ฉันเป็น “โรคซึมเศร้า” ไหมนะ มาเช็คอาการว่าคุณเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าหรือเปล่า

Share
Share

หลายคนคงรู้จักอาการของโรคซึมเศร้า ผู้ป่วยบางคนพอตกตอนเย็นอาจเริ่มรู้สึกไม่ดี น้ำตาไหลออกมาง่าย ๆ แม้จะมีเรื่องเพียงเล็กน้อยก็กังวลใจ เศร้าเสียใจ รู้สึกว่าร่างกายหนัก จนไม่อยากขยับตัวหรือออกไปไหน อยากนอนตลอดเวลา ทั้งที่นอนมาทั้งวันแล้ว กังวลว่าคนอื่นจะมองตัวเองด้วยสายตาแปลก ๆ จนรู้สึกไม่ชอบตัวเองขึ้นมา อาการเหล่านี้เป็นอาการของโรคซึมเศร้าหลัก Major Depression Disorder หรือ MDD

ปัจจุบันมีผู้ป่วยหลายคนที่มีอาการบางอย่างคล้ายผู้ป่วยซึมเศร้า อาจจะเผชิญอาการเพียงแค่อย่างเดียวหรือหลายอย่างพร้อมกัน ผู้ที่มีอาการบางอย่างของซึมเศร้ามีโอกาสป่วยเป็นโรคซึมเศร้าที่ไม่เป็นตามรูปแบบปกติ Atypical Depression หรือ AD ที่ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคนี้มากกว่าโรคซึมเศร้าหลักถึง 1.6 เท่า หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้คุณได้เช็คอาการตัวเองว่าเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรค AD หรือไม่


มาดูกันครับว่าคุณมีอาการตาม type เหล่านี้หรือเปล่า

Type A: อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย

จู่ ๆ ก็เศร้า แล้วจู่ ๆ ก็กลับมาร่าเริงได้อย่างรวดเร็ว

เหมือนสมองจะคอยเลือกว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องดีที่ทำให้เราสนุกหรือมีความสุข และเรื่องไหนทำให้เราไม่ชอบหรือเสียใจ โดยอารมณ์จะขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมรอบตัว

โดยทั่วไปคนที่เป็นโรคซึมเศร้าจะบอกว่า แม้เขาจะรู้ว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ดีต่อตัวเองหรือเป็นเรื่องที่ทำให้สนุกได้ แต่เขาก็ยังรู้สึกหดหู่ตลอดเวลาอยู่ดี ซึ่งเป็นอาการอย่างหนึ่งของโรคซึมเศร้าหลัก

แต่อาการของโรค AD จะแสดงอาการต่างออกไป คือเมื่อเจอเรื่องที่ตัวเองชอบ อาการซึมเศร้าจะหายไปเป็นปลิดทิ้ง อารมณ์จะดีขึ้น แต่พอเจอเรื่องที่ตัวเองไม่ชอบแม้เพียงเล็กน้อยก็จะหดหู่ขึ้นมาทันที

ผู้ที่เป็นโรค AD แม้จะไม่มีแรงออกไปทำงานนอกบ้านได้ แต่สามารถดูทีวีและหัวเราะได้อย่างร่าเริง และเมื่อมีเพื่อนชวนออกไปข้างนอกก็สามารถออกไปด้วยได้ ทำให้คนรอบตัวเข้าใจผิดว่าเป็นคนเอาแต่ใจที่ไม่อยากทำมาหากิน

คนรอบข้างที่เข้าใจผิดจะยิ่งทำให้อาการของผู้ป่วยนั้นแย่ลง ดังนั้นคนรอบข้างสามารถช่วยลดอาการซึมเศร้าลงได้ โดยการแนะนำหรือชวนผู้ป่วยทำเรื่องดี ๆ ที่เขาชอบหรือทำแล้วมีความสุข


Type B: นอนเยอะ กินเยอะกว่าปกติ

หิวตลอดเวลา นอนได้ทั้งวัน

อาการของโรคซึมเศร้าแบบปกติ ผู้ป่วยจะเบื่ออาหาร นอนไม่หลับ แต่ผู้ป่วยโรค AD เมื่อหดหู่จะอยากกินอาการขึ้นมาทันที และมักจะชอบกินของหวานครั้งละมาก ๆ เพื่อช่วยให้รู้สึกดีขึ้น รู้สึกว่านอนไม่พอทั้งที่เพิ่งตื่น และรู้สึกง่วงนอนตลอดเวลา

