซะเสียงดังลั่นเชียว”
เด็กสาวค่อย ๆ ละสายตาจากเจ้าของร้านมามองคู่สนทนา
“ปะ… เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร”
“ไม่มีอะไรก็ดีแล้ว รีบกินเถอะ เดี๋ยวหมดโปรโมชั่นพี่ตุลาใจปล้ำ เราจะอดกินต่อจานสองนะ” สิงหาว่าแล้วกินข้าวมันไก่ต่ออย่างมูมมาม
คำว่าโปรโมชั่น ไปสะกิดความรู้สึกอันบอบช้ำของมีนา เธอเจ็บปวดกับคำนี้มาก ช้อนส้อมในมือถูกวางลงบนขอบจาน ดวงตาเอ่อไปด้วยน้ำใส เธอเอ่ยกับสองนายตำรวจเสียงอ่อนว่า
“หนูอิ่มแล้วค่ะ เรากลับกันเถอะ หนูไม่อยากอยู่ที่นี่”
ตุลาค้อนสายตาใส่สิงหา เป็นการดุคำพูดที่ไม่ทันคิดของรุ่นน้อง เจ้าตัวก็ดูจะรู้ตัวเองดีเหมือนกัน จึงตักข้าวมันไก่คำโตเข้าปากแล้วรีบเคี้ยว ปากจะได้ไม่ว่างพูดอะไรไม่ถูกกาลเทศะออกมาอีก
“กินต่ออีกหน่อยดีไหม? น้องมีนากินไปแค่คำเดียวเอง” ตุลาพูดชักจูงเธอ
“ไม่ค่ะ! หนูอิ่มแล้ว”
“กินต่อได้สักครึ่งจานก็ยังดี น้องบอกเองว่ายังไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เมื่อเย็นวาน”
“ไม่แล้วค่ะ หนูอิ่มจริง ๆ” น้ำตาไหลลงมาเป็นสายจากดวงตาของเด็กสาว
“เอาอย่างนั้นก็ได้” ตุลาหันไปหารุ่นน้อง “ไอ้สิงหากลับกันได้แล้ว”
ทั้งสามลุกจากโต๊ะแล้วเดินไปหน้าร้าน ตุลาสั่งข้าวหมูแดงใส่ห่อกลับไปด้วย เผื่อเวลาใดที่มีนาหิวจะได้มีอะไรกิน และอีกอย่างมันเก็บไว้ได้นานกว่าข้าวมันไก่ พอได้ห่อข้าวแล้วตุลาก็จ่ายเงิน สองนายตำรวจพูดคุยกับเจ้าของร้านอย่างคนคุ้นเคย ผิดกับมีนาที่ไม่ยอมมองแม้แต่หน้าของเจ้าของร้าน เพราะเธอกลัวรอยยิ้มเคลือบแฝงนั้นของเขา
Leave a comment