ผู้ป่วยโรค AD มักจะใช้ชีวิตอยู่แต่บนเตียง นอนหลับได้มากกว่า 10 ชม./วัน หรือใช้ชีวิตประจำวันอยู่บนเตียงตลอดเวลา มากกว่า 3 วัน/สัปดาห์ รู้สึกว่าร่างกายหนักอึ้ง ไม่มีเรี่ยวแรงที่ทำให้ลุกขึ้นมาได้

ผู้ป่วยมักมีพฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไป เมื่อกังวล ไม่สบายใจจะใช้การกินเพื่อสงบจิตใจทั้งที่ไม่หิว และกินปริมาณมากโดยเฉพาะของหวาน ซึ่งหากมีพฤติกรรมการกินที่เกินปกติกว่าคนทั่วไปมากกว่า 2 วัน/สัปดาห์ จะเรียกอาการนี้ว่า “การมีความอยากอาหารเพิ่มขึ้น”

โดยทั่วไปการกินอาหารมากเกินจะทำให้อยากอ้วก ท้องเสีย และกังวลต่อน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น แต่ผู้ป่วยโรค AD แม้กินเยอะก็ไม่แสดงอาการเหล่านี้ ส่งผลให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว


Type C: อ่อนไหวง่าย และไวต่อปฏิกิริยาของคนรอบข้าง

แค่ได้ยินคำพูดหรือสังเกตเห็นปฏิกิริยาของคนอื่นนิดหน่อยก็รู้สึกเหมือนถูกต่อว่า ถูกปฏิเสธอย่างรุนแรง

ผู้ป่วยโรค AD เมื่อได้ยินคำพูดของคนรอบข้างเพียงไม่กี่คำก็จะตีความในแง่ลบ ส่งผลให้เกิดอารมณ์หดหู่ เศร้า เสียใจ โกรธหรือโมโหอย่างรุนแรงได้ เราเรียกอาการนี้ว่า “ภาวะอารมณ์อ่อนไหวง่าย และไวต่อปฏิกิริยาของคนรอบข้าง”

เช่น เมื่อสามีบอกภรรยาว่า “วันนี้หุงข้าวแข็งไปหน่อยนะ” แค่นั้นภรรยาก็โมโหจนไม่หุงข้าวในวันต่อมาก หรือปกตินายเอและนายบีไปกินด้วยด้วยกัน แต่วันหนึ่งนายบีไปกินข้าวกับเพื่อนอีกคน นายเอเสียใจมากเพราะคิดว่าเพื่อนทอดทิ้ง

การมีอารมณ์อ่อนไหวง่าย และไวต่อปฏิกิริยาของคนรอบข้าง ทำให้ผู้ป่วยได้ยินคำวิจารณ์ คำแนะนำ หรือคำติชมจากคนอื่นแล้วมักจะคิดไปเองว่ากำลังถูกตัดสิน หรือโดนดูถูก ทั้งที่คนพูดไม่ได้มีเจตนาร้ายแรงแบบนั้น ทำให้ความสัมพันธ์ที่เคยมีมาสั่นคลอน จนอาจอยู่ในสังคมยาก

ผู้ป่วยโรค AD ส่วนมากกลัวหรือกังวลต่อสายตาที่คนอื่นมองมา ดังนั้นเมื่อคนขี้เกรงใจป่วยเป็นโรค AD จะแสดงอาการรุนแรง และชัดเจนจนนำไปสู่อารมณ์อ่อนไหวง่าย และกลัวการถูกปฏิเสธจากสังคม สาเหตุหลัก ๆ มาจากแคร์สายตาคนอื่นมากเกินไป ทั้งนี้ผู้เป็นโรคกลัวสังคมก็มีอาการเช่นนี้ได้เหมือนกัน


Type D: ร่ายกายหนัก ไร้เรี่ยวแรงจนแทบขยับตัวไม่ได้

รู้สึกแขนขาหนัก เหนื่อยล้าจนขยับตัวลำบาก

ผู้ป่วย AD บางคนอาจรู้สึกร่างกายหนัก ๆ ราวกับว่ามีเหล็กมาถ่วงร่างกายเอาไว้ ทำให้ขยับร่างกายได้ลำบาก แค่ลุกขึ้นนั่งก็ต้องใช้พลังงอย่างมาก ร่างกายที่หนักและไร้เรี่ยวแรงอย่างนี้ ไม่เหมือนกับความเหนื่อยล้าจากการเล่นกีฬาหรือทำงานหนัก

เมื่อไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล หมอก็บอกว่าไม่มีปัญหาอะไร และนั่นยิ่งทำให้คนรอบข้างคิดไปว่า นี่เป็นแค่ข้ออ้างโดดงานเสียมากกว่า ส่งผลให้ถูกเข้าใจผิดไปอีก

แม้จะรู้สึกว่าร่างกายหนักอึ้ง แต่การนอนอย่างเดียวทั้งวันก็ไม่ได้ช่วยให้ร่ายกายดีขึ้น กลับยิ่งทำให้สมองทำงานช้าลง และนำไปสู่โรคซึมเศร้าหลักได้ง่าย ดังนั้นเมื่อรู้สึกว่าร่างกายเบาขึ้นมาสักนิดหนึ่ง ให้ลองขยับร่างกายบ้าง เพื่อป้องกันผลเสียต่อระบบในร่างกาย


Type E: วิตกกังวล เศร้าเสียใจ

กังวลไปเสียทุกอย่าง พอตกกลางคืนก็ร้องไห้ไม่หยุด

มนุษย์ทุกคนเกิดความกังวลได้ เมื่อเวลาผ่านไปความกังวลนี้อาจหายไปได้เอง แต่คนที่ป่วยโรค AD พวกเขาจะทนไม่ได้ และไม่สามารถก้าวข้ามความกังวลนี้ไปได้ จึงแสดงความกังวลออกมาชัดเรียกว่า “ภาวะวิตกกังวล เศร้าเสียใจ”

ความกังวลของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าแบบปกติมักแสดงออกในตอนเช้า เมื่อตกเย็นความรู้สึกเสียใจจะเบาลง แต่กับโรค AD มักเกิดความกังวล หดหู่ เศร้าเสียใจในช่วงดวงอาทิตย์ตกดิน ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของโรคนี้

เมื่อมีเรื่องมากระทบจิตใจ เช่น ถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว ผู้ป่วยอาจคิดว่าไม่มีใครรัก น่าสงสาร แล้วเกิดเป็นความอิจฉา สิ้นหวัง บางคนอาจน้ำตาไหลไม่หยุด เหงื่อออกมาก ใจสั่น กระวนกระวาย ลุกลี้ลุกลนจนไม่สามารถสงบตัวเองได้

การแสดงออกของผู้ป่วยโรค AD มีระดับแตกต่างกันออกไป บางคนอาจทำลายข้าวของ บางคนทำร้ายตัวเอง หากคนรอบข้างไม่เข้าใจความทรมานของผู้ป่วยก็มักจะต่อว่า ทำให้อาการหนักขึ้นไปอีก ดังนั้นสิ่งจำเป็นที่สุดคือการที่คนรอบข้างปรับตัว และทำความเข้าใจกับอาการของโรคนี้ให้ได้


Type F: หงุดหงิด โมโหง่าย

ฟิวส์ขาดง่ายมาก ไม่รู้จะควบคุมอารมณ์ตัวเองอย่างไร

ผู้ที่เป็น AD จะมีอารมณ์โมโห และแสดงออกอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะพูดเสียงดัง มือไม้สั่น กล่าวหาคนอื่น หรืออาจขว้างปาข้าวของทั้งที่เป็นเรื่องเล็กน้อย ทั้งนี้อาจมีอาการหัวใจเต้นเร็ว หน้าแดง เจ็บหน้าอก หน้ามืด เหงื่อออก ตัวสั่น หายใจไม่อิ่ม มีอาการกลัวอย่างรุนแรง หากมีอาการเหล่านี้มากกว่า 4 อาการ และเคยเป็นมาแล้วมากกว่า 1ครั้ง แสดงว่าอาจเป็นคนขี้หงุดหงิด ถูกกระตุ้นได้ง่าย คนรอบข้างที่โดนหงุดหงิดใส่ควรจะรับฟังเงียบ ๆ ไม่โต้ตอบ

ผู้เป็นโรค AD มักไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ เมื่อมีอารมณ์โกรธ โมโห ทำให้แสดงอาการหรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมออกไป ทั้งที่รู้ตัวว่าไม่สมควร และรู้สึกผิดกับการกระทำของตัวเอง หลังจากแสดงพฤติกรรมผู้ป่วยมักจะโทษตัวเอง เกลียดตัวเอง ส่งผลให้อาการซึมเศร้าแย่ลงไปอีก คนที่มีอารมณ์หงุดหงิดโมโหง่าย เสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้าหลักได้สูง


Type G: คิดอยากทำร้ายตัวเอง หรือวางแผนฆ่าตัวตาย

ความรู้สึกอยากตายเป็นสัญญาณบอกว่าเขาต้องการความช่วยเหลือ

ผู้ที่เป็นโรค AD มักมีพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง เช่น กรีดข้อมือ มักพูดติดปากว่าอยากตายบ่อย ๆ เพื่อต้องการสื่อสารกับคนรอบข้างว่า ภายในใจของพวกเขาเศร้า และขมขื่นมากแค่ไหน บางคนพยายามหาวิธีฆ่าตัวตาย เพราะต้องการหนีจากอาการแย่ ๆ ที่เผชิญอยู่

สิ่งสำคัญคือคนรอบข้างควรจะรับฟังความทรมานของผู้เป็นโรค AD ทำความเข้าใจเขาให้ได้มากที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องพยายามเลี่ยงที่จะพูดเรื่องฆ่าตัวตาย แค่คนรอบข้างรับฟังอย่างตั้งใจ แค่นั้นก็ส่งผลต่อจิตใจของเขาได้


Type H: ความหลังฝังใจ

ภาพความทรงจำไม่ดีในอดีต ทำให้จิตตกลงไปอีก

คนเราย่อมเคยผ่านเหตุการณ์ในอดีตที่ทำร้ายจิตใจหรือเรื่องแย่ ๆ ในชีวิต บางครั้งเมื่อนึกถึง ความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้นก็จะหวนกลับมา

โรคเครียดภายหลังภยันตราย หรือ PTSD เป็นอาการป่วยทางจิตหลังเผชิญเหตุการณ์ร้ายแรงที่ผู้ป่วยถูกคุกคาม ชีวิตตกอยู่ในอันตราย โดยผู้ป่วยจะมีอาการได้หลากหลาย เช่น รู้สึกเหมือนเหตุการณ์นั้นกลับมาฉายในหัวซ้ำ ๆ ฝันร้าย อยากหนีให้ไกลจากสถานการณ์นั้น ๆ ผวา ตื่นตระหนกได้ง่าย

ในกรณีของผู้ป่วย AD เหตุการณ์ที่ไม่รุนแรง เช่น พ่อแม่พูดสั่งสอน โดนหัวหน้าดูถูก แต่กลับทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่ดีอย่างมาก เมื่อภาพเหล่านั้นผุดขึ้นมาในหัว อารมณ์ก็แย่ลงอย่างรวดเร็วจนควบคุมได้ยาก

โรค AD เป็นโรคที่แม้แต่จิตแพทย์เองก็มีโอกาสมองข้ามบางอาการไป หรืออาจวินิจฉัยเป็นอีกโรคหนึ่งได้ ซึ่งอาจทำให้อาการไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร แม้ผู้ป่วยจะรักษาอย่างต่อเนื่องแล้ว อย่างโรคซึมเศร้าชนิด Melancholia ที่แพทย์วินิจฉัยได้อย่างถูกต้องถึง 74% แต่พอเป็นโรค AD แพทย์วินิจฉัยได้ถูกต้องเพียง 34% เท่านั้น

ความผิดปกติทางอารมณ์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เมื่อเราเผชิญกับความเครียด จึงเป็นปัญหาในการวินิจฉัยว่าเมื่อมีอาการเหล่านี้จะเป็นโรคหรือไม่ โดยหลักการแพทย์จะลงความเห็นว่าเป็นโรคก็ต่อเมื่ออาการเหล่านั้นทำให้ผู้ป่วยทรมาน และมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก หรือทำให้ต้องหยุดงาน เสียสัมพันธ์กับคนรอบข้าง


สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคซึมเศร้า 1

ความเครียดที่เกิดในครอบครัว และสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน

การมีความเครียดสะสม คือสาเหตุหลักในการเกิดโรคซึมเศร้า ปัจจุบันสภาพแวดล้อมล้วนส่งผลให้เกิดความเครียดได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก การแข่งขันในสังคม การเลี้ยงดูเอาใจใส่ของแต่ละครอบครัว เพราะการไม่ได้รับความรักเพียงพอจากพ่อแม่หรือการเลี้ยงดูที่ใช้ความรุนแรง จะก่อให้เกิดความเครียด ซึ่งนำมาสู่อาการของโรคซึมเศร้า

ปัญหาใหญ่คือการรับมือกับควมเครียด ซึ่งแต่ละบุคคลก็ขึ้นอยู่กับอุปนิสัย ลักษณะนิสัยบางอย่างก็พอจะแยกแยะได้ว่าคนแบบไหนมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้า เช่น คนขี้กังวล ขี้เหงา อารมณ์แปรปรวน รู้สึกผิดได้ง่าย

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคซึมเศร้า 2

พยายามทำให้คนอื่นพอใจ เพราะไม่อยากโดนเกลียด

ผู้เป็นโรคซึมเศร้าแบบปกติมักเป็นคนมีระเบียบ ตั้งใจทำงานมาก ส่วนผู้ที่เป็นโรค AD จะมีนิสัยต่างออกไป คือปรับตัวเก่ง และชอบเอาใจผู้อื่น ตอนเป็นเด็กคนอื่นจะเห็นว่าเป็นเด็กดี โตขึ้นก็ยังใช้ชีวิตโดยแคร์สายตาผู้อื่น พยายามทำให้คนอื่นพอใจตลอดเวลา หรือมักเกรงใจผู้คนรอบข้างเพราะไม่อยากให้คนอื่นเกลียด นอกจากนี้ผู้ป่วยยังตีค่าตัวเองต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งเมื่อเกิดปัญหา อาการของโรคจะแสดงออกมาทันที

อีกนิสัยที่ทำให้มีโอกาสเป็นโรค AD คือความไม่มั่นใจในตัวเอง จนสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโรคบุคลิกภาพผิดปกติ หรือ Personality Disorder การสูญเสียความเป็นตัวเองแสดงออกมาได้หลายรูปแบบ เช่น วิตกกังวลกับปฏิกิริยาของคนรอบข้าง อายจนต้องหลับตา ระแวงว่าจะโดนดูถูก เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สะเทือนใจได้ง่าย หรือรู้สึกว่าโดนทำร้ายจิตใจอย่างมาก


การรักษา

ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาที่ถูกต้อง และเหมาะสม เมื่อได้พูดคุยกับจิตแพทย์ โดยแพทย์จะซักถามเพื่อประเมินอาการต่าง ๆ ก่อนจะตัดสินใจหาแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เพราะโรคเหล่านี้ไม่สามารถตรวจได้จากผลเลือดเหมือนโรคทั่วไป เมื่อรักษาไปสักพัก หากยาที่ใช้ได้ผลไม่ค่อยดี แพทย์ก็จะเปลี่ยนยาตัวใหม่ให้ และแพทย์ที่ดีต้องอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจได้ถึงอาการป่วยในปัจจุบัน รวมถึงหลังการรักษาว่าจะเป็นยังไง

การรักษาโรค AD ที่มีประสิทธิภาพสูงคือจิตบำบัด โดยการปรับความคิด และพฤติกรรม เป็นวิธีที่ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจรูปแบบความคิด และการกระทำของตัวเอง ช่วยปรับพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดปัญหา โดยมี 7 ขั้นตอนดังนี้

1. อธิบายโปรแกรมการบำบัดจิตใจ

แพทย์จะอธิบาย และแนะนำข้อมูลเกี่ยวกับโรค AD ให้คนในครอบครัวผู้ป่วยได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ และคอยช่วยเหลือให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

2. จัดการกับความเครียด

แพทย์จะสอบถามพฤติกรรมที่ผู้ป่วยแสดงออก หรืออาการทางร่างกายที่เกิดขึ้นเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่กระตุ้นความเครียด จากนั้นแพทย์จะแนะนำวิธีผ่อนคลาย และการจัดการกับความเครียดเบื้องต้น

3 จัดการความรู้สึก

แพทย์แนะนำให้ผู้ป่วยเขียนบันทึกพฤติกรรม ความคิด และความรู้สึกที่เกิดขึ้น เพื่อกลับมาทบทวนความคิดที่เป็นตัวกระตุ้น และหาวิธีจัดการกับความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมที่เกิดขึ้น

4. ฝึกสติ ผ่อนคลาย

พยายามกำหนดลมหายใจ หรือทำสมาธิ หาเวลากลับมามองตัวเอง ดึงเวลาที่ตัวเองมีความสุขกลับมาสู่ตัวเอง

5. ปรับปรุงความสัมพันธ์ของตัวเองกับคนอื่น

  • สร้างทักษะในการรู้ทันอารมณ์ ความรู้สึก และความคิดของตัวเอง
  • สร้างทักษะในการเข้าในสถานการณ์ เห็นใจคนอื่น
  • สร้างทักษะในการบอกความต้องการของตัวเอง และแสดงออกอย่างเหมาะสม
  • ฝึกการใช้ภาษากาย

6. รับมือกับความวิตกกังวล หรืออารมณ์ซึมเศร้า

อาการวิตกกังวล เศร้าเสียใจเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ง่าย อาจหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานการณ์ที่กระตุ้นให้เกิดอาการมากขึ้น

7. ปรับสมดุลในชีวิต

  • ทำร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น การเดิน
  • ปรับพฤติกรรมการกิน หลีกเลี่ยงการซื้ออาหารมาตุนไว้
  • ปรับพฤติกรรมการนอน พยายามเคลื่อนไหวร่างกายตนกลางวันให้มากที่สุด นอนให้เร็วขึ้น

อาการต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นร่วมกับโรคซึมเศร้า

โรควิตกกังวล

คนขี้กังวลยิ่งเพิ่มโอกาสการเป็นโรคซึมเศร้าได้มากขึ้น

ผู้ป่วยจะแสดงความกังวลออกมา ทั้งทางร่างกาย และจิตใจอย่างรุนแรง จนกระทบต่อการใช้ชีวิต หลายคนเรียกอาการนี้ว่า “โรคประสาท” โดยโรควิตกกังวลแบ่งเป็นโรคใหญ่ ๆ 5 โรค คือ

1. โรคย้ำคิดย้ำทำ

เป็นอาการที่ทำอะไรซ้ำแล้วซ้ำอีก เช่น ล้างมือซ้ำ ๆ กลับบ้านมาเช็คว่าล็อกกุญแจเรียบร้อยหรือยัง เพราะกังวลมากไปเลยต้องทำซ้ำ หรือตรวจสอบซ้ำ ๆ จนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

2. โรควิตกกังวล

กังวลหลายเรื่องจนควบคุมความคิดไม่ได้ เป็นมานานมากกว่า 6 เดือน ร่วมกับอาการอื่น เช่น หงุดหงิดง่าย กระสับกระส่าย ปวดตามตัว นอนไม่หลับ

3. โรคเครียดภายหลังภยันตราย

หรือ PTSD เป็นความเครียดภายหลังประสบเหตุการณ์ที่คุกคามชีวิต ทำให้มีความรู้สึกเหมือนเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นซ้ำ ๆ

4. โรคกลัว

ความกลัวที่เกิดขึ้นเมื่อต้องเผชิญเหตุการณ์ สถานที่ สัตว์ สิ่งของบางอย่าง เช่น โรคกลัวที่โล่งแจ้ง โรคกลัวที่แคบ โรคกลัวสังคม เป็นต้น

5. โรคตื่นตระหนก

หรือโรคแพนิก คือจู่ ๆ เกิดอาการหัวใจเต้นเร็ว หายใจไม่ทัน แน่นหน้าอก มือเท้าสั่น หน้ามืด เหงื่อออก ชาปลายมือปลายเท้า อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นอย่างกระทันหัน ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเหมือนกำลังจะตาย เหมือนจะเป็นบ้า จึงทำให้ผู้ป่วยกลัวมากเป็นพิเศษ


นอกจากกลุ่มโรควิตกกังวลทั้ง 5 โรคแล้ว ผู้ป่วยโรค AD อาจพบอาการของโรคอารมณ์สองขั้ว หรือโรคไบโพลาร์ได้อักด้วย

โดยโรคอารมณ์สองขั้วจะแสดงช่วงอารมณ์ดีสลับกับช่วงอารมณ์ซึมเศร้า เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ช่วงอารมณ์ดีจะเป็นคนร่าเริง แจ่มใส รู้สึกว่าตัวเองจะทำอะไรก็ได้ มีความมั่นใจในตัวเอง พฤติกรรมที่แสดงออกมาอาจดูเหมือนคนปกติ แต่ถ้าผู้ป่วยเข้าสู่ช่วงซึมเศร้าก็จะห่อเหี่ยว รู้สึกเหนื่อยล้าอยู่ตลอดเวลา

สาเหตุของโรคอารมณ์สองขั้วยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามาจากไหน แต่หลายงานวิจัยลงความเห็นว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับความผิดปกติจากการทำงานของสมอง เนื่องจากร่างกายเผชิญความเครียดมาเป็นเวลานาน

โรคอารมณ์สองขั้วมี 2 ชนิดคือ

ชนิดที่ 1 ผู้ป่วยจะมีช่วงอารมณ์ดีผิดปกติ ติดต่อกันอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น มั่นใจในตัวเองมากขึ้น นอนน้อยลง พูดเก่ง ความคิดแล่น มีกิจกรรมเพิ่ม อาการที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลกระทบในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก โดยที่จะมีหรือไม่มีช่วงซึมเศร้าก็ได้

ชนิดที่ 2 ผู้ป่วยจะมีช่วงอารมณ์ดีติดต่อกันอย่างน้อย 4 วัน ร่วมกับอาการอื่น ๆ เหมือนชนิดที่ 1 แต่จะไม่รุนแรงจนมีผลกระทบกับการใช้ชีวิต โดยที่อาจมีหรือไม่มีช่วงซึมเศร้าก็ได้

ผู้ป่วยโรคอารมณ์สองขั้วชนิดที่ 1 จะเห็นพฤติกรรมหรืออารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ต่างจากชนิดที่ 2 ที่อาการอาจเหมือนคนขยัน อารมณ์ดี จนเราอาจมองข้ามอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นได้ มีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าจำนวนผู้ป่วยโรคอารมณ์สองขั้วชนิดที่ 2 มากกว่าครึ่งนั้นเป็นโรค AD ด้วย

การรักษาโรคอารมณ์สองขั้วคือการใช้ยา โดยแพทย์จะให้ยาที่ทำให้อารมณ์คงที่เป็นหลัก ยาจะทำให้อารมณ์ที่แปรปรวนกลับมาสู่อารมณ์ปกติ และแพทย์จะหลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ซึมเศร้า

การรักษาโรคอารมณ์สองขั้วค่อนข้างยาก เพราะผู้ป่วยไม่รู้สึกถึงอารมณ์ที่ผิดปกติของตัวเองจึงไม่ได้รายงานแพทย์ ทำให้วินิจฉัยไม่ได้ แม้จะซักถามเท่าไหร่ก็ตาม และผู้ป่วยต้องกินยาติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจมีผลข้างเคียง จนทำให้ผู้ป่วยเลิกกินยาด้วยตัวเอง จึงยากต่อการรักษา


หากใครกำลังสงสัยว่าตัวเองอาจป่วยเป็นโรคซึมเศร้า สามารถเข้ารับคำปรึกษาจากจิตแพทย์เพื่อหาทางรักษาได้ที่โรงพยาบาลรัฐ และเอกชนทั่วประเทศที่มีจิตแพทย์ให้บริการ หากอายุตั้งแต่ 18 ปี ขึ้นไป จะได้พบกับจิตแพทย์ทั่วไป หากอายุน้อยกว่า 18 ปี จะได้พบกับจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

ในการใช้บริการแนะนำให้สอบถามรายละเอียดล่วงหน้า ทั้งตารางออกตรวจ คิวนัด และค่ารักษา สำหรับคนที่ไม่แน่ใจว่าความกังวล และความเครียดที่ตัวเองเผชิญจะเข้าข่ายภาวะซึมเศร้าหรือไม่ แนะนำให้โทรหาสวยด่วยสุขภาพจิต 1323 เมื่อปรึกษาแล้วพบว่ามีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า เจ้าหน้าที่จะแนะนำโรงพยาบาลตามสิทธิรักษาพยาบาลใกล้บ้าน หรือที่สะดวก สำหรับพนักงานออฟฟิศที่มีประกันสังคม สิทธิ์ประกันสังคมครอบคลุมการรักษาสุขภาพจิตด้วย

สนใจหนังสือ ฉันเป็น “โรคซึมเศร้า” ไหมนะ

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/1g1ayuE0fD
หรือซื้อแบบ ebook:
https://www.mebmarket.com
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” เขียนโดยแกรี เคลเลอร์ แก่นหลักของหนังสือเล่มนี้คือ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการทำหลายอย่างพร้อมกัน แต่เกิดจากการเลือกสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด แล้วทำมันให้ดีที่สุดจนสำเร็จครับ แกรีย้อนไปดูผลงานในอดีตของตัวเอง เขาพบรูปแบบสำคัญที่เกิดขึ้นซ้ำเหมือนกันทุกครั้ง นั่นคือช่วงที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุด...

Related Articles

จิตวิทยาไม่เป็นคนหัวร้อน เทคนิคจัดการอารมณ์ที่ช่วยให้กลายเป็นคนอารมณ์ดีในทุก ๆ วัน

ในแต่ละวันเราต้องเจอกับความโกรธในสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ต้องเจอกับคนที่ไม่ชอบในที่ทำงาน ตอนที่ถูกคนอื่นทำให้เดือดร้อน หรือตอนที่อะไรต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เมื่อนานวันเข้าความโกรธที่สะสมไว้ก็จะกลายเป็นความทุกข์ที่ทำให้ชีวิตหาความสุขไม่ได้ แต่ความโกรธเป็นอารมณ์ปกติตามธรรมชาติของมนุษย์ครับ ไม่ว่าใครก็มีความโกรธได้ โดยไม่เกี่ยวกับเพศกับวัยแต่อย่างใด...

จ้างให้ก็ไม่โกรธ หนังสือจัดการความโกรธที่ปฏิบัติได้จริง

เขียนโดย ชุนซุเกะ อันโดะ กรรมการสมาคมการจัดการกับความโกรธแห่งประเทศญี่ปุ่น เขาศึกษาหลักสูตรการจัดการอารมณ์มาจากอเมริกา และเป็นคนแรกที่นำแนวคิดเรื่องการจัดการความโกรธมาเผยแพร่ในญี่ปุ่น ซึ่งแต่ละปีมีผู้มาเข้าอบรมกับเขามากถึง 20,000 คน ทุกคนล้วนมีความเคยชิน ไม่ว่าจะชอบหมุนปากกา กัดเล็บ...

เรื่องที่แบกไว้เธอจะวางก็ได้นะ วิธีใช้ชีวิตให้สบายเหมือนกำลังนั่งจิบชา

คุณรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่เอาแต่คิดเรื่องไม่เป็นเรื่อง, ชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น, กังวลกับสายตาของคนรอบข้าง, ฝืนยิ้มทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีความสุข รู้สึกว่าชีวิตนี้มีแต่เรื่องน่าเหนื่อยใจ คุณไม่ได้รู้สึกอย่างนี้อยู่คนเดียวครับ โลกเรายังมีคนที่เหนื่อยใจแบบเดียวกันคุณอีกหลายคน ในหนังสือ “เรื่องที่แบกไว้เธอจะวางก็ได้นะ” ชวนให้ผู้อ่านมาสำรวจอุปนิสัยของตัวเอง...

เยียวยาซึมเศร้า รวมวิธีที่ได้ผลและไม่ได้ผล ในการรักษาซึมเศร้าจากประสบการณ์ตรง

หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งรู้สึกว่าการกินยาช่วยให้อาการดีขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เขาคิดว่าโรคซึมเศร้าไม่มีทางหายสนิทได้ด้วยยาเพียงอย่างเดียว จึงนำข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตประเภทที่ว่า “ถ้าเป็นซึมเศร้าให้ทำ… จะช่วยให้อาการดีขึ้น” หรือ “ถ้าเป็นซึมเศร้าอย่าทำ… ไม่งั้นอาการจะแย่ลง” ผู้เขียนได้นำวิธีการเหล่านั้นมาปฏิบัติตามและรวบรวมผลที่ได้ออกมาว่าเป็น “สิ่งที่ได้ผลดี” และ...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!